อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สายลมพูดกับดวงอาทิตย์




" เจ้าคิดว่าไง...เรามาพนันกันไหมว่าใครสามารถทำให้เสื้อคลุมยาวหลุด
ออกจากตัวผู้ชายคนนั้นที่นั่งอยู่ในสวน"
ดวงอาทิตย์ก็หยุดคิดฟังเงื่อนไขจากสายลม แล้วจึงตอบตกลง
บอกให้สายลมเริ่มก่อน
แล้วสายลมก็เริ่มก่อน ด้วยการตะเบงเสียงให้มันดัง และน่ากลัว
ฝุ่นดินฟุ้งกระจ่าย และมันทำให้แรงขึ้น เร็วขึ้น
เพื่อให้เสื้อคลุมหลุดออก
แต่ทว่าผู้ชายคนนั้นก็ยังจับเสื้อคลุมแน่นยิ่งขึ้น
ท้ายแล้วสายลมก็จำยอม...
ถึงตาของดวงอาทิตย์ ก็ส่งอมยิ้ม
แล้วเริ่มส่งแผ่ ความเงียบสงบและความอ่อนโยน
ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น ...
ชายผู้นั้นก็รู้สึกว่า ไม่ต้องใช้เสื้อคลุมแล้ว
เขาก็ได้ถอดออก...
>>..ทำไมเราถึงไม่ปฏิบัติต่อคนรอบข้างเราเหมือนดวงอาทิตย์ล่ะ ??
โดยไม่ต้องใช้การบังคับและใช้ความรุนแรง...
ต่อมนุษย์ที่ใกล้เคียงท่าน(ช) ต่อ...มารดาท่าน ...
พี่สาวน้องสาวท่าน ...ภรรยาท่าน ...ลูกสาวท่าน ...ลูกชายท่าน
ในกลับกัน (ญ)ต่อ ...มารดาท่าน ...สามีท่าน ...พี่ชายน้องชายท่าน
...ลูกสาวท่าน ...ลูกชายท่าน
ดั่งที่ท่านรอซูลุลอฮฺ(ซอลลัลลอฮูอาลัยฮีวาสัลลัม) กล่าวว่า:
{ "แท้จริงความอ่อนโยนนุ่มนวลนั้นไม่มีอยู่ในสิ่งใด
เว้นแต่จะทำให้สิ่งนั้นงดงามขึ้น
และจะไม่ถูกดึงออกจากสิ่งใดเว้นแต่จะทำให้สิ่งนั้นมีตำหนิ" }


●▬▬▬▬▬▬▬VVVV▬▬▬▬▬▬▬▬●
FRom : (بالقرآن نحيا)
BY:Al-fikry




คนที่อยู่บนหลังของฉัน



มีผู้ทำหัจญ์คนหนึ่ง เป็นชายชาวอียิปต์ เขากำลังแบกคนชราอยู่ในขณะทำอิบาดะฮฺหัจญ์
ฉันก็เลยพูดกับเขาว่า : ผมขอแสดงความยินกับท่าน ที่ท่านได้กตัญญูต่อคุณพ่อของท่าน
เขาก็ตอบกลับมาว่า : คนที่ฉันกำลังแบกอยู่นี้ ไม่ใช่พ่อของฉัน และฉันก็ไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำไป ฉันแค่สมมุติเองว่า ถ้าหากว่าเขาคนนี้ เป็นคุณพ่อของฉัน
ซุบหานัลลอฮฺ
ถ้าหากว่าเราได้กระทำความดีงามให้แก่ผู้คนที่เราไม่รู้จัก เสมือนเรากระทำกับบุคคลที่เรารัก เราจะถูกตอบแทนด้วยความดีงามจากเอกองค์อัลลอฮฺอย่างเหลือคณานับ
.

.................................................
ภาพและบทความโดย : عماد الحسينى
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ




วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไฉนต้องแบ่งแยกพี่น้อง


"เมื่อได้ทราบว่า ผู้นำในชุมชนหนึ่ง ได้ประกาศการแบ่งแยกผู้ที่ไปละหมาดอีดในวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งพวกเขาออกอีดตามวันอีดหลังที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ทำการวุกูฟ ณ ทุ่งอะรอฟะฮฺ 1 วัน ซึ่งไม่ตรงกับวันที่สำนักจุฬาราชมนตรีประกาศกำหนดวันอีดเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ออกจากทะเบียนสัปบุรุษมัสยิด แยกออกจากกลุ่มให้ชัดเจน ห้ามมาละหมาดฟัรฎูหรือละหมาดวันศุกร์ในมัสยิด"

แล้วใครกันแน่ ที่แบ่งแยก

 ใครกันแน่ที่แบ่งพรรคแบ่งพวก

 ใครกันแน่ที่กีดกันความเป็นพี่น้องมุสลิม

ไม่ใช่พวกคุณหรอกหรือ?

