อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

กัปตัน แจ๊ค สแปโรว์ ตัวจริง




ซาลาดิน : แปลและเรียบเรียง

กัปตัน แจ๊ค สแปโรว์ ( Jack Sparrow) ตัวละครจากภาพยนต์ Pirates of the Caribbean มีอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์

กัปตัน แจ๊ค สแปโรว์ ตัวจริง จริงๆแล้วเป็นผู้ศรัทธาชาวมุสลิม (ถ้าไม่เชื่อ คุณสามารถเชคจาก Wikipedia และ ลิงค์ อื่นๆด้านล่างได้เลย) ชื่อจริงๆ ของเขาคือ กัปตัน แจ๊ค วาร์ท ( Captain Jack Ward) และเขาก็เป็นที่รู้จักในชื่อ แจ๊ค เบิร์ดดี้ ด้วย (Jack Birdy) เขาได้ละทิ้งโบสคริสเตียน เมื่อเขาได้เข้ารับนับอิสลามในปลายศตวรรษที่ 16 . ลูกเรือของเขาทั้งหมดก็ได้เปลี่ยนมาเข้ารับนับถืออิสลามเช่นกัน. กัปตัน แจ๊ค เบิร์ดดี้ เป็นคนที่ชื่นชอบและสนใจนกกระจอกเป็นอย่างมากในช่วงที่เขาใช้ชีวิตอยู่ใน ตูนีเซีย (ช่วงที่หลบซ่อนจากรัฐบาลอังกฤษ) ส่วนมากที่คนในชุมชนที่นั้นชอบเรียกเขาว่า แจ๊ค “อัสฟะฮ์” ซึ่งในภาษาอาหรับแปลว่า นกกระจอก . และนี่เป็นที่มาของ ชื่อที่ว่า กัปตัน แจ๊ค สแปโรว์

ชื่อในภาษาอาหรับของเขาคือ ยูซุฟ เรอิส เขาได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวคริสเตียนที่ผู้ซึ่งเปลี่ยนมารับนับถือศาสนาอิสลาม นาม เจซซี่มีน่า ชาว ซิซีเลี่ยน (ชื่อเมืองของเกาะทางใต้ในประเทสอิตาลี่) ขณะที่กัปตัน แจ๊ก เบิร์ดดี้ เป็นที่รู้จักันว่า สุดยอดขี้เมา จากนั้นเขาได้หยุดการดื่มสุราอย่างเด็ดขาดหลังจากได้ที่เข้ารับอิสลาม. เขาได้มีส่วนช่วยอย่างมากในการช่วยเหลือชาวยิวและมุสลิมนับพันที่หลบหนีจากการไล่ล่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 17 โดยพวกชาวคริสเตียนหัวรุนแรง (อีกหนึ่งความจริงที่คุณอาจจะไม่รู้)และยังมีอีกที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับที่ผมกำลังจะบอก. รู้มั้ยว่าไม่มีภาพลักษณ์ที่ดีของความเป็นอิสลามปรากฎอยู่ในภาพยนต์ฮอลลีวูดให้เราได้เห็นเลย ไม่มีอะไรเลยแม้กระทั่งแก่นหรือรากแท้ของความเป็นบุรุษชาวมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ให้เห็นเลย เพราะว่าโดนบิดเบือน และถูกลบจากประวัติศาสตร์ . หรือว่าที่จริงแล้วคนทำหนังกลัวที่จะเปิดเผยอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวของกับความเป็นอิสลาม)

เพราะว่าบางทีมันอาจจะไปปลุกจิตสำนึกที่หลับไหลของชาวมุสลิมเกี่ยวกับตำนานในอดีตเมื่อนานมาแล้วของพวกเค้า ให้ผู้คนได้รู้ว่าจริงๆมุสลิมไม่ใช่พวกที่ชอบรุกรานผู้อื่น แต่ที่จริงมีต้นกำเนิดที่ยิ่งใหญ่โดยที่บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นฮีโร่ผู้เกรียงไกรและยังมีหน้าประวัติศาสตร์จารึกที่ว่าต่อสู้กับการกดขี่ข่มเหงจากศาสนาอื่น. แต่ฮอลลีวูดขโมยฮีโร่ของพวกเราทันใดนั้นเปลี่ยนพวกเขาเป็น คนขาว และเป็น พวกแองโกล(พวกฝรั่งคนขาวจมูกโด่ง เช่น คนยุโรป อเมริกัน รัซเซีย หน้าเค้าคล้ายๆกันหมด) แต่ ฮอลลีวูด แสดงภาพของมุสลิมว่าเป็นพวกมุสลิมสุดโต่งว่าพวกเราเป็น พวกคลั่งลัทธิ ผู้ก่อการร้าย และยังเผยแพร่สุดเกินบรรยายข้ามจอโลกที่ว่าเป็นพวกบ้าหลั่งเคารพบูชาความรุนแรงและเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง.


