อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แนวทางสลัฟ


               
             แนวทางของบรรดาชนรุ่นแรก (มัซฮะบุสสะลัฟ)

 ซึ่งได้แก่แนวทางของบรรดาสาวก(ซอฮาบะฮฺ)ของท่านรอซู้ล

ผู้จำเริญรอยตามสาวก(ตาบิอูน)และผู้ที่ดำเนินตามผู้ที่เจริญรอยตามสาวก(ตาบิอิตตาบิอีน)

ซึ่งถ้าหากว่า เราจะคิดคำนวณดูระยะเวลาแล้วก้จะพบว่าบุคคลเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในระหว่าง 3 ศตวรรษแรก

 หลังจากท่านรอซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้อพยพจากนครมักกะฮฺไปยังนครอัล-มะดีนะฮฺ

นอกจากนี้แล้วก็ได้แก่ผู้ที่ดำเนินตามแนวทางนี้เรียกว่า "อะฮฺลุสสะลัฟ หรือ ชาวสะลัฟ"

- หลักความเชื่อถือ หรือ การศรัทธาของหมู่ชนรุ่นแรก (อะฮฺลุสสะลัฟ) -

หลักการศรัทธาของบรรดาหมู่ชนรุ่นแรก(สะลัฟ)

นั้นธำรงอยู่กับแนวทางแห่งอัลกุรอ่านและซุนนะฮฺของท่านรอซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

โดยไม่ยอมตีความตัวบทไปเป็นอย่างอื่น

ดังมีความสอดคล้องกันกับพจนารถของพระองค์อัลลอฮฺ ที่มีความว่า


هُوَ الَّذِي أَنزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ مِنْهُ آيَاتٌ مُّحْكَمَاتٌ هُنَّ أُمُّ الْكِتَابِ وَأُخَرُ مُتَشَابِهَاتٌ فَأَمَّا الَّذِينَ فِي قُلُوبِهِمْ زَيْغٌ فَيَتَّبِعُونَ مَا تَشَابَهَ مِنْهُ ابْتِغَاءَ الْفِتْنَةِ وَابْتِغَاءَ تَأْوِيلِهِ وَمَا يَعْلَمُ تَأْوِيلَهُ إِلَّا اللَّهُ وَالرَّاسِخُونَ فِي الْعِلْمِ يَقُولُونَ آمَنَّا بِهِ كُلٌّ مِّنْ عِندِ رَبِّنَا وَمَا يَذَّكَّرُ إِلَّا أُولُو الْأَلْبَابِ ( 7 )
"พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่เจ้า โดยที่ส่วนหนึ่งจากคัมภีร์นั้นมีบรรดาโองการที่มีข้อความรัดกุมชัดเจน ซึ่งโองการเหล่านั้น คือรากฐานของคัมภีร์ และมีโองการอื่น  อีกที่มีข้อความเป็นนัย ส่วนบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีการเอนเอียงออกจากความจริงนั้น เขาจะติดตามโองการที่มีข้อความเป็นนัยจากคัมภีร์ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาความวุ่นวาย และเพื่อแสวงหาการตีความในโองการนั้น แลไม่มีใครรู้ในการตีความโองการนั้นได้นอกจากอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้เท่านั้น โดยที่พวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราศรัทธาต่อโองการนั้น ทั้งหมดนั้นมาจากที่ที่พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งสิ้น และไม่มีใครที่จะรับคำตักเตือนนอกจากบรรดาผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น"

 ( อัลกุรอาน สูเราะฮฺอาล อิมรอน 3 : 7 )


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ผู้หญิงละหมาดเหมือนกับที่ผู้ชายกระทำ

                         
                      ลักษณะการละหมาดของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม รวมถึงการละหมาดชายและหญิง ซึ่งจะมีความเท่าเทียมกัน ไม่ปรากฏในสุนนะฮฺ สิ่งที่มากำหนดยกเว้นกลุ่มสตรี จากบางส่วนของสิ่งที่ได้ปรากฏตามหลักฐานไปกว่านั้น ความทั่วๆไปของคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ครอบไปถึงสตรี

จากรายงานท่านอบู กิลาบะฮฺ เล่าวว่าท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"พวกท่านจงละหมาด เสมือนพวกท่านเห็นฉันละหมาด" (หะดิษเศาะเฮี๊ยะฮฺ บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดิษเลขที่ 595)
จากหะดิษระบุว่า "เสมือนพวกท่านเห็นฉันละหมาด" พวกท่านในที่นี้  หมายถึงมุสลิมทั้งมวลรวมถึงสตรีด้วย