 วันนี้พวกเขาจะแบ่งกลุ่มให้ชัดเจนโดยชี้ขาดด้วยกับผู้ที่ไปละหมาดในวันอีดต่างวันกันอันเป็นสุนัต
แต่ละทิ้งความเป็นพี่น้องมุสลิมซึ่งเป็นวาญิบ

หากเป็นเช่นนี้แล้วสังคมมุสลิมจะอยู่กันอย่างไรเล่า?

จะมีความปลองดองกันได้หรือ?

ขออัลลอฮ์ทรงให้ฉันห่างไกลจากความคิดของผู้ใช้อารมณ์นัฟซูของตัวเองด้วยเถิด

นะอูซุบิลลาฮิ มินซาลิก

 อามีน ยาอัลลอฮฺ

การมองหาจันทร์เสี้ยวในยุคท่านนบี



การเข้าบวชออกบวช การกำหนดวันอีดทั้งสอง ในยุคท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) นั้น โดยการดูจันทร์เสี้ยวในเมืองที่ท่านและศอหาบะฮฺพักอาศัยอยู่ คือนครมะดีนะฮ์

รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะ์ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ)เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"การถือศิลอดของพวกท่าน คือ วันที่พวกท่านทั้งหลายถือศิลอด และวันอีดของพวกท่าน คือวันที่พวกท่านทั้งหลายอีด และวันเชือดของพวกท่านคือวันที่พวกท่านทั้งหลายเชือด" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวูด เลขที่ 2324, อิมามบัยหะกีย์ เลขที่ 8300)

โดยที่ท่านไม่ได้ให้มีการส่งข่าว หรือสืบข่าวไปยังเมืองมักกะฮ์ ถึงการเห็นจันทร์เสี้ยว อันด้วยอุปสรรคต่างๆ แต่เมื่อท่านนบีได้ทราบข่าวการเห็นจันทร์เสี้ยวจากเมืองอื่น ท่านนบีก็รับผลการเห็นจันทร์เสี้ยวนั้น ดังหะดิษ ที่ชายผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ตามทะเลทรายได้มาหาท่านนบีเพื่อบอกล่าวให่ท่านนบีทราบถึงการเห็นจันทร์เสี้ยวของเขาที่เขา  และท่านนบีก็รับผลการเห็นจัทร์เสี้ยวของชายผู้นั้นที่อยู่นอกเมืองมาดีนะฮ์

รายงานจากท่านอิบนุ อับบาส (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า
"อะอฺรอบีย์(ผู้ที่อาศัยอยู่ตามทะเลทราย)ท่านหนึ่งมาหาท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  พลางกล่าวว่า : แท้จริงฉันเห็นจันทร์เสี้ยว(ท่านหะซันรายงานว่า เป็นจันทร์เสี้ยวของเดือนรอมาฎอน)ดังนั้นท่านรสูลจึงกล่าถามว่า : ท่านจะปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรได้รับการเคารพภักดีนอกจากพระองค์อัลลอฮฺเพียงองค์เดียได้หรือไม่?เขากล่าตอบว่า : ได้ท่านรสูลจึงกล่าวต่อว่า : ท่านจะปฏิญาณตนว่าท่านนบีมุหัมมัด เป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺได้หรือไม่เขากล่าวตอบว่า : ได้ท่านจึงกล่าวขึ้นว่า โอ้บิลาล ท่านจงป่าวประกาศยังผู้คนทั้งหลายว่า พวกท่านจงถือศิลอดในวันพรุ่งนี้เถิด" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวูด เลขที่ 2340)

รายงานจากท่านอับดุลเราะมาน อิบนุ อะบีลัยลา เล่าว่า
"ฉันได้อยู่ร่วมกับท่านบัรรออฺ อิบนฺ อาซิบ และอุมัรฺ อิบนฺ อัลคอฏฏ็อบ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุมา) ที่บริเวณสุสานอัลบะเกียะ โดยท่านพยายามมองหาจันทร์เสี้ยว ต่อมามีผู้เดินทางท่านหนึ่งเดินทางมา(ที่เมืองมะดีนะฮฺ) ท่านอุมัรจึงเดินไปหาเขาและถามเขาว่า :  ท่านเดินทางมาจากทิศใดหรือ?เขาตอบว่า : ฉันเดินทางมาจากทางด้านทิศตะวันตกท่านอุมัรจึงถามต่อไปว่า : ท่านเห็นจันทร์เสี้ยวหรือไม่?เขาตอบว่า : ฉันเห็นมันแล้วท่านอุมัร จึงกล่าวตักบีรฺว่า อัลลอฮุอักบัร พร้อมกับกล่าวว่า : แท้จริงการเห็นจันทร์เสี้ยวของชาย(ที่เดินทางมาจากทิศตะวันตก) ผู้นี้เพียงคนเดียวก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับมุสลิม" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบัยหะกีย์ 4/421)

