อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

น้ำสะอาดตามบัญญัติอิสลาม


น้ำสะอาด หรืออัลมาอุฏเฏาะฮูรฺ เป็นน้ำที่ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปนจนทำให้น้ำนั้นต้องเปลี่ยนสี , กลิ่น หรือรส
ซึ่งตรงข้ามกับน้้ำสกปรก หรืออัลมาอุนนะญิส คือน้ำที่มีสิ่งเจือปนจนทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนสี กลิ่น หรือรส โดยไม่พิจารณาว่าน้ำนั้นจะมีจำนวนมาก หรือน้อย (โดยมติเอกฉันท์ของบรรดานักวิชาการ จากหนังสือ "มัจญ์มูอฺ ฟะตะวา เล่ม 10 หน้า 15)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
"น้ำสะอาดคือน้ำที่ไม่มีสิ่งใดทำให้น้ำนั้นสกปรก"(บันทึกหะดิษโดยอิมามอัตติรมีซีย์ หะดิษเลขที่ 61 อบุดาวูด เลขที่ 60 เป็นหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ)


ส่วนทัศนะที่อ้างว่า หากน้ำนั้นมีปริมาณไม่ถึง 2 กุลละฮฺ หรือประมาณ 216 ลิตร แล้วมีนะญิส ถึงแม้ว่าน้ำนั้นจะไม่เปลี่ยนสี ,กลิ่น หรือรสก็ตาม ผู้ที่ตามทัศนะนี้คือ ผู้ตามมัซฮับชาฟีอีย์

โดยอ้างหะดิษต่อไปนี้

รายงานจากท่านอิบนุ อุมัร ร่อฎียัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
"เมื่อน้ำมีปริมาณถึง 2 กุลละฮฺ สิ่งหนึ่งจะไม่ทำให้น้ำนั้นสกปรก" (บันทึกโดยอัตติรมีซีย์ หะดิาเลขที่ 62 เป็นหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ

อีกสำนวนหนึ่ง
"เมื่อปรากฎว่าน้ำมีปริมาณ 2 กุลละฮฺ หรือ 3 (กุลละฮฺ) สิ่งหนึ่งจะไม่ทำให้น้ำนั้นเป็นนะญิส(สกปรก)" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 4523)

นักวิชาการอธิบายว่า หะดิษข้างต้นถือว่าสับสนทั้งตัวบทและสายรายงานหะดิษ การที่เข้าใจว่า "หากน้ำนั้นมีปริมาณไม่ถึง 2 กุลละฮฺ มีนะยิสตกลงไปในน้ำนั้นถือว่าน้ำนั้นเป็นนะญิส ถึงแม้ว่าน้ำนั้นจะไม่เปลี่ยนสี กลิ่นหรือรสก็ตาม ถือว่าไม่ถุกต้อง

ท่านอิลบัรฺกล่าวว่า
"ทัศนะของอิมามชาฟิอีย์ที่ยึดถือตามหะดิษ 2 กุลละฮฺนั้น ถือเป็นทัศนะที่อ่อนในด้านการวิเคราะห์และในด้านหะดิษที่ไม่มั่นคงอีกด้วย" (หนังสือ "อัตตัมฮีด")

ดังนั้นน้ำซึ่งมีปริมาณไม่ถึง 2 กุลละฮฺ หากมีนะญิสตกลงไปในน้ำนั้น โดยสภาพของน้ำไม่เปลี่ยนสี กลิ่น หรือรส น้ำนั้นไม่ถือว่าเป็นน้ำนะญิส เพราะท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า "น้ำสะอาดคือน้ำที่ไม่มีสิ่งใดทำให้น้ำนั้นสกปรก"



 والله أعلم بالصواب

***************

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การทำความสะอาดอุจจาระและปัสสาวะ



การทำความสะอาดอุจจาระหรอปัสสาวะ ศาสนาอนุญาตให้ชำระความสะอาดด้วยน้ำ กับก้อนหิน แต่ห้ามใช้มูลสัตว์และกระดูก ทำความสะอาด



