อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ผู้ชายห้ามใช้เครื่องประดับที่เป็น "นาก" หรือไม่?



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

แหวนผู้ชายที่มีส่วนผสมของนาฎสามารถเอาสวมใส่ได้มั้ยคับ..

ตอบ
ผู้ชาย ห้ามใช้เครื่องประดับทองคำทุกชนิด ไม่ว่าแหวน, เหลด, สายนาฬิกา ฯลฯ และไม่ว่าจะเป็นทองคำแท้ๆหรือทองคำผสม ...

สำรับนากที่มีผู้นิยมเอามาทำเป็นแหวนหรือเข็มขัดสตรีนั้น ไม่ใช่เป็นแร่ธาตุบริสุทธิ์เช่นทองคำหรือเงิน แต่เป็นส่วนผสมระหว่าง "ทองคำกับทองแดง" ที่เอามาหลอมรวมกันแล้วนำไปทำเป็นเครื่องประดับ เช่นเข็มขัดสตรีหรือแหวน อย่างที่คุณถามมา เพราะฉะนั้น ผู้ชายจึงห้ามใช้เครื่องประดับที่เป็น "นาก" ทุกขนิดครับครับ

วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

การกล่าว อินนาลิ้ลลาฮ์ฯ แก่กาเฟร



เรื่อง : ฮุกุ่มการกล่าว อินนาลิ้ลลาฮ์ฯ แก่กาเฟร ?
 💬ตอบโดย : ชัยค์ อับดุลอซีซ บิน บาซ .
คำถาม : เมื่อบุรุษ หรือ สตรี ได้ตายลงไปโดยที่เขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา เราสามารถที่จะกล่าวแกเขาว่า : อินนาลิ้ลลาฮ์ วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน : إنا لله وإنا إليه راجعون และกล่าวว่า ( يا أيتها النفْس الْمطْمئنة ارْجعي إلى ربك راضية مرْضية))[الفجر:28] (คำแปล โอ้ชีวิตที่สงบนิ่งเอ๋ย จงกลับไปยังพระเจ้าของเจ้าด้วยความยินดีและเป็นที่ปิติเถิด) ไปยังตอนท้าย สิ่งดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นที่อนุญาติหรือไม่ ❓
ตอบ : เมื่อกาเฟรคนหนึ่งได้ตายลง ถือว่าไม่เป็นไรที่ท่านจะกล่าวว่า ( إنا لله وإنا إليه راجعون ) แก่ผู้ที่เป็นญาติใกล้ชิดท่าน , และไม่เป็นไรหากท่านจะกล่าวว่า มนุษย์ทุกคนนั้นล้วนแล้วแต่จะต้องหวนคืนสู่อัลลอฮ(كل الناس إلى الله راجعون ) , หรือมนุษย์ทั้งหมดนั้นล้วนอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ(كل الناس ملك لله سبحانه وتعالى) สิ่งดังกล่าวนี้ถือว่าไม่เป็นไรหากกล่าวแก่กาเฟรที่ตายลง , แต่ว่าจะต้องไม่ขอดุอาให้แก่เขาตราบใดที่เขานั้นยังคงดำรงอยู่บนสถานะของ กาเฟรผู้ปฏิเสธศรัทธา และจะต้องไม่กล่าวแก่เขาว่า (يا أيتها النفْس الْمطْمئنة ارْجعي) เพราะว่าตัวของกาเฟรนั้นเขาจะไร้ซึ่งความสงบนิ่งหลังความตาย และ ตัวเขานั้นเป็นผู้ละเมิด เพราะฉะนั้นจะไม่ถูกกล่าวสิ่งดังกล่าวแก่เขา แท้จริงสิ่งดังกล่าวนี้จะถูกกล่าวแก่ผู้ศรัทธาเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่เขาจะได้รับเมื่อเขาได้สิ้นชีวิตลงและถือว่าไม่เป็นไรหากจะกล่าวนั้นก็คือการกล่าวว่า (إنا لله وإنا إليه راجعون ) และไม่เป็นไรเช่นกันหากเขาจะกล่าวแก่ท่านหรือคนอื่นจากท่านว่า ( ขอให้อัลลอฮตอบแทนท่าน) และเขาทำความดีและแสดงความเสียใจแก่ท่าน และถือว่าไม่เป็นไร หากบางทีท่านมีผลประโยชน์ในชีวิตของเขา และบางทีในชีวิตของเขานั้นเขาต้องการทำความดีแก่ท่าน และประโยชน์แก่ท่าน สิ่งที่ว่ามาดังกล่าวนั้นถือว่าไม่เป็นไร, แต่ว่าจะต้องไม่ขอดุอาแก่เขา และไม่ขออภัยโทษแก่เขา และไม่ไปทำศอดาเกาะห์แก่เขา เมื่อเขาตายในสภาพของกาเฟรผู้ปฏิเสธศรัทธา.
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
إذا مات رجل أو امرأة وهو كافر، هل يمكن أن نقول: إن لله وإنا إليه راجعون أو لا يجوز، ونقول أيضاً: (( يا أيتها النفْس الْمطْمئنة ارْجعي إلى ربك راضية مرْضية))[الفجر:28] إلى آخره؟
الكافر إذا مات لا بأس أن تقول: إنا لله وإنا إليه راجعون، الحمد لله، من أقربائك، لا بأس، كل الناس إلى الله راجعون، كل الناس ملك لله سبحانه وتعالى، لا بأس بهذا، ولكن لا يدعى له، ما دام كافر لا يدعى له، ولا يقال: يا أيتها النفس المطمئنة ارجعي، لأن النفس هذه غير مطمئنة، نفس فاجرة، لا يقال لها هذا، وإنما يقال هذا في المؤمن، فالحاصل أن الكافر إذا مات لا بأس أن تقول إنا لله وإنا إليه راجعون، ولا بأس أن يقول لك غيرك: عظم الله أجرك فيه، وأحسن عزاءك فيه، ما في بأس، قد يكون لك مصلحة في حياته، قد يكون في حياته يحسن إليك، ينفعك، فلا بأس، لكن لا يدعى له، ولا يستغفر له، ولا يتصدق عنه، إذا مات كافراً.
อ้างอิง http://www.binbaz.org.sa/node/18152

