อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

พึงระวังอย่าสุญูดเหมือนท่านอนของสุนัข



                         ขณะสุญูดให้เราพึงระวัง อย่าให้ข้อศอกทั้งสองราบกับพื้น ต้องยกข้อศอกทั้งสองขึ้นออกจากลำตัว เพราะการสุญูดโดยให้ข้อศอกราบกับพื้น ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าว่า มันเสมือนกับท่านอนราบของสุนัข 

รายงานจากท่านญาบิรฺ เล่าว่า แท้จริงท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“เมื่อบุคคลหนึ่งในหมู่พวกท่านสุญูด เขาจงยก(ข้อศอก) ขึ้นเถิด และอย่าทำให้ข้อศอกทั้งสองของเขาราบกับพื้น เสมือนท่า(นอน)ราบของสุนัข” (หะดิษเศาะเฮี๊ยะฮฺ บันทึกหะดิษโดยอัตติรฺมีซีย์ หะดิษเลขที่ 255 และนะสาอีย์ หะดิษเลขที่ 881)

รายงานจากท่านอัลบัรฺรออ์ เล่าวว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า
“เมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สุญูด ท่านรสูลจะวางมือทั้งสองของท่าน และท่านจะยกข้อศอกทั้งสองของท่าน (สูงจากพื้น)อีกด้วย” (หะดิษเศาะเฮี๊ยะฮฺ บันทึกหะดิษโดยมุสลิม  หะดิษเลขที่ 763 และอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 17760)

รายงานจากนางมัยมูนะฮฺ เล่าว่า
“เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สุญูด ท่านรสูลจะทำให้ข้อศอกออกห่างจากลำตัวจนกระทั้งว่า หากลูกแกะต้องการเดินลอดผ่านข้อศอกทั้งสองนั้น มันจะเดินผ่านไปได้” (หะดิษเศาะเฮี๊ยะฮฺ บันทึกหะดิษโดยมุสลิม  หะดิษเลขที่ 765 อบูดาวูด หะดิษเลขที่ 763 และอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 25581...)


والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ท่านอิมาม อัลบานีย์ กล่าวถึงยูซุฟ อัลเกาะเราะฎอวีย์



ท่านอิมาม อัลบานีย์ ได้กล่าวว่า

“ยูซุฟ อัลเกาะเราะฎอวีย์ เป็นผู้ที่เคยศึกษาศาสนาจากมหาวิทยาลัยอัลอัสฮัร และไม่ได้ศึกษาแนวทาง(การเข้าใจศาสนา)ตามเจตนารมณ์ของอัลกุรอานและซุนนะฮฺ คนผู้นี้ยังมักชอบออกคำวินิจฉัยปัญหาศาสนาแก่ประชาชนซึ่งสวนทางกับหลักนิติบัญญัติของอิสลาม และสำหรับในตัวเขานั้นมีหลักปรัชญาที่อันตรายมาก และหากมีบางสิ่งมายังตัวเขาอันเป็นสิ่งที่ต้องห้ามตามหลักการศาสนา เกาะเราะฎอวีย์ ก็จะทำให้สภาพการเป็นของต้องห้ามในตัวของสิ่งนั้นอันตรธานหายไปด้วยกับโวหารของเขาว่า ไม่มีหลักฐานที่ชัดแจ้งในการห้ามเรื่องเหล่านั้นเลย! ฉะนั้นเขาจึงทำให้ดนตรีเป็นสิ่งที่อนุญาต”

ท่านอิมาม อัลบานีย์ กล่าวต่อไปว่า

“จงเปลี่ยนทัศนะคติของพวกท่านจากเกาะเราะฎอวีย์ เสียใหม่เถิด และจงทิ้งเขาไปเสีย สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากสิ่งที่เราได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ เพราะหากมีปัญหาใดตามในเรื่องสิ่งต้องห้ามตามหลักการศาสนาเกิดขึ้น เขาก็จะกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานที่ชัดแจ้งห้ามในเรื่องนั้น”

มุฮัมมัด นาศิรุดดีน อัลอัลบานีย์, ซิลซิละตุลฮุดาวันนูร (เทปคาสเซ็ตท์), เลขที่ 362

พระนามอัลลอฮฺดีกว่าคำว่าพระเจ้าหรือ God




                       คำว่า “อัลลอฮฺ” ในภาษาอาหรับเป็นคำบริสุทธิ์และไม่เหมือนสิ่งใด ผิดกับคำว่า “พระเจ้า” หรือ “God” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งสามารถนำไปเล่นคำอย่างอื่นได้