عَنْ سَلْمَانَ، قَالَ قِيلَ لَهُ قَدْ عَلَّمَكُمْ نَبِيُّكُمْ صلى الله عليه وسلم كُلَّ شَىْءٍ حَتَّى الْخِرَاءَةَ ‏.‏ قَالَ فَقَالَ أَجَلْ لَقَدْ نَهَانَا أَنْ نَسْتَقْبِلَ الْقِبْلَةَ لِغَائِطٍ أَوْ بَوْلٍ أَوْ أَنْ نَسْتَنْجِيَ بِالْيَمِينِ أَوْ أَنْ نَسْتَنْجِيَ بِأَقَلَّ مِنْ ثَلاَثَةِ أَحْجَارٍ أَوْ أَنْ نَسْتَنْجِيَ بِرَجِيعٍ أَوْ بِعَظْمٍ


                "ซัลมาน (อัลฟาริซีย์) รายงานว่า มีผู้กล่าวกับเขาว่า นบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ของพวกท่าน สอนพวกท่านทุกอย่าง แม้กระทั่งการถ่ายทุกข์ (เช่นนั้นหรือ) เขาตอบว่า ใช่  ท่านห้ามพวกเราในการหันไปทางกิบละห์ในขณะปัสสาวะและอุจจาระ, หรือ (ห้ามพวกเรา) ชำระล้างปัสสาวะ,อุจจาระด้วยมือขวา,  หรือชำระล้างด้วยหินน้อยกว่าสามก้อน, หรือชำระด้วยมูลสัตว์และกระดูก"( มุสลิม/หมวดที่2/บทที่17/ฮะดีษเลขที่ 0504)



عَنْ سَلْمَانَ، قَالَ قَالَ لَنَا الْمُشْرِكُونَ إِنِّي أَرَى صَاحِبَكُمْ يُعَلِّمُكُمْ حَتَّى يُعَلِّمَكُمُ الْخِرَاءَةَ ‏.‏ فَقَالَ أَجَلْ إِنَّهُ نَهَانَا أَنْ يَسْتَنْجِيَ أَحَدُنَا بِيَمِينِهِ أَوْ يَسْتَقْبِلَ الْقِبْلَةَ وَنَهَى عَنِ الرَّوْثِ وَالْعِظَامِ وَقَالَ ‏"‏ لاَ يَسْتَنْجِي أَحَدُكُمْ بِدُونِ ثَلاَثَةِ أَحْجَارٍ ‏"‏


                "ซัลมาน (อัลฟารีซีย์) รายงานว่า บรรดาผู้ตั้งภาคีได้กล่าวกับพวกเราว่า ฉันรู้ว่าสหายของพวกท่าน (ท่านนบี) สอนพวกท่านแม้กระทั่งการขับถ่ายปัสสาวะ,อุจจาระ เขาตอบว่า ถูกต้องแล้ว ท่านห้ามพวกเราในการชำระล้างปัสสาวะ,อุจจาระด้วยด้วยมือขวา หรือหันไปทางกิบละห์ (ในขณะปัสสาวะและอุจจาระ) และท่านห้ามพวกเราในการใช้กระดูกหรือมูลสัตว์ทำความสะอาด, ท่านกล่าวว่า “คนใดก็ตามในหมู่พวกเจ้าอย่าได้ทำความสะอาด (หลังการปัสสาวะหรืออุจจาระ) ด้วยก้อนหินน้อยกว่าสามก้อน” (มุสลิม/หมวดที่2/บทที่17/ฮะดีษเลขที่ 0505)


ท่านอิบนุมัสอูด ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า
"ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ออกไปถ่ายทุกข์ ท่านรสูลจึงใช้ให้ฉันนำก้อนหินมา 3 ก้อน ซึ่งฉันหาก้อนหินได้ 2 ก้อน ฉันพยายามหาหินก้อนที่สาม แต่ไม่พบ ฉันจึงนำมูล(แห้งของ)สัตว์ไปให้ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ท่านรสูลหยิบหิน 2 ก้อน และโยนมูลสัตว์ทิ้งไป พลางกล่าวว่า (มูลสัตว์) ก้อนนี้เป็นนะญิส"(บันทึกหะดิษโดยอิมามบุคอรีย์ หะดิษเลขที่ 152)

