อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

ความหมายของ .... ความดี


รุ่นพี่นักทำงานคนหนึ่งบอกว่า บางทีสังคมเราเกิดการแย่งชิงผลบุญเพื่อตัวเอง แต่ละเลยต่อคนรอบข้าง อย่างง่ายๆคือแย่งแถวหน้าเพื่อละหมาดจะได้บุญเยอะๆ แต่แทบไม่เคยช่วยเหลือคนยากจนอะไรเลย ... ไปจนถึงเรื่องการทำฮัจญซ้ำๆซากๆ เพื่อเอาบุญเยอะๆ แต่ไม่สนใจต่อการช่วยเหลือดูแลการสอนอัลกุรอานเด็กๆ ในหมู่บ้านเอาเลย ... แล้วเขาก็เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า .... ความเห็นแก่ตัวในการทำความดี
ไม่กี่วันก่อนผมดูคลิปที่มีการโต้แย้งกันในวงการของศาสนาของคนไม่ใช่มุสลิม มีคำวิจารณ์ของนักวิชาการท่านหนึ่ง ท่านมองว่า คนกำลังถูกชักจูงให้ทำบุญโดยความโลภ โลภต่อผลบุญที่จะได้รับ จนเบียดเบียนชีวิตอื่น ๆ ... เขาเรียกว่า อยากได้บุญแบบมีกิเลสอยู่
ทำให้ผมนึกถึงงานของเชค สัลมาน อัลเอาดะฮฺ ท่านพูดถึงคนหนุ่มสาวที่มุ่งจะทำความดีที่คนจ้องมอง หรือพูดง่ายๆคือ เลือกทำความดีที่ได้ดัง หรือ “ได้หรอย” ว่างั้นแหละ ... ท่านยกตัวอย่าง เด็กหนุ่มในประเทศท่าน ที่ออกไปทำญิฮาด แถมบางคนกลับมาโชว์แผลที่ได้จากสงครามอีก ... หลายคนจึงมองเห็นการทำดีต่อพ่อแม่ เป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไป(เพราะไม่ดัง แถมเป็นความดีที่ดูเชยๆ ) ทั้งที่สมัยท่านนบีได้ให้เด็กหนุ่มบางคนยุติการออกไปร่วมสมรภูมิรบ โดยท่านนบีสั่งว่า ไปญิฮาด(ด้วยการทำความดี)ต่อพ่อแม่ของเจ้า !
ไม่ว่าการทำดีอย่างเห็นแก่ตัว หรือโลภในบุญ หรือเลือกทำดีที่ได้ดัง ... ล้วนแต่มีปัญหา เพราะเป็นการทำดีที่มองเห็นตัวเองเป็นเป้า มากกว่าจะมองเห็นผู้เป็นเจ้า ... เรื่องศาสนิกอื่น ผมไม่ได้แปลกใจ แต่การเป็นมุสลิม เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะการสอนเน้นเป้านั้นชัดเจนมาก คือ “เพื่ออัลลอฮฺ” เท่านั้น
สิ่งนี้สำคัญมาก จนกระทั่งอิม่ามอันนะวาวียฺ ได้วางหะดีษเรื่อง “เหนียต” คือการกระทำต่างๆ ขึ้นอยู่กับเจตนา ไว้เป็นหะดีษแรกในงานสิสีบหะดีษอันโด่งดังของท่าน
แต่นั่นแหละ มันไม่ได้ง่ายเลย ถึงจะเป็นผู้ที่เชื่อในอัลลอฮฺ และกำหนดอัลลอฮฺเป็นเป้าเสมอ เพราะอย่างไรมนุษย์ก็อยู่กับตัวเอง มองเห็นตัวเองได้มากกว่าคนอื่นหรือสิ่งอื่นเสมอ... จนกว่าชีวิตจะตระหนักได้ว่า ชีวิตคืออะไร? ชีวิตของใคร? ชีวิตใครสร้าง? ชีวิตนี้ต้องเดินไปสู่โลกที่เป็นแบบไหน? ชีวิตนี้ดำรงอยู่แบบไหน? ชีวิตนี้อยู่เพื่อสิ่งใดกันแน่?