ท่านอิบรอฮีม อันนะค่ออีย์ ได้กล่าวว่า
"ผู้หญิงกระทำในละหมาด เหมือนกับที่ผู้ชายกระทำ" (บันทึกโดยอิบนุ อบีไชยบะฮฺ (1/75/2))

รายงานจากท่านอุมมุดดัรด้าอฺ เล่าว่า
"นางได้นั่งในละหมาดของนาง เหมือนกับการนั่งของผู้ชาย และนางเป็นผู้ที่มีความเข้าใจดีในวิชาฟิกหฺ"(บันทึกหะดิษโดยบุคอรีย์ ในตั๊ตตารี้คุศฆี้ร หน้า 95 ด้วยสายสืบที่ถูกต้อง)


والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿



ผลไม้หมักก่อนกลายเป็นสุราและหลังกลายเป็นน้ำส้ม



                     สำหรับน้ำผลไม้คั้น และน้ำองุ่นหมักก่อนจะเปลี่ยนเป็นสุรา ศาสนาอนุญาตให้ดื่มได้

ดังมีหลักฐานหะดิษ

                       รายงานจากท่านอบีฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎียัลลฮุอันฮุ เล่าว่า
“ฉันเคยเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยถือสิอด และฉันก็คอยปรนิบัติ การถือศิลอดของท่านด้วยน้ำองุ่นที่ฉันทำขึ้น ต่อมาฉันก็ได้นำมาให้ท่านท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมดื่ม ซึ่งมันกำลังมีปฏิกิริยา(เปลี่ยนเป็นสุรา) ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวขึ้นว่า “จงทุบมันกับฝานี้ เพราะแท้จริงเครื่องดื่มนี้สำหรับคนที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮฺ" (บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด อันนะซาอีย์ และอิบนิมาญะฮฺ)

รายงานจากท่านอิบนิ อุมัร ร่อฎียัลลฮุอันฮุ ท่านกล่าวว่า
“จงดื่มมันเถิด ตราบใดที่ชัยฏอนยังไม่มาเอามัน” และคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “นานเท่าใดที่ชัยฏอนจะมาเอาไป”(หมายถึงเก็บไว้กี่วันจึงกลายเป็นสิ่งหะรอม) ท่านอิบนิ อุมัร ร่อฎียัลลฮุอันฮุ จึงกล่าวตอบว่า “ได้นานแค่ 3 วัน” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด)
*******
                        สำหรับสุราที่เปลี่ยนกลายเป็นน้ำส้มนั้น อุลามะฮฺได้ลงความเห็นว่า สุรานั้นหากกลายสภาพเป็นน้ำส้มด้วยตัวของมันเองแล้ว (คือไม่ได้ใส่เชื้อเร่ง หรือส่วนผสมอื่นๆ) ก็เป็นที่อนุมัติให้รับประทานได้




والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿



ตามชาวสลัฟ


             ความจำเป็นในการปฏิบัติตามชนรุ่นก่อน(สลัฟ)คือบรรดาสาวกของท่านนบีและผู้ที่ดำเนินตามท่านเหล่านั้นด้วยดี

จำเป็นที่มุสลิมจะต้องปฏิบัติตามชนรุ่นก่อน(อัสสลัฟ)และดำเนินตามแนวทางที่เขาเหล่านั้นเคยปฏิบัติมาในสิ่งที่เป็นศาสนกิจโดยทั่วไป และในบที่ว่าด้วยการศรัทธาต่อบรรดาพระนามและคุณลักษณะของพระองค์