عَنْ أَنَسِ بْنِ مَالِكٍ، أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم دَخَلَ حَائِطًا وَتَبِعَهُ غُلاَمٌ مَعَهُ مِيضَأَةٌ هُوَ أَصْغَرُنَا فَوَضَعَهَا عِنْدَ سِدْرَةٍ فَقَضَى رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم حَاجَتَهُ فَخَرَجَ عَلَيْنَا وَقَدِ اسْتَنْجَى بِالْمَاءِ 


                 "อนัส บินมาลิก รายงานว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เข้าไปที่สวนแห่งหนึ่ง (เพื่อถ่ายทุกข์) โดยมีเด็กเล็กๆ กว่าพวกเรา คอยถือภาชนะใส่น้ำตามท่านเข้าไปด้วย แล้วก็นำภาชนะนั้นไปวางที่โคนต้นไม้ หลังจากท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เสร็จภารกิจของท่านก็จะออกมาพบกับพวกเราโดยท่านชำระล้างด้วยน้ำนั้น"(มุสลิม/หมวดที่2/บทที่21/ฮะดีษเลขที่ 0517)

 ส่วนการทำความสะอาดอุจจาระหรือปัสสาวะด้วยกระดาษชำระ (กระดาษทิชชู) ที่มีไว้สำหรับสถานที่ต่างๆ นั้น ศาสนาอนุญาต (มุบาหฺ) ให้นำมาชำระได้

 ซึ่งการเช็ดด้วยกระดาษนั้นอนุญาตให้เช็ดมากกว่า 3 ครั้งจนกว่าเราจะเห็นว่าสะอาด

 ส่วนกรณีที่ไม่มีน้ำ ศาสนาอนุญาตให้ใช้ก้อนหินจำนวน 3 ก้อน (หากน้อยกว่า 3 ก้อนก็ไม่อนุญาต) แต่ถ้าพบน้ำศาสนาส่งเสริมให้ใช้น้ำชำระความสะอาดก่อนเป็นอันดับแรก

หากปัสสาวะกระเซ็นมาถูกกางเกงหรือผ้าโสร่ง ซึ่งเราแน่ใจว่าเปื้อนกางเกงหรือโสร่งจริง เช่นนี้จำเป็นจะต้องเปลี่ยนกางเกงหรือโสร่งนั้นก่อนที่จะละหมาด แม้ว่าเพียงเล็กน้อยก็ตาม

 ส่วนกรณีที่เราอยู่นอกบ้าน เช่นอยู่ที่ทำงาน เช่นนี้ให้เราค้นหารอยเปื้อนนะญิสดังกล่าว เมื่อพบแล้วก็ให้ล้างด้วยน้ำเฉพาะบริเวณที่เปื้อนนะญิส จากนั้นก็สวมใส่และละหมาดได้

หากไม่สามารถรู้ว่าเปื้อนตรงบริเวณใด อีกทั้งเราเองก็ไม่มีกางเกง หรือโสร่งสำรองไว้ เช่นนี้ก็ให้เรานำละหมาดดังกล่าวกลับไปชดใช้ที่บ้าน เพราะเรามีอุปสรรคไม่สามารถสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดได้

 ซึ่งการสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดนั้นถือเป็นรุก่น (เงื่อนไข) หนึ่งที่ทำให้การละหมาดนั้นใช้ได้



 والله أعلم بالصواب

หญิงที่ฝันถึงการมีเพศสัมพันธ์


สตรีผู้ใด หากนางฝันถึงการมีเพศสัมพันธ์ และพบว่ามีน้ำสุจิของนางเคลื่อนออกมา นางก็จำเป็นที่จะต้องอาบญะนาบะห์


