อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วันอะร่อฟะห์ ในมัซหับอิหม่ามชาฟีอีย์

วันอะร่อฟะห์ ในมัซหับอิหม่ามชาฟีอีย์ วันที่ ๙ ซุลหิจจะห์ หรือว่า วันที่ผู้ทำฮัจญ์วูกูฟ ณ ทุ่งอะร่อฟะห์
เป็นที่น่าเศร้า เมื่อนักวิชาการชาฟีอียะห์บ้านเรา กลับไม่เข้าใจมัซหับของตนเองที่ยึดมายังยาวนาน ในเรื่องการกำหนดวันอะร่อฟะห์ โดยมองด้านเดี่ยวว่า เมื่อมัซหับชาฟีอีย์ยึดมัตละ แสดงว่า วันที่ ๙ ซุลหิจจะห์ของแต่ละประเทศตามทัศนะนี้ คือ วันอะร่อฟะห์ แม้จะไม่ตรงกับวันวูกูฟของบรรดาผู้ทำฮัจญ์
ผมขอนำเสนอทัศนะของอุลามาอฺชาฟีอีย์ในการกำหนดวันอะร่อฟะห์ ว่า วันที่ ๙ ซุลหิจจะห์ หรือ วันวูกูฟ ณ ทุ่งอะร่อฟะห์
يَوْمُ عَرَفَةَ الْيَوْمُ الَّذِي يَظْهَرُ لَهُمْ أَنَّهُ يَوْمُ عَرَفَةَ سَوَاءٌ التَّاسِعُ وَالْعَاشِرُ لِخَبَرِ { الْفِطْرُ يَوْمَ يُفْطِرُ النَّاسُ وَالْأَضْحَى يَوْمَ يُضَحِّي النَّاسُ } رَوَاهُ التِّرْمِذِيُّ وَصَحَّحَهُ وَفِي رِوَايَةٍ لِلشَّافِعِيِّ { وَعَرَفَةُ يَوْمُ يعرفُ النَّاسُ }
انظر: مغني المتحاج للخطيب الشربيني 4/137, نهاية المحتاج للرملي 10/387، أسنى المطالب لشيخ الإسلام زكريا الأنصاري 1/283، وشرح البهجة الوردية له أيضا 5/290
ความว่า วันอะร่อฟะห์ คือ วันที่มีความชัดเจนสำหรับพวกเขา ว่า แท้จริง มันคือวันอะร่อฟะห์ จะตรงกับวันที่ ๙ ซุลหิจจะห์หรือวันที่ ๑๐ ซุลหิจจะห์ก็ตาม เนื่องจากหะดีษ ความว่า วันละศิลอด (คือวันอีดฟิตร์) คือ วันที่บรรดามุสลิมละศิลอดกัน และวันอีดอัฎหา คือ วันที่บรรดามุสลิมต่างเชือดกุรบานกัน รายงานโดยอัลติรมีซีและท่านได้หุก่มว่า ศ่อหิหฺ และในสายรายงานหนึ่งของอิหม่ามชาฟีอีย์กล่าวว่า และวันอะร่อฟะห์ คือ วันที่บรรดาชาวมุสลิมวูกูฟกัน ณ ทุ่งอะร่อฟะห์
อิหม่ามชาฟีอีย์กล่าวในหนังสืออุมของท่านว่า
وَالْعِيدُ يَوْمُ الْفِطْرِ نَفْسُهُ وَالْعِيدُ الثَّانِي يَوْمُ الأَضْحَى نَفْسُهُ وَذَلِكَ يَوْمُ عَاشِرٍ من ذِي الْحِجَّةِ وهو الْيَوْمُ الذي يلى يوم عَرَفَةَ
الأم ـ للشافعي 1 / 230
ความว่า และวันอีดนั้น คือ วันอีดฟิตรีเอง และวันอีดที่สอง คือ วันอัฎหาเอง นั่นก็คือ วันที่ ๑๐ ซุลหิจจะห์ มันคือวันถัดไปจากวันอะร่อฟะห์
สำหรับคนที่ยึดมัซหับชาฟีอีย์ ถามว่า วันนี้ ท่านตามมัซหับชาฟีอีย์แล้วหรือยัง

.....................................
ผศ.ดร.อิบรอเฮม สือแม


วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มุสลิมเดินแฟชั่น





เสียใจจัง อยากให้มุสลีมะห์ ตระหนัก หะดิษในเรื่อง สวมเสื้อหล่ะ
แต่นบีบอกว่า เปลือย...

