อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

การอาบน้ำละหมาดขณะเปลือยกายในห้องน้ำ



ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามุอาลัยกุม ค่ะ อาจารย์
ดิฉันอยากทราบว่า หากมีการเปิดเอาเราะห์ขณะอาบน้ำละหมาด น้ำละหมาดนั้นใช้ได้ไหม? และหากกรณีที่เป็นห้องอาบน้ำมิดชิดจะได้ไหม?

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม ..
 การเปิดเอาเราะฮ์หรืออีกนัยหนึ่ง การเปลือยกายอาบน้ำ
และ/หรือเปลือยกายอาบน้ำละหมาดใน "ห้องน้ำส่วนตัว" ที่บ้านตนเอง ไม่มีข้อห้ามครับ

ที่ห้ามก็คือ ห้ามมุสลิมะฮ์ไปเปิดเอาเราะฮ์เพื่ออาบน้ำในห้องน้ำสาธารณะหรือห้องน้ำบ้านผู้อื่นที่ไม่ใช่บ้านสามีของเราครับ

วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

ขอให้ชีวิตของเรา จบลงด้วยดี



... ทุกครั้งที่หลับ เราอาจได้ตื่นขึ้นมามีชีวิต
... ยังมีโอกาส ทำสิ่งดีๆ เพื่ออัลเลาะฮฺซ.บ.
... และบางทีเราอาจตื่นขึ้นมา
... เพื่อตอบคำถามมลาอิกะฮฺ 2 ท่าน
... และหมดโอกาสใดๆ อย่างถาวร
..." เพียงเราพร้อมเสมอสำหรับความตาย ไม่ว่าจะมาถึงเราตอนไหน เราก็พร้อมจะไป "...
....." ความตายมาได้ทุกเมื่อ อย่าประมาทนะครับ จงเร่งทำสิ่งดีๆอย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เร่งสำนึกผิดกลับตัวอย่าหาข้อแก้ตัวที่จะทำผิดต่อไป และเร่งสู่แนวทางที่ดีงาม หากจะตาย ขอให้ตายขณะเดินอยู่ในเส้นทางนี้ด้วยเทอญ อามีน ".....

Abdulloh Nhoorag


พ่อ แม่เป็นแบบอย่างที่ดีของลูก


เด็กที่เกิดมาทุกคนล้วนเป็นเด็กบริสุทธิ์ พ่อ แม่เป็นแบบอย่างที่ดีของลูก
ถ้าแบบอย่างไม่ดี ลูกจะเป็นคนดีได้อย่างไร?
หากนำดอกไม้ใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนที่จิตใจดีงาม
หากนำเอาความรักใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนที่เปี่ยมด้วยเมตตา
หากนำเหตุผลใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์
หากนำหนังสือใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นปัญญาชน
หากนำนิสัยแห่งการให้ใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนที่มีจิตสำนึกแห่งสาธารณะ
หากนำธรรมะใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนดี
หากนำสมบัติผู้ดีใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็น สุ ภาพชน
หากนำดนตรีใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนอารมณ์ดี
หากนำธรรมชาติใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนสงบ สุ ข
หากนำความก้าวร้าวใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นอันธพาล
หากนำความตามใจใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นจอมบงการ
หากนำเงินใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนมักง่าย
หากนำปืนใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นฆาตกร
หากนำวัตถุแพงๆใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนบ้าวัตถุ
หากนำความรักสบายใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนหยิบโหย่งอ่อนแอ
หากนำความไม่รับผิดชอบใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนที่สูญเสียสามัญสำนึก
หากนำความริษยาใส่มือเด็ก เขาจะเป็นคนที่ขาดความ สุ ขของชีวิต
หากนำแต่วิชาชีพใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนสมองโตแต่ใจตีบ
คุณเอง...ในฐานะเป็นพ่อแม่ วันนี้คุณเอาอะไรใส่มือเด็กๆ ของคุณ

ว.วชิรเมธี

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

จงระวังผู้รู้ศาสนาที่หลงทาง

 โดย อามีน  ลอนา



عَنْ أَبِي تَمِيمٍ الْجَيْشَانِيِّ قَالَ سَمِعْتُ أَبَا ذَرٍّ يَقُولُكُنْتُ مُخَاصِرَ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَوْمًا إِلَى مَنْزِلِهِ فَسَمِعْتُهُ يَقُولُ غَيْرُ الدَّجَّالِ أَخْوَفُ عَلَى أُمَّتِي مِنْ الدَّجَّالِ فَلَمَّا خَشِيتُ أَنْ يَدْخُلَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ أَيُّ شَيْءٍ أَخْوَفُ عَلَى أُمَّتِكَ مِنْ الدَّجَّالِ قَالَ الْأَئِمَّةَ الْمُضِلِّينَ“