คำถามพวกนี้ ผมบอกตรงๆ แบบวัยรุ่นว่า โคตรยาก ! เท่าที่เคยเจอมาในชีวิต เรื่องนี้ยากที่สุด ... เหมือนจะง่าย เพราะมีคำตอบจากที่ได้เรียนรู้อยู่แล้ว จึงสบายมาก ตอนที่พูด ตอนที่เขียน แต่เอาเข้าจริงมันยากมากที่จะเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดให้เป็นไปตามคำตอบพวกนี้
จนบางครั้งเคยคิดว่าชีวิตนี้จะทำให้มันนิ่งจริงๆ กับคำตอบพวกนี้ได้หรือป่าวก็ไม่รู้ ... แต่ก็ได้นึกถึงว่า ชาวสลัฟก็เคยโอดครวญอย่างนี้ ตั้งแต่ท่านสุฟยานอัษเษารียฺ มาจนถึงยุคหลังๆ อย่างท่านอิบนุ กอยยิม ต่างก็แสดงให้เห็นว่า ภาวะอารมณ์ที่ให้นิ่งกับเรื่องอัลลอฮฺนั้น มันยากกว่าทุกเรื่อง ... ท่านอิบนุ กอยยิมถึงกับบอกว่า เหมือนไปอยู่ในทะเลกว้างที่หาฝั่งไม่เจอ
การทำความดีด้วยความเห็นแก่ตัว ทำบุญด้วยความโลภ เอาความดีแต่เบียดเบียนคนอื่น ... ล้วนแต่การมองเห็นความดีที่มองไม่เห็นเป้าหมาย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า การมองเห็นผลบุญของความดี และการมองเห็นการลงโทษในนรก จะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง มันต้องคิดถึงตัวเองด้วยแนวคิดเรื่องบาปเรื่องบุญอยู่แล้ว ... แต่ประเด็นคือ การมองเห็นแค่สิ่งเหล่านี้ โดยละเลยต่อเป้าหมายของชีวิตว่า ทำดีจริงๆ ไปเพื่อสถานะการเป็นบ่าวที่ยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ... อัลลอฮฺคือเป้าหมายที่แท้จริงของความดีต่างหาก
การมองที่ขาดเป้าที่ชัดเจน ทำให้เกิดการตีความความดีเข้าหา(ประโยชน์)ตัวเองอยู่างเดียว โดยมองไม่เห็นว่า ความดีมีการกระจายออกไปสู่คนอื่นๆ เป็นความสมดุลที่แสดงถึงความเผื่อแผ่ต่อชีวิตอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ... มันจึงกลายเป็นความดีทีเห็นแก่ตัวเอง หรือแค่โชว์ชีวิตตัวเองไป
ผมว่าไม่เป็นการเสียเวลาเลย ที่จะหาเวลาเงียบๆ ไปนั่งคิดให้มากๆว่า ... ชีวิตนี้ดำรงอยู่ เพื่ออะไรกัน? เพราะไม่เพียงแต่ทำให้เราตอกย้ำว่าชีวิตจริงๆแล้วคืออะไรกัน ? ดำรงอยู่เพื่ออะไร? มันยังช่วยให้เรามองเห็นความหมายที่แท้จริงของการทำความดีในชีวิตอีกด้วย


