อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

ท่านั่งที่อัลลอฮ์ทรงโกรธกริ้วเป็นท่านั่งที่เลียนแบบพวกยิว



ท่านอัชชะรี๊ด บิน สุวัยดฺ กล่าวว่า : ท่านร่อซู้ล ผ่านมาที่ฉัน ขณะที่ฉันกำลังนั่งพิงโดยท้าวมือซ้ายไปด้านหลัง ท่านกล่าวกับฉันว่า :

أتقعد قِعْدة المغضوب عليهم “

"ท่านจะนั่งอยู่ในท่านั่งของพวกที่ถูกกริ้ว
กระนั้นหรือ”

(บันทึกโดยอิมาม อะบูดาวูด)

ท่านอัฎฎีบียฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า ความหมายของพวกที่ถูกกริ้ว คือพวกยิว และสำหรับการเจาะจงท่านั่งดังกล่าวมีความหมายใน 2 ประเด็นคือ

1. ท่านั่งนี้เป็นท่าที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกริ้ว

2. มุสลิมคือ ผู้ที่อัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานให้ ดังนั้น จึงสมควรที่เขาจะออกห่างจากการเลียน
แบบผู้ที่พระองค์ทรงกริ้วและทรงสาป
แช่งไว้

ท่านอัลกอรียฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวเสริมว่า : การที่พวกยิวถูกเจาะจงถึงในที่นี่ก็เพราะ ลักษณะเด่นของพวกเขาที่อัลลอฮฺทรงกริ้วนั้นครอบคลุมและเด่นชัดกว่าพวกกุฟฟาร
อื่นๆที่มีความโอหัง ทั้งนี้เพราะ ความยโสโอหังของพวกยิวเป็น
ที่ประจักษ์ชัดทั้งในท่านั่งและท่าเดิน
ของพวกเขา

ชัยคุลอิสลาม อิบนิ ตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า : มีรายงานจากท่านอิบนิอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมาว่า ท่านเห็นชายคนหนึ่งนั่งพิงด้วยมือซ้ายขณะละหมาด ท่านจึงบอก “ท่านอย่านั่งท่านี้ เพราะมันเป็นท่านั่งของพวกที่ถูกลงทัณฑ์ ”

อีกรายงานหนึ่งระบุว่า :

" تلك صلاة المغضوب عليهم " “นี่เป็นการละหมาดของพวกที่ถูกกริ้ว”

อีกรายงานหนึ่งระบุว่า :

" نهى رسول الله صلى الله عليه وسلم أن يجلس الرجل في الصلاة وهو معتمد على يده "

“ ท่านร่อซู้ล ห้ามไม่ให้คนใดนั่งพิงมือของเขา
ขณะละหมาด”

( บันทึกโดย อิมาม อบูดาวูด)

ในหะดีษนี้ได้ห้ามนั่งท่าดังกล่าวด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นท่านั่งของผู้ถูกลงทัณฑ์ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะออกห่างจาก
วิถีปฏิบัติของพวกเขา

มีผู้ถามท่านเชค บินบาส ว่า : ท่านั่งที่ห้ามนี้ห้ามนั่งเฉพาะในละหมาดหรือเป็นการห้ามโดยรวม ?

ท่านเชคตอบว่า : มีหะดีษระบุห้ามนั่งในท่านี้จริง และเป็นการห้ามนั่งโดยรวมทั้งในและนอกละหมาด เพราะฉะนั้น ใครที่ต้องการนั่งพิงแขน ก็จงนั่งพิงทางด้านขวา หรือพิงทั้งสองข้างพร้อมกัน

ท่านเชค อิบนิ อุซัยมีน กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : ท่านั่งเช่นนี้เป็นท่านั่งที่ท่านนบี ได้บรรยายลักษณะว่าเป็นท่านั่งที่ถูกกริ้ว ส่วนการท้าวทั้งสองมือไปด้านหลังแล้วนั่ง
พิงนั้น ถือว่าไม่เป็นไร และถึงแม้ว่าจะท้าวแขนข้างขวาข้างเดียว
ก็ไม่เป็นไรเช่นกัน เพราะท่านั่งที่ท่านนบี อธิบายว่าป็นท่าที่ถูกกริ้วนั้น คือ การใช้มือซ้ายท้าวไปทางด้านหลัง และวางฝ่ามือกับพื้นแล้วนั่งพิง และท่านเชคยังกล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ในฟัตวา