รายงานจากอบูตะมีม อัลญัยชานีย์ กล่าวว่า ฉันได้ยิน อบูสัรรินกล่าวว่า ในวันหนึ่งข้าพเจ้าได้เดินทางร่วมกับท่านเราะซูลโดยที่ข้าพเจ้าได้เดินคล้องมือของท่านเพื่อไปยังที่พำนักของท่าน ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ได้ยินท่านนบีพูดว่า-นอกเหนือจากดัจญาลแล้ว[1]ยังมีสิ่งอื่นที่ฉันกลัวมากกว่าดัจญาลว่ามันจะประสบแก่ประชาชาติของฉันดังนั้นฉันจึงถามท่านว่า โอ้ท่านเราะซูลลุลเลาะฮฺสิ่งใดอีกเล่าที่ท่านกลัวว่าจะประสบแก่ประชาชาติของท่านยิ่งกว่าดัจญาล? ท่านก็ตอบว่า คือบรรดาอิมามผู้ที่ทำให้ผู้คนหลงผิด”(มุสนัดอิมามอะฮฺมัด, หมายเลข : 21297, อัลบานีย์รับรองหะดีษนี้ว่าเศาะฮีฮฺ ดู ศ.ญ., หมายเลข :4165 เช่นเดียวกับอิมามซุยูฏีย์ ดู อ.ญ., หมายเลข : 5782)[2]


[1]ดัจญาลคือคนผู้หนึ่งที่อันตรายมากสำหรับมุสลิมโดยทั่วไปเนื่องจากตัวเขาจะหลอกหลอนให้มุสลิมเกิดการหลงผิดในช่วงใกล้กิยามะฮฺ บรรดาสาวกต่างขอดุอาอ์ในการละหมาดเพื่อให้ตนเองหนีพ้นจากความวุ่นวายของดัจญาล แต่กระนั้นก็ตามหะดีษกลับบ่งชี้ว่าท่านนบีกังวลต่อสิ่งอื่นมากกว่าดัจญาลเสียอีก

[2]คำว่า “บรรดาอิมามผู้หลงผิด” หมายถึง ผู้ที่เรียกร้องเชิญชวนผู้คนไปสู่เรื่องบิดอะฮฺลุ่มหลงทั้งหลายในศาสนารวมถึงเรื่องชั่วร้ายและเลวทรามต่างๆ (ม.ม.,เล่ม 6 หน้า 401 หมายเลข : 2229) สาเหตุที่ทำให้ท่านนบี   กังวลถึงพิษภัยของอิมามแห่งความหลงผิดเหล่านี้มากกว่าดัจญาลก็เพราะว่าคนหลงผิดเช่นนี้แทบจะมีทุกยุคทุกสมัย ในขณะที่ดัจญาลสามารถสร้างความวุ่นวายเพียงเฉพาะก่อนวันสิ้นโลกเท่านั้น และในขณะที่ดัจญาลจะไม่สามารถล่อลวงบ่าวที่ศรัทธาต่ออัลเลาะฮฺได้แต่บรรดานักการศาสนาที่หลงผิดจะสามารถล่อลวงผู้ศรัทธาที่ขาดความรู้ได้อย่างง่ายดายเพราะคิดว่านั่นคือคำสอนทางศาสนา หะดีษบทนี้จึงเป็นสิ่งที่เตือนให้เราระมัดระวังบรรดาอิมามหรือผู้ที่เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺหลงผิดและความชั่วร้ายต่างๆ อันเป็นการเตือนให้บรรดามุสลิมทำการระวังถึงเหล่าอุละมาอ์หรือนักการศาสนาที่ชั่วร้ายเพราะคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่ทรงพลังมากที่สุดในการเรียกร้องคนให้คล้อยตามเชื่อฟังพวกเขาจนกระทั่งล่วงล้ำสู่เรื่องบิดอะฮฺลุ่มหลง ฉะนั้นตามมันฮัจฺสะลัฟแล้วพวกเขาไม่เคยพิจารณาตื้นๆว่าหากเป็นอุละมาอ์หรือนักปราชญ์ทางด้านศาสนาที่สามารถท่องจำอัลกุรอานมากมาย ท่องจำหะดีษมากมายก็ถือว่าเขาเป็นผู้ทรงเกียรติของสังคมที่ไม่สามารถตำหนิได้ นี่คือความเห็นที่หลงผิดและสวนทางกับแนวทางสะลัฟ เนื่องจากชาวสะลัฟนั้นพวกเขาได้ทำการตำหนิประณามต่อบรรดาอุละมาอ์ชั่วที่เสี้ยมสอนคนให้ลุ่มหลงไปจากทางนำ อาทิ อัมรฺบินอุบัยดฺ คนผู้นี้คืออุละมาอ์ใหญ่ของสำนัก     มุอฺตะซิละฮฺที่มีความเคร่งครัดน่าเชื่อถือ อ่อนน้อมตลอดจนการปฏิบัติศาสนกิจที่มากมาย        แต่ทว่าความหลงผิดในเรื่องหลักศรัทธาของเขานั้นร้ายแรงมาจนถึงขนาดที่ชาวสะลัฟท่านหนึ่งคือท่านยูนุสบินอุบัยดฺต้องกล่าวว่า

فَقَالَ يُونُسُ: أَنْهَى عَنِ الزِّنَاءِ , وَالسَّرِقَةِ , وَشُرْبِ الْخَمْرِ , وَلَئِنْ تَلْقَى اللَّهَ عَزَّ وَجَلَّ بِهَذَا أَحَبُّ مِنْ أَنْ  تَلْقَاهُ بِرَأْيِ عَمْرِو بْنِ عُبَيْدٍ وَأَصْحَابِ عَمْرٍو ,                                                           “ข้าพเจ้าขอห้ามพวกท่านจากการผิดประเวณี การขโมย การดื่มสุราเมรัย อย่างไรก็ตามหากพวกท่านกลับไปพบพระองค์อัลเลาะฮฺ   ด้วยกับบาปเหล่านี้มันยังดีกว่าที่ท่านต้องกลับไปหาพระองค์อัลเลาะฮฺในสภาพที่พวกท่านมีหลักศรัทธาเยี่ยงนายอัมรฺบินอุบัยดฺและลูกสมุนของเขาที่ชื่อว่าอัมรูว์”(อ.อ.2, เล่ม 2 หน้า 466)