عَنْ أُمِّ سَلَمَةَ أُمِّ الْمُؤْمِنِينَ، أَنَّهَا قَالَتْ جَاءَتْ أُمُّ سُلَيْمٍ امْرَأَةُ أَبِي طَلْحَةَ إِلَى رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم فَقَالَتْ يَا رَسُولَ اللَّهِ، إِنَّ اللَّهَ لاَ يَسْتَحْيِي مِنَ الْحَقِّ، هَلْ عَلَى الْمَرْأَةِ مِنْ غُسْلٍ إِذَا هِيَ احْتَلَمَتْ فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ نَعَمْ إِذَا رَأَتِ الْمَاءَ ‏"


                 "อุมมุซะละมะห์ มรรดาแห่งศรัทธาชน รายงานว่า อุมมุซุลัยม์ ภรรยาของ อบีฏ็อลฮะห์ มาหาท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม แล้วกล่าวว่า โอ้ศาสนทูตของอัลลอฮ์ แท้จริงพระองค์อัลลอฮ์นั้นมิทรงละอายในสัจธรรม ได้โปรดบอกฉันเถิดว่าจำเป็นต่อผู้หญิงจะต้องอาบน้ำญะนาบะห์ไหม เมื่อนางฝันว่ามีเพศสัมพันธ์ ? ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า ต้องอาบ หากพบว่ามีอสุจิเคลื่อน"(บุคคอรี/หมวดที่5/บทที่22/ฮะดีษเลขที่ 282)




 والله أعلم بالصواب

การให้สลามแก่ผู้ที่กำลังละหมาดอยู่




สุนนะฮให้ผู้ที่ผ่านคนที่กำลังละหมาดอยู่ให้สลามแก่ผู้ที่กำลังละหมาดอยู่ และสุนนะฮผู้ละหมาดรับสลามโดยการให้สัญญานด้วยนิ้ว มือ หรือศรีษะของเขาไม่อนุญาตให้ใช้คำพูด

มีรายงานจากท่าน ศุฮัยบฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) กล่าวว่า

مررت برسول الله صلى الله عليه وسلم وهو يُصَلِّي، فَسَلَّمْتُ عَلَيْـهِ، فَرَدَّ إلَيَّ إشَارَةً

ความว่า “ฉันได้ผ่านท่านเราะสูลลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)ในขณะที่ท่านกำลังละหมาดอยู่ แล้วฉันได้ให้สลามแก่ท่าน แล้วท่านได้ตอบรับสลามฉันด้วยการให้สัญญานบางอย่าง” (เป็นหะดีษเศาะฮีหฺที่บันทึกโดยอบู ดาวูด หมายเลข 925 และอัต-ติรมิซีย์ หมายเลข 367)


 والله أعلم بالصواب

ผลของผู้ปฏิบัติละหมาดฟัรฎูตรงเวลาและอย่างนอบน้อม

        

                   ละหมาดฟัรฎู 5 เวลา ในวันหนึ่งๆนั้น พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดเป็นหน้าที่ของมุสลิมผู้บรรลุศาสนภาวะทุกคนต้องปฏิบัติ

และการทำอิบาดะฮฺต่อพระองค์นั้นต้องกระทำอย่างนอบน้อมสวยงาม มีการอาบน้ำละหมาดอย่างดี ละหมาดตรงเวลา ไม่ปล่อยละเลยให้เวลาล่วงเลยไป ขณะละหมาดต้องมีความนอบน้อม และกระทำทุกกริยาบทอย่างประณีตดูสวยงาม

พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงสัญญาว่าหากบ่าวของพระองค์ผู้ใดกระทำละหมาดดังที่กล่าวมานั้น พระองค์จะทรงอภัยโทษต่างๆให้กับเขาผู้นั้น