“นูรุน อะลา ดัรบฺ” ว่า : ความหมายของหะดีษนี้ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว หมายถึง ไม่ให้นั่งเอนโดยที่มือซ้ายพิงอยู่กับพื้น มีคำถามถามท่านเชคว่า : แล้วถ้าหากว่านั่งท่านี้โดยเจตนาเพียงนั่ง
พักและไม่ได้คิดเลียนแบบพวกยิวจะบาป
หรือไม่ ?

ท่านเชค อิบนิ อุซัยมีน กล่าวตอบว่า : หากเจตนาเช่นนั้นจริงๆ ก็ให้ท้าวแขนด้วยมือขวาด้วยอีกข้างหนึ่งถึงจะไม่เป็นที่ต้องห้าม

(ร่วมนำเสนอสิ่งดีๆ โดย เพจศาสนาอิสลาม - الإسلام)
ที่มา Al Assari Al Ameen

........

ฮุก่มการนั่งท้าวมือซ้ายไปด้านหลัง

แปลและเรียบเรียง อุมมุ อุ้ลยา

ผมมีคำถามเกี่ยวกับหะดีษที่ปรากฏในหนังสือ “ริยาฎุซซอลิฮีน” ที่ว่า ท่านอัชชะรี๊ด บิน สุวัยดฺ กล่าวว่า : ท่านร่อซู้ล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผ่านมาที่ฉัน ขณะที่ฉันกำลังนั่งพิงโดยท้าวมือซ้ายไปด้านหลัง ท่านกล่าวกับฉันว่า :

أتقعد قِعْدة المغضوب عليهم “ท่านจะนั่งอยู่ในท่านั่งของพวกที่ถูกกริ้วกระนั้นหรือ”

(บันทึกโดยอิมาม อะบูดาวูด)

คำตอบ

คำถามคือ หะดีษนี้ถูกต้องเชื่อถือได้หรือไม่ ? และการนั่งท้าวแขนซ้ายไปด้านหลังถือว่า หะรอม หรือ มักรู๊ฮฺ ? กรุณานำเสนอความเห็นของอุละมาอฺในประเด็นนี้ด้วยครับ ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนความดีให้แก่ท่าน

ประการแรก

เราขอตอบว่าหะดีษนี้เป็นหะดีษศ่อเฮียะฮฺ ท่านอิมามอะฮฺมัด อิมามอบูดาวูดและท่านอิบนิฮิบบานได้บันทึกไว้ในตำราศ่อเฮียะฮฺของพวกท่าน ท่านอัลฮากิมกับท่านอัซซะฮะบียฺได้ยืนยันความถูกต้องของหะดีษนี้ เช่นเดียวกับอิมามนะวะวียฺได้ยืนยันไว้ใน “ริยาฎุซซอลิฮีน ท่านอิบนิ มุฟลิฮฺยืนยันไว้ใน “อาดาบ อัชชัรอียะฮฺ” และเชค อัลอั้ลบานียฺยืนยันไว้ในศ่อเฮียะฮฺ อบีดาวูด

ท่านอัฎฎีบียฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า ความหมายของพวกที่ถูกกริ้ว คือพวกยิว และสำหรับการเจาะจงท่านั่งดังกล่าวมีความหมายใน 2 ประเด็นคือ

1. ท่านั่งนี้เป็นท่าที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกริ้ว

2. มุสลิมคือ ผู้ที่อัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานให้ ดังนั้น จึงสมควรที่เขาจะออกห่างจากการเลียนแบบผู้ที่พระองค์ทรงกริ้วและทรงสาปแช่งไว้