การเตือนประชาชนให้ออกห่างจากอันตรายของอิมามผู้หลงผิดจึงถือเป็นหน้าที่ตามแนวทางของชาวสะลัฟท่านอิมามติรมิสี้ย์ ปราชญ์หะดีษยุคสะลัฟบันทึกไว้ว่า

ولهذا كان شعبة يقول : (( تعالوا حتى نغتاب في الله ساعة )) . يعني نذكر الجرح والتعديلوذكر ابن المبارك رجلاً فقال : (( يكذب )) ، فقال له رجل : يا أبا عبد الرحمن (( تغتاب ! )) ، قال : (( اسكت ، إذ لم نبين كيف يعرف الحق من الباطل)). وكذا روي عن ابن عُلية أنه قال في الجرح : ((إِنَّ هَذَا أَمَانَةٌ لَيْسَ بِغِيبَةٍ))وقال أبو زرعة الدمشقي ((سَمِعْتُ أَبَا مُسْهِرٍ ، يُسْأَلُ عَنِ الرَّجُلِ يَغْلَطُ وَيَهِمُ وَيُصَحِّفُ ، فقال : " بَيِّنْ أَمْرَهُ ، فَقُلْتُ لأَبِي مُسْهِرٍ : أَتَرَى ذَلِكَ مِنَ الْغِيبَةِ ؟ ، قَالَ : لا ))وروى أحمد بن مروان المالكي ثنا عبد الله بن أحمد بن حنبل قال : جاء أبو تراب النخشبي إلى أبي ، فجعل أبي يقول : (( فلان ضعيف وفلان ثقة )) ، قال أبو أيوب : (( يا شيخ لا تغتب العلماء )) قال : فالتفت أبي إليه قال : (( ويحك ! هذا نصيحة ، ليس هذا غيبة)) .

“ท่านชุอฺบะฮฺ ปราชญ์สะลัฟกล่าวว่า พวกท่านจงมานินทาคนในหนทางของพระองค์อัลเลาะฮฺสักชั่วโมงเถิด – หมายถึงการที่พวกเรามาทำหน้าที่ญัรฮฺ(เตือนให้สังคมรู้จักพิษภัยของคนใดก็ตาม)และตะอ์ดีล(รับรองคนดีๆให้สังคมรู้จัก) และเมื่อท่านอิบนุลมุบาร็อกได้กล่าวถึงชายคนหนึ่ง ท่านก็กล่าวให้รู้ว่า ชายผู้นั้นคือจอมโกหก ชายคนหนึ่งได้กล่าวแก่ท่านอิบนุลมุบาร็อก (ปราชญ์หะดีษยุคสะลัฟ) ว่า โอ้อะบาอับดุรเราะฮฺมาน ท่านนินทาคนอยู่หรือ? ท่านอิบนุลมุบาร็อกตอบว่า หุบปากซะ! หากเราไม่สร้างความกระจ่าง แล้วสังคมจะรู้จักแยกแยะสัจธรรมออกจากความเท็จได้อย่างไร? ท่านอิบนุอุลัยยะฮฺกล่าวถึง การญัรฮฺ(การเตือนให้ระวังบุคคล)ว่า มันคือหน้าที่ ไม่ใช่การนินทา ท่านอะบามุซฮิร ถูกถามเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ในตัวของเขามีความสับสน มีความผิดพลาดบางอย่างและมีความเสียหายบางอย่างอยู่ ท่านอะบามุซฮิร กล่าวว่าจงสร้างความกระจ่างแก่สังคมให้รู้ถึงการงานของเขา ผู้ถามจึงถามว่า ท่านไม่ถือว่าเป็นการนินทาดอกหรือ? ท่านตอบว่าไม่!ท่านอับดุลเลาะฮฺซึ่งเป็นลูกชายของท่านอิมามอะฮฺมัดได้เล่าว่าครั้งหนึ่งอบูตุร้อบ อันนัคชะบีย์ ได้มาหาพ่อของฉัน ดังนั้นพ่อของฉันจึงเริ่มกล่าววิจารณ์คนว่า คนนี้เป็นคนอ่อน (เฎาะอีฟ) และคนนั้นเป็นคนที่เชื่อถือได้จากนั้น อบูอัยยูบ จึงได้กล่าวกับท่านอิมามอะฮฺมัดว่า โอ้ท่านชัยคฺ ท่านจงอย่าได้นินทาอุละมาอ์!’ ดังนั้นพ่อของฉันจึงได้หันไปหาเขาและกล่าวว่า หายนะจงมีแด่เจ้า! นี่คือการให้คำตักเตือนต่างหาก หาได้เป็นการนินทาไม่”  (ซ.อ.,เล่ม 1 หน้า 349)