จากหะดิษ ท่านนบีและผู้คนที่อยู่ในเมืองมะดีนะฮ์ ก็ต่างมองหาจันทร์เสี้ยว หากไม่มีการเห็นจันทร์เสี้ยวในเมืองมะดีนะฮ์ แต่ทราบการเห็นจันทร์เสี้ยวจากพื้นที่อื่นนอกจากมะดีนะฮ์ ท่านก็รับผลการเห็นจันทร์เสี้ยวนั้นในการกำหนดวันเข้าบวชออกบวช และกำหนดวันอีดทั้งสอง ทั้งในยุคท่านอุมัรฺ ก็ปฏิบัติเช่นนั้น ด้วยการรับผลการเห็นจันทร์เสี้ยวของชายคนหนึ่งซึ่งเดินทางมาจากทางทิศตะวันตกนอกเมืองมะดีนะฮฺ

จากหลักฐานหะดิษบทแรก ท่านอิบนุตัยมียะฮ์ (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าวว่า
"หลักฐานข้างต้นบ่งบอกให้รู้ว่า เมื่อบุคคลหนึ่งเป็นพยานในคืนที่สามสิบของเดือนชะอฺบานว่าเขาเห็นจันทร์เสี้ยว(ในคืนนั้น) ณ สถานที่หนึ่งจากสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าใกล้หรือไกลก็ตาม ถือว่าวาญิบ(จำเป็น)จะต้องถือศิลอด" (หนังสือ "มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา อิบนุ ตัยมียะฮฺ" หน้า 105)

สำหรับสำนวนที่ว่า "เมื่อพวกท่านเห็นทร์เสี้ยว" ท่านอัศศอน อานีย์กล่าวในหนังสือสุบุลุสสลามไว้ว่า
"เมื่อท่านพบว่ามีการเห็นจันทร์เสี้ยวในระหว่างพวกท่าน เช่นนั้นเป็นการบ่งชี้ว่า การเห็นของเมืองหนึ่ง ถือว่าเป็นการเห็นสำหรับชาวเมืองอื่นทั้งหมด"

จากหลักฐานการปฏิบัติของท่านรสูลและเศาะหาบะฮฺในการมองหาจันทร์เสี้ยวกำหนดวันเข้าบวชออกบวช และกำหนดวันอีดทั้งสอง โดยการมองหาจันทร์เสี้ยวในเมืองมะดีนะฮ์นั้น หากมองไม่เห็นจันทร์เสี้ยวในเมืองมะดีนะฮ์ แต่ทราบการเห็นจันทร์เสี้ยวนอกเมืองมะดีนะฮฺก็รับการเห็นจันทร์เสี้ยวนั้น ท่านนบีหรือบรรดาเศาหะบะฮฺมิได้ปฏิเสธการมองเห็นจันทร์เสี้ยวในเมืองอื่น ถึงแม้จะไม่มีการส่งข่าวหรือขอทราบข่าวจากเมืองอื่นก็ตาม อันด้วยอุปสรรคของระยะเวลา ระยะทาง ลักษณะเส้นทางหรือยานพาหนะในการเดินทาง เครื่องมือในการทราบข่าว หรืออุปสรรคอื่นๆ ในการรับทราบการมองเห็นจันทร์เสี้ยวของเมืองอื่นๆ โดยให้มองหาจันทร์เสี้ยวได้เท่าที่มีความสามารถในเมืองของตนในยุคสมัยนั้นๆ และไม่ได้กำหนดห้ามที่จะรับทราบผลการเห็นจันทร์เสียว หรือกำหนดขอบเขตในการรับการเห็นจันทร์ จากหลักฐานของท่านนบีและบรรดาเศาะหะบะฮฺเลย แต่ตรงกันข้ามท่านนบีและบรรดาเศาะหาบะฮฺกลับรับการมองเห็นจันทร์เสี้ยวจากเมืองอื่นๆ