ท่านอัลกอรียฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวเสริมว่า : การที่พวกยิวถูกเจาะจงถึงในที่นี่ก็เพราะ ลักษณะเด่นของพวกเขาที่อัลลอฮฺทรงกริ้วนั้นครอบคลุมและเด่นชัดกว่าพวกกุฟฟารอื่นๆที่มีความโอหัง ทั้งนี้เพราะ ความยโสโอหังของพวกยิวเป็นที่ประจักษ์ชัดทั้งในท่านั่งและท่าเดินของพวกเขา

ชัยคุลอิสลาม อิบนิ ตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า : มีรายงานจากท่านอิบนิอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมาว่า ท่านเห็นชายคนหนึ่งนั่งพิงด้วยมือซ้ายขณะละหมาด ท่านจึงบอก “ท่านอย่านั่งท่านี้ เพราะมันเป็นท่านั่งของพวกที่ถูกลงทัณฑ์ ”

อีกรายงานหนึ่งระบุว่า :

" تلك صلاة المغضوب عليهم " “นี่เป็นการละหมาดของพวกที่ถูกกริ้ว”

อีกรายงานหนึ่งระบุว่า :

" نهى رسول الله صلى الله عليه وسلم أن يجلس الرجل في الصلاة وهو معتمد على يده "

“ ท่านร่อซู้ล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามไม่ให้คนใดนั่งพิงมือของเขาขณะละหมาด”

( บันทึกโดย อิมาม อบูดาวูด)

ในหะดีษนี้ได้ห้ามนั่งท่าดังกล่าวด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นท่านั่งของผู้ถูกลงทัณฑ์ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะออกห่างจากวิถีปฏิบัติของพวกเขา

มีผู้ถามท่านเชค บินบาส ว่า : ท่านั่งที่ห้ามนี้ห้ามนั่งเฉพาะในละหมาดหรือเป็นการห้ามโดยรวม ?

ท่านเชคตอบว่า : มีหะดีษระบุห้ามนั่งในท่านี้จริง และเป็นการห้ามนั่งโดยรวมทั้งในและนอกละหมาด เพราะฉะนั้น ใครที่ต้องการนั่งพิงแขน ก็จงนั่งพิงทางด้านขวา หรือพิงทั้งสองข้างพร้อมกัน


.................

ท่านเชค อิบนิ อุซัยมีน กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : ท่านั่งเช่นนี้เป็นท่านั่งที่ท่านนบี ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้บรรยายลักษณะว่าเป็นท่านั่งที่ถูกกริ้ว ส่วนการท้าวทั้งสองมือไปด้านหลังแล้วนั่งพิงนั้น ถือว่าไม่เป็นไร และถึงแม้ว่าจะท้าวแขนข้างขวาข้างเดียวก็ไม่เป็นไรเช่นกัน เพราะท่านั่งที่ท่านนบี ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อธิบายว่าป็นท่าที่ถูกกริ้วนั้น คือ การใช้มือซ้ายท้าวไปทางด้านหลัง และวางฝ่ามือกับพื้นแล้วนั่งพิง และท่านเชคยังกล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ในฟัตวา

“นูรุน อะลา ดัรบฺ” ว่า : ความหมายของหะดีษนี้ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว หมายถึง ไม่ให้นั่งเอนโดยที่มือซ้ายพิงอยู่กับพื้น มีคำถามถามท่านเชคว่า : แล้วถ้าหากว่านั่งท่านี้โดยเจตนาเพียงนั่งพักและไม่ได้คิดเลียนแบบพวกยิวจะบาปหรือไม่ ?