การนับจำนวนครั้งการตัสเบี๊ยะห์ด้วยลูกตัสเบี๊ยะ



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อ.ครับช่วยอธิบายเรื่องการใช้ลูกตัสเบีี๊ยะในการซิกรุลเลาะบิดอะฮ์หรือไม่

ตอบ
รื่องลูกตัสเบี๊ยะห์นี่ อย่าเอากันดุเดือดเลือดพล่านถึงขั้นหุก่มคนใช้มันว่าทำบิดอะฮ์เลยครับ

ผมขอพูดแค่ว่า เป็นการนับจำนวนครั้งการตัสเบี๊ยะห์ที่ไม่เป็นไปตามซุนนะฮ์หรือคำแนะนำของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมจะดีกว่า

 เพราะถ้าตามซุนนะฮ์จริงๆ ก็ต้องนับจำนวนครั้งการตัสเบี๊ยะห์ด้วยนื้วมือ และควรจะเป็นมือขวาครับ

 เพราะท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมเคยบอกว่า พวกมัน (นิ้วมือ) จะถูกสอบถามและมันก็จะพูดได้ (เพื่อเป็นพยานให้เราว่า เราเคยใช้มันนับจำนวนครั้งการกล่าวตัสเบี๊ยะห์แก่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.)

แต่ผมไม่เคยเจอหลักฐานเลยว่า ลูกตัสเบี๊ยะห์จะถูกสอบถามและจะพูดได้เหมือนนิ้วมือครับ ...

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การยึดมัซฮับ



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อัสสลามุอะลัยกุม อยากให้อาจารย์อธิบายเรื่องการยึดมัซฮับ ว่าคนทั่วไปจำเป็นต้องยึดมัซฮับหรือไม่


ตอบ
ตรรกะง่ายๆในการตอบคำถามเรื่องนี้คือ ..
คุณต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทุกอย่างที่อิหม่ามแต่ละท่านจากสี่ท่านนั้นพูดหรือกล่าวออกไป ย่อมถูกต้องทั้งหมด ไม่มีผิดพลาดเลย กระนั้นหรือ ? ..