........
al akh


การตะหฺนึกแก่เด็กทารกที่พึ่งคลอด




ตะหฺนีก (ผ่าปาก) หมายถึง การเคี้ยวอินทผลัม และนำไปป้ายบริเวณริมปากของทารกที่พึ่งคลอด โดยนำอินทผลัมที่เคี้ยวแล้วใส่ที่ปลายนิ้วมือและนำไปใส่ในปากเด็ก และลูบไปทางขวา และซ้ายจนกระทั้่งทั้งปาก ถ้าหาอินผลัมไม่ได้ของหวานอื่นก็ใช้ได้ เหตุผลสำหรับการทำเช่นนี้ เพื่อเป็นการให้กล้ามเนื้อริมฝีปากเด็กแข็งแรง โดยการเคลื่อนไหวลิ้นและปาก ซึ่งจะทำให้เด็กนั้นพร้อมที่จะดูดนมแม่ ให้ทำตะหฺนึกโดยคนที่มีศรัทธามั่นและเป็นคนดี เพื่อหวังได้พรจากเขาและหวังว่าเด็กจะเติบโตเป็นคนที่มีศรัทธามั่นและเป็นคนดี

รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ จากอบู มูสา (ร่อฎียัลลอฮุอัลฮุ) เล่าว่า
"ฉันมีบุตรคนหนึ่ง ฉันนำเขาไปพบกับท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และท่านก็ได้เรียกทารกน้อยว่าอิบรอฮีม และทำตะหฺนีกให้กับทารกน้อยด้วยอินทผลัม และขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺให้กับทารกน้อย และส่งคืนให้กับฉัน" (ศ่อหีหฺ บุคอรีย์ และมุสลิม)

รายงาน จากอบู ฏ้อลหะฮฺ กล่าวกับอนัส บินมาลิก เมื่อครั้งที่ท่านอบู ฏ็อลหะฮฺ เพิ่งได้ลูกชายคนใหม่หลังจากที่เสียลูกไปหนึ่งคนว่า
"ท่านช่วยนำทารกนี้ไปพบท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) พร้อมกับอินทผลัมด้วย เมื่อไปถึงท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้ว ท่านจึงถามว่า มีอะไรมาด้วยหรือไม่ อนัส จึงตอบว่า : มีครับ อินทผลัมจำนวนหนึ่ง รสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) นำอินทผลัมมาเคี้ยวและนำออกมาจากปากของท่าน และใส่ในปากของทารกน้อย และท่านเรียก (ตั้งชื่อ) ทารกน้อยว่า อับดุลลอฮฺ"  (ศ่อหีหฺ บุคอรีย์ และมุสลิม)



อุลมาอฺ แห่งเยอรมันนี




"นี่คือหนังสือเล่มเดียวที่เรามีอยู่ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ผมเข้ารับอิสลาม เป้าหมายของผมคือสรวงสวรรค์ ญันนะตุล ฟิรเดาว์ และอัลกรุอ่านก็คือ ประตูชัยของชีวิตผม ถ้าคุณชอบอิสลาม ก็จงให้ความสนใจกับการเรียนการสอนคัมภีร์อัลกรุอ่าน "
ท่านผู้นี้คือ ปีแอร์ สะลาฮุดดีน โวจล์(หรือ อบูฮัมซะห์) ได้เข้ารับอิสลามเมื่อเดือนมิถุนายน ปี2002 และเคยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย Umm Al-Qura ในนครมักกะห์
.
...ที่ประเทศเยอรมัน เขาเคยเป็นบาทหลวง นักเทศ ที่มีชื่อเสียงมาก หลังจากที่เขาได้เข้ารับอิสลาม เขาได้ทำการดะวะฮ์ในเยอรมัน มีคนเยอรมันเป็นพันๆคนเขารับอิสลาม สาเหตจากการสอนของเขา และทุกวันนี้เขาได้อุทิศชีวิตของเขาเพื่ออิสลาม และเขายังได้ต่อสู้ เรียกร้องถึงสิทธิ ของมุสลิมในเยอรมันอิกด้วย
...ขออัลลอฮ(ซบ.)ทรงเมตตา ช่วยเหลือ และปกป้อง อบูฮัมซะห์ ให้ยืนหยัดมั่นคง ในการพยายาม ในงานศาสนา(ดะวะฮ์) และขออัลลอฮ(ซบ.)ทรงตอบแทนในความพยายามของเขาด้วยเถิด...อามีน



Cr.Muttaqeen Al Islam



วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558

อะไรคือความอดทนที่ดีงาม




ถ้าหากว่าโลกดุนยานี้มีแต่ความง่ายดาย คำว่า ((อดทน)) อาจไม่ใช่สาเหตุหลักในการเข้าสวรรค์
มีคนได้ถามบุคคลที่ดีท่านหนึ่งว่า : อะไรคือความอดทนที่ดีงาม ?

