อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทัศนะของอุละมาอฺเกี่ยวกับอีดอับร็อร หรือรายอหกบ้านเรา



ทัศนะของอุละมาอฺที่น่าเชื่อถือบางท่าน โดยเฉพาะอุละมาอฺในสังกัดมัซฮับชาฟิอีย์ เกี่ยวกับวันอีดอับร้อรฺ(อีดของบรรดาผู้กระทำดี) ได้แก่

อิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ กล่าวว่า“เป็นที่ชัดเจนยิ่งว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ใดยึดมั่นและศรัทธาว่าวันที่แปดของ
เดือนเชาวาลเป็นวันอีดที่มีถูกบัญญัติไว้ในอิสลาม ดั่งเช่นวันอีดิลฟิฏรฺและอีดิลอัฎฮา

ยิ่งกว่านั้นอุละมาอฺบางท่านถึงกับระบุว่า ไม่อนุญาต
ให้เรียกวันนั้นว่าวันอีดที่ควรแก่การแสดงออกด้วย
สัญลักษณ์ต่างๆของวันอีดเช่นการสวมเสื้อผ้าที่สวยงาม การจัดเลี้ยงอาหารที่หลากหลายชนิด และการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเฉกเช่นการปฏิบัติในวันอีดิลฟิฏรฺและอีดิลอัฎฮา”
(อัล-ฟะตาวี อัล-ฟิกฮียะฮฺ อัล-กุบรอ 1/272)

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เชคอิบนุ อุษัยมีน กล่าวว่า "มุสลิมบางคนมีความเชื่อว่าวันที่แปดของเดือนเชาวาลเป็นวันอีดและพวกเขาเรียกวันนี้ว่า "อีดอับร้อรฺ"
จนถึงกับมีบางคนในหมู่พวกเขาถามว่า "อนุญาตให้ถือศีลอดในวันนี้ไหมเพราะวันนี้เป็นวันอีดอับร้อรฺ?"

ความเชื่อที่ว่าวันนี้เป็นวันอีดไม่ถูกต้องเพราะวันที่แปดของเดือนเชาวาลไม่ได้เป็นวันอีดสำหรับผู้ปฏิบัติดี(อับร้อรฺ)หรือผู้ปฏิบัติไม่ดี(ฟุจญารฺ) แต่มันเป็นเพียง
วันธรรมดาๆวันหนึ่งที่ไม่อนุญาตให้มีการอุตริด้วยพิธีกรรมต่างๆที่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีดเป็นอันขาด...

เพราะแท้จริงบัญญัติวันอีดในอิสลามมีเพียงสามวัน
เท่านั้น นั่นคือ อีดิลฟิฏรฺ อีดิลอัฎฮา และอีดวันศุกร์
และจะไม่มีวันอีดในอิสลามอื่นจากนั้น"(ฟะตาวี อิบนุ อุษัยมีน)




ผู้หญิงมุสลิมมีเครื่องแบบที่แสดงถึงเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้รับจากอัลลอฮ์(ซบ.)




ฉันชื่อ คอรี ฮับบัส เกิดในสหรัฐอเมริกา บรรพบุรุษอพยพมาจากยุโรปตะวันตก ฉันรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายและมีคุณค่าเพราะตอนนี้ฉันมีอิสลามในหัวใจ

ก่อนหน้าจะรู้จักกับอิสลาม ฉันรู้สึกไม่มีอะไรเลย ชีวิตฉันได้เปลี่ยนไปเพื่อสิ่งที่ดีกว่า
หลังรับอิสลาม ฉันเรียนจบปริญญาตรีด้านไอที แต่งงานกับชายหนุ่มที่น่ารักที่สุด เรามีลูกด้วยกันสามคน หากมีเวลาว่าง ฉันจะไปช่วยงานของชุมชน ฉันรู้สึกว่าด้วยพลังบริสุทธิ์ที่อัลลอฮมอบให้ ฉันจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ได้เสมอ