กัปตัน แจ๊ค สแปโรว์ คนมุสลิมที่ช่วยเหลือชาวมุสลิมและชาวยิวให้รอดพ้นจากการฆ่าล้างชาติพันธุ์ของชาวคริสเตียน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นขาวคริสยุโรปเรื่องราวความเป็นมุสลิมของเขาถูกลบออก พูดกันสั้นๆ พวกเขาแต่งเติมบุคลิค ลักษณะนิสัยให้แก่เราชาวมุสลิม พวกเราไม่มีสิทธ์พูดไม่ว่าจะอย่างไร ผลกระทบคือไม่แตกต่างจากผลกระทบที่เคยมีต่อทาสคนดำ หรือ ชนเผ่าพื้นเมืองดั่งเดิมของดินแดนอเมริกัน เมื่อพวกเขามีค่าเท่ากันหมดไม่ว่าจะถูกฆ่าตายหรือนำเอามาเป็นทาส ทั้งโลกรู้สึกสะเทือนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา และ หลังจากผ่านพ้นไปสักพัก พวกเขามองเห็นตัวเองว่าตัวเองนั้นไม่เข้ากับสิ่งที่เป็นอยู่ ณ โลก ปัจจุบันและ สภาพจิตใจตกต่ำ อ่อนแอกว่า ผู้ทำกดขี่ข่มเหงเค้า ทำให้ความเชื่อมั่นและความแข็งแกร่งหายไป ซึ่งเหมือนกับมุสลิม ณ ทุกวันนี้

สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเกิดได้ถ้าเราได้มีการสอนลูกหลานเราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เข้าใจมันอย่างถ่องแท้และรุ่นสู่รุ่น. อย่างไรก็ตาม มัสยิดของพวกเรา ผู้รู้ และ ผู้ที่ไม่สนใจการเมืองหรือคนธรรมดา ทุกวันนี้ที่มีการสอนมีแต่เรื่องที่ว่ามุสลิมไม่ได้สนใจเรื่องจริยธรรมและคุณธรรมอะไรทั้งสิ้น ยักษ์ใหญ่ในอิสลามพวกเค้าอยากให้อิสลามเป็นเรื่องเล็กๆไม่มีความสำคัญอะไรมากนัก สอนว่าอิสลามไม่เคยมีฮีโร่ ราวกับว่าเมื่อศาสดาได้จากไป มุสลิมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือหลังจาก 1500 ปี เรื่องราวของอาณาจักรในโลกมุสลิมนั้นมีสุขเกินที่จะรับได้ แต่หารู้มั้ยว่ากว่าจะมาเป็นอาณาจักรอิสลามนั้นได้ต้องดิ้นรนต่อสู่กับความชั่วร้ายมามากเท่าไหน เยาวชนมุสลิมทุกวันนี้ไม่มีใครอยากเป็นเหมือน กัปตัน แจ๊ก สแปโรว์ รุ่นต่อไปเพราะว่าเราไม่มีคนที่เหมาะสมและมีค่าควรจะเป็น ผู้ยิ่งใหญ่สเหมือน แจ๊ค อีกแล้ว แต่แทนที่ด้วยว่าเด็กมุสลิมถูกสอนให้ถกเถียงเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่น เสื้อผ้าแบบไหนที่เราควรสวมใส่ , เท้าข้างไหนที่จะต้องใช้ก้าวเข้าห้องน้ำ เราสามารถ อ่าน อามีนเสียงดังได้มั้ย