                      คำว่า God ในภาษาอังกฤษ ถ้าใส่ตัว s เข้าไป มันก็กลายเป็นพหูพจน์ ซึ่งหมายถึงพระเจ้าหลายองค์ อัลลอฮฺทรงเป็นหนึ่งเดียวและเป็นเอกพจน์ คำว่าอัลลอฮฺไม่มีพหูพจน์

                      ถ้าต่อท้ายคำว่า “dess” หลังคำว่า God มันก้จะกลายเป็น goddess ที่เป็นพระเจ้าเพศหญิง ซึ่งนั้นก็ไม่ใช่อัลลอฮฺอีกเช่นกัน อัลลอฮฺทรงไม่มีเพศ

                    ถ้าเอาคำ father ไปต่อท้าย มันก็จะกลายเป็น godfather ซึ่งหมายถึงผู้ปกครองดูแล หรือเจ้าพ่อ ซึ่งไม่มีในอิสลาม

                     ถ้าเอาคำว่า “tin” ใส่ไว้ข้างหน้า มันก็จะกลายเป็น “tingod” ซึ่งหมายถึงพระเจ้าที่ทำปลอมขึ้นมา

                     แต่คำว่าอัลลอฮฺเป็นคำที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองไม่เหมือนสิ่งใด ซึ่งไม่สามารถก่อให้เกิดภาพทางความคิดขึ้นมา และไม่อาจถูกนำไปเล่นเป็นคำอย่างอื่น ดังนั้นมุสลิมจึงชอบพระนามอัลลอฮฺมากกว่าเมื่อจะพูดถึงพระผู้ทรงสร้างที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งคำว่า พระเจ้า หรือคำว่า God เป็นคำนามที่ไม่เหมาะสมที่จะแทนคำอัลลอฮฺได้


والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

อิสลามกับไฟแนนซ์




                 ไฟแนนซ์คือธุรกิจที่แสวงหากำไรจากดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยที่ผ่อนชำระปกติพร้อมเงินต้นหรือดอกเบี้ยปรับล่าช้า จากการผิดนัดชำระตามวันและเวลาที่กำหนดกันไว้ ฉะนั้นการทำนิติกรรมใดๆ กับไฟแนนซ์ก็คือการเอาตัวเข้าไปผูกพันกับดอกเบี้ยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
                พระองค์อัลลอฮ์ ได้ทรงกล่าวว่า

 وَأَحَلَّ اللهُ البَيْعَ وَحَرَّمَ الرَبَا

“และพระองค์อัลลอฮ์นั้นทรงอนุมัติการค้าขาย แต่ห้ามเรื่องดอกเบี้ย” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 275

                 ซึ่งการชำระปกตินี้มีดอกเบี้ยที่ควบรวมกับเงินต้นไว้แล้ว ตัวอย่างเช่น

                นาย ก ซื้อรถยนต์คันหนึ่งราคา 300,000.- บาท โดยชำรำเงินสดให้กับบริษัทรถยนต์เป็นเงิน 50,000 บาทและยังคงเหลือยอดค้างชำระที่นาย ก ต้องจ่ายให้แก่บริษัทรถยนต์อีก 250,000.- บาท (นี่คือยอดเงินต้นของกรณีนี้) ดังนั้นบริษัทรถยนต์จึงให้ทำการจดนิติกรรมกับบริษัทไฟแนนซ์ หรือพูดง่ายๆว่า กู้เงินไฟแนนซ์ 250,000.- บาทเพื่อชำระให้แก่บริษัทรถยนต์ ด้วยวิธีการเช่าซื้อและถูกบังคับประกัน

                การเช่าซื้อ หมายถึง รถยนต์คันดังกล่าวนี้จะถูกจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อบริษัทไฟแนนซ์  (คือไฟแนนซ์เป็นเจ้าของ) ส่วนนาย ก ผู้เช่าซื้อนั้นได้รับสิทธิ์ครอบครอง จนกว่านาย ก จะผ่อนชำระให้แก่ไฟแนนซ์จนครบถ้วนเสียก่อน จึงจะทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของ นาย ก อย่างถูกต้อง

                เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของไฟแนนซ์ แน่นอนว่า เขาต้องบังคับให้ผู้เช่าซื้อทำประกันภัย ในระหว่างการผ่อนชำระ โดยผู้เอาประกันก็คือไฟแนนซ์ ผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์นั่นเอง

                วิธีการคิดคำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยจากการเช่าซื้อในครั้งนี้คือ เงินต้นคูณด้วยดอกเบี้ย คูณด้วยจำนวนปีที่ต้องการผ่อนชำระ หารด้วยจำนวนเดือนที่ผ่อนชำระดังนี้