เพราะปกปิดบางส่วน เปิดบางส่วน นาอูซุบิลลาฮิมินซาลิก
มีรายงานจากอบูฮุรอยเราะฮฺ รอดิยัลลอฮุอันฮุ ในฮาดิษที่ยาว กล่าวว่า ท่านร่อซูลซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวาซัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า ...
(สองพวกของชาวนรก ที่ฉันไม่ได้เห็นพวกเขาทั้งสอง พวกหนึ่งมีแซ่อยู่กับพวกเขาเหมือกับหางวัว พวกเขาใช้ตีผู้คนทั้งหลาย (นินทาใส่ร้าย)
และพวกสตรีที่สวมใส่ แต่เปล่าเปลือย เอนไปเอนมา ศีรษะของพวกนางเหมือนกับโหนกอูฐ
พวกนางจะไม่ได้เข้าสวรรค์ และดมกลิ่นของมัน ทั้งๆที่กลิ่นของมันนั้นจะดมได้ในระยะทางเท่านั้นเท่านี้) มุสลิมรายงาน
นักปราชญ์บางคนได้ขยายความวจนะของท่านที่ว่า (เอนไปเอนมา) ว่าพวกนางนั้นหวีผมในลักษณะเอน ซึ่งมันเป็นหวีของหญิงโสเภณี พวกนางจะหวีเช่นนั้นให้พวกอื่น และนี่เป็นหวีผมของพวกหญิงฝรั่ง และพวกที่ดำเนินตามพวกนางจากพวกผู้หญิงของบรรดามุสลิม (มัจมั๊วฟาตาวาของ เชคฺ เล่มที่ 2 หน้าที่ 47 และ อัล อีฏอหฺ วัตตับยีน ของเชคฺ หะมู้ด อัต-ตุวัยญีรี หน้าที่ 85)

อย่าโกรธผม อย่าตำหนิผม ผมแค่เป็นห่วงทุกท่าน
และผมไม่ได้ฮุก่มใครครับ แต่ท่านนบีบอกไว้แล้ว
ปล...และไม่ได้หมายรวมว่า ใครแต่งตัวเช่นนี้ จะต้องตกนรกเสียทีเดียวเชียว แต่หะดิษนี้ กำลังบ่งบอกถึงความสำคัญ และเป็นบาปใหญ่หนึ่ง จากหลายๆบาปใหญ่ และหลายๆหะดิษที่ระบุ และกำชับไว้เฉพาะ สตรีให้ตระหนักครับ
วัลลอฮฮุอะลัม

................................
ชะบ๊าบ ก๊อลบุนสะลีม


มีด้วยละหมาดฮาญัตให้รถใหม่




มีเหตุการณ์แปลกๆ กับเมืองมุสลิมบ้านเรา  ผู้มีตังค์คนหนึ่ง ซื้อรถพ่วงคันใหม่มา เพื่อมาประกอบธุรกิจแล้วเชิญ โต๊ะลาแบมาละหมาดฮายัตให้รถ เพราะมีความเชื่อว่า รถจะได้มีบารอกัต ไม่เกิดอุบัติเหตุบ้าง และริซกีเข้าบ้าง ทั้งมีการเจิมรถด้วย

นะอูซุบิลลาฮิ มินซาลิก





ชายชู้คู่กับหญิงชู้


เฉพาะหญิงทำชู้หรือหญิงมุชริกเท่านั้น ที่เหมาะจะเป็นคู่ครองสำหรับชายทำชู้ที่ยังไม่สำนึกผิด ไม่มีหญิงผู้มีคุณธรรมและความศรัทธาคนไหนจะเหมาะสมกับเขา บรรดาผู้ศรัทธาที่ได้ถูกห้ามมิให้ยกลูกสาวของพวกเขาแต่งงานกับคนเช่นนี้