ถ้าเรายอมรับความจริงว่าไม่ใช่ แต่มนุษย์ทุกคน - ไม่ว่าเป็นใครหรือเป็นอิหม่ามท่านใด - คือปุถุชน ไม่ใช่นบีย์ จึงย่อมมีผิดมีถูกด้วยกันทั้งนั้น

ดังนั้นคำตอบก็คือ แล้วเราเอากฏเกณฑ์ข้อไหนไปกำหนดหรือบังคับว่า จำเป็นจะต้องเอาศาสนาของเราไปผูกหรือยึดติดกับมนุษย์เพียงคนเดียว

 - ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้ท่านใด

 - เป็นการเฉพาะด้วยล่ะครับ ..

ที่พูดมานี้มิได้หมายความว่า ผมห้ามตามอิหม่ามท่านนะครับ

 แต่พวกท่านเองนั่นแหละ - ทุกท่าน - จะกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ห้ามปฏิบัติตามพวกท่านในกรณีที่คำพูดของพวกท่านไปขัดแย้งกับซุนนะฮ์ของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ..

ตัวอย่างเช่น อันใดของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ที่สอดคล้องหรือตรงกับอัล-กุร์อานและซุนนะฮ์ เราตามได้ครับ
 แต่ถ้าอันใดที่ท่านเคยพูดไว้เกิดไม่ตรงหรือขัดแย้งกับซุนนะฮ์ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปตามท่านในเรื่องนั้นๆ นี่คือคำสั่งของท่านเองนะครับ
มิใช่ผมพูดเอาเอง

ข้อสำคัญก็คือ เมื่อเราไม่ปฏิบัติตามท่านในบางเรื่องเพราะเห็นว่าขัดแย้งกับซุนนะฮ์แล้ว ก็อย่าไปโจมตี, ตำหนิหรือประณามท่านเป็นอันขาด

แต่ให้เรา "ปล่อยวาง" เรื่องนั้นเสีย อย่าไปวิจารณ์ท่านในทางเสียๆหายๆเป็นอันขาดครับ ...



หากเดินทางไปสถานที่หนึ่งหลายเดือน จะละหมาดรวมย่อตลอดไหม?



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
สลามคะ ละหมาดเดินทางถ้าที่ๆเราไปนานถึงห้าหกเดือน เราจะละหมาดย่อด้ายหม้าย หรือว่าต้องละหมาดตามปกติเหมือนเดิม


ตอบ

ก็ต้องดูเหตุการณ์ก่อน ..

 ในหนังสือ "อัล-เกาลุลมุบีน" หน้า 436 อธิบายว่า "คนเดินทาง มีสิทธิ์นมาซย่อได้ตลอดเวลา(คือไม่ว่าจะอยู่นานเท่าไรก็ตาม) ตราบใดที่เขายังอยู่ห่างไกลจากบ้านของเขา และเขายังมีความตั้งใจจะกลับบ้าน ไม่ว่าขณะนั้นเขาจะยังอยู่ในสภาพกำลังเร่ร่อนเดินทางหรือกำลังพักอยู่เมืองอื่นภายในระยะเวลาที่ถูกกำหนดแน่นอนแล้วสำหรับเขา" ..

 ยกเว้นถ้าเขาตั้งใจจะยึดเอาเมืองนั้นเป็นที่พำนักถาวร หรือเขายังไม่ได้กำหนดวันกลับที่แน่นอน แต่ในใจของเขานึกอยู่ตลอดว่า วันนี้ฉันจะกลับ, พรุ่งนี้ฉันจะกลับ เป็นต้น ..

 สรุปแล้ว กรณีที่คนเดินทางจะนมาซย่อไม่ได้ตามคำอธิบายข้างต้น

 มี 2 กรณีคือ หนึ่ง ตั้งใจจะพำนักถาวรในสถานที่ ที่เดินทางไปนั้น

หรือสอง ไปอยู่โดยไม่รู้วันกลับ เพียงแต่ตั้งใจว่า เสร็จธุระเมื่อไรก็จะกลับเมื่อนั้น อย่างนี้ก็ห้ามนมาซย่อ

วัลลอฮุ อะอฺลัม ..