                เงินต้น 250,000.- บาท คูณด้วย ดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปี (โดยประมาณ)  เท่ากับปีละ 20,000 บาท ระยะเวลาผ่อน 3 ปีเท่ากับดอกเบี้ยทั้งหมด 60,000.-บาท รวมเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดเป็นเงิน 310,000.- บาท หลังจากนั้น หารด้วยจำนวนเดือนที่ผ่อนชำระคือ 36 เดือน จะได้ยอดผ่อนชำระเดือนละ 8,612.- บาท

               ในยอดผ่อนชำระรายเดือนจำนวน 8,612.- บาทนี้ มีเงินต้นอยู่ 6,945.- บาท และดอกเบี้ย 1,667.- บาท จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยนี้ เป็นอัตราคงที่ตั้งแต่เดือนแรกจนถึงเดือนสุดท้ายที่ผ่อนชำระ แม้จะผ่อนชำระไปแล้ว 10 เดือนก็ไม่ทำให้อัตราดอกบี้ยลดลงแต่ประการใด เนื่องจากว่าได้นำเอาดอกเบี้ยทั้งหมดไปควบรวมกับเงินต้นไว้ก่อนหน้านี้แล้ว หรือกล่าวได้ว่า ต้นลดแต่ดอกไม่ลด โหดกว่าดอกเบี้ยธนาคารหลายเท่านัก

                ที่กล่าวมานี้คืออัตราการผ่อนชำระปกติโดยไม่ได้ผิดสัญญาเช่าซื้อ การที่เข้าใจว่าถ้าไม่ผิดสัญญาก็ไม่เป็นไร แต่ที่จริงแล้วการไม่ผิดสัญญานี้มันมีทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายรวมกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องฮารอม แน่นอน

                แต่หากผิดสัญญาเช่าซื้อ ก็ต้องเจอเบี้ยปรับล่าช้าอีก อย่างนี้คือ ฮารอม ซ้ำซ้อน !!!!!


 
والله أعلم بالصواب



โดย  อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วันนี้วันอะรอฟะฮฺ


                       วันอะรอฟะฮฺเป็นวันที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ได้ทำการวุกูฟที่ทุ่งอะรอฟะฮ. และเป็นวันที่มุสลิมทั่วโลกที่ไม่ได้ประกอบพิธีฮัจญ์ทำการถือศิลอดสุนนะฮฺวันอะรอฟะฮฺ

นอกจากนี้วันอะรอฟะฮฺยังมีความสำคัญอื่นอีก ดังนี้

***วันอะรอฟะฮฺ(อะเราะฟะฮฺ แปลว่า พบและรูจัก) เป็นวันหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงทำให้ศาสนาของพระองค์สมบูรณ์และเป็น วันหนึ่งที่พระองค์ทรงให้ความเมตตา ของพระองค์สมบูรณ์

รายงานจาก ฎอริก อิบนุ ซิฮาบ ได้กล่าวว่า
أنََّ رجُلاً من اليهودِ قالَ لِعمرَ بنِ الخطَّابِ : يا أمير المؤمِنين ، آيةٌ في كِتابِ الله تقْرؤُونَها  ، 
لو علَينا معْشِرَ اليهودِ نَزَلَت لاتَّخَدنا دلك اليومَ عيْداً ، قال أيُّ آيةٍ ؟  قال : (اليومَ أكمَلْتُ 
لكم دينَكم وأتْمَمْتُ عليكم نعْمتِي ورَضِيتُ لكمُ الإسلامَ ديْناً) (المائدة/3) قال عمر :  قد
عرفْنا دلك اليومَ والمكانَ الدي نزَلَت فيه على النَّبِيِّ  T وهو قائِمٌ بِعرفةَ يومَ الجمُعةِ  (رواه
البخاري ومسلم)

"ยิวคนหนึ่ง ได้กล่าวแก่ท่านอุมัรว่า : แท้จริงพวกท่านได้อ่านโองการหนึ่งในคัมภีร์ของพวกท่านหรือไม่ ซึ่งหากว่าโองการดังกล่าวได้ถูกประทานลงมาให้กับพวกเราชาวยิวแล้วละก็ แน่นอนว่า เราจะเอาวันที่ประทานโองการนั้นมาเป็นวันรื่นเริง

ท่านอุมัร กล่าวว่า : แล้วมันคือโองการใดเล่า ?