ท่านเชค อิบนิ อุซัยมีน กล่าวตอบว่า : หากเจตนาเช่นนั้นจริงๆ ก็ให้ท้าวแขนด้วยมือขวาด้วยอีกข้างหนึ่งถึงจะไม่เป็นที่ต้องห้าม

ประการที่สอง

นักวิชาการระบุว่าท่านั่งนี้เป็นท่านั่งที่น่ารังเกียจ ไม่ควรกระทำ (มักรู๊ฮฺ) ซึ่งท่านอิมามอบูดาวูดได้ตั้งชื่อบทหนึ่งในตำราสุนันของท่านว่า : “ บทว่าด้วยท่านั่งที่น่ารังเกียจ ” (โดยระบุหะดีษนี้ได้บทดังกล่าว)

อิบนิ มุฟลิฮฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า : เป็นที่น่ารังเกียจ (มักรู๊ฮฺ) ที่จะนั่งพิงโดยท้าวมือซ้ายไปด้านหลัง

เชค อับดุลมุฮฺซิน อัลอับบ๊าด กล่าวว่า : บางครั้งมั๊กรูฮฺอาจมีความหมายว่าหะรอม หรืออาจหมายถึงมั๊กรูฮฺที่ใช้ให้ออกห่างจากสิ่งนั้นเสีย แต่หะดีษนี้ระบุถึงท่านั่งของพวกที่ถูกกริ้ว จึงหมายความถึงการห้ามนั่งในท่าดังกล่าว

สรุปว่า ท่านั่งนี้ (นั่งพิงแขนซ้ายไปด้านหนัง) เป็นท่าที่ห้ามนั่งทั้งในและนอกละหมาด และห้ามนั่งไม่ว่าจะจงใจเลียนแบบพวกยิวหรือพวกอื่นๆ ที่ยโสโอหัง หรือไม่มีเจตนาจงใจก็ตาม คำจำกัดความของการนั่งท่านี้คือ ท่านั่งของพวกที่ถูกกริ้วและเป็นท่านั่งของพวกที่ถูกลงทัณฑ์ จึงส่งผลให้การห้ามปฏิบัติในที่นี้มีน้ำหนักมากกว่าการบ่งว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจ ไม่ควรกระทำ (มักรู๊ฮฺ) เพียงอย่างเดียว และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้รอบรู้อย่างที่สุด

..............

ท่านนบีไม่ชอบท่านั่งเเบบนี้. เพราะอะไร.?
ท่านั่งโดยเอามือซ้ายยันพื้นนั้นเป็นสิ่งที่ท่านนบีไม่ชอบอย่างยิ่ง ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า อิสลาม คือ การทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วอิสลามไม่ใช่แค่เรากับอัลลอฮฺเท่านั้น แต่อิสลามครอบคลุมถึงวิถีชีวิต ตลอดจนถึงมารยาทที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ฮาดิษความว่า Al Syarid bin Al Suwaid กล่าวว่า : ท่านนบีเดินผ่านฉัน และเห็นฉันนั่งอยู่ท่านี้ (ฉันนั่งโดยเอามือซ้ายไว้ข้างหลังและยันลงบนพื้น) และท่านนบีกล่าวกับฉันว่า ท่านนั่งในท่าที่นั่งของคนที่ถูกลงโทษ (dimurkai) หรือ ? รายงานจาก Ahmad, และ Abu Daud. ได้รับการยอมรับโดย Al-Albani
และอีกหนึ่งรายงานจาก Abu Daud กล่าวว่า “อย่านั่งในท่านี้เพราะท่านี้เป็นการนั่งของคนที่ถูกลงโทษ” ฮาดิษนี้ได้รับการยอมรับโดย al-Albani
Syeikh Ibnu Uthaimin ได้กล่าวว่า การนั่งในท่าดังกล่าวที่ท่านนบีได้กล่าวว่าเป็นการนั่งในท่าของคนที่ถูกลงโทษ แต่ท่านั่งโดยเอามือทั้งสองวางใว้ด้านหลังและยันกับพื้นนั้นไม่เป็นไร หรือ นั่งในท่าที่เอามือขวาไว้ด้านหลังก็ไม่เป็นไร
การนั่งในท่านี้บางอุลามาอฺได้ให้ทัศนะว่าเป็นสิ่งที่มักโรฮฺ และเป็นการนั่งของคนยิ่งยโส ดังนั้นเมื่อท่านนบีได้ให้คำแนะนำกับเรา ในเรื่องท่านั่งที่เราควรละเลย เราก็ควรปฎิบัติ เพราะทุกย่างก้าวในการดำเนินชีวิต อิสลามได้ระบุหมดแล้ว และสิ่งที่อิสลามได้ระบุไว้นั้นไม่ได้มีจุดประสงค์ให้เราลำบากเสมอไป อาจจะมีข้อดีในเรื่องสุขภาพ และเรื่องสังคมก็อาจได้