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ละหมาด 5 เวลาเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺกำหนดเป็นหน้าที่เอาไว้ ผู้ใดอาบน้ำละหมาดอย่างดี ละหมาดในเวลา รุกัวะอฺสวยงามนอบน้อม อัลลอฮฺให้สัญญากับเขาว่าทรงอภัยให้เขา ส่วนผู้ใดที่ไม่กระทำ เขาจะไม่มีสัญญาใดๆ ณ ที่พระองค์ หากทรงประสงค์ก็จะอภัยให้เขา หรืออาจลงโทษเขา"
(บันทึกหะดิษโดยอันนะซะอีย์ และอิบนุมาญะฮฺ ท่านอัลฮาฟิศอัลอิรอกีย์ กล่าวว่า เป็นสายสืบที่เศาะเฮียะฮฺ)



 والله أعلم بالصواب



*************

ทุกผืนแผ่นดินคือมัสยิดยกเว้นห้องน้ำและกุบูร



                     ทุกผืนแผ่นดินทั้งหมด(ของโลก)ที่ไม่เปรอะเปื้อนนาญิส เป็นสถานที่มุสลิมสามารถทำการสุญูดละหมาดได้ทั้งหมด ยกเว้น

-สถานที่นั้นเป็นห้องน้ำห้องส้วม และ

-สถานที่นั้นเป็นกุบูรที่ฝั่งคนตาย

2 สถานที่ข้างต้นเท่านั้นที่ห้ามทำการละหมาด ถึงแม้ห้องน้ำ หรือกุบูรฺ จะสะอาด ปราศจากนะญิสก็ตาม

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“ ผืนแผ่นดินทั้งหมด คือมัสญิด ยกเว้นห้องน้ำ และกุบูรฺ (สุสาน) เท่านั้น (ที่ไม่อนุญาตให้สุญูดละหมาด) “ (บันทึกโดยอบูดาวูด)

ส่วนหะดิษที่ห้ามละหมาดยังสถานที่ 7 แห่ง คือ ห้องน้ำ กุบูร , ทางสัญจร , สถานที่ทิ้งขยะ , โรงเชือดสัตว์ , สถานที่ไว้สำหรับอูฐคุกเข่า และบนหลังคาบัยตุลลอฮฺ นั้น เป็นหะดิษฎออิฟ

รายงานจากท่านอิบนุอุมัร ร่อฎียัลลออุอันฮุมา เล่าว่า
"แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามละหมาดยังสถานที่ทั้งเจ็ด (ต่อไปนี้) สถานที่ทิ้งขยะ โรงเชือดสัตว์ กุบูรฺ ทางสัญจร ห้องน้ำ สถานที่อูฐไว้สำหรับคุกเข่า และบนหลังคาบัยตุลลอฮฺ" (บันทึกโดยอัตติรมีซีย์ หะดิษเลขที่ 316)

เหตุที่หะดิษบทนี้เป็นหะดิษฎออิฟ เนื่องจาก นักรายงานคนหนึ่งชื่อซัยด์ บุตรของยะบีเราะฮฺ เป็นบุคคลที่มัตรูก(ผู้ถูกละทิ้ง) และท่านอิมามอัตติรมีซีย์ ท่านได้กล่าวว่า "หะดิษของอิบนุอุมัรสายรายงานไม่แข็งแรง" (หนังสือ "อิรฺวาอุลเฆาะลีล" เล่ม 1 หน้า 318 หะดิษที่ 287) หะดิษข้างต้นจึงไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้

 ส่วนคอกสัตว์ศาสนาอนุญาตให้ละหมาดได้ ยกเว้นคอกอูฐเท่านั้น ที่ท่านรสูลบอกว่าหากหลีกเลี่ยงไม่ละหมาดที่คอกอูฐได้ก็จะเป็นการดี

รายงานจากท่านอนัส บุตรของมาลิก ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า
"ปรากฏว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ละหมาดในคอกแกะ" (บันทึกหะดิษโดยอัตติรมีซีย์ หะดิษเลขที่ 318)