ท่านก็ได้ตอบว่า : ยามที่คุณถูกทดสอบ และหัวใจของคุณกำลังกล่าวคำว่า ((อัลหัลดุลิลลาฮฺ))
.
ข้อความดี ๆ โดย : اقوال اعجبتني••مما قرأت
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ

อะกีดะฮอิหม่ามมาลิก ยืนยันการอยู่เบื้องสูงของอัลลอฮ



มีคนอ้างว่า รายงานจากอิหม่ามมาลิก (ร.ฎ) ที่ท่านยืนยันว่า อัลลอฮ อยู่บนฟ้า เป็นสายรายงานเฎาะอีฟ จริงหรือเท็จ มาดู รายละเอียดต่อไปนี้

قال الإمام عبد الله بن إمام أحمد حدثني أبي رحمه الله، نا سريج بن النعمان، نا عبد الله بن نافع، قال: كان مالك بن أنس يقول:" الله في السماء وعلمه في كل مكان لا يخلو منه شيء "

อิหม่ามอับดุลลอฮ บุตร อิหม่ามอะหมัด กล่าวว่า “บิดาของข้าพเจ้า (ร.ฮ) ได้เล่าข้าพเจ้าว่า สุรัยญ บิน อัลนุอฺมาน ได้เล่าเราว่า อับดุลลอฮ บิน เนียะเฟียะ ได้เล่าเรา โดยเขากล่าวว่า ปรากฏว่ามาลิก บิน อะนัส กล่าวว่า “อัลลอฮอยู่บนฟ้า และความรอบรู้ของพระอง อยู่ในทุกๆสถานที่ ไม่มีสิ่งใด ซ่อนเร้นจากพระองค์

". انظر: "مسائل أحمد من رواية أبي داود 263"، "السنة لعبد الله بن أحمد (1/280) "والشريعة للآجري 289"، "وشرح أصول اعتقاد أهل السنة للالكائي 673"وابن عبد البر في"التمهيد"(7/138).
อะษัร(หะดิษ)ข้างต้นเป็นรายงานที่เศาะเฮียะ แต่มีคนที่คัดค้านการอยู่เบื้องสูงของอัลลอฮ อ้างว่า ผู้รายงานที่ชื่อว่า
عبد الله بن نافع الصائغ (อับดุลลอฮ บิน นาหียะ อัศศอเอียะฆ) ว่าเป็นผู้รายงานที่เฎาะอีฟ เชื่อถือไม่ได้ โดยอ้างคำวิจารณ์ของอิหม่ามอัลอาญะรีย์ ที่ว่า
عن أبي داود: سمعت أحمد يقول: كان عبد الله بن نافع أعلم الناس برأي مالك وحديثه، كان يحفظ حديث مالك كله. ثم دخله بأخره شك
รายงานอบีดาวูด ว่าได้ยิน อะหมัด กล่าวว่า อับดุลลอฮ บิน นาเฟียะ คือ มนุษย์ที่รู้เกี่ยวกับความเห็นและหะดิษของมาลิกยิ่งกว่าใครๆ และเขาทองจำหะดิษของอิหม่ามมาลิกทั้งหมด ต่อมา ความไม่แน่ใจได้เกิดขึ้นกับเขาในบั้นปลายชีวิตของเขา- ดู)ตะฮซีบุต อัตตะฮซีบ 6/98
คำพูดของอิหม่ามอะหมัด (ร.ฮ) ไม่ใช่เป็นหลักฐานที่จะปฏิเสธหะดิษนี้ เพราะมีนักวิชาการหลายท่านได้แสดงออกถึงการเชื่อถือ ในตัวของ อับดุลลอฮ บิน นาเฟียะ เช่น