แปลและเรียบเรียงโดย Imron Berita Muslim
อ้างอิงจาก binusrah.blogspot.kr


หุก่มในการพาเด็กเล็กเข้ามาที่มัสญิด

ชัยคฺ อัลบานียฺ
______________________________
ผู้ถาม: โอ้...ชัยคฺของเรา มีเด็กเล็กที่ยังไม่ถึงวัยที่สามารถแยกแยะได้(ยังไม่พ้น อะกิล บะลิฆ) ขออนุญาตให้ละหมาดที่มัสญิดกับพ่อได้หรือไม่?
ชัยคฺ อัลอัลบานียฺ: สะลัฟในยุคแรก หัวหน้าของพวกเขาคือนบีของเรา ﷺ เคยอนุญาตให้พวกเขาพาเด็กๆเข้ามัสญิดของท่าน ﷺ
ศอหาบะฮฺท่านหนึ่งรายงานว่า วันหนึ่งเขาละหมาดอัสรฺหลังนบี ﷺ และท่านได้สุญูดนานมากในบางร็อกอะฮฺ และมันไม่ใช่ละหมาดสุหนัต ศอหาบะฮฺจึงเงยหน้าดูว่านบียังสบายดี เขากลัวว่าท่านจะเสียชีวิตขณะสุญูด เขาประหลาดใจที่พบว่า อัลหะสัน และอัลหุซัยนฺ ... แล้วเขาลงไปสุญูดต่อ
พวกเขาถามว่า "ท่านสุญูดในละหมาดนานมาก..." นบี ตอบว่า: "ลูกๆของฉันขี่หลังฉันอยู่ ฉันไม่อยากรบกวนพวกเขา..." เด็กเหล่านี้เคยไปที่มัสญิดเพื่อละหมาด อย่างที่คุณบอก มันไม่ใช่วัยที่จะแยกแยะอะไร
ผู้ที่ละหมาด ไม่ว่าชายหรือญิง ที่ไม่พาลูกๆมามัสญิด มันไม่ใช่ทางนำของนบี ﷺ
มีสายรายงานไม่ศอฮีหฺ "จงเก็บทารกของท่าน คนบ้าของท่าน คนชั่วของท่าน และการซื้อขายของท่าน ให้ห่างไกลจากมัสญิดของท่าน..." แม้ว่า ส่วนท้ายของหะดีษจะศอฮีหฺ โดยการพิสูจน์ของนักหะดีษท่านอื่นๆ มันจะไม่ถูกซ่อนจากท่าน อินชาอัลลอฮฺ
ประเด็น นบี ﷺ ไม่เคยห้ามพาเด็กๆไปมัสญิด ท่านอนุญาต ท่านมีหุก่มพิเศษในเรื่องนี้ เมื่อท่านรับรู้มารดาที่ละหมาดตามหลังท่าน และเด็กๆเริ่มร้อง นบี ﷺ "ฉันได้ยินเสียงเด็กร้อง ฉันจึงละหมาดสั้นลง เพราะฉันไม่ต้องการจะให้เกิดลำบากแก่แม่ของพวกเขา"