พวกยิวตอบว่า : คือ โองการที่ว่า

ٱلْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِى وَرَضِيتُ لَكُمُ ٱلإسْلاَمَ دِيناً} [المائدة: 3]. 

".....วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้าและข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้ยินยอมอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว...."(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ 5:3)

ท่านอุมัร กล่าวว่า : ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ แน่นอนว่า ฉันรู้ดีถึงวันที่โองการนั้นลงมายังท่านเราะซูล ตลอดเวลาที่โองการนั้นลงมา (กล่าวคือ ถูกประทานลงมายังท่านเราะซูล ในตอนเย็นวันอะรอฟะฮ์ ที่ตรงกับวันศุกร์ เดือน ซุลฮิจญะฮ์ ที่ 10 )"  (บันทึกโดย บุคอรีย์ และมุสลิม)


****วันอะรอฟะฮฺเป็นวันที่ทราบกันอยู่แล้วซึ่งเป็นวันที่อัลลอฮฺทรงสรรเสริญในคัมภีร์ของพระองค์ ดังที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า :

لِّيَشْهَدُوا مَنَافِعَ لَهُمْ وَيَذْكُرُوا اسْمَ اللَّهِ فِي أَيَّامٍ مَّعْلُومَاتٍ عَلَىٰ مَا رَزَقَهُم مِّن بَهِيمَةِ الْأَنْعَامِ فَكُلُوا مِنْهَا وَأَطْعِمُوا الْبَائِسَ الْفَقِيرَ ( 28 )
“เพื่อพวกเขาจะได้มาร่วม เป็นพยานในผลประโยชน์ของพวกเขา และกล่าวพระนามอัลลอฮ์ในวันที่รู้กันอยู่แล้ว คือวันเชือด ตามที่พระองค์ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขาจากสัตว์สี่เท้า ดังนั้นพวกเจ้าจงกินเนื้อมัน และจงให้อาหารแก่ผู้ยากจนขัดสน" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-ฮัจญ์ 22:28)

ท่าน อิบนู อับบาส กล่าวว่า: "วันที่รู้กันอยู่แล้ว" ก็คือ 10 วันแรกของเดือนซุลฮิจญะฮฺก็คือวันอารอฟะฮฺนั้นเอง


***วันอารอฟะฮฺเป็นวันหนึ่งที่อัลลอฮฺใช้ในการสาบานและแน่นอนเมื่ออัลลอฮฺทรงสาบานก็จะสาบานด้วยกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่

พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า :
وَشَاهِدٍ وَمَشْهُودٍ ( 3 ) 
"และด้วยผู้เป็นพยานและผู้ที่ถูกเป็นพยาน"(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลบุรูจญ์ 85:3)


รายงานจากท่านอบูฮูร็อยเราะฮฺ ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)กล่าวว่า:

"วันที่ถูกสัญญาคือ วันกิยามะฮ์, วันที่ถูกเป็นพยานคือ วันอารอฟะฮฺ,และผู้ที่เป็นพยานก็คือ วันศุกร์" (ติรมีซียฺ)  
                                                                                                                      
        และอัลลอฮฺทรงตรัสว่า:


وَالشَّفْعِ وَالْوَتْرِ ( 3 )
"และด้วยสิ่งที่เป็น คู่ และที่เป็นคี่" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-ฟัจญ์ร 89:3)


           ท่าน อิบนู อับบาส รอดิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า:  วันที่เป็นคู่คือ วันอีดิ้ล อัฏฮา

           ท่าน อักรอมะฮฺและท่านอัฏ เฏาะฮาก บอกว่า: วันที่เป็นคี่คือ วันอะรอฟะฮฺ


*****วันอารอฟะฮฺเป็นวันหนึ่งที่ดีที่สุดในการขอพร
ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)กล่าวว่า:
"ดุอาที่ดีที่สุดคือ ดุอาแห่งวันอารอฟะฮ์" (ศอฮียฺ อัล อัลบานียฺ)

******วันอารอฟะฮฺเป็นวันแห่งการอภัยโทษและเป็นวันแห่งการปลดปล่อยมนุษย์จากไฟ นรกและเป็นวันแห่งความสวยงามสำหรับผู้ที่อยู่ ณ ทุ่งอารอฟะฮฺ
ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)กล่าวว่า:
            "ไม่มีวันใดที่อัลลอฮ์จะทรงปลดปล่อยปวงบ่าวของพระองค์ให้พ้นจากนรกมากกว่าวัน อะรอฟะฮ์และแท้จริงพระองค์จะทรงอยู่ใกล้ชิดและทรงภูมิใจ(ด้วยการขยันทำความดีของบ่าวของพระองค์)ต่อมวลมะลาอิกะฮฺพระองค์ทรงกล่าว(ด้วยความภาคภูมิใจ)ว่า: พวกเขาเหล่านี้ประสงค์สิ่งใดกัน?" (บันทึกหะดิษโดยมุสลิม)