และฉันก็ยังรู้ด้วยว่า แม้ชีวิตในตอนนี้จะเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์ แต่วันใดวันหนึ่งอัลลอฮก็จะทดสอบฉันและท้าทายฉันด้วยอุปสรรค สารแห่งอิสลามเป็นสิ่งที่บอกให้ฉันเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ มีศรัทธา และกล้าเผชิญกับความทุกข์ยากในชีวิต อิสลามทำให้ฉันใช้ชีวิตอย่างมีสติ และไม่เคยลืมหลักการของศาสนา, ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่, ที่นำฉันเข้าสู่หนทางแห่งอิสลาม

บทความนี้เป็นการรำลึกถึงหนทางที่ผ่านมา ทางเดินที่นำฉันเข้าสู่อิสลาม. ในความฝันหลายครั้ง ฉันมักฝันว่าตัวเองคลุมฮิญาบ ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่าฮิญาบได้เข้าไปสู่ความเป็นตัวฉันแล้ว เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นมุสลิมของฉัน ฉันเดาว่านี่กระมังที่นำความหมายใหม่ของคำว่า 'ฮิญาบจากภายใน'
ฉันเคยสงสัยว่าตัวเองจะรู้สึกดีหรือเปล่าหากต้องแต่งตัวต่างจากผู้อื่นรอบๆ ตัว แต่ตอนนี้บอกได้เลยว่าไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าจะออกจากบ้านไปได้ยังไงหากไม่คลุมฮิญาบ ภายใต้ฮิญาบฉันพบกับความเป็นส่วนตัว ขอบเขต ศักดิ์ศรี และความรู้สึกปลอดภัย

ฉันมักโดนมองหรือโดนคอมเมนท์ต่อการคลุมฮิญาบ แต่ก็เห็นได้ว่าความรู้สึกของคนที่มีต่อการคลุมฮิญาบของฉันหากไม่เป็นบวกละก้อคือเฉยๆ แต่ไม่มีความรู้สึกเป็นลบ ฉันพบอีกว่าผู้ที่มิใช่มุสลิมจำนวนมากยอมรับว่าฮิญาบคือความสุภาพและความถ่อมตัว ทุกคนยอมรับฉันเป็นอย่างดี

ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้แต่งเครื่องแบบที่ออกแบบโดยอัลลอฮ และเครื่องแบบที่ฉันได้รับมานี้เป็นหนึ่งในเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันได้รับจากสังคมซึ่งผู้หญิงโอ้อวดร่างกายและกลายเป็นวัตถุเพื่อความพึงพอใจของเพศชาย



นาทีแห่งการค้นพบ




How the Bible Led Me to Islam

เขาไม่รู้ว่าคุตบะห์(การเทศนาธรรมในการนมาซวันศุกร์)ครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาเพื่อเขาหรือไม่ แต่เขาคิดว่าเนื้อหาของคุตบะห์ในครั้งนั้นกำลังสื่อสารมาถึงเขา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ประตูแห่งการอภัยโทษของพระผู้เป็นเจ้าจะเปิดกว้างเสมอตราบใดที่มนุษย์ไม่ได้ตั้งภาคีหรือนำสิ่งอื่นมาเทียบเทียงกับพระองค์

หลังจากคุตบะห์บรรดามุสลิมเหล่านั้นก็เริ่มตั้งแถวนมัสการ เขาถามชายคนหนึ่งในแถวว่า “คุณกำลังจะทำอะไร” ชายคนนั้นตอบว่า “เรากำลังจะทำพิธีนมัสการ” เขาถามว่า “นมัสการใคร” ชายคนนั้นตอบว่า “นมัสการพระเจ้า ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกับในไบเบิล พระผู้เป็นเจ้าเพียงหนึ่งเดียว “เขาตอบกลับไปว่า “ใช่ ผมรู้จักพระองค์”

เมื่อเขาเห็นบรรดามุสลิมก้มตัวลงและกราบลงบนพื้น เขาบอกกับตัวเองว่านี่คือการนมัสการ การเคารพสักการะ (worship) นี่ไม่ใช่เพียงการขอพร (prayer) เพราะการขอพร (prayer) คือการขอบางสิ่งบางอย่างจากพระผู้เป็นเจ้า แต่คนเหล่านี้กำลังนมัสการ (worship) พระเจ้าของเขา