 ในทำนองเดียวกัน คู่ครองครองที่เหมาะสมสำหรับหญิงทำชู้ที่ยังไม่สำนึกผิด ก็มีแต่ชายทำชู้หรือชายมุชริกเท่านั้น พวกนางไม่เหมาะสมสำหรับชายผู้มีคุณธรรมและความศรัทธา

 บรรดาผู้ศรัทธาจึงถูกห้ามมิให้แต่งงานกับชายหรือหญิงที่รู้กันว่าเป็นคนไร้ศิลธรรม นั้นคือสำหรับชายหญิงที่ยังคงดำเดินชีวิตอยู่ในความชั่ว ไม่ใช่กับบรรดาผู้สำนึกผิดและปรับปรุงตัวเองแล้ว ผู้ที่สำนึกผิดและกลับตัว พวกเขาไม่ถูกถือว่าเป็นผู้ผิดประเวณีอีกต่อไป

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

الزَّانِي لَا يَنكِحُ إِلَّا زَانِيَةً أَوْ مُشْرِكَةً وَالزَّانِيَةُ لَا يَنكِحُهَا إِلَّا زَانٍ أَوْ مُشْرِكٌ وَحُرِّمَ ذَٰلِكَ عَلَى الْمُؤْمِنِينَ

"ชายมีชู้จะไม่สมรสกับใคร นอกจากกับหญิงมีชู้หรือหญิงมุชริกะฮ์ และหญิงมีชู้จะไม่มีใครสมรสกับเธอ นอกจากกับชายมีชู้หรือชายมุชริก และ (การมีชู้) เช่นนั้นเป็นที่ต้องห้ามแก่บรรดาผู้ศรัทธา" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัน-นูร 24: 3)


الله أعلم بالصواب


วันที่อวัยวะของเขาเป็นพยาน


วันแห่งการฟื้นคืนชีพ หรือวันแห่งการสอบสวน อันมิใช้โลกแห่งวิญญาณ แต่มนุษย์จะฟื้นขึ้นมาในรูปร่างและชีวิตเดิมที่พวกเขาเป็นอยู่ในโลกนี้ ทุกอนูที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของเขา จะถูกรวมขึ้นอักครั้งหนึ่งในวันนี้

 และผู้ทำผิดดึงดันปฏิเสธความผิดของตน และกล่าวหาว่าเป็นพยานเท็จ เป็นพยานโกหก และไม่ยอมรับว่าบัญชีความประพฤติของตัวเองมีอยู่ด้วย ดังนั้นพระองค์อัลลอฮฺตะอาลา จึงทรงให้อวัยวะของร่างกายเขาทุกส่วนมาเป็นพยานโดยคำบัญชาของพระองค์ และจะบอกว่าเขาได้ทำความผิดอะไรไปบ้าง  การปิดปากของเขาคือการทำให้เขาหมดอำนาจในการพูด ไม่สามารถพูดอะไรได้ตามความต้องการ อวัยวะต่างๆของเขาก็จะว่าเขาผู้นี้ได้ใช้อวัยวะเหล่านั้นไปอย่างไรบ้าง

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

يَوْمَ تَشْهَدُ عَلَيْهِمْ أَلْسِنَتُهُمْ وَأَيْدِيهِمْ وَأَرْجُلُهُم بِمَا كَانُوا يَعْمَلُونَ

"วัน ที่ลิ้นของพวกเขา และมือของพวกเขา และเท้าของพวกเขา จะเป็นพยานปรักปรำพวกเขา ตามที่พวกเขาได้กระทำไว้" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัน-นูร 24: 24)

الْيَوْمَ نَخْتِمُ عَلَىٰ أَفْوَاهِهِمْ وَتُكَلِّمُنَا أَيْدِيهِمْ وَتَشْهَدُ أَرْجُلُهُم بِمَا كَانُوا يَكْسِبُونَ

"วันนี้เราจะปิดผนึกปากของพวกเขาและมือของพวกเขาจะพูดแก่เรา และเท้าของพวกเขาจะเป็นพยานตามที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺยาสีน 36: 65)


