อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อิสลามส่งเสริมให้เด็กแรกเกิดดื่มนมแม่




อิสลามสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อิสลามไม่เพียงแต่ส่งเสริม แต่ยังเรียกร้องบรรดาผู้เป็นแม่ทั้งหลายให้เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจนครบ 2 สำหรับผู้ที่มีความสามารถจะให้ได้ วัยทารกคือช่วงวัยที่เด็กกินนมแม่เป็นอาหารหลักเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เกิดไปจนถึงช่วงปลายของขวบปีที่สอง นั่นคือมีระยะเวลาทั้งหมด 2 ปีโดยประมาณ อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสว่า ความว่า “และมารดาทั้งหลายนั้น จะให้นมแก่ลูกๆ ของนางภายใน 2 ปีเต็ม สำหรับผู้ที่ต้องการจะให้ครบถ้วนในการให้นม” (อัล-บากอเราะฮฺ 2 : 233)

ปัจจัยที่ส่งผลอย่างยิ่งต่อนิสัยของเด็กในช่วงวัยนี้ก็คือ การให้นม บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างยอมรับว่าเด็กทารกนั้น นอกจากจะได้รับประโยชน์จากนมที่เขาดูดแล้วเขายังได้รับอิทธิพลในด้านนิสัยจากแม่นมมาด้วย ผ่านนมที่นางให้เขา มีผู้กล่าวว่า การให้นมนั้นสามารถเปลี่ยนนิสัยได้

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอีกประการคือ ไม่ควรให้นมจากน้ำนมที่หะรอม ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายด้วยค่าตอบแทนที่หะรอม อิมาม อัล-เฆาะซาลีย์ กล่าวว่า แท้จริงน้ำนมที่ได้มาจากสิ่งหะรอมนั้นไม่มีความประเสริฐอยู่เลย เมื่อใดที่ทารกได้รับมันแล้ว เลือดเนื้อของเขาก็จะก่อตัวจากสิ่งที่เลวทราม นิสัยใจคอก็จะเอนเอียงไปสู่สิ่งที่เลวทรามเช่นกัน

การให้นมคือการสื่อสารระหว่างลูกกับแม่ เขาจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยในตักและอ้อมแขนทั้งสองของนาง การให้นมไม่เพียงให้ความอิ่มทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังให้ความอิ่มทางใจใส่แก่เด็กที่โหยหาความรัก การดูแลเอาใจใส่อีกด้วย

สำหรับการนำน้ำนมจากธนาคารน้ำนมมนุษย์ สภาเพื่อการวิจัยและศึกษาค้นคว้าปัญหาศาสนาแห่งยุโรป ได้กล่าวว่า ไม่มีข้อโต้แย้งในเรื่องของหลักกฎหมายอิสลามที่จะเอาน้ำนมในธนาคารน้ำนมมนุษย์มาใช้ประโยชน์เมื่อมีความจำเป็น การใช้ประโยชน์จากน้ำนมนี้ไม่มีผลผูกพันถึงการห้ามแต่งงาน เพราะการเลี้ยงดูทารกด้วย (เป็นแม่นม) เพราะว่าน้ำนมเหล่านั้นได้ถูกผสมปนเปกัน และก็ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของน้ำนมนั้น



ที่มา : หนังสือการแพทย์และการดูแลผู้ป่วยที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิม โดย ยูซูฟ นิมะ, สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ



วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อะกีดะฮสะลัฟเขาจะไม่ถ้ามถึง รูปแบบของสิฟาต


คำอธิบายของอิบนุกะษีร

وقد وردت أحاديث كثيرة متعلقة بهذه الاَية الكريمة والطريق فيها وفي أمثالها مذهب السلف وهو إمراراها كما جاءت من غير تكييف ولا تحريف

“และแท้จริงได้มีหะดีษมากมายที่เกี่ยวข้องกับอายะฮฺอันประเสริฐนี้ และวิธีหรือแนวทาง (การศรัทธา) ทางเกี่ยวกับมันและอายะฮฺที่คล้ายคลึงกันนั้น คือแนวทางสะลัฟ นั่นคือ ทำให้มันผ่านไปดั่งที่มีมา โดยปราศจากการอธิบายรูปแบบวิธีการ (ตักยีฟ) และบิดเบือน (เปลี่ยนความหมายเป็นอื่น) ๗/๑๑๔