หลังจากยุคท่านรสูล และบรรดาเศาะหะบะฮฺ ยุคเซาะลัฟ และคอลัฟ อิสลามได้ขยายไปไกล ไปทั่วทุกมุมโลก แต่ก็ยังมีออุปสรรคในการสื่อสารระหว่างมุสลิมในพื้นหนึ่งกับอีกพื้นที่หนึ่ง การมองหาจันทร์เสี้ยว ต่างเมืองก็ต่างหาจันทร์เสี้ยวในเมืองของตน โดยไม่ได้ปฏิเสธการมองเห็นจันทร์เสี้ยวของเมืองอื่น แต่มีอุปสรรคที่จะทราบมัน และเมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบัน กลับมีเทคโนโลยีการสื่อสารกันอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ไม่ว่าการสื่อสารทางโทรศัพท์ โทรเลข โทรทัศน์ ซึ่งมีจานดาวเทียมที่สามารถส่งสัญญาณติดต่อกันได้ทั่วโลก พลเมืองมุสลิมในเมืองหนึ่งๆ ก็ต่างมีเครื่องมือเหล่านั้นที่จะรับทราบสื่อสารข้อมูลต่างๆระหว่างกันได้อย่างรวดเร็วและแม้นยำ การรับทราบการมองเห็นจัทร์เสี้ยวของเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลก็สามารถรับทราบกันอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะมีเวลาต่างกันบ้างเป็นนาที เป็นชั่วโมงก็ตามก็ยังอยู่ในวันเดียวกัน (นับเวลาเข้าเวลามักริบค่ำหนึ่งไปเข้าเวลามักริบอีกค่ำหนึ่ง เป็นหนึ่งวัน) สำหรับประเทศไทย หากตามหลักที่ท่านรสูลปฏิบัติไว้นั้น ก่อนที่มีเทคโนดลยีการสื่อสารที่ทันสมัยปัจจุบัน การติดต่อแม้เพียงในพื้นที่ประเทศไทย ก็ติดต่อกันได้ยาก กว่าจะรู้ว่าผู้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ทำการวุกูฟ ณ ทุ่งอาเราะฮฺวันที่เท่าไหร่ ก็ปาเวลาไปเป็นเดือนหลังจากนั้น จากกระจ่ายข่าวไปยังพื้นที่ต่างๆ หรือในเมืองอื่นๆ ก็เป็นไปได้ยาก หากมีผู้เห็นจันทร์เสี้ยวก็ถือว่าเห็นจันทร์ หรือหากไม่เห็นก็ให้นับไปอีกวันหนึ่ง โดยไม่ส่งข่าว หรือขอรับทราบข่าวจากเมืองอื่น เว้นแต่จะอยู่ใกล้ๆกัน เช่นคนหนึ่งอยู่บริเวรรั่วกั้นประเทศไทย อีกคนหนึ่งอยู่อาศัยระหว่างรั่วกั้นในส่วนของประเทศมาเลเซีย ก็สามารถรับทราบข่าวกันได้ไม่ยาก หากผู้ที่อยู่ในเขตรั่วไทยมองไม่เห็นจันทร์เสี้ยว แต่ผู้อยู่ฝั่งรั่วมาเลเซียเห็นจันทร์เสี้ยว ผู้ที่อยู่ทางฝั่งรั่วประเทศไทยก็รับผลการเห็นจันทร์เสี้ยวนั้น หรือหากมีผู้คนจากมาเลเซียเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และยืนยันการเห็นจันทร์เสี้ยว ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยก็ต้องรับผลการเห็นจันทร์เสี้ยวดั่งที่ท่านรสูลได้กระทำมันมา


แต่ปัจจุบันประเทศไทยสามารถทราบข่าวการเห็นจันทร์เสี้ยวจากเมืองหรือประเทศอื่นได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย ทั่วถึง และถูกต้องแม้นยำ ไม่มีอุปสรรคใดๆ ที่จะรับทราบผลการมองเห็นจันทร์เสี้ยวได้อีก ทุกเมือง ทุกประเทศต่างมองหาจันทร์เสี้ยว หากประเทศมองเห็นจันทร์เสี้ยว ก็ประกาศการมองเห็นจันทร์เสี้ยวนั้น แต่หากประเทศไทยไม่มีผู้ใดเห็นจันทร์เสี้ยว ก็อย่าพึ่งสรุป หรือประกาศผลว่าไม่เห็นจันทร์เสี้ยว ต้องรอผลการเห็นจันทร์เสี้ยวของประเทศอื่นก่อนให้แน่ชัดว่าประเทศอื่นๆก็ไม่สามารถมองเห็นจันทร์เสี้ยวได้

ดังนั้น หากประเทศไทยปฏิบัติตามแบบอย่างท่านรสูล คือให้มองหาจันทร์เสี้ยวในเมืองของตน แต่หากมีการทราบข่าวการเห็นจันทร์เสี้ยวจากเมืองอื่นโดยวิธีที่ไม่เกิดความยากลำบาก เช่น มีคนจากเมืองอื่นได้เดินทางเข้ามาในเมืองมะดีนะฮฺ และบอกถึงการเห็นจันทร์เสี้ยวในเมืองอื่น ท่านรสูลก็รับมัน สำนักจุฬาราชมนตรี ก็กำหนดการมองหาจันทร์เสี้ยว หากพบเห็นจันทร์เสี้ยว ก็ประกาศผลมันออกไป แต่เนื่องด้วยประเทศปัจจุบันสามารถรับทราบผลการมองเห็นจันทร์ในต่างพื้นที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และแม้นยำ ไม่ก่อให้เกิดความยากลำบากแต่อย่างใด ก็อย่าพึ่งสรุปผลการมองหาจันทร์เสี้ยวจนกว่า จะทราบการหาจันทร์เสี้ยวของประเทศอื่นเสียก่อนด้วย