حَتَّىٰ إِذَا مَا جَاءُوهَا شَهِدَ عَلَيْهِمْ سَمْعُهُمْ وَأَبْصَارُهُمْ وَجُلُودُهُم بِمَا كَانُوا يَعْمَلُونَ

“จนกระทั่งเมื่อพวกเขามาถึงนรก หูของพวกเขา และตาของพวกเขาและผิวหนังของพวกเขาก็จะเป็นพยานคัดค้านพวกเขาตามที่พวกเขาได้กระทำไว้” (อัลกุรอาน สูเราะฮ์ฟุศศิลัต 41: 20)


الله أعلم بالصواب


เมื่อผู้ปฏิเสธถูกโยนลงไปในนรก



ซูเราะฮฺ อัล-มุลก์ อายะฮฺที่ 6 – 8
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 6
“ สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธพระผู้อภิบาลของพวกเขานั้น (1) คือ การลงโทษแห่งนรก และมันที่พำนักอันชั่วร้าย”

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 7
“ เมื่อพวกเขาถูกโยนเข้าไปในนั้น พวกเขาจะได้ยินเสียงคำราของมัน (2) ขณะที่มันกำลังเดือด”

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 8
“เหมือนกับการระเบิดด้วยความโกรธ ทุกครั้งที่คนพวกหนึ่งถูกโยนลงไปในนั้น ผู้เฝ้ามันจะถามว่า “ไม่มีผู้ตักเตือนมายังสูเจ้ากระนั้นหรือ ? ” (3)
.........................................

(1) นั่นคือ ชะตากรรมของทั้งมนุษย์หรือชัยฏอนที่ปฏิเสธพระเจ้าของตน (คำว่า “กุฟรฺ” ในภาษาอาหรับโดยความหมายทางภาษาแล้วแปลว่า “ซ่อนเร้น” หรือ “ปิดบัง” เดิมทีมันได้ถูกใช้สำหรับการซ่อนเร้นสัจธรรม และหลังจากนั้นก็ถูกใช้สำหรับการปฏิเสธซึ่งเป็นคำที่มีความหมายตรงข้ามกับคำว่า “อีมาน” คำว่า “อีมาน” มีความหมายว่า การเชื่อ การยอมรับและการยอมจำนน และ “กุฟรฺ” ก็คือการไม่เชื่อ การปฏิเสธและคัดค้าน ตามกุรอาน คนจะมีความผิดในฐษนกุฟรฺเมื่ออยู่ในกรณี ดังนี้ :

.....1) ถ้าหากเขาไม่เชื่อในอัลลอฮฺ หรือปฏิเสธที่จะยอมรับพระองค์ว่าเป็นผู้ทรงมีอำนาจสูงสุดหรือเป็นนายของเขาและของจักรวาล หรือเป็นพระเจ้าองค์เดียวที่เขาจะต้องเคารพภักดี

......2) ถ้าหากเขาประกาศยอมรับอัลลอฮฺ แต่ปฏิเสธที่จะยอมรับคำบัญชาและทางนำของพระองค์ว่า เป็นแหล่งแห่งความรู้เกี่ยวกับสัจธรรมและกฎหมายเพียงแหล่งเดียว หรือ

......3) ถ้าหากเขายอมรับทางนำของอัลลอฮฺ แต่ปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจหน้าที่ของบรรดารอซูลที่อัลลอฮิส่งมาพร้อมกับคำบัญชาและทางนำของพระองค์ หรือ

......4) ถ้าหากเขายอมรับรอซูลคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ หรือยอมรับเพียงบางคนและปฏิเสธรอซูลคนอื่น ๆ ตามอำเภอใจหรือเพราะความอคติของเขาเอง หรือ

......5) ถ้าหากเขาละทิ้งความเชื่อของอิสลามทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด หรือละทิ้งแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตหรือคำสอนของรอซูลุลลอฮฺ หรือ