จริยธรรมและอุดมการอันยิ่งใหญ่ของอิสลามถูกกีดกันว่าเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยแทนที่ด้วยคุณธรรมอันดีซึ่งคือเหตุที่อิสลามนำมาสู่โลก
แต่วันนี้เราต้องฟื้นฟูจริยธรรมอันยิ่งใหญ่ของอิสลามเรากลับคืนมา อย่างที่โลกมุลิมถูกโหมกระหน่ำอีกครั้งด้วยความชั่วร้ายจากโลกตะวันตกและไฟนรกที่คอยแทรกซึมมาจากอำนาจจากต่างชาติ เราต้องการวีรบุรุษ เราต้องการผู้กล้า ที่มากกว่า เศาะลาฮุดดีน อัลอัยยูบี (Salah-ud-deen Ayubi) มากกว่า คอลิด บิน วาลีด (Kalid Bin Waleed) มากกว่ามัลคอม เอ็กซ์ (Malcolm X’) และมากกว่า กัปตัน แจ๊ก สแปโรว์
มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องฟื้นฟู หน้าประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรของนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพและนำวิถีชีวิตอันสงบสุขของเรากลับมา มากกว่าการสอนอิสลามที่บอกเราว่าให้นั่งเฉยๆและถกเถียงกันในเรื่องเล็กๆน้อยๆในขณะที่โลกและอุมมะฮฺของเราถูกทำร้ายและสังหาร


เขียนโดย MPACK and more
ข้อมูลจาก MPACUK or Muslim Public Affairs Committee UK

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://en.wikipedia.org/wiki/Jack_Ward

http://www.beliefnet.com/columnists/cityofbrass/2012/04/captain-jack-sparrow-was-based-on-a-real-muslim-pirate.html

ลิงค์ที่มา : http://www.grandestrategy.com/2013/10/49494838394.htm


ไม่มีใครที่รักตัวเรามากกว่าพ่อแม่ของเรา



ไม่มีใครที่รักตัวเรามากกว่าพ่อแม่ของเรา
ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ของเราก็รู้ดีว่า
เรานั้นรักตัวเองมากกว่าท่าน
แต่ท่านทั้งสองก็ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อตัวเรา
แล้วเมื่อไรเราจึงจะทุ่มเทให้กับท่านทั้งสอง
ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของทั้งสองจะหายไป
ครั้งหนึ่งท่านนะบีก้าวขึ้นมินบัร สามก้าว
ในแต่ละย่างก้าว ท่านจะกล่าว อามีน
บรรดาศ่อหะบะฮฺก็แปลกใจ
เลยถามท่าน ท่านกล่าวว่า ญิบรีลได้นำเสนอสามกลุ่ม
ซึ่งทั้งสามกลุ่มนี้จะไม่ได้รับเราะห์มะฮฺจากอัลลอฮฺ
๑) ผู้ที่ได้ยินการกล่าวถึงท่าน
แต่ไม่ศอละวัตต่อท่าน
๒) ผู้ที่ใช้ชีวิตในเดือนรอมฎอน
แต่กลับไม่ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ
๓) ผู้ที่ทันกับบิดามารดา
แต่ไม่ได้ทำความดีกับทั้งสอง
อย่าปล่อยโอกาศทองนี้จากท่านไป
โดยที่ท่านไม่ได้ทำอะไรเลย
ให้กับคนที่รักท่านมากกว่าตัวของเขาเอง

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

ผศ ดร อิบรอเฮม สือแม (Iprohem Suemae)


วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การทำความสะอาดเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการละหมาด




                        การทำความสะอาดเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการละหมาด การละหมาดของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น จะไม่ถูกตอบรับหากปราศจากเงื่อนไขดังกล่าว

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  กล่าวว่า

«لا تُقْبَلُ صَلاةٌ بِغَيْرِ طُهُوْرٍ ، وَلا صَدَقَةٌ مِنْ غُلُوْلٍ» [مسلم برقم 224]

“การละหมาดที่ปราศจากความสะอาดจะไม่ถูกตอบรับ เช่นเดียวกับทานเศาะดะเกาะฮฺที่ได้มาจากการยักยอก”
(มุสลิม หะดีษเลขที่ 224)

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  กล่าวว่า

«لا تُقْبَلُ صَلاةُ مَنْ أَحْدَثَ حَتى يَتَوَضَّأ» [البخاري برقم 135، ومسلم برقم 225]

“ การละหมาดของผู้ที่มีหะดัษจะไม่ถูกตอบรับ จนกว่าเขาจะอาบน้ำละหมาด”
(อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 135 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 225)


วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

ทุกนาทีของชีวิตดุนยา คือการทดสอบ


-- เจ้าหนูน้อยเอ๋ย
-- ชีวิตในดุนยาเต็มไปด้วย
-- ความจริงใจและการล่อลวง
-- ความซื่อสัตย์และการตลบแตลง
-- ความสบายและความทุกข์
-- ความมั่งมีและความยากจน
-- ความงดงามและความเลวร้าย
-- เจ้าจงจำไว้ให้มั่นว่า
-- ชีวิตตรงนี้ ระยะเวลาของมันสั้นนัก
-- ดังนั้นเจ้าจงเข้มแข็งและอดทน
-- เจ้าจงมั่นคงบนจุดยืนที่ดีงาม
-- เพราะอีกไม่นานหรอก
-- ทุกๆสิ่งที่นี่ จะสิ้นสุดลง
-- แม้เจ้ายังเป็นเด็ก แต่ก็อีกไม่นานหรอก
-- เจ้าจะต้องกลับไปสู่ที่ที่ยั่งยืน
-- ซึ่งตรงนั้น เจ้าจะไม่พบกับการละเมิดใดๆอีกต่อไป
-- เพราะที่นั่น ...
-- คือที่แห่งการตอบแทน จากผู้ทรงเที่ยงธรรม
..." จงสำนึกเสมอว่า ที่นี่คือการทดสอบพฤติกรรม ดังนั้นจงอย่าได้ลุ่มหลงจนหลงทาง เพราะเราทุกคนต้องกลับไปรับการพิพากษาและการตอบแทนโดยอัลเลาะฮฺซ.บ. ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงเที่ยงธรรม "..

อ.อับดุลเลาะห์ หนูรักษ์

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

โต๊ะตะเกี่ย อยุธยา



ถามโดย คนอยุธยา

เนื่องจากผู้ถามได้เขียนเล่าเหตุการณ์ที่ประสบมายาวมาก ทางทีมงานจึงขออนุญาตสรุปเป็นประเด็นและตั้งเป็นคำถามได้ดังนี้

เทศกาลของทุกปี โดยเฉพาะวันอีดเล็กและอีดใหญ่ จะมีมุสลิมจำนวนมากแห่กันไปทำพิธีที่มะก่อมของโต๊ะตะเกี่ย เพื่อขอริสกี ขอให้แคล้วคลาด บ้างก็มาแก้บน ผมรู้ดีว่าการทำอย่างนั้นเป็นชิริก แต่ไม่รู้จะห้ามปรามอย่างไร ได้แต่เตือนญาติใกล้ชิด และคนที่พอจะเตือนได้เท่านั้น แต่พวกเขาจะอ้างว่า ไม่ได้ขอกับตะเกี่ย เพียงให้ท่านช่วยขอต่ออัลลอฮ์อีกทีหนึ่ง ข้ออ้างของเขาถูกต้องหรือ

คำตอบโดย อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้

เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธว่า ยังมีพี่น้องมุสลิมของเราอีกจำนวนมาก กระทำสิ่งที่หมิ่นเหม่ต่อการตกศาสนา ด้วยการบวงสรวง, กราบไหว้, หรือวิงวอนขอต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ และเหตุการณ์ที่ว่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นที่เดียวตามคนอยุธยาได้ถามมา แต่มะก่อมของบรรดาผู้ที่เขาเชื่อว่าเป็นโต๊ะวะลีกะรอมัตนั้น กระจายอยู่ทั่วเมืองไทย และต่างก็มีตำนานพิสดารอันลือลั่น จนกล่าวกันว่า บุคคลเหล่านั้นตอนที่มีชีวิตอยู่เขาเป็นคนที่มีบุญญาธิการ บางคนสามารถเดินบนน้ำ บางคนเหาะเหิรเดินอากาศได้ บางคนหายตัวได้ บางคนแบ่งร่างไปปรากฏในหลายสถานที่ และฯลฯ สถานที่เหล่านี้ที่ขึ้นชื่อก็เห็นจะมี โต๊ะตะเกี่ย อยู่ที่อยุธยา, โต๊ะเกาะไร่ อยู่ที่ ฉะเชิงเทรา, โต๊ะระยองอยู่ที่ จ.ระยอง, และโต๊ะมะขามอยู่ที่ จ.ตราด เป็นต้น