 เรื่องเกี่ยวกับสิฟาตอัลลอฮ เขาไม่ถามหรอกครับว่า เป็นอย่างไร เป็นแบบใหน

นี้หรือ ถ้อยคำที่ออกจากปลายลิ้นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ศรัทธา




Siming Awae วาฮาบี ก้นิสัย เหมือนไซตอน รุ้ทั้งรุ้ว่า เขาต้องตกนรก แต่ยังหลอก ลูกหลานอาดัม ไห้เข้านรก พร้อมกับเขา ไม่ต้องเถียงกับาฮาบีหรอกคับ เสียเวลา
>>>>>>>>>>


ผมอ่านข้อความข้างต้น ก็รู้สึกหดหู่ใจ จึงอยากให้ช่วยกันชี้แจงทางวิชาการให้พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย ได้เข้าใจว่า
มุสลิมที่ถูกเรียกว่า "พวกวะฮบีย์ หรือพวกคณะใหม่ หรือ พวกมูดา ไม่ได้เป็นไพร่พล หรือ ทหารของชัยฏอน เพราะไม่มีสักอักษรเดียวที่คนที่ถูกเรียกฉายานี้ เรียกร้องไปสู่แนวทางชัยฏอน แต่สิ่งที่เขาเรียกร้องคือ การกลับมาสู่กิตาบุลลอฮ และสุนนะฮนบี ศอ็ลฯ

สำหรับแนวคิดที่สำคัญของวะฮาบียะฮ์(พวกที่ถูกเรียกว่าวะฮบีย)นั้นพอสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้ คือ

(1) ยึดแนวของอิหม่าม อะห์มัด อิบนุ ฮัมบัล (มัซฮับฮัมบะลีย์) ในเรื่องปลีกย่อยต่างๆ แต่ไม่ยึดแนวทางของอิหม่ามคนใดเป็นเกณฑ์แน่นอนในเรื่องหลักพื้นฐานทั่วไป

(2) เรียกร้องให้เปิดประตูการอิจติฮาด (หมายถึง การวิเคราะห์ และวินิจฉัยหลักฐานต่างๆ ทางศาสนาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อบัญญัติของปัญหาต่างๆ) หลังจากที่ได้ถูกปิดมานานตั้งแต่กรุงแบกแดดแตกจากการโจมตีของพวกมองโกลในปี ฮ.ศ.656 (ค.ศ.1235)

(3) ยืนยันในความจำเป็นที่จะต้องยึดถือคัมภีร์อัลกุรอาน และซุนนะฮ์ (แบบฉบับของศาสนฑูต มูฮัมมัด)

(4) ยึดมั่นในแนวทางของอะฮลิสซุนนะฮวัลญะมาอะฮ์ )

(5) เรียกร้องสู่หลักเตาฮีด (การให้เอกภาพต่อพระผู้เป็นเจ้า) อันบริสุทธิ์ตามแนวทางของกัลญาณชนมุสลิมในยุคแรกของอิสลาม

(6) เน้นหลักการเตาฮีดอัลอัสมาอวัสสิฟาต (การให้เอกภาพต่อพระผู้เป็นเจ้าด้านนามชื่อ และคุณลักษณะของพระองค์)

(7) ต่อต้านสิ่งเหลวไหลและอุตริกรรมทางศาสนาซึ่งแพร่หลายในสังคมอันเนื่องจาก ความโง่งมงายของผู้คน

(8) คัดค้านกลุ่ม ฏอรีเกาะฮ์ซูฟีย์ และ กลุ่ม ตะกัลลีมีน และสิ่งอุตริทางศาสนาที่กลุ่มเหล่านี้สร้างขึ้นมา

(9) ต่อต้านการทำชิริก (ตั้งภาคี) ต่ออัลลอฮ์ ทุกประเภท

(10) ต่อต้านการตักลีด (การตามอย่างคนตาบอด) และเรียกร้องสู่การให้ความรู้การค้นหาหลักฐาน

 (10 ข้อ ข้างต้นคัดจาก ข้อเขียนของ ผศ.ดร. อับดุลเลาะ หนุ่มสุข)