การขอดุอาอฺหลังละหมาดแบบญามาอะฮฺ



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
การที่พี่น้องขอดุอาอฺหลังละหมาด แบบญามาอะฮฺ ได้หรือครับ คืออิหม่ามอ่าน มะมูมอามีน ขอเพิ่มเติมคำถามครับ แล้วลูบหน้าหลังละหมาดเสร็จ มีแบบอย่างไหมครับ? ญาซะกุมุลลอฮุคอยรอนครับ


ตอบ
ขอตอบสั้นๆว่า การให้อิหม่ามนำขอดุอาแล้วมะอฺมูมคอยอ่านอามีนหลังละหมาดฟัรฎูนั้น 'ไม่มีแบบอย่าง' ครับ

ส่วนเรื่องการลูบหน้าหลังให้สลามจากละหมาด หะดีษเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็น 'หะดีษเฎาะอีฟ' ครับ จึงไม่ควรนำมาปฏืบัติในแง่เป็นหลักการศาสนา

แต่สมมุติว่ามีเม็ดทรายติดที่หน้า เราก็สามารถปัดหรือลูบออกได้ตามธรรมชาติ โดย 'อย่าเข้าใจ' ว่าเป็นบทบัญญัติของศาสนาครับ

การนิกาห์กับคนต่างศาสนิก



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

สลามุอะลัยกุมฯในกรณีฝ่ายหญิงเป็นคนต่างศาสนิกจะทำการนิกาห์อย่างไรครับ  ตอนนี้ผู้หหญิงกำลังศึกษาอิสลามอยู่

ตอบ

การแต่งงานกับสตรีต่างศาสนาหลังจากการ "กล่าวปฏิญาณตน" รับอิสลามของนางแล้ว เงื่อนไขสำคัญถัดมาก็คือ
 "ความเชื่อ" ของนางในพระองค์อัลลอฮ์, และ "ปฏิบัติ" ตามในสิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงสั่งใช้และละเว้นสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม

ซึ่งความหมายของเงื่อนไขดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่ในอัล-กุรฺอานซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ อายะฮ์ที่ 221 ...
เพราะพระองค์อัลลอฮ์ทรงห้ามผู้ชายมุสลิมนิกาห์กับสตรีมุชริกโดยมีข้อแม้ว่า حتى يؤمن ซึ่งมีความหมายว่า "จนกว่าพวกนางจะศรัทธา"

.. จะเห็นได้ว่าพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.มิได้กล่าวว่า حتى يسلمن ซึ่งมีความหมายว่า "จนกว่าพวกนางจะรับอิสลาม"
เพราะความหมายอย่างหลังนี้ก็คือ หากนางกล่าวปฏิญาณตนก็ถือว่านางเป็นมุสลิมแล้วและสามารถนิกาห์กับนางได้ทันที

 ซึ่งความหมายนี้แตกต่างกับคำกล่าวของพระองค์ที่ว่า "จนกว่าพวกนางจะศรัทธา" ..

ซึ่งพวกเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าการกล่าวปฏิญาณตนเป็นเพียงรุก่นอิสลาม ไม่ใช่รุก่นอีหม่าน ..

 แต่เงื่อนไขของพระองค์คือ จนกว่านางจะศรัทธาหรือมีอีหม่าน ซึ่งความหมายของอีหม่านก็คือ ปากกล่าวปฏิญาณ, จิตใจยอมรับ(เชื่อในพระองค์อัลลอฮ์) และอวัยวะปฏิบัติตาม

เพราะฉะนั้น การที่ผู้หญิงมุชริกศึกษาศาสนาอิสลาม ถือเป็นเพียง "บันไดขั้นต้น" ของอีหม่านของนางเท่านั้น ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไปว่า นางเชื่ออัลลอฮ์จริงหรือไม่,

 และถ้านางเชื่อจริงมิใช่เชื่อหลอกเพียงเพื่อจะเอาผัวแขก นางก็ต้องพยายามปฏิบัติตามหลักการอิสลามต่อไปตามลำดับครับ แล้วเมื่อนั้นการนิกาห์กับนางก็ไม่มีปัญหาครับ ...