          และในบางสายรายงานท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)กล่าว:
            "แท้จริงอัลลอฮฺทรงนำเสนอต่อมวลมะลาอิกะฮฺด้วยความภาคภูมิใจ(ในความพยายามทำความดีของบ่าวของพระองค์) ในวันอะรอฟะฮ์ของชาวอะรอฟะฮ์และพระองค์ทรงตรัสว่า : “พวกเจ้าจงดูบรรดาบ่าวของฉันซิ พวกเขาได้มาหาฉันด้วยลักษณะผมที่ยุ่งเหยิงคลุกฝุ่น”(บันทึกหะดิษโดย อิมาม อะหมัด)


อะรอฟะฮฺเป็นวันหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขอันสำคัญยิ่งในการประกอบพิธีฮัจ
ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)กล่าวว่า:
"ฮัจญ์คือ อะรอฟะฮ์"(บันทึกหะดิษโดยบุคอรี มุสลิม)

 *******ท่านนะบีอะดัมได้พบกับกับภรรยาของท่านที่ชือว่าเฮาวาอ์ ณ ที่แห่งนี้หลังจากที่พระองค์อัลลอฮ์ได้นำทั้งสองลงมาจากสวรรค์

 ******ท่านนะบีอิรอฮีมได้เจอกับภรรยาของท่านและลูกชายของท่านนะบีอิสมาอีลหลังจากนะบีอิบรอฮีมได้ทิ้งทั้งแม่และลูก ณ นครมักกะฮ์ที่แห้งแล้ง ไม่มีต้นไม้และน้ำ และกลับได้ยังถิ่นเดิมคือปาเลสไตน์



والله أعلم بالصواب


▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿





เมื่ออิสลามไม่ได้บังคับนับถือศาสนาจะเผยแพร่ด้วยดาบได้ไง



หลักเกณฑ์พื้นฐานที่กำหนดในคัมภีร์อัลกุรอาน คือ สิทธิ์เสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา ดังปรากฏในอัลกุรอานซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 259 ความว่า

"ไม่มีการบังคับใดๆ(ให้นับถือ)ในศาสนาอิสลาม"

         ศาสนาอิสลามได้เน้นการนับถือศาสนาว่าเป็นเรื่องของเสรีภาพของมนุษย์ที่มีความศรัทธาอย่างไร เรื่องนี้มีปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัลกาห์ฟี โองการที่ 29  ความว่า

"สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าดังนั้นผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธา และผู้ใดประสงค์ก็จงปฏิเสธ"

          อัลกุรอานได้กล่าวว่าศาสดามุฮัมมัดเป็นศาสนฑูต  มีหน้าที่เผยแผ่ข่าวสารของพระผู้เป็นเจ้า แต่มิได้รับมอบหมายให้บังคับมนุษย์ให้นับถือศาสนาอิสลาม ดังปรากฏใน ซูเราะฮ์ ยูนุส โองการที่ 99 ความว่า

"เจ้าจะบังคับมวลชนจนกว่าพวกเขาจะเป็นผู้ศรัทธากระนั้นหรือ"

และในซูเราะฮ์ อัลฆอชิยะห์ โองการที่ 22  ความว่า

"เจ้ามิใช่ผู้มีอำนาจเหนือพวกเขา "

และในซูเราะฮ์ อัลชูรออ์ โองการที่ 48  ความว่า

"แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้ (ไม่ยอมรับการเรียกร้อง)ดังนั้นเรามิได้ส่งเจ้ามายังพวกเขาเพื่อเป็นผู้คุ้มกันรักษา"

         โดยโองการดังกล่าวเหล่านั้นได้บัญญัติไว้อ่างชัดเจนว่า อัลกุรอานไม่มีการบังคับให้มีการนับถือศาสนาอิสลาม

         อิสลามได้กำหนดพิธีการต่างๆให้มุสลิมจะต้องปฏิบัติตาม หากประสงค์ที่จะเผยแพร่ศาสนาอิสลาม วิธีการดังกล่าวนี้มีปรากฏอยู่ในอัลกุรอานซึ่งบัญญัติให้การเผยแพร่ศาสนาอิสลาม เป็นไปด้วยความเฉลียวฉลาด และการบอกกล่าวที่น่ารับฟัง ดังปรากฏในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัลนะห์ โองการ 125 ความว่า

"จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของเจ้า โดยสุขุมและการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า"

และในซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 83 ความว่า

"และจงพูดจาแก่เพื่อนมนุษย์อย่างดี"

         อัลกุรอานมีวรรคตอน (อายะฮ์) ไม่น้อยกว่า 120 วรรคตอน ที่ได้เน้นถึงบทบาทพื้นฐานสำหรับมุสลิมที่จะชักจูงให้ผู้คนนับถือศาสนาอิสลาม โดยการชักชวนยังนุ่มนวล และสุขุม และปล่อยให้ผู้ที่ถูกชักชวนตัดสินเองว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธ หลังจากที่ศาสดามุฮัมมัด ได้ยึดครองมักกะฮ์ ท่านได้กล่าวแก่ชาวเมืองมักกะฮ์ว่า "ท่านมีเสรีภาพแล้ว" และท่านก็ไม่ได้บังคับให้พวกเขารับอิสลาม

         มุสลิมไม่เคยบังคับให้ผู้ที่นับถือศาสนายิว หรือคริสต์ยอมรับนับถือในศสนาอิสลาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านอุมัร อิบนุคอตตอบ รอฏิยัลลอฮุอันฮุ ผู้เป็นคอรีฟะฮ์ที่สอง ได้ให้หลักประกันแก่ชาวคริสต์ในนครเยรูซาเล็มที่จะใช้ชีวิตของตนเองได้อย่างมั่นคง โดยมีศาสนสถานไม้กางเขน และจะไม่คุกคามสิทธิใดๆทางศาสนาของเขา

        ภายหลังจากศาสดามุฮัมมัด  อพยพไปยังนครมะดีนะฮ์แล้ว ได้บัญญัติในธรรมนูญการปกครองฉบับแรกว่าชาวยิวเป็นชาติที่อยู่ร่วมกับชาวมุสลิมในประชาคมเดียวกัน โดยท่านศาสดาได้ให้สิทธิแก่ชาวยิวที่จะปฏิบัติศาสนกิจของตนได้อย่างอิสระ

          ในหนังสือเรื่อง "Allah ist ganz anders" ( อัลลอฮ์ทรงเป็นอย่างอื่นโดยสิ้นเชิง) นาง Sigrid Hunke  นักบูรพาคดีชาวเยอรมันได้ปฏิเสธว่าอิสลามเผยแพร่ด้วยคมดาบ และได้เขียนบทความไว้ว่า "การมีขันติธรรมของชาวอาหรับ มีบทบาทสำคัญต่อการเผยแผ่ของศาสนาอิสลาม" ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อข้อกล่าวหาว่า ศาสนาอิสลามได้เผยแผ่ด้วยไฟและคมดาบ ในข้อความอีกตอนหนึ่งของหนังสือดังกล่าว นางได้เขียนว่า "ชาวคริสต์และยิว ได้เปลี่ยนศาสนาของตนด้วยความสมัครใจ"

         เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า กองทหารมุสลิมไม่เคยบุกรุกและยึดครองเอเซียใต้หรือแอฟริกาตะวันตก แต่ศาสนาอิสลามได้ขยายและงอกงามในประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเหล่านั้น หลังจากที่พ่อค้าชาวมุสลิมได้เดินทางไปค้าขาย พวกมุสลิมซึ่งมีจิตใจใฝ่สันติได้สร้างความประทับใจให้แก่พลเมืองในประเทศดังกล่าว โดยประชาชนของประเทศที่อยู่ห่างไกลเหล่านั้น ได้สังเกตเห็นการกระทำ ความมีศีลธรรมตลอดจนพฤติกรรมของชาวมุสลิมจึงค่อยๆ ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามในที่สุด

ศาสตราจารย์ ดร. มะห์มูด ฮัมดี ซักซูก

د. محمود حمدي زقزوق

มุฮัมมัดในไบเบิ้ลพันธสัญญาเก่า




         การปรากฏตัวของนะบีมุฮัมมัด  ได้ถูกระบุอยู่ในคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ภายในโลก รวมทั้งในคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ สิ่งที่ระบุในคัมภีร์ไบเบิ้ล คือ พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสแก่ นะบีมูซา(Moses) อะลัยฮิสลามว่า


"I will raise them up a Prophet from among their brethren , like unto thee , and will put my words in his mouth , and he shall speak unto them all that I shall command him."