 والله أعلم بالصوا













วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การกำหนดวันอีดต่างกับสำนักจุฬาฯไม่ใช่ว่าไม่รักจุฬา




การที่ฉันและมุสลิมท่านอื่นๆ ได้ถือศิลอดวันรอฟะฮ์ในวันที่ 3 ตุลา ออกอีดอัฎฮาวันที่ 4 ตุลา ซึ่งแตกต่างจากการประกาศของสำนักจุฬาฯ ที่กำหนดวันอีดอัฎฮาเป็นวันที่ 5 ตุลา ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่รักจุฬา หรือฝ่าฝืนคำสั่งของจุฬาฯ แต่ใดเลย เราทราบดีถึงการเชื่อฟังผู้นำ และการห้ามก่อกบฏต่อผู้นำ แต่หากมีความขัดแย้งกันประเด็นใดในเรื่องศาสนาก็ให้กลับไปยังอัลกุรอานและสุนนะฮของรสูล ซึ่งจุฬาราชมนตรีนั้นเป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย และเป็นตำแหน่งฝ่ายมุสลิมในข้อปรึกษาด้านศาสนาอิสลามแก่รัฐบาลไทย

แต่สำหรับการดูจันทร์เสี้ยว เพื่อกำหนดวันอีดนั้น เป็นประเด็นปัญหาศาสนาที่มีทัศนะต่างกันมานานแล้ว ซึ่งทัศนะหนึ่งให้เอาเขตเมือง หรือประเทศในการกำหนดเขตดูจันทร์ ดั่งทัศนะที่ตามมัซฮับชาฟีอีในบ้านเรา และอีกทัศนะหนึ่งให้ถือเอาตามที่มุสลิมคนใดเห็นจันทร์เสี้ยวก็ถือว่ามีการเห็นจันทร์เสี้ยวแล้ว โดยไม่จำกัดพื้นที่ หรือประเทศ ดังที่ท่านนบีกล่าวว่าเมื่อพวกเจ้าเห็นจันทร์เสี้ยว ก็เท่ากับการเห็นจันทร์เสี้ยวของมุสลิมทั้งหมด เหมือนดั่งที่นบีกล่าวว่าพวกเจ้าจงละหมาดเหมือนที่ฉันละหมาด พวกเจ้าในที่นี้หมายถึงมุสลิมทุกคน โดยไม่จำกัดพื้นที่ หรืออาณาเขต และไม่หลักฐานสักบทเดียวว่าการดูจันทร์เสี้ยวจำกัดเฉพาะเมือง หรือประเทศ ทัศนะนี้ได้แก่ผู้ที่ตามมัซฮับฮัมบาลีย์ ทั้งผู้ที่ตามมัซฮับชาฟีอีย์ก็มีทัศนะเช่นนี้บางส่วน ทั่งท่านนบีกล่าวว่าวันอารอฟะฮ์คือวันที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ทำการวุกุฟ และวันอีดถัดจากวันอารอฟะฮ์ตามคำกล่ีาวของท่านอิมามชาฟิอีย์ ดังนั้นการกำหนดวันอีดิลอัฎฮานอกจากผลการดูจันทร์เสี้ยวแล้วต้องเชื่อมต่อกับวันที่ที่ทำการวุกูฟด้วย

ด้วยเหตุนี้ ตามทัศนะที่ว่าการเห็นจันทร์เสี้ยวของมุสลิมคนใด ก็ถือเป็นการเห็นจันทร์ของมุสลิมทั้งปวง ประกอบกับการเชื่อมต่อกับวันอะรอฟะฮ์ นักวิชาการศาสนาส่วนหนึ่งจึงเห็นพ้องกับทัศนะดังกล่าว อันเป็นทัศนะที่ถูกต้องตามสุนนะฮฺมากกว่า ซึ่งแตกต่างกับทัศนะของมุสลิมบางท่านในประเทศไทยที่ตามทัศนะการดูจันทร์เสี้ยวของแต่ละประเทศ

ด้วยเหตุนี้ฉันและมุสลิมบางส่วนจึงได้กำหนดวันอารอฟะฮฺและวันอีดที่แตกต่างไปจากท่านและมุสลิมท่านอื่นๆที่เห็นพ้องกับท่าน โดยต่างถือตามทัศนะของตน โดยไม่มีการบีบบังคับกัน เหมือนดั่งที่มีทัศนะอื่นๆในปลีกย่อยในการปฏิบัติศาสนาที่มีทัศนะต่างกันมากมาย เช่น การอ่านดุอาอ์กูนูตเป็นประจำในละหมาดศุบฮฺของผู้ตามมัซฮับชาฟิอีย์ แต่ผู้ตามมัซฮับฮานาฟีย์เห็นว่าหะดิษที่ว่านบีอ่านกูนูตในเวลาศุบฮฺจนท่านเสียชีวิต นั้นเป็นหะดิษที่อ่อนหลักฐาน และเห็นว่าเป็นสิ่งอุตริขึ้นใหม่ในศาสนา พวกเขาจึงไม่อ่านดุอาอ์กูนูตเป็นประจำในเวลาละหมาดศุบฮฺ แต่ทัศนะที่ต่างกันดังกล่าวก็ไม่ส่งผลให้เกิดการทะเลาะวิวาทแตกแยกกันแต่อย่างใดเลย