เราขอถามว่าไหนเล่าความคิดเรื่องมารยาทแบบตื้นๆในหมู่ชาวสะลัฟตามที่พวกฮิซบีย์ในยุคปัจจุบันมักอ้างนักหนาเพื่อกีดกันการเปิดโปงพวกนอกคอกเล่า? กระไรกันเล่าชาวสะลัฟจึงไม่พูดจาเพ้อเจ้อเช่นบางกลุ่มในยุคปัจจุบันว่าอย่าไปโจมตีอุละมาอ์เลยเขาท่องจำอัลกุรอานมากมาย จำหะดีษมากมาย เขาทรงความรู้มากมาย?! ทั้งที่ชาวสะลัฟเคยเปรียบอัมรฺบินอุบัยดฺอุละมาอ์ผู้รู้หลักการศาสนาว่าต่ำช้ากว่าคนโฉดที่ผิดประเวณี! เช่นเดียวกับอุละมาอ์หลายท่านที่มีชีวิตในยุคสะลัฟแต่ทว่าได้เบี่ยงเบนออกไปจากแนวทางสะลัฟ คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ถูกตำหนิจากชาวสะลัฟผู้ทรงธรรมทั้งสิ้น เช่น ท่านอับดุลเลาะฮฺอิบนุกุลลาบ และเหล่าสานุศิษย์ที่นิยมในตัวเขา เราพบว่าความผิดเพี้ยนในเรื่องหลักศรัทธาเกี่ยวกับอัลกุรอานของพวกเขาทำให้ปราชญ์สะลัฟผู้ทรงธรรมต้องทำการตัดขาดจากพวกเขา ครั้งหนึ่งท่านอิมามอิบนุคุซัยมะฮฺนักปราชญ์    ชาวสะลัฟผู้ทรงธรรมได้ถูกชายผู้หนึ่งนามว่าอบูอะลีย์ อัซซะเกาะฟีย์ ถามว่า

مَا الَّذِي أَنكرتَ أَيُّهَا الأُسْتَاذُ مِنْ مَذَاهِبِنَا حَتَّى نَرجِعَ عَنْهُ؟قَالَ: مَيلُكُم إِلَى مَذْهَبِ الكلاَّبيَّةِ، فَقَدْ كَانَ أَحْمَدُ بنُ حَنْبَلٍ مِنْ أَشَدِّ النَّاسِ عَلَى عَبْدِ اللهِ بنِ سَعِيْدِ بنِ كلاَّبٍ وَعَلَى أَصْحَابِهِ مِثْلِ الحَارِثِ وَغَيْرِهِ،“อะไรเล่าที่ทำให้ท่านปฏิเสธแนวทางของเรา โอ้ท่านครูเอ๋ย บอกเราเถิดเพื่อว่าเราจะได้ละทิ้งมัน(หากว่าผิด) อิมามอิบนุคุซัยมะฮฺตอบว่า ก็การที่ท่านได้เอียงไปกับแนวทางของอับดุลเลาะฮฺอิบนุ       กุลลาบนะสิ! ทั้งที่ท่านอิมามอะฮฺมัดนั้นเป็นหนึ่งในหมู่ผู้ที่มีท่าทีแข็งกร้าวต่ออับดุลเลาะฮฺอิบนุ    กุลลาบ รวมถึงพวกสานุศิษย์ของเขาเช่นนายอัลฮาริษและอื่นๆ” (ส.บ.,เล่ม 3 หน้า 3309) ท่านผู้อ่านรู้หรือไม่นายอัลฮาริษ อัลมุฮาซิบีย์ ที่อิมามอะฮฺมัดมีท่าทีแข็งกร้าวต่อเขานั้นท่านทำอย่างไร ท่านอิมามอิบนุฮะญัรได้รายงานมาว่า

وقال أبو القاسم النصر اباذي بلغني أن الحارث تكلم في شيء من الكلام فهجره أحمد بن حنبل فاختفي فلما مات لم يصل عليه إلا أربعة نفر وقال البردعي سئل أبو زرعة عن المحاسبي وكتبه فقال للسائل إِيَّاكَ وَهَذِهِالكُتُبَبِدَعٍ وضَلاَلاَتٍ

“อบูกอซิมได้รายงานมาว่า ได้มีการแจ้งข่าวมายังฉันว่า นายอัลฮาริษ ได้วิภาษบางสิ่งเกี่ยวกับสภาวะที่แท้จริงของคุณลักษณะการดำรัสของพระองค์อัลเลาะฮฺ ดังนั้นท่านอิมามอะฮฺมัดจึงตัดขาด(ออกห่าง)จากเขาไป จนกระทั่งเขาไม่สามารถปรากฏตัวต่อสาธารณะชน และเมื่อเขาตายลงก็ไม่มีใครไปละหมาดให้เขาเลยเว้นแต่คนสี่คนเท่านั้น ท่านอัลบุรดะอีย์กล่าวว่า เมื่อท่าน          อบูซุรอะฮฺ ปราชญ์หะดีษได้ถูกถามถึงสถานภาพของอัลฮาริษและตำราที่เขาเขียน ท่านก็ตอบแก่ผู้ถามว่า ท่านจงระวังตำรับตำราบิดอะฮฺและสารพัดความหลงทางของเขาไว้ให้ดี”(อ.น.,เล่ม 2 หน้า 135).