เพราะว่าท่านเหล่านั้นเป็นประชาชาติที่รู้ดียิ่งกว่า แนวทางของท่านเหล่านั้นก็เป้นแนวทางที่เที่ยงตรงที่สุดและหนทางของท่านเหล่านั้นก็เป็นแนวทางที่มีความรัดกุมมากที่สุด นั่นคือการยอมรับจำนนต่อคุณลักษณะของพระองค์อัลลอฮฺที่มีปรากฎอยู่ในอัลกุรอ่านและซุนนะฮฺของท่านนบี และมีหัวใจที่เชื่อมั่นต่อคุณลักษณะของพระองค์ โดยปราศจากการปฏิเสธใดๆและยอมรับคุณลักษณะเหล่านั้นดังที่มีปรากฎมา
ท่านรอซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า
"พวกท่านจงยึดมั่นในแนวทางของฉันและแนวทางของบรรดาผู้ปกครองที่ปราดเปรื่องที่ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องต่อจากฉัน ท่านทั้งหลายจงกัดมันไว้ด้วยกราม(ยึดถือให้มั่น ) และท่านทั้งหลายพึงระวังเป็นเนืองนิจซึ่งกิจการที่จะถูกให้มีขึ้นใหม่ ( บิดอะฮฺ ) เพราะสิ่งที่ถูกให้มีขึ้นใหม่ทุกอย่างนั้นเป็นอุตริ และการอุตริทุกอย่างนั้นเป็นการหลงทาง"(โดย อบูดาวูด 4/201. อัตติรมิซีย์ 5/44 . อัดดาริมี 1/44 .มุสนัดอิหม่ามอะหมัด 4/127)
ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ มัสอู๊ด กล่าวว่า
"ท่านทั้งหลายจงดำเนินตามและจงอย่าประดิษฐ์ขึ้นใหม่ แท้จริงนั้น พวกท่านได้รับพอเพียงแล้ว"
--------------
จากหนังสือ หลักการเชื่อมั่นของมุสลิมรุ่แรก โดย อับดุลลอฮฺ อับดุลฆอนี ค็อยยาฏ ค่อเฏีบประจำมัสยิด อัล-หะรอม

การแต่งงานกับหญิงชาวคัมภีร์และหญิงมุชริกะฮฺ




                                   อิสลามอนุญาตให้ชายมุสลิมแต่งงานกับหญิงอิสระชาวคัมภีร์(ยะฮูดีหรือยิวส์ , นัศรอนีหรือคริสต์)ได้

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานาฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า


الْيَوْمَ أُحِلَّ لَكُمُ الطَّيِّبَاتُ وَطَعَامُ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ حِلٌّ لَّكُمْ وَطَعَامُكُمْ حِلٌّ لَّهُمْ وَالْمُحْصَنَاتُ مِنَ الْمُؤْمِنَاتِ وَالْمُحْصَنَاتُ مِنَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ مِن قَبْلِكُمْ إِذَا آتَيْتُمُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ مُحْصِنِينَ غَيْرَ مُسَافِحِينَ وَلَا مُتَّخِذِي أَخْدَانٍ وَمَن يَكْفُرْ بِالْإِيمَانِ فَقَدْ حَبِطَ عَمَلُهُ وَهُوَ فِي الْآخِرَةِ مِنَ الْخَاسِرِينَ ( 5 )
"วันนี้สิ่งดี ๆ ทั้งหลายได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว และอาหารของบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้น เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว และอาหารของพวกเจ้าก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขาและบรรดาหญิงบริสุทธิ์ ในหมู่ผู้ศรัทธาหญิงและบรรดาหญิงบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อน จากพวกเจ้าก็เป็นอนุมัติแก่พวกเจ้าด้วย เมื่อพวกเจ้าได้มอบให้แก่พวกนางซึ่งมะหัร์ของพวกนางในฐานะเป็นผู้แต่งงานมิใช่เป็นผู้กระทำการซินาโดยเปิดเผย และมิใช่ยึดเอานางเป็นเพื่อน โดยกระทำซินาลับ ๆ และผู้ใดปฏิเสธการศรัทธา แน่นอนงานของเขาก็ไร้ผล ขณะเดียวกันในวันปรโลกพวกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ที่ขาดทุน" (อัลกุรอาน สูเราะฮิอัล-มาอิดะฮฺ 5: 5)


                          อิบนุล มุนษิร ได้กล่าวว่า ไม่มีข้อห้ามใดๆจากคนรุ่นก่อนๆ ที่จะห้ามในเรื่องดังกล่าว

รายงานจากท่าน อิบนิ อุมัร ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า
เขาถูกถามเกี่ยวกับชายคนหนึ่งแต่งงานกับหญิงชาวคริสต์(นัศรอนี) หรือหญิงยะฮูดี (ยิวส์) เขาตอบว่า “อัลลอฮ์ทรงห้ามหญิงบูชาเจว็ดแก่บรรดาผู้ศรัทธาชาย และฉันไม่ทราบสิ่งหนึ่งสิ่งใดในเรื่องของการชิริกที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่หญิงคนหนึ่งกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าของนาง คือ อีซา(เยซู) หรือคนหนนึ่งคนใดที่เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ”