เนื่องจากความหละหลวมของบรรดาผู้นำตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ที่ไม่เอารู้เอาชี้กับเรื่องที่เป็นอันตรายต่ออะกีดะห์ของบรรดามุสลิม แต่เขาจะให้ความสำคัญกับอาหารที่จะกินลงท้อง ที่ต้องกวดขันไล่ตีตราฮาลาล แต่มุสลิมเสพอะกีดะห์ผิดๆ เช่นนี้พวกเขากลับนิ่งเฉย จนวันเวลาผ่านไปเนินนานทำให้สถานที่เหล่านี้ถูกมองว่าขลังและศักดิ์สิทธิ จนกลายเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คน และไม่เฉพาะมุสลิมเพียงอย่างเดียว บางที่ก็มีการจัดลิเก มหรสพถวาย ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับศาลเจ้าพ่อ,เจ้าแม่ที่มีอยู่ดาษดื่น แต่ที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็คือบริเวณที่ทำการนั้นคืออณาเขตของมัสยิด หรือบางที่ไม่ใช่เขตมัสยิดแต่ก็เป็นกุโบร์ของมุสลิม แต่การจะจัดการใดๆในปัจจุบันดูจะเป็นเรื่องยากเข้าไปทุกที เพราะบางสถานที่ก็ได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานไปแล้ว

ที่จริงตามข้อกำหนดของศาสนานั้น หน้าที่ของคนเป็นจะต้องขอดุอาอ์ให้กับผู้ตาย ไม่ใช่ไปขอเอาจากผู้ตาย และหากผู้ตายสามารถเนรมิตสิ่งใดให้ได้ละก็ บุคคลที่ประเสริฐที่สุดที่น่าจะวิงวอนขอมิใช่นบีมูฮัมหมัดหรอกหรือ เพราะท่านก็ตายไปแล้วเช่นกัน หรือบรรดาคลลีฟะห์ บรรดาศอฮาบะห์ผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลายจะไม่ดีกว่าหรือ แต่เราก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะเราประกาศตนอยู่ทุกวัน และวันละหลายครั้งว่า

اِيَّاكَ نَعْبُدُ وَاِيَّاكَ نَسْتَعِيْنُ

“เฉพาะพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้นที่เราจะอิบาดะห์ และเฉพาะอัลลออ์เท่านั้นที่เราจะวิงวอนขอช่วยเหลือ” ซูเราะห์อัลฟาติฮะห์ อายะห์ที่ 5

ด้วยเหตุนี้การวิงวอนขอต่อคนตายจึงเป็นชิริก (การตั้งภาคี) อย่างไม่ต้องสงสัยและไม่มีข้อขัดแย้งในหมู่ปวงปราชญ์
ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

اِذَا مَاتَ الانْسَانُ اِنْقَطَعَ عَنْهُ عَمَلُهُ

“เมื่อมนุษย์ได้ตาย งานของเขาก็จบแล้ว” รายงานโดยอบูฮุรอยเราะห์ บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ฮะดีษเลขที่ 3084

บุคคลที่นอนอยู่ในกุโบร์นั้น เมื่อตอนเขามีชีวิตอยู่เขาก็ต้องทำอะมัลเหมือนอย่างกับเราที่ละหมาด,บวช,ซะกาต,ฮัจญ์, ขอดุอาอ์, และอื่นๆ แต่เมื่อเขาจากดุนยาไป งานของเขาก็จบ ข้างต้นนี้คือคำยืนยันจากท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม แต่เราผู้อยู่เบื้องหลังยังไม่ยอมให้งานของคนตายจบด้วยการเอาเขาเป็นสื่อให้ขอดุอาอ์ให้แก่เราอีก
ส่วนคำอ้างที่ว่า “ไม่ได้ขอกับตะเกี่ย เพียงให้ท่านช่วยขอต่ออัลลอฮ์อีกทีหนึ่ง” เป็นคำที่พ้องกับคำของพวกมุชรีกีนที่ได้กล่าวอ้างไว้ ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงนำมากล่าวไว้ว่า

وَالَّذِيْنَ اتَّخَذُوا مِنْ دُوْنِهِ أوْلِيَاءَ مَا نَعْبُدُهُمْ اِلاَّ لِيُقَرَبُوْنَا الِى اللهِ زُلْفًا