.....6) ถ้าหากยอมรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดในทางทฤษฎี แต่เจตนาละทิ้งคำบัญชาของอัลลอฮฺในทางปฏิบัติและยังคงดึงดันปฏิบัติมันต่อไปโดยดำเนินชีวิตฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์แทนที่จะยอมจำนนต่อพระองค์หรือความคิดและการปฏิบัติดังกล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้น คือการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺและเป็นการ “กุฟรฺ” ตามคัมภีร์กุรอาน นอกจากนี้แล้ว บางครั้งกุรอานยังใช้คำว่า “กุฟรฺ” สำหรับการเนรคุณด้วยเพราะการใช้สิ่งต่าง ๆ และความสามารถที่อัลลอฮฺประทานให้ไปในหนทางที่ฝ่าฝืนต่อเจตนารมณ์ของพระองค์ และมีมทัศนคติดื้ดด้านต่อผู้ที่มีพระคุณต่อตัวเองนั้น มิใช่เพราะนอกไปจากการเนรคุณ

เมื่อเป็นดังนี้ จากความหมายของคำว่า “กุฟรฺ” ดังกล่าวมา ก็เป็นอันชัดเจนว่าในคำนี้ไม่มีอะไรที่ถูกนำไปใช้อย่างผิด ๆ หรือสร้างความเสียหายให้แก่ใครดังที่มีการเข้าใจผิดกันโดยทั่วไป เมื่อมุสลิมเรียกผู้ไม่ศรัทธาว่า “กาฟิรฺ” นั้น พวกเขาก็เพียงแต่ระบุถึงความจริงของคนผู้นั้นเท่านั้น

(2) คำว่า شَهِيقًا (ชะฮีก) ได้ถูกใช้เพื่อหมายถึงการทำเสียงร้องเหมือนกับเสียงร้องของลา ประโยคนี้อาจหมายความว่ามันอาจเป็นเสียงของนรกเองและอาจเป็นเสียงร้องครวญครางของผู้คนที่อยู่ในนรก ความหมายที่สองนี้ได้รับการสนับสนุนจากซูเราะฮฺ ฮูด : 106 ซึ่งได้กล่าวว่า “ในนั้นพวกเขาจะหอบและถอนหายใจ (เพราะความกระหาย)” ส่วนความหมายแรกได้รับการยืนยันจากซูเราะฮฺ อัล-ฟุรฺกอน : 12 ที่กล่าวว่า “เมื่อนรกเห็นพวกเขาจากที่ไกล พวกเขาจะได้ยินเสียงคุไหม้และเสียงคำรามของมัน” จากเหตุผลดังกล่าวนี้ ความหมายที่ถูกต้องก็คือมันเป็นทั้งเสียงคำรามของนรกเองและเสียงร้องของคนที่อยู่ในนรกด้วย

(3) ลักษณะที่แท้จริงของคำถามนี้ไม่ใช่คำถามที่ผู้เฝ้านรกจะถามพวกเขาว่ามีผู้ตักเตือนจากอัลลอฮฺมายังพวกเขาหรือไม่ แต่วัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะทำให้พวกเขาตระหนักว่าการที่พวกเขาถูกโยนลงไปในนรกนั้นมิใช่เรื่องอธรรมแต่ประการใด ผู้เฝ้านรกจะพยายามทำให้พวกเขายอมรับว่าอัลลอฮฺมิได้ปล่อยพวกเขาไว้โดยมิได้บอกให้รู้ พระองค์ได้ส่งบรรดานบีมายังพวกเขา พระองค์ได้ทรงบอกความจริงและหนทางที่ถูกต้องแก่พวกเขา พระองค์ได้ทรงเตือนพวกเขาว่าถ้าพวกเขาปฏิบัติตามหนทางอื่นนอกไปจากหนทางที่ถูกต้อง มันก็จะนำเขาไปสู่นรก แต่พวกเขาไม่ฟังบรรดานบี ดังนั้น พวกเขาจึงสมควรได้รับการลงโทษที่ถูกเตรียมไว้