(Deuteronomy 18:18)

"ข้าจะให้พยากรณ์บังเกิดขึ้น สำหรับเขาทั้งหลาย จากในท่ามกลางพี่น้องของเขา เหมือนอย่างตัวเจ้า และข้าจะเอาถ้อยคำของข้า ใส่ในปากของเขา และผู้นั้นจะกล่าวสำแดงแก่เขาทั้งหลาย สิ่งสารพัดที่ข้าจะสั่งแก่ผู้นั้น"
 (พระบัญญัติ 18:18)

          ถ้าราถามชาวคริสต์ว่า ศาสดาผู้นั้นคือผู้ใด พวกเขาจะตอบว่า หมายถึง ศาสดาเยซู (Jesus)หรือศาสดาอีซา อลัยฮิสลาม  สำหรับถ้อยคำที่มีความสำคัญที่ชี้ถึงการเป็นศาสดาคือ " like unto thee "  เหมือนเจ้า หมายความว่า ผู้เป็นศาสดามีคุณลักษณะคล้ายศาสดามูซา (Moses) อลัยฮิสลาม

          ชาวคริสต์กล่าวว่า นะบีอีซา มีลักษณะคล้ายกับ นะบีมูซา เพราะว่านะบีมูซาเป็นชาวยิว นะบีอีซา ก็เป็นชาวยิวเช่นกัน ประการที่ 2 นะบีมูซาเป็นศาสดา นะบีอีซาก็เป็นศาสดาเช่นกัน เพราะฉะนั้นนะบีอีซาจึงมีลักษณะคล้ายนะบีมูซา และอัลลอฮ์ ซุบฮานาฮุว่าตะอาลา ได้บอกกับนะบีมูซาไว้ก่อนแล้ว


          ถ้าหากว่าเหตุผลเพียง 2 ประการนี้ คือ สิ่งบ่งชี้ถึงการเป็นศาสดาที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล ดังนั้น สรุปประเด็นได้ว่า บรรดาศาสดาทั้งหลายที่มีมาหลังจากนะบีมูซา ยังเป็นลูกหลานชาวอิสรออีล เหมาะสมที่จะเป็นศาสดา เนื่องจากมีลักษณะคล้ายนะบีมูซาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโซโลมอน (Solomon สุไลมาน)อิสยาห์ ยะซายา (Isaiah) เอเสเคียน ยะเอศเคล (Ezekiel) ดาเนียล (Daniel) โฮเชยา โฮเซอา (Hosea) โยเอล (Joel) มาลาชิ (Malachi) ยอห์น โยฮัน (ผู้ล้างบาป) (John the Baptist) เป็นต้น เพราะพวกเขาทั้งหมดเป็นชาวยิว ซึ่งอยู่ในเชื้อสายของการเป็นศาสดา แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากพิเคราะห์ดูความหมาย ของคำว่า การเป็นศาสดาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็จะทราบทันทีว่า คำว่า"ศาสดา" ที่ปรากฏในคัมภีร์ไบเบิ้ล หมายถึง ศาสดาท่านสุดท้าย อันได้แก่ ศาสดามุฮัมมัด  ประเด็นต่อไปนี้คือสิ่งชี้ชัดว่า นะบีมุฮัมมัด  มีลักษณะคล้ายนะบีมูซา อลัยฮิสลาม ส่วนนะบีอีซา นั้นไม่มีลักษณะคล้ายนะบีมูซาแต่อย่างใด กล่าวคือ

     1. นะบีมุฮัมมัด และนะบีมูซา มีบิดาและมารดา แต่นะบีอีซา มีเพียงมารดา ไม่มีบิดา โดยที่ท่านเกิดมาด้วยเดชานุภาพของอัลลอฮ์  โดยที่ไม่มีชายใดร่วมกับมารดาของท่าน (นางมัรยัม) แต่อย่างใด

     2. ทั้งนะบีมุฮัมมัด และนะบีมูซา ได้แต่งงานมีภรรยา แต่นะบีอีซามิได้แต่งงาน ไม่มีภรรยาและไม่มีบุตร

     3. ทั้งนะบีมุฮัมมัด และนะบีมูซา ตายตามธรรมชาติ แต่นะบีอีซานั้น อัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮุว่าตะอาลา ทรงนำท่านไปยังพระองค์โดยมีชีวิต

     4. ทั้งนะบีมุฮัมมัด และนะบีมูซา นอกจากจะเป็นศาสดาแล้วยังมีอำนาจคอยมองอณาจักร นะบีอีซามิได้มีอำนาจคอยมองอณาจักรแต่อย่างใด