1. อิหม่ามมุสลิม เป็นผู้หนึ่ง ที่ได้บันทึกหะดิษที่ อับดุลลอฮ บิน นาเฟียะรายงาน ดังที่อิหม่ามอัซซะฮะบีย์ กล่าวว่า
قُلْتُ : وَعَبْدُ اللَّهِ الصَّائِغُ حَدِيثُهُ مُخَرَّجٌ فِي الْكُتُبِ السِّتَّةِ سِوَى " صَحِيحِ الْبُخَارِيِّ
ข้าพเจ้า (หมายถึงอิหม่ามอัซซะฮะบีย)กล่าวว่า “และอับดุลลอฮ อัศศอเอียะฆ นั้น หะดิษของเขา ได้ถูกบันทึกในบรรดาตำราหะดิษทั้งหก อิ่นจากเศาะเฮียะบุคอรี – ดู สิยารอะลามิลนุบะลาอฺ 10/372
2. ยะหยา บิน มุอีน
قال يحيى بن معين في" الجرح والتعديل " 5 / 184،"والسير (10/373): ثقة
ยะหยา บิน มุอีน ได้กล่าวใน อัลญัรหฺวัตตะอฺดีล 5/184 และ อัสสิยาร 10/373 ว่า เชื่อถือได้
3. อิหม่ามอันนะสาอีย
وقال النسائي ( تهذيب الكمال 1/211): ليس به بأس وقال مرة ثقة
และอันนะสาอีย์ กล่าวไว้ ใน ตะฮซีบุลกะมาล 1/211 ว่า เขานั้นไม่เป็นไร และ เขาได้กล่าวครั้งหนึ่งว่า “เชื่อถือได้
4. อบูซุรอะฮ
وَقَال أبو زُرْعَة ( تهذيب الكمال16/210) : لا بأس به.
และอบูซุรอะฮ กล่าวไว้ ใน ตะฮซีบุลกะมาล 16/210 ว่า เขาไม่ไปไร
5. อัลอัจญลีย
وقال العجلى تهذيب التهذيب 6 / 52 : ثقة
และอัลอัจญลีย์ กล่าว ใน ตะอซิบ อัตตะฮซีบ 6/52 ว่า เชื่อถือได้
6. อิหม่ามอิบนุกอเนียะ
وقال الإمام ابن قانع تهذيب التهذيب 6 / 52 : مدنى صالح
และอิหม่าม อิบนุกอเนียะ กล่าวใน ตะฮซีบ อัตตะฮซีบว่า “มะดะนีย์ ศอลิห (หมายถึง
صالح الحديث
7. อัลเคาะลีลีย์
قال الخليلى "تهذيب التهذيب" 6 / 52 : لم يرضوا حفظه ، و هو ثقة أثنى عليه الشافعى و روى عنه حديثين أو ثلاثة .
อัลเคาะลีลีย์ กล่าว ใน ตะฮซีบ อัตตะฮซีบ 6/52 ว่า พวกเขาไม่ยอมรับ การท่องจำของเขา โดยที่เขา เชื่อถือได้ ชาฟิอีได้ชมเชยเขา และได้รายงานจากเขา สองสามหะดิษ
8. อิหม่ามอัซซะฮะบีย์ กล่าวว่า
):هذا حديث ثابت عن مالك رحمه الله، أخرجه عبد الله بن أحمد بن حنبل في كتاب "الرد على الجهمية" عن أبيه، عن سريج بن النعمان، عن عبد الله بن نافع تلميذ مالك وخصيصه.اهــ
นี่คือหะดิษที่ ยืนยัน แน่นอน จาก มาลิก (ร.ฮ) บันทึกโดย อับดุลลอฮ บิน อะหมัด บิน หัมบัล ในหนังสือ อัรรอด อะลัลญะฮมียะฮ “ จากบิดาของเขา จาก สุรัยญฺ บิน อัลนุอฺมาน จาก อับดุลลอฮ บิน นาเฟียะ ศิษย์ของ มาลิกและ คนสนิทของเขา – ดู อัลอะรัช 2/228-229
>>>>>>>>>>
จากรายละเอียดข้างต้น แสดงว่า รายงานของ อับดุลลอฮ บิน นาเฟียะ เชื่อถือได้ ส่วนการอ้างว่าเขา เกิดความไม่แน่ใจในบั้นปลายชีวิต ตามที่มีผู้อ้างว่า เป็นการวิจารณ์ของอิหม่ามอะหมัดนั้น ไม่มีผลต่อความเชื่อถือของเขา เพราะไม่มีการยืนยัน ว่า เวลาที่เขารายงานจากมาลิก เขามีความลังเลในสิ่งที่เขารายงาน และ อะษัร ข้างต้น ยืนยันถึงอะกีดะฮอิหม่ามมาลิก (ร.ฮ) ว่าท่านยืนยันการอยู่เบื้องสูงของอัลลอฮ

والله أعلم بالصواب

..........................
อะสัน หมัดอะดั้ม



อิหม่ามอะหมัดส่งเสริมให้ลูบและจูบหลุมศพนบี ศอ็ลฯ เพื่อตะบัรรุกจริงหรือ?