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"พวกเจ้าจงละหมาดในคอกแกะเถิด และพวกท่านจงอย่าละหมาดในสถานที่อูฐไว้สำหรับคุกเข่า" (บันทึกหะดิษโดยอัตติรมีซีย์ หะดิษที่ 317)
รายงานจากท่านอัลบะรออ์ บุตรของอาซิบ ร่อฎียัลลฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"พวกท่านจงอย่าละหมาดในสถานที่อูฐไว้สำหรับคุกเข่า(หรือคอกอูฐ) เพราะสถานที่แห่งนั้น คือส่วนหนึ่งของเหล่าชัยฏอน และท่านรสูลถุกถามเกี่ยวกับการละหมาดที่คอกแกะ ท่านรสูลกล่าวตอบว่า : พวกท่านจงละหมาดที่คอกแกะเถิด เพราะสถานที่แห่งนั้นคือความจำเริญ" ผบันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 17805 และอิมามอบูดาวูด หะดิาเลขที่ 156)

ส่วนการละหมาดไม่จำเป็นต้องมีผ้าปูละหมาด หากสถานที่แห่งนั้นสะอาดปราศจากนะญิส
ซึ่งการปูผ้าละหมาดถือว่าเป็นสิ่งที่อนุญาตให้กระทำได้

ผู้ละหมาดสามารถละหมาดบนพื้นทราย,พื้นดิน หรือพื้นคอนกรีต หรือสถานที่อื่นๆ ยกเว้นห้องน้ำห้องส้วม และกุบูรฺเท่านั่นที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ยังเคยอยู่ในสภาพที่สุญูดแล้วเงยขึ้นมา ปรากฏว่าหน้าผากของท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม มีรอยเปื้อนโคลนดิน เพราะเมื่อคืนฝนตกจนทำให้สถานที่สุญูดในมัสญิดเปียก


 والله أعلم بالصواب

มะมูมมาทันอิมามในขณะรุกัวะอฺ



                      ผู้ที่มาทันอิมามในขณะรุกัวะอฺจะถือว่าเขาทันร็อกอะฮฺนั้นหรือไม่?

ปัญหานี้มีการขัดแย้งกันมาตั้งแต่อดีต ทัศนะหนึ่งว่าทัน แต่อีกทัศนะหนึ่งว่าไม่ทัน

ทัศนะที่ว่าไม่ทันร็อกอะฮฺนั้น เนื่องจากเพราะการละหมาดของเขาขาดการยืน และการอ่านซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องละหมาด


หลักฐานของทัศนะที่ถือว่าทันร็อกอะฮฺ

รายงานจากท่านอบูบักเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ ที่ว่า
“ท่านอบูบักเราะฮฺได้เข้ามัสยิดขณะที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังรุกัวะอฺ ท่านอบูบักเราะฮฺได้รุกัวะอฺก่อนจะถึงแถว เมื่อท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ละหมาดเสร็จแล้ว ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวแก่อบูบักเราะฮฺว่า “ขออัลลอฮฺทรงเพิ่มพูนความพยายามของท่าน และอย่าได้ทำเช่นนั้นอีก” (บันทึกหะดิษโดยอิมามบุคอรีย์ อิมามอบุดาวูด และอิมามอันนะซาอีย์)

ผู้เห็นด้วยทัศนะนี้กล่าวว่า ท่านอบูบักเราะฮฺได้รุกัวะอฺนอกแถว ทั้งนี้เพื่อจะได้ทันร้อกอะฮฺ และท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งกำชับเขาไว้ด้วย ก็เท่ากับว่าท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยอมรับว่าทันร็อกอะฮฺแล้ว ถ้าท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ยอมรับว่าทันร็อกอะฮฺแล้ว ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ต้องสั่งให้กระทำใหม่อีกร็อกอะฮฺหนึ่ง

รายงานจากท่านอบีฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“เมื่อพวกท่านมาละหมาด ในขณะที่พวกเรากำลัง สุญูด ก็จง สุญูด ตาม และอย่านับเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด (อย่านับเป็นร็อกอะฮฺ) ผู้ใดทันร็อกอะฮฺ แน่นอน เขาผู้นั้นย่อมละหมาดทัน” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวูด อัดดาร่อกุฏนีย์ อัลฮากิม และอัลบัยฮะกีย์)