เขาเริ่มบอกกับตนเองว่าเท่าที่ผ่านมาเขาไม่ได้ให้ความยุติธรรมกับศาสนาอิสลามเลยเขาอ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มเดียวที่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับอิสลามและไม่เคยคิดจะศึกษาอะไรเพิ่มเติม
เมื่อการนมาซวันศุกร์เสร็จสิ้นเขาจึงเดินเข้าไปหาอิหม่ามและถามว่า “คุณมีหนังสือที่เป็นคัมภีร์ไหม” อิหม่ามตอบว่าเรามีคัมภีร์ที่เรียกว่า อัล-กุรอาน และมีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย เขาถามอิหม่ามว่าเขาจะขออ่านหนังสือเล่มนั้นได้ไหม อิหม่ามตอบว่าได้ เขาจึงนำอัล-กุรอานฉบับนั้นกลับไปที่บ้าน นี่เป็นหนังสือที่เขาไม่เคยอ่านมาก่อนและรู้สึกสนใจมาก

เขาเริ่มอ่านบทแรกคืออัล-ฟาติฮะห์ จากนั้นเขาก็เริ่มอ่านบทอื่น ๆ และเริ่มเห็นชื่อต่าง ๆ เช่น อิบรอฮีม มูซา อีซา และอีกหลายชื่อที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ในอัล-กุรอานเรื่องราวของคนเหล่านี้มีบางอย่างที่แตกต่างไปจากที่เขาเคยอ่านมา เรื่องราวของคนเหล่านี้หลายเรื่องที่เขาเคยอ่านเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ที่น่ารังเกียจของพวกเขา แต่เรื่องราวของคนเหล่านี้ในอัล-กุรอานคือเรื่องราวของบุคคลที่มีคุณสมบัติอันดีเยี่ยม ที่เราสามารถนำมาเป็นตัวอย่างได้ เป็นบุคคลที่ปฏิบัติในสิ่งที่เขาสั่งสอนคนอื่นให้ปฏิบัติ

คืนนั้นเมื่อเขาอ่านเรื่องราวการกำเนิดของพระเยซูหรือนบีอีซา และเรื่องราวที่ชัดเจนเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของแมรี่หรือพระนางมัรยัม เมื่อเขาอ่านซูเราะห์อาลีอิมรอนจบเขาก็มอบหัวใจทั้งหมดให้กับอัล-กุรอาน เขาไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าการเป็นมุสลิมคืออะไร เขารู้เพียงว่าใครก็ตามที่ปฏิบัติตัวตามหนังสือเล่มนี้ เขาต้องการจะเป็นเหมือนผู้คนเหล่านั้น เขาอยากปฏิบัติตนเหมือนบรรดาผู้คนที่เป็นตัวอย่างของความดีงามในหนังสือเล่มนี้

เขาไม่เคยได้อ่านคัมภีร์เล่มใดที่กล้าท้าทายผู้อ่านว่า หากเราไม่เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้เป็นสัจธรรมก็ให้หาข้อพิสูจน์มายืนยัน ทุกอย่างในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวที่เป็นเหตุเป็นผล มีตรรกะ ชัดเจนและตรงไปตรงมา และเขาได้มอบหัวใจทั้งหมดให้กับอิสลาม ในขณะที่เขาอ่านอัล-กุรอานในคืนนั้นนั่นเอง…
สรุปความจากบางตอนในคำบรรยายเรื่อง How the Bible Led Me to Islam โดย Joshua Evans

ข้อมูลจาก https://www.youtube.com/watch?v=IYMKQKSV0bY






วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สถานที่ละหมาดวันอีด สถานที่ใดอัฟฎ้อลกว่า ระหว่างมัสยิดกับลานกลางแจ้ง

ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม
1.หากหมู่บ้านนั้นมีมัสยิด แต่ไม่มีลานกลางแจ้งเลย
2.หากหมู่บ้านนั้นมีมัสยิดแต่แคบ และมีลานกลางแจ้ง
3.หากหมู่บ้านนั้นมีมัสยิด และลานกลางแจ้ง แต่วันอีดนั้นฝนตก ดินแฉะ
4.หากหมู่บ้านนั้นมีมัสยิด และลานกลางแจ้ง และสถานที่ทั้งสอง มีลักษณะกว้าง สามารถบรรจุผู้คนได้เต็มเหมือนๆกัน
5.หากละหมาดอีดที่มัสยิดอัลฮารอม และมัสยิดอัลนาบาวี

ตอบ

เรื่องการละหมาดวันอีดในภาพรวมก็คือ ถ้าในสภาพการปกติ การละหมาดที่ลานกลางแจ้งย่อมดีกว่าการละหมาดในมัสยิดโดยไม่มีข้อขัดแย้ง นอกจากในมัสยิดอัล-หะรอมที่นครมักกะฮ์เพียงแห่งเดียว

 เพราะตลอดชีวิตของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่เคยปรากฏแม้แต่ครั้งเดียวว่า ท่านจะเคยละหมาดอีดในมัสยิดของท่านนอกจากจะออกไปละหมาดอีดที่มุศ็อลลาเท่านั้น

 อนึ่ง ตามที่มีบางรายงานมาว่า ครั้งหนึ่ง มีฝนตก ท่านนบีย์จึงละหมาดอีดในมัสยิด ปรากฏว่า หะดีษบทนี้สายรายงานอ่อนไม่น่าเชื่อถือ

ส่วนถ้าหากมีเหตุการณ์ที่จำเป็นจนไม่สามารถละหมาดอีดที่ลานกลางแจ้งได้ ก็อนุโลมให้ละหมาดอีดในมัสยิดได้โดยไม่มีข้อขัดแย้งเช่นเดียวกัน

วัลลอฮุ อะอฺลัมครับ


การถือศิลอดสุนัต 6 เดือนเชาวาล ไม่มีเงื่อนไขว่า จะต้องถือติดต่อกันทั้ง 6 วัน

ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย
คำถาม
1.จริงหรือไม่ หากไม่ถือศิลอดหกเดือนเชาวาล ในวันแรกนับถัดจากวันอีดิลฟิตรี (วันที่ 2 เดือนเชาวาล) ก็ไม่สามารถถือศิลอดหกในวันถัดไปได้อีก และต้องถือศิลอดติดต่อกันทั้งหกวัน (พอดีบางปีไม่ได้ศิลอดหกติดต่อกัน พอเลยวันที่หกของการถือศิลอด ดิฉันก็ยังถือศิลอดอยู่ มีคนถามบ่อยครั้งว่า บวชอะไรอีก เขาเลยวันบวชมาแล้ว เขารายอหกไปแล้ว)

2.อิจฉามุสลีมะฮฺหลายคนที่เขาศิลอดซุนนะฮฺหกวันเดือนเชาวาลไปพร้อมกับการศิลอดชดในเดือนรอมาฎอน แต่ดิฉันได้ศิลอดที่ขาดในเดือนรอมาฎอนก่อน เมื่อครบแล้ว จึงศิลอดหกวันเดือนเชาวาล บางปีก็ไม่ครบ เพราะอยู่ในช่วงรอบประจำเดือน เมื่อประจำเดือนหมดก็เลยเดือนเชาวาลไปแล้ว อยากทราบว่าการศิลอดของดิฉันถูกต้องตามบทบัญญัติศาสนาไหม

ตอบ

ข้อแรก การถือศีลอดสุนัต 6 วันเดือนเชาวาล ไม่มีเงื่อนไขให้ถือติดต่อกับวันอีดิ้ลฟิฏรี และไม่มีเงื่อนไขว่า จะต้องถือติดต่อกันทั้ง 6 วัน แต่อนุญาตให้ถือวันไหนก็ได้แล้วแต่ความสะดวกภายในเดือนเชาวาลครับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ "เขาว่ากัน" ดังที่คุณถามมาจึงไม่มีหลักฐานครับ