มีการอ้างว่าอิหม่ามอะหมัดอนุญาตให้ทำการตะบัรรุก ด้วยการลูบหลุมศพ นบี ศอ็ลฯ ขอเท็จจริงเป็นอย่างไร มาดูปราชญ์มัซฮับ หัมบะลีย์ ตัวจริงอธิบายข้างล่าง

อิบนุกุดามะฮ (ฮ.ศ 541 – 620) ปราชญ์อวุโส แห่งมัซฮับหัมบะลีย์กล่าวว่า

وَلَا يُسْتَحَبُّ التَّمَسُّحُ بِحَائِطِ قَبْرِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَلَا تَقْبِيلُهُ ، قَالَ أَحْمَدُ : مَا أَعْرِفُ هَذَا . قَالَ الْأَثْرَمُ : رَأَيْت أَهْلَ الْعِلْمِ مِنْ أَهْلِ الْمَدِينَةِ لَا يَمَسُّونَ قَبْرَ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَقُومُونَ مِنْ نَاحِيَةٍ فَيُسَلِّمُونَ . قَالَ أَبُو عَبْدِ اللَّهِ : وَهَكَذَا كَانَ ابْنُ عُمَرَ يَفْعَلُ
และไม่ชอบ(ไม่ส่งเสริม)ให้ลูบกำแพงหลุมศพนบี ศอ็ลฯ และไม่ส่งเสริมให้จูบมัน ,อะหมัดกล่าวว่า “ฉันไม่รู้จักสิ่งนี้ ,อิบนุ อัลอัษรอม กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเห็น นักวิชาการชาวมะฮดีนะฮ พวกเขาไม่ได้สัมผัส หลุมศพนบี ศอ็ลฯ พวกเขายืนข้างๆ แล้วกล่าวสล่าม อบูอับดุลลอฮ กล่าวว่า เช่นนั้นแหละ อิบนุอุมัร ได้ปฏิบัติ – อัลมุฆนีย 3/559

หาฟิซอิบนุหะญัร (ร.ฮ) กล่าวเกี่ยวกับรายงานของอิหม่ามอะหมัดว่า

فَنُقِلَ عَنِ الْإِمَامِ أَحْمَدَ أَنَّهُ سُئِلَ عَنْ تَقْبِيلِ مِنْبَرِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَتَقْبِيلِ قَبْرِهِ فَلَمْ يَرَ بِهِ بَأْسًا ، وَاسْتَبْعَدَ بَعْضُ أَتْبَاعِهِ صِحَّةَ ذَلِكَ ، وَنُقِلَ عَنِ ابْنِ أَبِي الصَّيْفِ الْيَمَانِيِّ أَحَدِ عُلَمَاءِ مَكَّةَ مِنَ الشَّافِعِيَّةِ جَوَازَ تَقْبِيلِ الْمُصْحَفِ وَأَجْزَاءِ الْحَدِيثِ وَقُبُورِ الصَّالِحِينَ الْأَحْكَامُ الَّتِي تُنْسَبُ إِلَى الدِّينِ لَا بُدَّ مِنْ ثُبُوتِهَا فِي نُصُوصِ الدِّينِ وَكُلُّ مَا لَمْ يَكُنْ عَلَيْهِ الْأَمْرُ فِي زَمَنِ التَّشْرِيعِ وَفِي نُصُوصِ التَّشْرِيعِ فَهُوَ مَرْدُودٌ عَلَى مَنْ يَزْعُمُهُ . وَتَقَدَّمَ قَوْلُ الْإِمَامِ الشَّافِعِيِّ " وَلَكِنَّا نَتَّبِعُ السُّنَّةَ فِعْلًا أَوْ تَرْكًا