                       -อุสมานร่อฎียัลลอฮุอันฮุมได้แต่งงานกับนาอิละฮฺ บุตรี อักก้อรอกิเศาะฮฺ อัลกัลป์บียะฮฺที่เป็นชาวคริสต์ ซึ่งนางได้เข้ารับอิสลามที่อุสมานนั้นเอง
                       -หุษัยฟะฮฺ ได้เคยแต่งงานกับหญิงชาวยิวส์ ที่เป็นชาวเมืองอัลมะดาอิน

                       แต่อย่างไรก็ตามการแต่งงานกับหญิงชาวคัมภีร์ ถึงแม้จะเป็นที่อนุมัติ แต่ทว่าเป็นการน่าเกลียด(มักรูฮฺ) เพราะไม่เป็นที่ปลอดภัยที่เขาจะเอนเอียงไปตามวิถีทางของนาง ก็อาจจะทำให้เสียศาสนาไป หรือพวกพ้องที่อยู่ในศาสนาของนางจะทำให้เขาหันเหออกไป

                       และหากหญิงชาวคัมภีร์ผู้นั้นเป็นหญิงที่เป็นคู่กรณีสงครามกันก็ถือเป็นการน่าเกลียดยิ่ง เพราะอาจจะเป็นสายลับให้ฝ่ายศัตรูได้

                       *****สำหรับหญิงมุชริกะฮฺ(บูชาเจว็ด) นั้น ถือว่านางไม่มีศาสนาตามหลักการอิสลาม ถึงแม้ว่านางมีหลักยึดมั่นตามลัทธิของนาง และลัทธิของนางใช้ให้นางมีความรับผิดชอบ ใช้ให้ทำความดี ห้ามมิให้นางทำความชั่วก็ตาม นั่นมันเป็นเรื่องตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่การบูชาเจว็ดนั้นมันเป็นเรื่องเหลวไหล เชื่อเรื่องโชคลาง ความฝัน และถูกไชฏอนชักนำ ซึ่งจะทำให้นางหักหลังสามี ทำให้หลักเชื่อมั่นของลูกๆต้องเสียหาย

                         ถ้าหากฝ่ายชายยังคงทึ่งในความสวยงามของนางละก็ จะเป็นการช่วยให้กระโจนเข้าไปสู่การหลงออกจากทางนำได้ เพราะการมองแต่ภาพภายนอก อันเนื่องจากความสวยของรูป จะทำให้หัวใจของเขาเปิดช่องให้ความชั่วเล็ดลอดเข้ามา บางที่ความสวยจะทำให้เกิดความหลงใหลเพลิดเพลิน สภาพของเขาก็ยิ่งแย่ลง

                          ส่วนหญิงชาวคัมภีร์ คือชาวยิวส์ และคริสต์ นั้น ระหว่างศาสนาของนางดั่งเดิมกับคนมุมินผู้ศรัทาไม่แตกต่างอะไรมากนัก

                          พวกชาวคัมภีร์เดิม ยังศรัทาต่ออัลลอฮฺ เคารพกราบไหว้พระองค์ ศรัทาต่อบรรดานบีและชีวิตปรโลก และเชื่อในผลตอบแทน และศานาของเขาก็ใช้ให้ทำความดี และห้ามความชั่ว

                          ข้อแตกต่างที่เป็นจุดสำคัญก็คือ การศรัทาต่อการเป็นรสูลของท่านนบีมูอัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และการที่พวกเขายอมศรัทธาต่อการเป็นนบีโดยทัวๆไปก็ไม่ห้ามที่เขาจะไม่ศรัทาต่อท่านนบี องค์สุดท้ายนอกจากสิ่งที่เขาไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น



والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การปราศจากเสื้อผ้าคือการกลับสู่ความเป็นเดรัจฉาน



                                    สิ่งสำคัญที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์เดรัจฉานนั้นก็คือ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับ

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานาฮูวะตาอาลา ทรงตรัสว่า


يَا بَنِي آدَمَ قَدْ أَنزَلْنَا عَلَيْكُمْ لِبَاسًا يُوَارِي سَوْآتِكُمْ وَرِيشًا وَلِبَاسُ التَّقْوَىٰ ذَٰلِكَ خَيْرٌ ذَٰلِكَ مِنْ آيَاتِ اللَّهِ لَعَلَّهُمْ يَذَّكَّرُونَ ( 26 )
"ลูกหลานอาดัมเอ๋ย! แท้จริงเราได้ให้ลงมาแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งเครื่องนุ่งห่ม ทีปกปิดสิ่งที่อันน่าละอายของพวกเจ้าและเครื่องนุ่งห่มที่ให้ความสวยงาม และเครื่องนุ่งห่มแห่งความยำเกรง นั่นคือสิ่งที่ดียิ่ง นั่นแหละคือส่วนหนึ่งจากบรรดาโองการของอัลลอฮ์ เพื่อที่ว่าเขาเหล่านั้นจะได้รำลึก"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-อะอฺกอฟ  7: 26)