“และบรรดาผู้ที่เอาสิ่งอื่นเป็นผู้คุ้มครองนอกจากอัลลอฮ์ (พวกเขากล่าวว่า) เราไม่ได้อิบาดะห์ต่อสิ่งเหล่านั้น นอกจากเพื่อทำให้เราได้ใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์” ซูเราะห์อัชซุมัร อายะห์ที่ 3

คนที่ให้คนตายขอดุอาอ์ให้เขาไม่แตกต่างจากมุชรีกีนในอายะห์ข้างต้นนี้เลย



วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

ความเชื่อเรื่องโต๊ะตะเกี่ย หรือ เจ้าพระคุณตะเกี่ย


ตอบคำถามโดย อ.อาลี เสือสมิง




อ.อาลี เสือสมิง : ความเชื่อเรื่องโต๊ะตะเกี่ย หรือ เจ้าพระคุณตะเกี่ยฯ ที่ตำบลคลองตะเคียน อยุธยา

อ.อาลี เสือสมิง นักวิชาการมุสลิม ได้ตอบคำถามเรื่องความเชื่อเรื่องโต๊ะตะเกี่ย หรือ เจ้าพระคุณตะเกี่ยโยคินราชมิสจินจาสยาม ที่ตำบลคลองตะเคียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเว็บไซต์ alisuasaming.org ต่อคำถามที่มีคนถามว่า “ความเชื่อเรื่องตะเกี่ยเป็นอย่างไร และขอรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้ได้รู้สิ่งที่แท้จริง”

“ตะเกี่ย” น่าจะเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจาก ตะกียะฮฺ تَكِيَّةٌ มีรูปพหูพจน์ว่า تَكَا يَا (ตะกายา) เดิมหมายถึงบ้านของคนจนหรือคนขอทาน แต่ต่อมาถูกใช้เรียกถึงสถานที่พำนักของศูฟียฺ ซึ่งเป็นคนที่บำเพ็ญสมถะและสละชีวิตทางโลก เรียก ศูฟียฺ อีกอย่างว่า ฟะกีร (فَقِيْرٌ) ซึ่งหมายถึงผู้มีความต้องการใกล้ชิดพระเจ้า โดยปริยายหมายถึง คนจน คนอนาถา หากคำว่า “ตะเกี่ย” มาจากคำว่า ตะกี่ยะฮฺ ก็จะมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า คอนกอฮฺ (خَا نْقَاه) ซึ่งเป็นคำฟารีสียฺ (ปาซียฺ) และคำว่า ซาวียะฮฺ (زَاوِيَة) ตลอดจนคำว่า ริบาฏ (رِبَاطٌ) ซึ่งทั้งหมดมีความหมายเดียวกันว่า “บ้านหรือที่พักของพวกศูฟียฺ”

และ ความหมายที่ว่านี้ก็สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของโต๊ะตะเกี่ย หรือเจ้าพระคุณตะเกี่ยโยคินราชมิสจินจาสยาม ที่ตำบลคลองตะเคียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะที่ตั้งของสุสานหรือมะก็อมของเจ้าพระคุณตะเกี่ยเดิมเป็นที่พักอาศัยของ ศูฟียฺท่านหนึ่ง มีชื่อปรากฏตามแผ่นกระดานจารึก (แกะสลักนูนต่ำ) เป็นภาษาเปอร์เซียว่าชัยคฺ ษามะฮฺ มัยมูน ชาฮฺ อัลลอฮฺย๊าร เป็นชาวฮินดูสตาน (อินเดีย) เสียชีวิตในวันจันทร์ เดือนญุมาดาอัล-เอาวัลฺ เวลาเย็น ในปี ฮ.ศ. ที่ 1,000 คือเมื่อสี่ร้อยกว่าปีมาแล้ว กล่าวกันว่า เจ้าพระคุณตะเกี่ยฯ เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2097 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และสิ้นชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2122 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา

มีเรื่อง เล่าขานถึงความกะรอมะฮฺของเจ้าพระคุณตะเกี่ยฯ เอาไว้หลายเรื่องด้วยกัน แต่ทั้งหมดก็เป็นการายงานแบบมุขปาฐะ คือเล่าจากปากสู่ปาก รุ่นสู่รุ่น ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบว่าจริงเท็จประการใด สิ่งที่สำคัญสำหรับเราในฐานะเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลอฮฺ (ซ.บ.) และเป็นผู้ดำเนินตามวิถีของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็คือ สิ่งที่เชื่อถือได้ก็คือ ที่นั่นเป็นสุสานของผู้ศรัทธา เราสามารถซิยาเราะฮฺสุสานดังกล่าวนั้นได้ โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับการซิยาเราะฮฺสุสานของมุสลิมทั่วไป

กล่าว คือ ให้สล่ามและขอดุอาอฺจากพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ให้ทรงประทานความเมตตา การให้อภัย และเรื่องดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ล่วงลับที่อยู่ในสุสานนั้นใน อาลัม บัรซัค และ อาคิเราะฮฺ ส่วนการไปวิงวอนขอโดยตรงให้ผู้ที่ล่วงลับในสุสานให้บันดาลสิ่งต่างๆ ที่ต้องการย่อมเป็นสิ่งต้องห้าม

และถือเป็นการตั้งภาคีใหญ่ดัง เช่นการกระทำของคนต่างศาสนิกที่มาจุดธูปเทียนและนั่งพนมมือขอต่อท่านเจ้าพระ คุณฯ ในเรื่องต่างๆ นั่นแหล่ะคือการตั้งภาคีใหญ่ ส่วนมุสลิมที่อ้างว่า ไม่ได้ขอต่อท่านเจ้าพระคุณฯ แต่อาศัยสถานที่ซึ่งมาบารอกะฮฺเพราะเป็นสุสานของโต๊ะวะลียฺ กะเราะมัตในการตอบรับดุอาอฺที่ขอต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) ผู้ที่อ้างเช่นนั้นก็ต้องรับผิดชอบในสภาวะทางความเชื่อ (อะกีดะฮฺ) ของตน เพราะผู้นั้นย่อมรู้ดีแก่ใจในสิ่งที่ตนกล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยงเพราะเป็นการกระทำที่หมิ่นเหม่ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดจากผู้ที่พบเห็น แม้ว่าเจ้าพระคุณฯ จะเป็นวะลียฺจริงมีกะเราะมัตมากมายเพียงใด นั่นก็เป็นเรื่องเฉพาะของท่านที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงประทานให้แก่ท่าน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราในเรื่องความเป็นวะลียฺและกะเราะมัติดังกล่าว และเจ้าพระคุณฯ ก็คือมัคลู๊กที่อ่อนแอเหมือนอย่างเรา คือต้องตาย

จึงให้ข้อสรุปได้ว่า การซิยาเราะฮฺสุสานที่บริเวณมัสยิดเจ้าพระคุณตะเกี่ย เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ แต่ต้องระวังในเรื่องความเชื่อ (อะกีดะฮฺ) ตลอดจนการกระทำบางอย่างที่มีคนต่างศาสนิกได้กระทำ ณ สถานที่แห่งนี้ ซึ่งจำเป็นที่ผู้ดูแลต้องบอกกล่าวและห้ามปราม เพราะหากเห็นดีและอำนวยความสะดวกให้คนต่างศาสนิกมากระทำชิรกฺ ณ สถานที่ของชาวมุสลิมโดยไม่มีการห้ามปราม นั่นก็เท่ากับเป็นการริฎอ (ยินดี) ต่อการกุฟรฺ ซึ่งถือเป็นกุฟรฺหรือมุรตัดได้ จึงต้องระวังให้จงหนักในเรื่องนี้

ที่มา http://alisuasaming.org/webboard/index.php?topic=2266.0

















วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

ความรักจากอัลลอฮ


บางครั้ง การทำสิ่งที่ถูกต้อง อาจทำให้เราสูญเสียคนรักหรือคนรอบตัว
แต่ เราจะไม่สูญเสียความรักจากอัลลอฮ เพราะพระองค์รักคนที่ทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ

....

In the past people learned Islam from the behavior of Muslims. But today we have to tell people "Don't judge Islam by the actions of the Muslims."
ในอดีต, ผุ้คนรู้จักอิสลามจากการปฏิบัติตนของมุสลิม.
แต่ปัจจุบัน เราต้องคอยบอกผู้คนว่า "อย่าตัดสินอิสลามจากการกระทำของมุสลิม (บางคน)"

...