ได้ถูกรายงานจาก อิหม่ามอะหมัด ว่าเขาถูกถามเกี่ยวกับ การจูบมินบัร นบี ศอ็ลฯ และการจูบหลุมศพของท่าน แล้วเขาเห็นว่า “ไม่เป็นไร” (อิบนุหะญัรกล่าวว่า) ส่วนหนึ่งของผู้ที่เจริญรอยตามเขา (หมายถึงบรรดาปราชญ์มัซฮับอิหม่ามอะหมัด) เห็นว่า รายงานดังกล่าวห่างใกลความถูกต้อง(เศาะเฮียะ) และรายงานจาก อิบนุอบี ศัยยิฟ อัลญะมานีย์ คนหนึ่งจากบรรดาปราชญ์ มัซฮับชาฟิอีย์ อนุญาตให้จูบเล่มคัมภีร์ อัลกุรอ่าน ,ชิ้นส่วนต่างๆของหะดิษ และบรรดาหลุมศพบรรดาคนดีๆ (หาฟิซอิบนุหะญัรกล่าวว่า) บรรดาหุกุม(กฏข้อบังคับ) ที่อ้างอิงศาสนานั้น จำเป็นจะต้องมีบรรดาตัวบท(หลักฐาน)ทางศาสนามายืนยันมัน และทุกสิ่งที่ไม่มีคำสั่งในสมัยแห่งการบัญญัติศาสนาบัญญัติ และไม่มีในบรรดาตัวบทแห่งศาสนาบัญญัติ มันก็จะถูกตีกลับ ไปยังผู้ที่อ้างมัน (หมายถึงไม่ถูกตอบรับจากอัลลอฮ) และ คำพูดของอิหม่ามชาฟิอี ได้ผ่านมาก่อนหน้านี้แล้วว่า (เขากล่าวว่า ) แต่พวกเราตาม สุนนะฮ ที่ปฏิบัติ และที่ละทิ้ง – ฟัตหุลบารีย 3/475

จากคำอธิบายของหาฟิซอิบนุหะญัรสรุปว่า
1. การที่รายงานว่า อิหม่ามอะหมัด อนุญาตให้ลูบและจูบหลุมศพนบี ศอ็ลฯเพื่อตะบัรรุกได้นั้น บรรดาปราชญ์ที่ตามอิหม่ามอะหมัด เห็นว่า รายงานนั้นห่างใกลจากความถูกต้อง

2. การที่มีปราชญ์มัซฮับชาฟิอีคนหนึ่ง อนุญาตให้จูบ มุศหับ ,ส่วนต่างๆของหะดิษ และบรรดาหลุมศพบรรดาคนดีๆนั้น อิบนุหะญัร วิจารณ์ว่า การอ้าง หุกุมต่างๆของ ศาสนานั้นต้องมีหลักฐาน ทุกสิ่งที่ไม่มีคำสั่ง ไม่มีตัวบท ในศาสนบัญญัตินั้น ไม่ถูกรับรอง

3. อิหม่ามชาฟิอี กล่าวว่า เราจะตามสุนนะฮ ที่นบีทำ และสุนนะฮที่นบีละทิ้ง ซึ่งหมายถึง ปฏิบัติในสิ่งที่นบี ศอ็ลฯปฏิบัติและละทิ้งในสิ่งที่นบีไม่ปฏิบัติ

>>>>>>>>>
จากคำอธิบายข้างต้น จะเห็นได้ว่า รายงานที่อิหม่ามอะหมัดอนุญาตให้จูบหลุมศพนบี ศอ็ลฯนั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง


والله أعلم بالصواب


........................
อะสสัน หมัดอะดั้ม


สุนนะฮตัรกียะฮ ในทัศนะของปราชญ์มัซฮับชาฟิอี





คำว่า “สุนนะฮตัรกียะฮ(السنة التركية،) หมายถึง การที่นบี ศอ็ลฯละทิ้งปฏิบัติ ต่อสิ่งใดๆ ที่ไม่ใช่เรื่อง ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ทั้งๆที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุผลที่จะปฏิบัติ โดยไม่มีอุปสรรค์ใดๆมาขัดขวาง