                                       เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับนั้น ทั้งสองเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองและอารยธรรม อัตตะบัรรุจ หรือการพยายามเปิดเผยสิ่งที่จำเป็นที่ต้องปกปิด การปราศจากเสื้อผ้า เป็นการกลับไปสู่ความเดรัจฉาน และชีวิตยุคเริ่มแรกของโลก

                                      การมีชีวิตนั้น คือจะต้องดำเนินไปตามธรรมชาติของโลก ไม่อาจกลับไปสู่การถอยหลังเข้าคลองได้อีก นอกจากเกิดเหตุการณ์วิกฤตที่ทำให้เปลี่ยนความคิดไปเป็นอย่างนั้น ทำให้ต้องเดินถอยหลังย้อนยุค ย้อนไปจากความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์

                                     และเมื่อปรากฏว่าเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เป็นสิ่งจำเป็นแก่มนุษย์ผู้เจริญแล้ว สำหรับสตรีแล้วยิ่งต้องจำเป็นยิ่งกว่า เพราะมันจะเป็นสิ่งที่รักษาศาสนา ความมีเกียรติ และความละอายของนาง ซึ่งลักษณะต่างๆเหล่านี้ จะติดอยู่กับสตรียิ่งไปกว่าสุภาพบุรุษ ด้วยเหตุนี้ ความเรียบร้อย การรักษาตัว และเกียรติย่อมจะต้องดูแล และสมควรเป็นอย่างยิ่ง....>>>>><<<<<


والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

อัลกุรอานมีเพียงฉบับเดียวไม่เคยสังคายนาและไม่มีข้อสงสัย‏




                                  ผมชื่อยูซุฟ เอสเตส ชื่อเดิม สคิพ เอสเตส ผมเกิดในครอบครัวคริสเตียน ‘บอร์นอะเกน’ ที่เคร่งครัดในแถบมิดเวสต์ของสหรัฐอเมริกา ผมศึกษาศาสนาทุกศาสนา ยกเว้นศาสนาอิสลาม เพราะผมและบรรดาศาสนาจารย์และมิชชันนารีทั้งหลายที่ผมเคยร่วมเดินทางเผยแพร่คริสต์ศาสนาด้วย ต่างก็เกลียดพวกมุสลิมและศาสนาอิสลามเข้ากระดูก แถมบางคนยังโกหกเพื่อให้ผู้คนเกลียดกลัวอิสลาม

                                   และในปี 1991 พ่อบอกผมว่าจะทำธุรกิจกับมุสลิมชาวอียิปต์ ได้ยินดังนั้น อารมณ์ผมสะดุดทันที ไม่มีทางที่ผมจะทำธุรกิจกับชาวมุสลิมซึ่งเป็นศัตรูกับพระเจ้า ซึ่งบรรดานักเทศน์สอนว่าพวกมุสลิมไม่เชื่อในพระเจ้า จูบพื้นวันละห้าเวลา และกราบไหว้หินดำ(กะบะฮ์)กลางทะเลทราย แต่พ่อก็หวานล้อมให้ผมพบเจอเขา และผมก็ได้เจอเขา เขาชื่อมุฮัมมัด ผมจะทำทุกวิถีทางให้เขาเข้าคริสต์ให้ได้