จากหะดิษทำให้เข้าใจว่าผู้ที่ทันรุกัวะฮฺ ถือว่าเขาก็เป็นผู้ที่ทันร็อกอะฮฺ

รายงานจากท่านอบีฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“ผู้ใดทันร็อกอะฮฺหนึ่งในละหมาด แน่นอน เขาก็ทันละหมาด ก่อนที่อิมามจะเงยขึ้นมายืนตรง” (บันทึกหะดิษโดยอิบนิคุซัยมะฮฺ อัดดาร่อกุฏนีย์ และอัลบัยฮะกีย์)

จากหะดิษข้างต้น ที่ว่าก่อนอิมามจะเงยมายืนตรง” เป็นหลักฐานที่แสดงว่า ผู้ที่ทันรุกัวะฮฺก็เท่ากับว่าทันร็อกอะฮฺ



หลักฐานของทัศนะที่ถือว่าไม่ทันร็อกอะฮฺ

จากดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า

وَقُومُوا لِلَّهِ قَانِتِينَ ( 238 )

“และจงยืนละหมาดเพื่ออัลลอฮ์โดยนอบน้อม”
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลบะกอเราะฮฺ 2:238)

อายะฮฺนี้เป็นหลักฐานการยืนในละหมาดนั้นเป็นสิ่งจำเป็น(ฟัรฎู)

รายงานจากท่านอุบาดะฮฺ อิบนิซซอมิต ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“ไม่นับเป็นการละหมาด สำหรับผู้ที่ไม่ได้อ่าน “ฟาติฮะติลกิตาบ” (บันทึกหะดิษโดยอิมามบุคอรีย์ มุสลิม อบูดาวูด อัตติรมีซีย์ อันนะซาอียื และอิบนิมาญะฮฺ)

จากหะดิษการอ่านฟาติฮะฮฺถือเป็นสิ่งจำเป็น(ฟัรฎู)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“ดังนั้นสิ่งใดที่พวกท่านทันก็จงละหมาด และสิ่งใดที่ไม่ทันก็จงทำให้ครบถ้วน” (บันทึกหะดิษโดยอิมามบุคอรีย์ และมุสลิม)

จากหะดิษนี้ ท่านฮาฟิส อิบนิ ฮะญัร กล่าวว่า
“ผู้มาทันขณะอิมามรุกัวะฮฺนั้น ไม่ถือว่าเขาได้ร็อกอะฮฺ” เพราะหะดิษนี้กำชับให้เขากระทำสิ่งที่ขาดไปให้ครบถ้วน และสิ่งที่เขาขาดไปก็คือการยืนกับการอ่าน นี้คือความเห็นของท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺและคนอื่นๆ” (หนังสือ “อัลฟัตฮฺ เล่ม 2 หน้า 119)

ท่านอิมามอัลบุคอรีย์ กล่าวถึงรายงานของท่านอบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ ว่า
“จะถือร็อกอะฮฺไม่ได้ นอกจากท่านต้องทันอิมามขณะที่ยืน ก่อนก้มลงรุกัวะอฺ สายสืบรายงานดังกล่าวนี้อยู่ในขั้นฮะซัน” (หนังสือ “อัลกิรออะฮฺ ค็อลฟัลอิมาม หน้า 30-31)

รายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“ผู้ใดที่ทันร็อกอะฮฺหนึ่งร็อกอะฮฺใด ก็เท่ากับว่าเขาผู้นั้นทันละหมาดนั้นแล้ว” (บันทึกโดยอิมามอัลบัยฮากีย์)

คำว่าร็อกอะฮฺ ตองมีการตักบีรฺ การยืน การอ่าน การรุกัวะฮฺ การเงยจากรุกัวะอฺ สุญูด และนั่งระหว่งสองสุญูด ประกอบกันเป็นร็อกอะฮฺหนึ่ง



 والله أعلم بالصواب

*************