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ฉันและมุสลิมส่วนหนึ่งจึงไม่เคยคิดที่จะอคติ คิดมาดร้าย หรือดูถูกดูแคลนท่านเลยแม้แต่น้อย ทั้งรักและเป็นห่วงท่าน คอยให้กำลังใจท่านอยู่เสมอ ยามที่ท่านหลั่งน้ำตา ฉันก็อดจะหลั่งน้ำตาตามท่านไม่ได้  ฉันมองเห็นสังคมมุสลิมปัจจุบันที่อยู่ในขั้นย่ำแย้ แันจึงคอยให้กำลังใจท่านที่จะลุกขึ้นแก้ปัญหาตรงนี้ ทั่งบางอย่างที่ท่านได้ออกฟัตวาไว้ว่าเป็นสิ่งที่ฮารอม อย่างบุหรี่ ฉันก็ปฏิบัติตามท่านซึ่งตรงกับหลักกาศาสนา ไม่เคยฝ่าฝืนที่จะกระทำมัน ซึ่งต่างกับมุสลิมอีกหลายคนที่บอกว่าตามท่าน แต่ยังคงสูบบุหรี่อยู่ไม่ลดละ และฉันยังถูกประนามอีกว่าเป็นผู้ทำความแตกแยกของสังคมมุสลิม เป็นพวกกลุ่มน้อย และอื่นๆต่างนานา ถึงกระนั้นฉันก็อดทน ถือเป็นการทดสอบจากพระองค์อัลลออ์ และหวังว่าสักวันพวกเขาคงเข้าใจฉัน 

สุดท้ายนี้ฉันขอจากพระองค์อัลลอฮฺทรงให้ท่านมีสุขภาพสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความสะดวกในการประกอบอิบาดะฮ์ เป็นที่รักของอัลลอฮฺและมุสลิมในประเทศไทยที่เพิ่มพูนทวีคูณ อามีน ยาร็อบบันอาลามีน


.....................................................

จากดารุ้ลอิฟตาห์อียิปต์
ไม่อนุญาตให้ประเทศอิสลามใดๆกำหนดวันอะรอฟะและอีดอัฎฮาตามการเห็นจันทร์เสี้ยวของตัวเองที่ค้านกับการเห็นจันทร์เสี้ยวของประเทศซาอุดี้




.......................................................

69 ประเทศละหมาดอีดวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม (วันอะรอฟะฮฺ วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม) ตามประกาศของประเทศซาอุดิอาราเบีย  12 ประเทศละหมาดวันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม 1 ประเทศละหมาดวันที่ 6 ตุลาคม คือประเทสปากีสถาน http://iumsonline.org/ar/mobile/Default.asp?MenuId=12&ContentID=8520


...........................................................

รอฟิก ชนเผ่า อาจารย์ที่เคารักของกลุ่มอัชชาฮีเราะฮฺ ที่กล่าวว่าต้องตามผู้นำอย่างเดียว ได้จาบจ้วงกล่าวหาท่านจุฬาราชมนตรีอย่างเสียๆหายๆ และไม่ยอมรับการประกาศการเห็นจันทร์เสี้ยวของสำนักจุฬาราชมนตรี









วันอะรอฟะฮ์คือวันที่ผู้ที่ประกอบพิธีฮัจญ์ ทำการวุกูฟ ณ ทุ่งอะรอฟะฮ์



ท่านรสูลของอัลลอฮ์กล่าวว่า
"และวันอะรอฟะฮ์คือวันที่พวกท่านทั้งหลาย(ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์)ได้วุกูฟที่ทุ่งอะรอฟะฮฺ" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัชชาฟิอีย์)

ชัดเจนตามที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)กล่าว วันอะรอฟะฮ์คือวันที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ได้วุกูฟ(หยุดอยู่) ณ ทุ่งอะรอฟะฮ์ อาราเบีย ไม่ใช้เวลาอะรอฟะฮฺ

ด้วยเหตุนี้วันที่อะรอฟะฮฺหรือวันที่ทำการวุกูฟ ของมุสลิมทั่วมุมโลกต้องตรงกันกับวันที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ทำการวุกูฟ  โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยให้มุสลิมที่ไม่ประกอบพิธีฮัจญ์ทำการถือสิลอดสุนนะฮฺวันอะรอฟะฮ์