                                   คืนหนึ่งหลังอาหารค่ำเราทุกคนถกกันเรื่องไบเบิล เรื่องความรอด พ่อผมเอาไบเบิลฉบับคิงเจมส์(KJV) ผมเอาฉบับ Revised Sandard Version(RSV) ในฉบับของผมนี่บรรณาธิการเขียนไว้ชัดเจนว่าไบเบิลฉบับคิงเจมส์มีข้อผิดพลาดและบกพร่องเยอะมาก
 ภรรยาเอาฉบับ Good Nood for Modern Man ของจิมมี สแวกการ์ต
ส่วนบาทหลวงก็มีไบเบิลของคาทอลิก
แต่ละบทและข้อความเอามาเทียบกับฉบับอื่นไม่ได้ ไปเบิลคาทอลิมี 73 เล่ม ส่วนโปรเตสแตนท์มี 66 เล่ม
(ความแตกต่างของจำนวนเล่มอยู่ที่ไบเบิลพันธะสัญญาเก่า(คัมภีร์เตารอต) ไบเบิลโปรเตสแตนท์พันธะสัญญาเก่าเป็นสารบบปาเลสไตน์หมายถึงคัมภีร์พันธะสัญญาเก่าที่ชาวยิวปาเลสไตน์ใช้ก่อนหน้ายุคพระเยซู(ศาสนทูตอีซา) เป็นภาษาฮิบรูไบเบิลมี 39 เล่ม ส่วนไบเบิลคาทอลิกเรียกว่าสารบบอเล็กซานเดรีย(อียิปต์)เป็นไบเบิลพันธะสัญญาเก่าที่ชาวยิวในอเล็กซานเดรียใช้กันและถูกแปลเป็นภาษากรีกมี 46 เล่ม ในเดือนกรกฎาคม 1519 ในการโต้วาทีที่เมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมัน เมื่อโยฮัน เอ็คฝ่ายคาทอลิกอ้างข้อความจากหนังสือแมคคาบีฉบับที่ 2 เพื่อสนับสนุนคำสอนเรื่องไฟชำระ แต่ท่านมาร์ตินคัดค้านโดยให้เหตุผลว่าหนังสือดังกล่าวไม่อยู่ในระบบ ท่านมาร์ตินได้กำหนดให้มีเฉพาะบทที่มีในคัมภีร์ยิวเท่านั้น และตัด 7 เล่มที่ไม่มีในคัมภีร์ยิวออก ท่านมาร์ตินเป็นผู้ก่อตั้งคริสต์โปรเตสแตนท์ ส่วนนิกายที่นับถือตามแนวทางท่านคือนิกายลูเทอรัน)

เมื่อถกกัน ผมก็เพิ่งรู้ว่าบางเรื่องที่ผมไม่เคยรู้มีเขียนไว้ในไบเบิลฉบับอื่นด้วย

*****ในช่วงที่เราชาวคริสต์โต้แย้งกันเรื่องไบเบิล มุฮัมมัดได้แต่ยิ้ม นั้งกอดอกฟังเฉย ไม่พูดซักคำ!

ผมก็เลยถามเขา “อัล-กุรอานของคุณมีกี่ฉบับ?”

เขาตอบว่า “อัล-กุรอานมีเพียงฉบับเดียว" เป็นภาษาอารบิกที่ยังคงใช้อยู่ทุกวันนี้ และไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงหรือสังคายนาเลยตลอดระยะเวลา 1,400 ปี”

เขายังบอกอีกว่า “ปัจจุบันมีคนนับหมื่นนับแสนสามารถท่องจำอัล-กุรอานได้ทั้งเล่ม ตั้งแต่อัล-กุรอานได้ลงมาให้มนุษย์ มีผู้คนนับล้านจดจำอัลกุรอานได้จากปกหน้าถึงปกหลังทุกตัวอักษรไม่มีผิดเพี้ยน” 

และเขายังบอกว่า “และอัล-กุรอานเป็นคัมภีร์ที่ไม่มีข้อสงสัย”(เครียร์หมด)

    “คัมภีร์นี้ได้ประทานลงมาจากพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก เป็นคัมภีร์ที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น”(อัล-กุรอาน :บทที่ 32 โองการที่ 2)

!!!!~?????ของเรามีหลายฉบับ ของเขามีฉบับเดียวแถมบอกว่าเป็นคัมภีร์ที่ไม่มีข้อสงสัย ภาษาดังเดิมของไบเบิลคือภาษาอาราเมอิก เป็นภาษาที่ตายแล้วตั้งหลายศตวรรษแถมต้นฉบับของไบเบิลก็สูญหายไปตั้งหลายศตวรรษก่อน....!!!!

                          และในที่สุด ในเดือนกรกฎาคม ปี 1991ผม ,ภรรยา ,พ่อ และบาทหลวงคาทอลิกก็ได้กล่าวชาฮาดาฮ์เข้ารับอิสลาม ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นไปโดยพระประสงค์และพระเมตตาของอัลลอฮ์ผู้นำพวกเราไปสู่สัจธรรมแห่งอิสลาม..." (ู^_^)


السَّلاَمُ عَلَيْكُمْ وَرَحْمَةُ اللَّهِ وَبَرَكَاتُهُ



✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