1. อิหม่ามชาฟิอีย์ (ร.ฮ)กล่าวว่า

وللناس تبرٌ غيره من نحاس وحديد ورصاص فلما لم يأخذ منه رسول الله ولا أحد بعده زكاة تركناه اتباعاً بتركه

และประชาชนมีสินแร่ อื่นจากมัน จาก ทองแดง ,เหล็ก และตะกั่ว เมื่อ รซูลุลลอฮ ศอ็ลฯ และคนหนึ่งคนใดหลังจากท่าน ไม่ได้เอามัน มาเป็นซะกาต เราก็ทิ้งมัน เป็นการปฏิบัติตาม การละทิ้งของท่านนบี – ดู อัรริสาละฮ หน้า 194

อิหม่ามชาฟิอี กล่าวว่า ประชาชน มีทองแดง ,มีเหล็ก และตะกั่ว ท่านรซูลุลลอฮ ศอ็ลฯไม่เก็บซะกาต เราก็ไม่เก็บเหมือนกัน เป็นการเจริญรอยตามในสิ่งที่นบีไม่ปฏิบัติ คือนบีไม่ปฏิบัติ เราก็ไม่ปฏิบัติ

2. อิบนุคุซัยมะฮ (ร.ฎ) ได้กำหนดหัวเรื่องว่า

بَابُ تَرْكِ الصَّلاَةِ فِي المُصَلَّى قَبْلَ الْعِيدَيْنِ وَبَعْدَهَا اقْتِدَاءً بِالنَّبِيِّ وَاسْتِنَانًا بِهِ

บทว่าด้วยเรื่อง การละทิ้งการละหมาด ใน มุศอ็ลลา ก่อนละหมาดอีด ทั้งสองและหลังจากมัน เพื่อปฏิบัติตามแบบอย่างนบี และเป็นการดำเนินตามแบบอย่างนบี – เศาะเฮียะอิบนุคุซัยมะฮ 2/550

กล่าวคือ การทิ้งไม่ปฏิบัติละหมาดสุนัต ณ สถานที่ละหมาด (มุศอ็ลลา) ก่อนละหมาดอีดและหลังละหมาดอีดทั้งสอง เพื่อปฏิบัติตามแบบอย่างนบี คือ นบีไม่ปฏิบัติ ก็ให้ละทิ้งไม่ต้องปฏิบัติด้วย

3. อะบุลมุซฟัรอัสสัมอานีย (ร.ฮ) กล่าวว่า

إذا ترك النبي صلى الله عليه وسلم شيئا من الأشياء وجب علينا متابعته فيه

เมื่อนบี ศอ็ลฯ ละทิ้งไม่ปฏิบัติ สิ่งใดๆ จากบรรดาสิ่งต่างๆ จำเป็นแก่เราจะต้อง ปฏิบัติตามในมันด้วย – เกาะวาเฏาะอัลอะดิลละฮ 1/311

4. อิหม่ามอัรซัรกะชีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่

الْمُتَابَعَةَ كما تَكُونُ في الْأَفْعَالِ تَكُونُ في التُّرُوكِ

การปฏิบัติตามในบรรดาการละทิ้ง นั้น เหมือนกับ การปฏิบัติตามในบรรการกระทำ – อัลบะหรุลมะฮีฏ 4/191

กล่าวคือ การปฏิบัติตามในสิ่งที่นบีทิ้ง ก็เหมือนกับการปฏิบัติตามในสิ่งที่นบีทำ คือ เมื่อนบี ศอ็ลฯ ไม่ปฏิบัติ เราก็ไม่ปฏิบัติ

ข้างต้นคือ ตัวอย่างของการปฏิบัติตามสุนนะฮ ตัรกียะฮ ซึ่งหมายถึง สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ที่นบีไม่ได้ทำแบบอย่างเอาไว้ ไม่ได้ปฏิบัติ เราในฐานะอุมมะฮ ก็ไม่ปฏิบัติเช่นกัน ไม่ใช่ ทิ้งสิ่งที่นบีทำ และพยายามทำ ในสิ่งที่นบีไม่ทำ โดยอ้างเหตุผลตามความเห็นว่า ดี มีความประเสริฐ



والله أعلم بالصواب



.........................
อะสัน  หมัดอะดั้ม