ดังนั้น หากวันที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ทำการวุกูฟ ณ ทุงอะรอฟะฮ์ ในวันที่ 3 ตุลาคม ของปฏิทินปีสากล (ตรงกับวันที่ 9 เดือนซุลฮิจญะฮ์) โดยการเข้าเวลาวันดังกล่าวคือนับแต่เวลาเข้าเวลามักริบ หรือเมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน หากเทียบกับเวลาของประเทศไทยก็ตรงกับวันที่ 2 ตุลาคม เวลา 22.00 น. ของประเทศไทยตามปฏิทินสากล สำหรับประเทศไทยเข้าวันอารอฟะฮ์ตั้งเแต่วลาเข้ามักริบ (ประมาณ 18.00 น.)ของวันที่ 2 ตุลาคม ตามวันเวลาของประเทศไทย เมื่อมุสลิมในประเทศไทยถือศิลอดวันอารอฟะฮ์โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ 3 ตุลาคม ของปฏิทินสากล ซึ่งตรงกับเวลา 01.00 น. ของอาราเบีย อันเป็นวันอะรอฟะฮ์ ซึ่งยังอยู่ในช่วงวันที่ทำการวุกูฟ แต่หากมุสลิมคนใดในประเทศไทยถือศิลอดในวันที่ 4 ตุลาคม ตามปฏิทินสากล โดยเริ่มเวลา 05.00 น. ของวันดังกล่าว ก็เท่ากับว่าวันที่ทำการวุกูฟล่วงเลยมาแล้ว ตั้ง 6 ชั่วโมง (วันที่ทำการวุกูฟ สิ้นสุดลงในเวลา 22.00 น. ของวันที่ 3 ตุลาคม ตามวันเวลาของประเทศไทยซึ่งกำหนดตามปฏิทินสากล ซึ่งเวลาดังกล่าวเข้าเวลามักริบอันเป็นวันใหม่ถัดจากวันอะรอฟะฮ์คือวันอีด)

เมื่อวันอะรอฟะฮฺตรงกับวันที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ทำการวุกูฟที่ทุ่งอะรอฟะฮ์ ดังนั้นวันอีดจึงถัดจากวันที่ทำการวุกูฟ

วันอะรอฟะฮ์ = วันที่ทำการวุกูฟ  หรือ วันที่ทำการวุกูฟ =  วันอะรอฟะฮ์(วันที่ 9 ซุลฮิจญะฮ์)

และวันอีดเป็นวันที่ถัดจากวันอะรอฟะฮฺ หรือวันที่ทำการวุกูฟ (วันที่ 10 ซุลฮิจญะฮ์)


ท่านอิมามอัชชาฟิอีย์ (ร่อหิมะฮุลลอฮ์) กล่าวว่า
"วันอีดที่สองคือวันอีดอัฎฮาซึ่งเป็นวันที่สิบซุลหิจญะฮ์นั้นคือวันที่ถัดจากวันอารอฟะฮ์"
(อัลอุมม์ 1/230)




.......................................


มุมมองของ อ.ซิดดี๊ก มูฮัมหมัดสอิ๊ด เกี่ยวกับบทความของ WINAI DAHLAN ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องวันอะรอฟะฮฺ และวันอีดิ้ลอัฎฮา








วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความดี....ที่ถูกลืม




เป็นความโปรดปรานอันดี เป็นความโปรดปรานมากมายที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) โปรดให้มุสลิมมีีรูปแบบการทักทายที่ดีงาม ง่าย ๆ ได้รับผลบุญด้วย
เมื่อมุสลิมพบกัน จะเป็นพบสถานที่ใด ๆ ก็ตาม จะกล่าวว่า
"อัสสลามุอะลัยกุม" ความสันติจงมีแด่ท่าน
เป็นการทักทายตามแบบอิสลาม อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า
"วะอะลัยกุมมุสสลาม วะเราะมะตุลลอฮฺิ วะบะเราะกาตุฮฺ"
ฝ่ายตอบรับจะตอบยาวเท่ากับผู้ให้หรือยางกว่าผู้ให้ก็ได้
แต่กล่าวสลามแล้วจับมือกันด้วยก็ยิ่งดี แต่ถ้าเป็นผู้ชายที่ไม่ใช้มะห์รอมกับผู้หญิง (แต่งงานกันได้) ก็ไม่ต้องจับมือ ให้จับแต่กับผู้ชายด้วยกัน ผู้หญิงด้วยกัน และหญิงกับชายที่เป็นมะห์รอม (แต่งงานกันไม่ได้) ก็จับมือกันได้ การจับมือเป็นการให้ความรู้สึกที่ดีต่อกัน ไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันแล้วจึงถามทุกข์สุขเรื่องราวต่าง ๆ
ผลบุญของการให้สลามนี้มีมาก ผู้ให้สลามจะได้รับความดี 10 ความดี ถ้าผู้รับตอบให้ยาวกว่า ก็จะได้รับความดีเพิ่มเป็น 20 ความดี ได้ 30 ความดี ถ้ากล่าวต่อให้ถึง "วะบะเราะกาตุห์"
การให้สลามสำคัญมาก ถ้าเราจะเข้าบ้านใคร เราจะต้องกล่าวสลามก่อนแล้วรอจนกว่าเขาจะตอบรับ ถ้าไม่ได้ยินเสียงตอบก็ให้ผู้มาหาคอยก่อน หรือว่าจะกลับไปก่อนก็ได้ เพราะเจ้าของบ้านอาจะไม่อยู่ หรืออยู่แต่ไม่อยู่ในสภาพที่จะรับแขกได้ ไม่ให้เข้าไปบ้านผู้อื่นก่อนที่จะได้รับอนุญาต ให้คอยอยู่หน้าประตูบ้าน
เป็นมารยาทของมุสลิม แม้แต่บ้านของเราเอง เราเป็นเจ้าของบ้าน เมื่ือจะเข้าบ้านก็ต้องกล่าวสลาม จะมีคนในบ้านหรือไม่มีก็ตาม เมื่อจะออกจากบ้านก็ต้องกล่าวสลามเช่นเดียวกัน
"พบกันให้สลาม ไต่ถามทักทาย
ผลบุญมากมาย เรื่องง่ายแต่ดี"
(จากหนังสือ : เด็กดีของอัลลอฮฺ)
เขาเขียนไว้ในหนังสือเรื่องเด็กดีของอัลลอฮฺ ผลบุญมากมายจริง ๆ เป็นเรื่องไม่ยากด้วย เป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เราไม่ค่อยทำกันเพราะว่าไม่เคยชิน บางทีเราให้สลามกันไม่มีเสียงตอบ ไม่ใช่ไม่ได้ยิน แต่เพราะว่าเขาไม่เคยตอบ "อัสสลามุอะลัยกุม" เงียบไม่มีเสียงตอบ
เสียงเหล่านี้ผู้ใหญ่ต้องปลูกฝังเด็กและให้เด็กปฏิบัติ ปฏิบัติกันตั้งแต่เล็ก ๆ ผู้ที่เดินผ่านผู้ที่นั่งอยู่ก็จะต้องกล่าวสลามก่อน เด็กควรกล่าวสลามผู้ใหญ่แล้วเข้ามาจับมือผู้ใหญ่แสดงความอ่อนน้อยคารวะ
คุณยายเคยไปบ้านครอบครัวหนึ่งเขามีบุตร 5 คนยังเล็ก ๆ ลูกจ้างที่มาทำงาบ้านเขา ตอนเช้าจะต้องให้สลาม "อัสสลามุอะลัยกุม" แ่กลูกของเขาทุกคน เช่น
"อัสสลามุอะลัยกุม มะห์มูด"
มะห์มูดก็ตอบว่า "วะอะลัยกุมมุสลาม"
"อัสสลามุอะลัยกุม ฟาติมะห์"
ฟาติมะห์ จะตอบว่ "วะอะลัยกุมมุสลาม"
หรือจะตอบว่ "วะอะลัยกุมุสสลาม วะเราะมะตุลลอฮิวะบะเราะกาตุห์" ก็ได้ และคนอื่น ๆ จนครบทั้ง 5 คนเลย เด็กก็จะตอบรับทุกคน เป็นการหัดที่ดี ให้เคยชินจนติดเป็นนิสัย ทำให้มีความรู้สึกว่าเป็นของง่าย ๆ ไม่ลำบากที่จะกล่าวตอบหรือให้สลามแก่ใครก่อน ผลบุญที่ได้รับจะมากมายจริง ๆ
"อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮิ วะบะเราะกาตุห์" ขอความสันติสุข ความเมตตา ความจำเริญจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) จงมีแด่ท่าน
เป็นการขอพรให้กันและกัน อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ก็จะประทานความดีให้เราถึง 30 ความดี วันหนึ่ง ๆ เราพบพี่น้องมุสลิมของเรามากมาย ถ้าพบสัก 10 คน จะเป็นคนในบ้านของเราเองหรือว่าคนอื่น แล้วเรากล่าวสลามเต็ม ๆ เราก็จะได้ผลบุญ 10 คุูณกับ 30 เท่ากับ 300 ความดี ถ้าเดือนนึง ปีนึง ความดีจะมากแค่ไหนลองคิดดู
"พบกันให้สลาม ไต่ถามทักทาย
ผลบุญมากมาย เรื่องง่ายแต่ดี"
อย่าดูถูกความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ เลย รีบมาสะสมความดีทำง่าย ๆ กันเถอะ ตราชั่งความดีของเราจะได้หนักเพิ่มขึ้น
............................................
(จากหนังสือ : ของขวัญจากคุณยาย)
ซัยหนับ เพชรทองคำ : เขียน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์