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺกล่าวว่า

أما الحارث المحاسبى فكان ينتسب إلى قول ابن كلاب ولهذا أمر احمد بهجره وكان احمد يحذر عن ابن كلاب واتباعه ثم قيل عن الحارث انه رجع عن قوله

“สำหรับอัลฮาริษอัลมุฮาซิบีย์นั้น เขาได้ทำการอธิบายหลักการศาสนาโดยอิงความเห็นของอิบนุกุลลาบ และด้วยเหตุนี้เองที่ท่านอิมามอะฮฺมัดได้ออกคำสั่งให้ประชาชนออกห่างจากตัวเขาและ  อิมามอะฮฺมัดยังได้เตือนให้ระวังนายอิบนุกุลลาบและเหล่าสาวกของเขา และต่อมาก็ได้มีการกล่าวกันว่านายอัลฮาริษได้ถอนตัวจากทัศนะของอิบนุกุลลาบ”(อ.ต.,เล่ม 2 หน้า 6)

ที่กล่าวไปนี้เป็นตัวอย่างเพียงไม่กี่ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีอันแข็งกร้าวของปราชญ์ชาวสะลัฟต่อพวกเบี่ยงเบน แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นปราชญ์ที่ท่องจำอัลกุรอานและอัลหะดีษมากเพียงใดก็ตาม เหล่าสะลัฟก็เรียกร้องให้ประชาชนบอยคอตหรือต่อต้านพวกเขาโดยไม่สนใจความรู้ทางศาสนาของพวกเขาอีก แล้วกระไรกันเล่าที่มีบางคนบางกลุ่มได้อ้างว่านักปราชญ์ที่หลงผิดในยุคสมัยของเรานั้นไม่สามารถทำการตำหนิเขาได้เพราะเขาจำอัลกุรอานมากกว่าเรา จำหะดีษมากกว่าเรา!, สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชาวสะละฟีย์ทั้งหลายก็คือพวกเราจงอย่าตำหนินักปราชญ์คนใดโดยพลการ หน้าที่ของเราก็คือการศึกษาหาความรู้ทางด้านศาสนาและเมื่อพบว่านักปราชญ์ผู้ยึดมั่นต่อแนวทางสะลัฟท่านใดได้เตือนประชาชนให้ระวังต่อบุคคลใดแล้วก็เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องถ่ายทอดและประชาสัมพันธ์คำเตือนของปวงปราชญ์เพื่อปกป้องสังคมต่อไป,

อย่างไรก็ตามคำถามที่หลงเหลืออยู่จากการศึกษาหะดีษบทนี้มีอยู่ว่า เมื่อ     อุละมาอ์ทุกคนบนโลกนี้สามารถหลงผิดได้แม้กระทั่งกับอุละมาอ์ที่เราชื่นชอบ คำถามก็คือประชาชนรู้แล้วหรือยังว่าอุละมาอ์ต้องเป็นอย่างไรถึงจะเรียกว่าหลง ? หากตอบว่าไม่รู้ คำถามต่อมาก็คือแล้วท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าปราชญ์ที่ท่านชื่นชมอยู่ในเวลานี้ พวกเขาไม่ได้อยู่ในสภาพที่กำลังหลงทาง ? นี่คือคำตอบที่เยาวชนผู้คลั่งไคล้ต่ออาจารย์ของตนเองต้องตั้งคำถามแก่ชีวิตของเขา! จากปัญหาเหล่านี้แหละที่ข้าฯจึงมองว่าประชาชนจะไม่มีทางหลุดพ้นความหลงผิดเพราะการชี้นำของนักปราชญ์สามานย์ได้ดอกหากเขาไม่เรียนรู้ทำความรู้จักว่าอะไรคือความหลงผิดประเภทต่างๆที่ชาวสะลัฟได้เคยสั่งสอนให้ระวัง รวมถึงอะไรคือความหลงผิดของปราชญ์แต่ละคนในยุคปัจจุบันที่นักปราชญ์ต่างทำการตักเตือนและเปิดโปงพวกเขาไว้ นี่คือสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับเยาวชนมิใช่ปล่อยให้พวกเขาชื่นชม

ผู้รู้หลงผิดทั่วสารทิศอย่างไม่เลือกสรรแต่เมื่อมีคนเรียกร้องให้เขา
คำนึงถึงความหลงผิดของผู้รู้เหล่าสามานย์ชนกลับออกมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆว่าอย่าเอาความผิดของอุละมาอ์มาประจาน! คำพูดเช่นนี้มิใช่อื่นใดนอกจากการอำพรางความหลงผิดของผู้รู้เพื่อหวังให้ประชาชนคล้อยตามความหลงผิด



10 เหตุผลที่ท่านควรออกอีดตามวันอะเราะฟะฮฺ



1. เป็นการแสดงถึงความเป็นเอกภาพของประชาชาติในระดับสากลภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง ภายใต้ปรัชญา "ประชาชาติเดียวกัน"

2. ในโลกนี้ทุ่งอะเราะฟะฮฺมีเพียงหนึ่งเดียว คือที่มักกะฮฺ และการวุกูฟของบรรดาหุจจาจญ์ก็มีเพียงวันเดียว คือวันที่ออกประกาศโดยทางการมักกะฮฺ

3. ยุคสมัยความเจริญทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน ประชาคมโลกสามารถติดต่อสื่อสารและสัมผัสด้วยตาตนเองถึงบรรยากาศวันอะเราะฟะฮฺที่มีการถ่ายทอดสดไปยังทั่วทุกมุมโลก และทุกคนก็ยากที่จะปฏิเสธความจริงข้อนี้

4. ข่าวสารการเห็นจันทร์เสี้ยวในวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺที่นครมักกะฮฺ สามารถรับทราบโดยประชาคมโลกอย่างทั่วถึงและง่ายดายที่สุด พร้อมยังมีเวลาเหลือเฟือสำหรับประเทศอื่นๆเพื่อเตรียมความพร้อมในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชาติระดับสากล

5. วันอะเราะฟะฮฺ วันอีดอัฎฮาและบรรดาวันตัชรีกถือเป็นห้วงเวลาที่ประเสริฐยิ่ง ที่ประชาชาติมุสลิมควรถือโอกาสนี้แสดงพลังแห่งเอกภาพและภราดรภาพ ไม่ใช่เป็นวันที่จมปลักในวังวนแห่งความแตกแยกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

6.สอดคล้องกับความต้องการของมุสลิมทั่วโลกที่ถวิลหาสัจธรรมและปราศจากอคติ ซึ่งอยากผูกพันอิบาดะฮฺของตนพร้อมๆกับบรรดาฮุจจาจญ์ ทั้งศิยามวันอะเราะฟะฮฺ การละหมาดอีด การเชือดกุรบานและสัญลักษณ์อื่นๆทางศาสนา และยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์สูงสุดแห่งชะรีอะฮฺที่ต้องการสร้างสังคมปรองดอง มีความเอกภาพภายใต้ปรัชญา "ประชาชาติเดียวกัน"

7. การออกอีดตามการเห็นจันทร์เสี้ยวในประเทศใดประเทศหนึ่งบนโลกนี้ ถือว่าทำได้และถูกต้อง และไม่มีอุละมาอฺท่านใดจากอดีตและปัจจุบันเห็นค้าน

8.การกำหนดอีดอัฎฮาตามวันอะเราะฟะฮฺคือสิ่งที่ถูกต้องกว่า และสะดวกกว่าสำหรับผู้ประสงค์จะปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบี โดยเฉพาะการถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺ ที่มีผลบุญมหาศาล

9. การกำหนดวันอีดตามจุดปรากฏจันทร์เสี้ยว(มัฏละอฺ) ที่ต่างกัน ไม่มีหลักฐานที่เศาะฮีหฺ(ถูกต้อง) และ เศาะรีหฺ(ชัดเจน) และน่าสอดคล้องกับยุคสมัยที่การติดต่อสื่อสารยากลำบากเช่นในอดีตเท่านั้น

10. ประสบการณ์อันล้ำค่าของมุสลิมในประเทศไทยที่มีความเอกภาพในการออกอีดอัฎฮานานเกือบทศวรรษ เนื่องจากยึดถือวันอะเราะฟะฮฺ ถือเป็นประสบการณ์ที่มีความสำเร็จที่สูงสุด ที่ผู้นำมุสลิมและชาวมุสลิมทั่วประเทศควรนำเป็นต้นแบบสร้างสังคมแห่งความปรองดองและสมานฉันท์

.....................................
แหล่งอ้างอิง
อีดอัฎฮาตามวันอะเราะฟะฮฺ ชะรีอะฮฺของอัลลอฮฺสู่ความเป็นเอกภาพของประชาชาติ
เขียนโดย ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา
จัดพิมพ์โดย สำนักเลขานุการ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี
(ร่วมนำเสนอสิ่งดีๆ โดย เพจศาสนาอิสลาม - الإسلام)













วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

ปัญหาการทำบุญขึ้นบ้านใหม่




ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

 อัสลามมุอาลัยกุม ท่านอาจารย์ ผมมีเรื่องไม่สบายใจอย่างมากในครอบครัวผม จะรบกวนอาจารย์ช่วยชี้แนะแนวทางในการปฏิบัติด้วย
.
1.ขณะนี้ผมสร้างบ้านใกล้แล้วเสร็จแล้ว ซึ่งทางสมาชิกในครอบครัวแม่ยาย (ผมเป็นลูกเขย)ได้มีการเตรียมงานเพือจะทำบุญขึ้นบ้านใหม่จะมีการอ่านดุอา ทำนะเตบด้วยแต่ส่วนตัวผมคิดแค่เพียงจะจัดกินเลียงธรรมดาเท่าน้น จะไม่มีการทำดุอาหรืออ่านอะไรทั้งนั้นเนื่องจากไม่แบบกระทำ ในหลักการอิสลาม ซึ่งขัดแย้งกับทางบ้านที่เขาจะทำให้ได้ ผมลำบากใจเป็นอย่างมากเพราะผมแค่ลูกเขย
.
2.อีกไม่กี่เดือนลูกผมจะคลอดแล้ว จะมีปัญหาตอนโกนผมทางบ้าจะต้องมีการขึ้นเปลมีการซอลาวาต อ่านบัรซันญี ผมไม่อยากทำ อยากทำง่ายๆแค่เชือดแพะโกนผมก็พอแล้วตามหลักการ ผมไม่อยากขัดใจ กับครอบครัว ท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะหน่่อยครับ
.