ส่วนข้อที่สอง ถ้าเรามีศีลอดเดือนรอมะฎอนที่ขาด ทางที่ดีควรจะชดใช้ศีลอดรอมะฎอนที่ขาดก่อนจะถือศีลอด "สุนัต" เดือนเชาวาล เพราะการถือศีลอดชดใช้ศีลอดที่ขาดเดือนรอมะฎอนเป็นวายิบ ถ้าเรามัวแต่ถือศีลอดสุนัตก่อนทั้งๆที่มีเวลาและโอกาสที่จะชดใช้ศีลอดวายิบแล้ว แล้วสมมุติถ้าเราเกิดตายลงไปหลังจากบวชสุนัตและก่อนจะถือศีลอดชดใช้ เราจะไปตอบคำถามของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. อย่างไรครับในความบกพร่องข้อนี้ ?? ...




วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ความเชื่อ "สัตว์ใช้ชาติ"

ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

มีคนกล่าวกันว่า
คนที่ทำร้ายสัตว์ไม่ว่าด้วยกรณีจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
ถ้าหากว่าสัตว์ต่างๆนั้นขอดุอาอัลลอฮก็จะทรงตอบรับดุอาของพวกมัน เช่น ชายคนหนึ่งเขาเอาข้าวของปาไปยังเเมวโดยตั้งใจเพื่อจะไล่มัน เเต่ดันกลับไปโดนจุดสำคัญตรงปลายจมูกเลยทำให้มันชักอยู่เป็นพักกว่าจะตาย..หลังจากนั้นผ่านไปชายคนนั้นได้ลูกชายคนหนึ่งเมื่อคลอดออกมาก็ปารกฎว่าปากเเว้งเพดานโว้......อยากทราบเหตุการณ์ดังกล่าวหรือทำนองนี้มีส่วยเกี่ยวข้องกันหรือไม่อย่างไรครับ

ตอบ

ความเชื่อที่ว่า ใครรังแกหรือทำทารุณกรรมสัตว์ตัวใด แล้วจะถูกสัตว์ตัวนั้นเรียกร้องการชดใช้กรรม อย่างภาษาที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "สัตว์ใช้ชาติ" ให้ตัวเองหรือลูกหลานได้รับเคราะห์กรรมในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายๆกันนั้น ไม่ใช่เป็นอะกีดะฮ์หรือความเชื่อของมุสลิมหรอกครับ และมุสลิมก็ห้ามมีความเชื่ออย่างนี้ด้วย เพราะมีสิทธิ์เสียอะกีดะฮ์ได้ครับ .. อิสลามเพียงแต่ห้ามรังแกสัตว์ ห้ามฆ่าสัตว์ใดโดยไม่จำเป็น ยกเว้นเพื่อป้องกันตัวหรือเพื่อเป็นอาหารเท่านั้นครับ และอนุญาตให้ฆ่าสัตว์บางประเภทที่อิสลามส่งเสริมให้ฆ่าได้ครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม .....

การไว้เคราเป็นซุนนะห์ที่เข้าขั้นวาญิบ

ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

คำถาม

สอบถามเรื่องการไว้เคราครับ
1 เป็นซุนนะห์ที่เข้าขั้นวาญิบใช่หรือมั้ย
2 เราสามารถโกนออกได้หรือไม่ ถ้าจำเป็น เช่น เป็นกฏที่ทำงาน ห้ามพนักงานไว้เด็ดขาด

ตอบ


ตามหลักฐานที่ถูกต้อง การไว้เคราเป็นวายิบครับ .. ส่วนกรณีให้เลือกเอาระหว่างงานที่มีกฎห้ามพนักงานไว้เครากับหลักการศาสนาเรื่องวายิบไว้เครา คุณคงให้คำตอบได้เองนี่ครับว่าจะเลือกเอาอันไหน ?? ...

คำถาม
ต้องไว้แบบไหน ล่ะครับ อาจารย์ ..เห็นในสังคม ไว้สั้นยาว โกน คลิบ ไม่ค่อยเหมือนกัน อ่ะครับ..

ตอบ
ผมไม่เจอหลักฐานที่ชัดเจนจากท่านศาสดาในเรื่องนี้ แต่มีรายงานจากท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ.ว่า ท่านจะขลิบส่วนที่เกินจากการกำมือรอบเคราออกครับ ...