     5. ทั้งนะบีมุฮัมมัด และนะบีมูซา ได้รับการยอมรับจากหมู่ชนของท่านในฐานะศาสดา ขณะที่ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ แต่นะบีอีซานั้นหมู่คณะของท่านส่วนมากไม่ยอมรับท่าน

     6.ทั้งนะบีมุฮัมมัด และนะบีมูซาได้รับบัญญัติมา เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติแก่ประชาชาติในยุคนั้น ส่วนนะบีอีซาปฏิบัติตามบัญญัติของนะบีมูซาในคัมภีร์ไบเบิ้ล มัดทิว บทที่ 5 ข้อที่ 17 ว่า

"อย่าคิดว่าเรามาเพื่อลบล้างบัญญัติ ในคัมภีร์เดิม หรือลบล้างถ้อยคำของประกาศศาสดาพยากรณ์

หากเรามาเพื่อให้บทบัญญัติ และคำพยากรณ์เหล่านั้นสมบูรณ์ เกิดผลสมจริงทุกประการ"


          ในที่นี้จึงสรุปได้ว่า นะบีอีซา อลัยฮิสลาม ไม่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกับนะบีมูซา อลัยฮิสลาม เราลองอ่านคำบอกเล่านี้อีกครั้งว่า

"เราจะให้ผู้พยากรณ์บังเกิดสำหรับเขาทั้งหลาย ท่ามกลางพี่น้องของเขาเหมือนอย่างตัวเจ้า"


          เรามาพิจารณาดูว่าผู้ใด คือ พี่น้องของชาวยิว ?

          นะบีอิบรอฮีมมีบุตร 2 คน คือ นะบีอิสมาอีล และนะบีอิสหาก ชาวอาหรับสืบเชื้อสายมาจากนะบีอิสมาอีล ชาวยิวสืบเชื้อสายมาจากนะบีอิสหาก ดังนั้น ทั้งชาวอาหรับและชาวยิวต่างเป็นพี่น้องกัน   นะบีมุฮัมมัด  ปรากฏตัวขึ้น ท่ามกลางบรรดาพี่น้องเหล่านั้น เพราะท่านสืบเชื้อสายมาจากนะบีอิสมาอีล บุตรของนะบีอิบรอฮีม อลัยฮิสลาม

          คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวต่อไปว่า

"และข้าจะใส่ถ้อยคำของข้าในปากเขา"

          นะบีมุฮัมมัด เป็นผู้ที่อ่านไม่เป็น เขียนไม่เป็น ดังนั้นเมื่อมีวะฮีย์มาจากอัลลอฮ์ ท่านจะรีบท่องจำซ้ำไปซ้ำมาเหมือนกับว่า ถ้อยคำนั้นถูกนำมาใส่ไว้ในปากของท่าน ยิ่งไปกว่านั้น ตัวบทยังได้สำทับอย่างรุนแรง โดยที่พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสไว้ว่า

" And it shall come to pass that whosoever will not hearken unto my words which he shall speak in my name I will require it of him " (In the Catholic Bible te words are I will take renenze).

 (Deuteronry 18:19)

"และผู้หนึ่งผู้ใดที่ไม่นับถ้อยคำของข้า ซึ่งศาสดาพยากรณ์ จะกล่าวในนามของข้า ข้าจะถือโทษผู้นั้น"


         ตามนัยนี้หมายความว่า ถ้าผู้ใดที่ไม่เชื่อฟังคำพูดของศาสดาผู้นี้ โดยที่เขากล่าวในนามของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว พระองค์จะลงโทษผู้นั้น ซึ่งไม่มีศาสดาคนใดที่ระบุอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล นอกจากจะต้องปฏิบัติตามคำสำทับของพระผู้เป็นเจ้า

 ..............................................................................................................................................
คำแปลใช้ตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ฉบับ พิมพ์ปี ค.ศ.1992 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความแตกต่างกับคำแปลฉบับปี ค.ศ.1971 และคำว่า "Prophet" ในคัมภีร์แปลว่า ผู้พยากรณ์ ผู้เผยวจนะ ดังคำแปล ฉบับ ค.ศ.1971 มีว่า "เราจะโปรดให้บังเกิด ผู้เผยวจนะอย่างเจ้าในหมู่พวกพี่น้องของเขา และเราจะใส่ถ้อยคำของเราในปากของเขา และเขาจะกล่าวบรรดาสิ่งที่เราบัญชาไว้แก่ประชาชนทั้งหลาย"


* Prophet ในพจนานุกรมทั่วไป แปลว่า พระศาสดา ผู้พยากรณ์ ผู้ทำนาย

โดย อ.มุนีร  มูหะหมัด