ตอบ
.วะอลัยกุมุสสลาม .. การเลี้ยงอาหารเพื่อแสดงออกถึงความปลาบปลื้มดีใจในวาระต่างๆ เช่นเนื่องในวาระการแต่งงาน, การมีบุตร, เป็นสิ่งที่ศาสนาส่งเสริม หรือเลี้ยงอาหารเพื่อขอบคุณอัลลอฮ์ที่ทรงโปรดให้เราได้ได้ซื้อบ้านหรือสร้างบ้านก็เป็นที่อนุญาตโดยไม่ต้องมีพิธีรีตองหรือพิธีกรรมอะไรทั้งสิ้น แต่บังเอิญเรามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยที่คนพุทธเขาจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่และมีพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อของเขา แล้วมุสลิมเราก็เห็นดีเห็นงามไปลอกเลียนเขามาทั้งดุ้น สิ่งซึ่งตามปกติไม่ผิดหลักการ(คือการเลี้ยงอาหาร)จึงกลายเป็นสิ่งที่ผิดหลักการขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ครับ ...
เพราะฉะนั้น ทำตามที่คุณต้องการจะทำ คือขอบคุณอัลลอฮ์ด้วยการเลี้ยงอาหารเฉยๆจึงเป็นเรื่องถูกต้องแล้วครับ บอกแม่ยายนิ่มๆว่าขอทำแค่นี้ก็พอ ไม่ต้องมีอะไรให้มันมากไปกว่านี้เพราะจะเหมือนการไปเลียนแบบกาเฟรฺเขา แล้วบ้านเราที่สร้างมาใหม่จะไม่มีบารอกัตเสียเปล่าๆ
...
ส่วนการทำอะกีเกาะฮ์ให้กับลูกที่เกิดมา ก็บอกให้ท่านเข้าใจว่า ไม่อยากทำอะไรให้ยุ่งยากอย่างที่คนอื่นเขาทำกัน ให้ท่านไปถามโตีะครูคนไหนก็ได้ว่า สุนัตในการทำอะกีเกาะฮ์ก็คือ ให้เราแกงแพะแล้วใส่ถุงไปแจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน มิใช่เชิญแขกมากินเลี้ยงที่บ้านใช่หรือไม่ ? ส่วนซุนนะฮ์อย่างอื่นเช่นการโกนผมเด็ก เป็นต้น ถ้าจะทำก็บอกท่านว่าคุณก็จัดการเองได้ โดยไม่ต้องเชิญใครมาโกนให้หรอกครับ



ตายเหมือนกัน แต่หลังตายต่างกัน


บรรจง บินกาซัน

แม้เป็นคนเหมือนกัน แต่คนรู้กับคนไม่รู้นั้นมีความแตกต่างกัน
แม้ตายในลักษณะเดียวกัน แต่ในความตายที่มีลักษณะเหมือนกันก็ยังมีความแตกต่างกัน อันธพาลระรานชาวบ้านถูกยิงตายมีแต่คนสมน้ำหน้า แต่ทหารกล้าพลีชีพในสนามรบได้รับการยกย่องจากประชาชนว่าเป็นวีรบุรุษ กองทัพเลื่อนยศให้และครอบครัวได้รับการดูแลจากรัฐ

ดังนั้น ในโลกนี้ เมื่อความตายในลักษณะที่ต่างกันได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ในโลกหน้า มนุษย์ที่เป็นชาวสวรรค์และชาวนรกก็ย่อมมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา

ความจริงดังกล่าวเป็นสิ่งที่สามัญสำนึกของมนุษย์ยอมรับและทุกศาสนายืนยัน ด้วยเหตุนี้ แม้ทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ แต่ทุกคนสามารถเลือกทางเดินชีวิตและการตายของตัวเองได้ ความเชื่อในชีวิตโลกหน้าจึงเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ขณะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

ถ้ามนุษย์ไม่มีความเชื่อในเรื่องการมีชีวิตใหม่ในโลกหน้าและคิดว่าตัวเองเกิดมาเพียงเพื่อกิน นอน ถ่าย สืบพันธุ์แล้วตายไป มนุษย์ก็จะใช้ชีวิตเยี่ยงสัตว์

แต่มนุษย์มิใช่สัตว์ที่ตายแล้วชีวิตเป็นอันจบสิ้น เพราะวิญญาณอันเป็นชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ยังต้องเดินทางต่อไป โลกนี้เป็นเพียงการเดินทางสั้นๆที่มีความตายเป็นประตูเปิดให้วิญญาณผ่านไปสู่อีกโลกหนึ่งซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ถาวร และชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์จะมีสภาพเป็นอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและการกระทำของมนุษย์ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้

ดังนั้น ใครที่มีวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ก็จะแสวงหาที่พักอันมีความสุขสงบนิรันดรเหมือนกับที่ทุกคนฝันอยากมีบ้านหรูๆและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่บนโลกชั่วคราวใบนี้ ทุกคนไม่อาจมีบ้านในฝันได้ ศาสนาจึงจัดเตรียมสวรรค์ไว้เป็นบ้านสำหรับคนที่อยากมีบ้านในฝันในโลกหน้า ถ้าใครอยากจะได้บ้านในฝันในโลกหน้าก็ต้องทำงานหนักเช่นเดียวกับคนที่ต้องทำงานเพื่อมีบ้านในฝันในโลกนี้เช่นกัน