ท่านอ่านกุรอ่านสั้นๆ เพื่อให้มารดาดูแลลูกๆของนาง ท่าน ﷺ ไม่เคยทำดั่งอิม่ามโง่ๆทำ และกล่าวว่า: "ทำไมเจ้าเอาลูกของเจ้ามาในมัสญิด มันรบกวนเรา" และอื่นๆ ท่านนบี ﷺ ไม่เคยทำอะไรแบบนี้
เด็กๆ โตมาในบรรยากาศของอิสลาม และไปที่มัสญิด แม้เพียงแค่ไปเล่นสนุก มันเป็นสถานที่ที่ดีกว่าที่อื่นๆ นบี ﷺ ถูกถามว่า: "สถานที่ดีที่สุดและเลวที่สุด?" และท่าน ﷺ ตอบว่า: "สถานที่ที่ดีที่สุดคือมัสญิด และสถานที่ที่เลวที่สุดคือตลาด"
ถ้าเด็กโตมาเช่นนี้ เขามีความต้องการไปมัสญิด มากกว่าเดินตามท้องถนนหรือหุบเขา นี่คือบะรอกะฮฺและข่าวดีที่ดีเลิศ
ดังนั้น พ่อ รวมถึงแม่ ควรจะเล่งเห็นประโยชน์จากสถานการณ์นี้ และช่วยให้เขาได้ไปมัสญิดอย่างสะดวก ดังนั้นถ้าเด็กๆ และไม่เป็นที่ต้องสงสัยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น เช่น ทำบางอย่างในขณะละหมาด หรือเล่นกันในขณะละหมาด และสิ่งที่เกิดกับหัวหน้าของมนุษยชาติ ﷺ ประสบเช่นบางครั้งปีนขึ้นไปขี่หลัง(อย่างท่านหะสัน-หุซัยนฺทำ) และท่าน ﷺ ก็ไม่เคยดุด่าว่าพวกเขา แต่แท้จริง ท่านได้นำพาหุก่มพิเศษมา(การสุญูดนาน) เช่นเดียวกับที่ฉันได้บอกไป ท่าน ﷺ ละหมาดสั้นๆ เมื่อตอนที่ได้ยินเสียงเด็กร้อง
ถ้าเป็นทุกวันนี้ คงมีการกระโกนด่ามาจากทุกมุมของมัสญิด "ท่านทำให้การละหมาดของเรายาวนานเกินไป โอ้...ชัยคฺ...เด็ก ทำไมท่านพาเด็กเข้ามาในมัสญิด?"
พวกเขาไม่รู้จักทางนำของรอซูลุลลอฮฺ ﷺ พวกเขาไม่รู้ถึงความเมตตาและความโอบอ้อมที่มีต่ออุมมะฮฺของท่าน และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้ตรัสจริง เมื่อพระองค์ได้ตรัสว่า
بِالْمُؤْمِنِينَ رَءُوفٌ رَّحِيمٌ
"...เป็นผุ้เมตตา ผู้กรุณาสงสาร ต่อผู้ศรัทธา" (อัตเตาบะฮฺ: 128)
_____________
สรุปจากเทปเสียง ซิลซิละตุลฮุดา วันนูรฺ 668