นี่เป็นสิ่งที่ได้มีการชี้ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าในกุรอานว่าการทดสอบที่อัลลอฮฺได้ส่งมนุษย์มายังโลกนี้มิได้ทำโดยที่พระองค์ไม่ได้บอกให้มนุษย์ได้รู้ พระองค์ได้ทรงบอกมนุษย์ไว้แล้วว่าพระองค์ไม่เพียงแต่ต้องการจะดูว่ามนุษย์พบหนทางที่ถูกต้องด้วยตัวเองหรือไม่ แต่พระองค์ยังได้จัดเตรียมสิ่งที่เหมาะสมที่จะนำเขาไปสู่แนวทางที่ถูกต้องนั้นด้วย นั่นคือพระองค์ได้ทรงให้มีนบีเกิดขึ้นและได้ประทานคัมภีร์ลงมาตอนนี้ การทดสอบของมนุษย์อยู่ที่ว่าเขาจะยอมรับนบีและคัมภีร์ที่นบีนำมาหรือไม่และจะดำเนินชีวิตหรือหันหลังให้นบีไปทำตามความต้องการของตัวเอง ดังนั้น ในความเป็นจริงแล้ว การมีนบีก็คือข้อโต้แย้งที่อัลลอฮฺได้ทรงนำมายืนยันต่อมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ การยอมรับหรือการปฏิเสธนบีและคัมภีร์จึงเป็นตัวกำหนดชีวิตในอนาคตของเขาทั้งหมด หลังจากที่ให้มีนบีในหมู่มนุษย์แล้ว จึงไม่มีใครที่จะมาแก้ตัวได้ว่าเขาไม่รู้เรื่องสัจธรรมหรือเขาถูกลงโทษในขณะที่เขาเป็นผู้บริสุทธิ์


..........................................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์




มีผู้ตักเตือนมายังพวกเขาแล้ว



ซูเราะฮฺ อัล-มุลก์ อายะฮฺที่ 9 - 11
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 9
พวกเขาจะตอบว่า “มีผู้ตักเตือนมายังเราแล้ว แต่เราได้ปฏิเสธเขาและกล่าวว่า ‘อัลลอฮฺไม่ได้ส่งสิ่งใดมา พวกท่านต่างหากที่หลงผิดอย่างหนัก’ ” (1)

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 10
และพวกเขากล่าวอีกว่า “ถ้าพวกเราเพียงแค่ฟังหรือเข้าใจ (2) เราก็จะไม่ต้องมาเป็นชาวนรกเช่นนี้”

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 11
แล้วพวกเขาได้ยอมรับบาปของพวกเขา (3) ดังนั้น จงเป็นชาวนรกต่อไปเถิด
..................................................

(1) นั้นคือ “ไม่เพียงแต่สูเจ้าเท่านั้น แต่ยังรวมทั้งผู้คนที่เชื่อและปฏิบัติตามสูเจ้ายังหลงผิดอย่างหนักอีกด้วย”

(2) “ถ้าเพียงพวกเราฟังหรือเข้าใจ” หมายความว่า “ถ้าเราฟังบรรดานบีด้วยความตั้งใจดังเช่นผู้แสวงหาสัจธรรมหรือใช้สติปัญญาของเราไตร่ตรองทำความเข้าใจสิ่งที่บรรดานบีนำมาให้เรา” ในที่นี้การฟังได้ถูกจัดความสำคัญไว้ก่อนการทำความเข้าใจ เหตุผลก็คือสิ่งจำเป็นของการได้รับทางนำก็คือการฟังสิ่งที่นบีสอน (หรือการอ่านถ้าหากมันอยู่ในรูปของการเขียน) การไตร่ตรองเพื่อทำความเข้าใจสัจธรรมเป็นเรื่องที่สองรองลงมา หากปราศจากทางนำของนบี มนุษย์เองก็ไม่อาจที่จะไปถึงสัจธรรมได้โดยตรงโดยการใช้สติปัญญาและสามัญสำนึกของเขา

(3) คำว่า ذنب (บาป) ได้ถูกใช้ในรูปเอกพจน์ มันหมายความว่า บาปที่แท้จริงที่ทำให้พวกเขาสมควรตกนรกนั้นก็คือการปฏิเสธบรรดานบีและไม่เชื่อฟังท่าน ส่วนบาปอื่น ๆ ทั้งหมดนั้นเป็นผลที่ติดตามมา



..........................................................
จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์