เมื่อความรักชาติทำให้คนยอมพลีชีพเพื่อปกปักษ์รักษามาตุภูมิและทำให้ผู้พลีชีพได้รับการตอบแทนในโลกนี้ การยอมพลีชีพเพื่อรักษาสัจธรรมของศาสนาก็ต้องได้รับการตอบแทนในโลกหน้าเช่นกัน นี่คือความยุติธรรม การพลีชีพของคนเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง มิใช่สิ่งน่ารังเกียจ เพราะการตายของเขาคือการทำให้ชาติและสัจธรรมของศาสนาดำรงอยู่ต่อไป

ความจริงในเรื่องนี้มีอยู่ในคำสอนของทุกศาสนา พุทธภาษิตสอนว่า“บุคคลพึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึงสละชีวิตเพื่อรักษาธรรม”

นั่นหมายความว่าธรรมมีคุณค่าสูงล้ำกว่าชีวิต ถ้าไม่มีธรรม ชีวิตก็ไร้ความหมาย

ศาสนาคริสต์ก็มีคำสอนเรื่องนี้ในรูปของคำว่า “มรณะสักขี” หรือการยอมพลีชีพเพื่อเป็นพยานยืนยันสัจธรรมของศาสนาว่าความเป็นจริง มรณะสักขีคนแรกของศาสนาคริสต์คือนักบุญสตีเฟนผู้ยืนยันความจริงในคำสอนของพระเยซูแม้จะถูกขว้างด้วยหินจนตายในค.ศ.35 ตำแหน่งนักบุญอันเป็นตำแหน่งที่ชาวคริสเตียนให้ความเคารพยกย่องนั้นได้มาจากการยอมพลีชีพเพื่อรักษาสัจธรรมของเขานั่นเอง

ในอิสลามเรียกการพลีชีพเพื่อสัจธรรมว่า “ชะฮีด” ซึ่งหมายถึง“การเป็นพยาน”ยืนยันสัจธรรมของอิสลาม ยืนยันว่าสวรรค์นั้นมีจริงและเป็นสถานที่อันบรมสุขเกินกว่าที่มนุษย์เคยพบเห็นหรือได้ยินจนพร้อมที่จะตายให้เห็นเป็นพยาน แต่การตายเช่นนี้ต้องมีเจตนาอันบริสุทธิ์เพื่อปกป้องศาสนาหรือเพื่อป้องกันการรุกรานเท่านั้น มิใช่เจตนาไปตายเพื่อหนีหนี้หรือมีเจตนาต้องการเป็นวีรบุรุษให้คนยกย่อง

วิญญาณของผู้พลีชีพเมื่อได้เห็นรางวัลตอบแทนในโลกหน้าแล้วอยากจะกลับมาบอกเพื่อนผู้ศรัทธาที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ว่ารางวัลตอบแทนที่ตัวเองได้รับนั้นคุ้มค่าและอยากจะกลับมาเกิดในโลกนี้ใหม่อีกครั้งเพื่อเป็นผู้พลีชีพอีก

เมื่อสวรรค์เป็นสิ่งตอบแทนสำหรับการพลีชีพเพื่อผู้เป็นเจ้าของสวรรค์และสวรรค์ยังคงมีอยู่ตราบนิรันดร์กาล ชะฮีดจึงมีอยู่ต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากโลกใบนี้ยังมีความไม่เป็นธรรมและการรุกรานอยู่ การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและการป้องกันการรุกรานจึงยังคงต้องมีต่อไปเพื่อเปิดโอกาสให้คนได้เป็นมรณะสักขีหรือเป็นชะฮีด

ปัจจุบันนี้ ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นเวทีสำหรับการเป็นชะฮีดเหมือนกับที่มันเคยเป็นมาในอดีตโดยการรุกรานของชาติมหาอำนาจที่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจที่มองไม่เห็นในการสร้าง“อาณาจักรอิสราเอลอันยิ่งใหญ่”ครอบคลุมดินแดนตั้งแต่แม่น้ำไนล์ถึงยูเฟรตีสตามความเชื่อทางศาสนาของตน

เมื่อชาติผู้รุกรานมีทั้งเครื่องบิน รถถัง จรวด ขีปนาวุธ ระเบิดนานาชนิดในขณะที่ชาติผู้ถูกรุกรานไม่มี จึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ถูกรุกรานและเสียเปรียบจะใช้ตัวเองเป็นพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังความต้องการเป็นชะฮีดติดระเบิดเข้าต่อต้านการรุกราน เมื่อการรุกรานไม่มีขอบเขต การต่อต้านการรุกรานจึงไม่มีขอบเขตด้วยเช่นกัน

ผู้รุกรานและผู้ต่อต้านการรุกรานต่างต่อสู้เหมือนกัน แต่นักรบสองฝ่ายก็แตกต่างกัน ทหารฝ่ายรุกรานติดอาวุธและสวมเสื้อเกราะเพราะกลัวตาย แต่นักรบฝ่ายต่อต้านไม่ใส่เสื้อเกราะเพราะอยากตายในสภาพผู้พลีชีพ ขวัญกำลังใจจึงต่างกัน และถึงแม้จะต้องตายในการต่อสู้เหมือนกัน แต่การตายของนักรบสองฝ่ายนี้มีความหมายแตกต่างกัน