วันอังคารที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560

จงยึดเเบบอย่างเเห่งพรรพชนที่ได้จากไปเเล้ว


قال عبد الله بن مسعود رضي الله عنه : من كان مستنّاً فليستن بمن قد مات، فإن الحي لا تؤمن عليه الفتنة، أولئك أصحاب رسول الله -صلى الله عليه وسلم-، كانوا ـ والله ـ أفضل هذه الأمة، وأبرها قلوباً، وأعمقها علماً، وأقلها تكلفاً، قوم اختارهم الله لصحبة نبيه وإقامة دينه، فاعرفوا لهم فضلهم واتبعوهم في آثارهم، وتمسكوا بما استطعتم من أخلاقهم ودينهم،
فإنهم كانوا على الهدى المستقيم

"ใครประสงค์จะยึดผู้ใดเป็นเเบบอย่าง เขาจงยึดเเบบอย่างเเห่งพรรพชนที่ได้จากไปเเล้ว เพราะที่ยังมีชีวิต ย่อมไม่สามารถรับประกันฟิตนะห์ที่อาจเกิดขึ้น บรรพชนเหล่านั้นพวกเขาคือสหายเเห่งร่อซูลลุลลอฮฺ ซึ่งพวกเขา...ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ...คือผู้ประเสริฐสุดเเห่งประชาชาตินี้ เเละมีหัวใจที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมที่สุด มีความลุ่มลึกในด้านวิชาความรู้ที่สุด ห่างไกลที่สุดจากสิ่งที่ไม่เป็นสาระ กลุ่มชนที่อัลลอฮฺทรงเลือกพวกเขาเพื่อให้เป็นสหายเเห่งศาสนทูตของพระองค์ เเละเพื่อให้ดำรงไว้ซึ่งศาสนาของพระองค์ พวกท่านพึงรับรู้ถึงความประเสริฐของพวกเขา จงดำเนินตามร่องรอยเเบบอย่างเเห่งพวกเขา จงยึดมั่นอย่างสุดความสามารถในจรรยามารยาทเเละศาสนาของพวกเขา เพราะเเท้จริงพวกเขาเหล่านั้นอยู่บนเเนวทางที่ถูกต้องเที่ยงตรง" อับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด

(มินฮาจุซซุนนะห์ อัลนะบะวียะห์ เล่มหน้า 2, หน้า 77)


อย่าให้บ้านของท่านขาดความหอมหวาน




ชายคนหนึ่ง ได้บอกถึงสภาพของครอบครัว ที่ขาดความหอมหวาน แก่ชัยค์ มุคตัร อัช ชินกีตีย์

ท่านตอบว่า: จงนมาซซุนนะฮฺรอวาติบ ตะฮัจญุด และวิตรฺที่บ้านของท่าน ให้มากยิ่งขึ้น
นบี ﷺ กล่าวว่า:
إذا قضى أحدُكم صلاتَه فى المسجدِ ثم رجع إلى بيتِه ، فلْيُصَلِّ فى بيتِه ركعتَين ، و لْيجعَلْ لبيتِه نصيبًا من صلاتِه ؛ فإنَّ اللهَ جاعلٌ فى بيته من صلاتِه خيرًا

"หากว่าคนๆหนึ่งจากพวกท่านเสร็จสิ้นการนมาซวายิบที่มัสยิด แล้วเขากลับบ้าน ดังนั้นเขาจงนมาซซุนนะบะดียะฮฺสองรอกกาอะที่บ้าน และจงทำให้บ้านเขาเป็นส่วนหนึ่งจากนมาซของเขา เพราะแท้จริงอัลลอฮฺจะทำให้มีความดีในบ้านของเขา อันเนื่องมาจากการนมาซของเขา

( จากอบู สะอีด ศอเหี๊ยะ อัลบานีย์ ในอัลยามิอฺ)

ชายคนดังกล่าวกล่าวว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ..ยังไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่ฉันได้ปฏิบัติเรื่องนั้น บ้านของฉันได้เปลี่ยนเป็นบ้านที่หอมหวานยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากกรุ้ป alkamil kalisari


วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เรื่องของวิญญาณ


เรื่องของวิญญาณ

ไม่มีใครหยั่งรู้สภาพของวิญญาณ ว่ามีลักษณะ รูปร่าง แก่นแท้ เป็นเช่นไร นอกจากผู้สร้างวิญญาณเท่านั้นที่ทรงทราบดีที่สุด เรื่องของวิญญาณจึงจัดเป็นเรื่องเร้นลับที่เป็นกรรมสิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งพระองค์ได้ทรงห้ามการเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ ดังดำรัสของพระองค์ที่ว่า

"และพวกเขาจะถามเจ้า เกี่ยวกับวิญญาณจงกล่าวเถิดว่า เรื่องวิญญาณนั้นเป็นไปตามพระบัญชาของพระเจ้าของฉัน

และพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

( อัลอิสรออ์17/ 85 )

والله اعلم بلصواب

วิญญาณของคนตายพอเขาตายไปแล้วเขาจะกลับมาเยี่ยมบ้านไหม



คำถาม : วิญญาณของคนตายพอเขาตายไปแล้วเขาจะกลับมาเยี่ยมบ้านหรือเปล่าคะ

ตอบ : ในร่างกายของคนเรามีสองส่วนส่วนหนึ่งคือส่วนที่เป็นเนื้อกระดูกและหนังที่มาจากดินหมดเลย ส่วนวิญญาณมาจากฟากฟ้า เมื่ออายุครบสี่เดือน อัลลอฮฺจะให้มลาอิกะห์มาเป่าวิญญาณให้อยู่ในท้องของคุณแม่ พอมีวิญญาณเด็กจะเริ่มดิ้น จะอยู่กับเราจนว่าเราจะเสียชีวิต ตอนจะตายอัลลอฮให้วิญญาณออกจากร่าง มลาอีกะห์มาเชิญออก บางทีกระชากออก

สำหรับคนดีๆ มลาอิกะห์มาเชิญออกจากร่าง ถ้าคนไม่ดีมลาอิกะห์มากระชากออกแรงๆ

เมื่อวิญญาณออกจากร่างไปแล้ววิญญาณ จะกลับมาเที่ยวบ้านไหมในคืนวันศุกร์คำตอบ คือไม่มา ขนาดวิญญาณขอร้องอัลลอฮ อัลลอฮยังไม่ให้มา หลังจากวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว วิญญาณจะอยู่ในอะลัมบัรซัค(โลกคั่นกลางระหว่างดุนยากับอาคีเราะห์) ถ้าเป็นวิญญาณคนดีจะอยู่ในสวนสวรรค์ ถ้าวิญญาณคนไม่ดีจะอยู่ในนรก คนที่ตายไปแล้ว มลาอิกะห์มารับขึ้นไปบนฟากฟ้าและลงมาที่กุโบร อัลลอฮส่งให้มลาอิกะห์ถามสามข้อ ใครคือนบีของท่าน (นบีมุฮัมหมัด) อะไรเป็นศาสนาของท่าน (อิสลาม) ใครคืออิหม่ามของท่าน(อัลกุรอาน) มาลาอิกะห์จะถามต่อรู้เรื่องสามข้อนี้มาจากไหน วิญญาณจะตอบว่า อัลกุรอาน

อ.มุสตอฟา อยู่เป็นสุข

ที่มา: สวรรค์ในบ้าน

والله اعلم بلصواب


วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ปัจจัยหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดการกุ(ปลอม)หะดิษ



จากหนังสือ “มุศฎอละฮุ้ลหะดิษ” ของอะบูฮัฟศ์ มะห์มูด บิน มะห์มูด ฏอฮ์ฮาน อันนุอัยมีย์
อ.อรุณ บุญชม แปลและเรียบเรียง


สาเหตุหนึ่ง คือ
- ต้องการเข้าใกล้ชิดกับอัลลอฮ์ตาอาลา
ด้วยการอุปโลกน์หะดิษขึ้นมา เพื่อทำให้ประชาชาชนชอบทำความดี และหะดิษที่ทำให้ประชาชนกลัวการทำความชั่ว นักรายงานที่อุปโลกน์หะดิษเหล่านี้เป็นพวกสละโลกีย์ และเป็นคนดีพวกเขาเป็นนักอุปโลกน์หะดิษที่เป็นอันตรายที่สุด เพราะประชาชนจะรับเอาหะดิษที่พวกเขาอุปโลกน์ขึ้นมา เพราะมั่นใจในตัวพวกเขา
ส่วนหนึ่งจากพวกนี้ คือ มัยซะเราะห์ บิน อับดิรอบบิฮิ ท่านอิบนุฮฺบบาน ได้เล่าไว้ในหนังสือ อัดดุอาฟาอ์ จากอิบนุ มะห์ดี ว่า :
“ข้าพเจ้าได้ถาม มัยซะเราะห์ บินอับดิรอบบิฮี ว่า ท่านนำหะดิษเหล่านี้มาจากไหน ที่ว่าผู้ใดอ่านอย่างนั้น จะได้รับผลบุญอย่างนั้น เขาตอบว่า ข้าพเจ้าอุปโลกน์ขึ้นเอง เพื่อกระตุ้นประชาชนให้ทำความดี”
(หนังสือ ตัดรีบุรรอวีย์ เล่ม 1 หน้า 283)