والله أعلم بالصواب

...........................
อะสัน  หมัดอะดั้ม


นึกถึงลูกน้อยในครรภ์ในทางที่ดี



ผู้เป็นแม่ที่กำลังอุ้มครรภ์ เธอจำต้องจินตนาถึงลูกน้อยในแง่ดี ให้นางนึกอยู่เสมอว่าลูกน้อยของตนมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ รูปร่างหน้าตาน่ารักสวยงาม และลูกของนางต้องเป็นลูกที่ศอลิหฺ อยู่ในแนวทางศาสนา ไปพร้อมกับการทำอิบาดะฮฺและดุอาอ์ ซึ่งการจิตนาการถึงลูกในแง่ดีสามารถช่วยให้ผู้เป็นแม่มีสุขภาพจิตที่ดี และสดชื่นเบิกบานอยูเสมอ

ดั่งเช่นนางฮันนะผู้เป็นภรรยาของท่านนบีอิมรอนนางได้ตั้งเจตนาถึงลูกในครรภ์ของนางนั้นเป็นผู้อุทิศตนเผยแพ่ศาสนาของพระเจ้า เป็นผู้รับใช้ศาสนาของพระองค์


إِذْ قَالَتِ امْرَأَتُ عِمْرَانَ رَبِّ إِنِّي نَذَرْتُ لَكَ مَا فِي بَطْنِي مُحَرَّرًا فَتَقَبَّلْ مِنِّي إِنَّكَ أَنتَ السَّمِيعُ الْعَلِيمُ

"จงรำลึกถึงขณะที่ภรรยาของอิมรอน กล่าวว่า โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์! แท้จริงข้าพระองค์ได้บนไว้ว่าให้สิ่ง(บุตร)ที่อยู่ในครรภ์ของข้าพระองค์ ถูกเจาะจงอยู่ในฐานะผู้เคารพอิบาดะฮ์ต่อพระองค์และรับใช้พระองค์เท่านั้น ดังนั้นขอพระองค์ได้โปรดรับจากข้าพระองค์ด้วยเถิด แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอาล อิมรอน 3: 35)

والله أعلم بالصواب

เชคอุษัยมีนกับการอนุญาตการแสดงเพื่อเผยแผ่อิสลามโดยมีเงื่อนไข



สรุปฟัตวาเชคอุษัยมีน รอฮีมาฮุลลอฮฺ

เชคอุษัยมีนอนุญาตการแสดงเพื่อเผยแผ่อิสลามโดยมีเงื่อนไข ซึ่งจากที่ผมได้อ่านและพิจารณาแล้ว พบว่าแทบไม่มีหนัง ภาพยนตร์เรื่องใดทำได้เลย แค่เงื่อนไขแรกสุด ก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะเงื่อนไขของเชคมีดังนี้

1.จะต้องไม่มีการโกหก
2.จะต้องไม่มีการแสดงรับบทบาทเป็นบรรดานบี รอสูล ,เศาะหาบะฮฺ ,บรรดาอิมาม ผู้รู้ที่ทรงคุณวุฒิ วัยวุฒิ ,คนปฏิเสธอิสลาม(กาฟิร)
3.จะต้องไม่เลียนแบบเพศตรงข้าม เช่นชายแสดงเป็นหญิง หญิงแสดงเป็นชาย
4.จะต้องไม่หมกมุ่นกับการสร้างภาพยนตร์ การแสดงมากจนเกินไป หรือ ยึดเอาการแสดงเป็นสื่อในการเผยแผ่อิสลามจนละเลย หย่อนยานในการเผยแผ่อิสลามตามอัลกุรอานและสุนนะฮฺนบี
5.จะต้องไม่ยึดเอาการแสดงภาพยนตร์มาเป็นสื่อเดียวที่เผยแผ่อิสลาม หรือคิดว่า จะเผยแผ่อิสลามได้ต้องใช้การแสดงเท่านั้น
วิจารณ์เงื่อนไขที่อนุญาต
1. การแสดงที่มีการสวมบทบาทคนอื่น ที่ไม่ใช่ชีวิตจริงของผู้แสดง เช่นให้นักศึกษามารับบทผู้พิพากษา หรือ ตำรวจ ถือเป็นการโกหก ดังนั้น ภาพยนตร์ที่มีนักแสดงที่รับบทบาทที่ไม่ใช่เป็นตัวตนของเขาในชีวิตจริงก็คือการโกหก
2. จากเงื่อนไขข้อสี่ บ่งบอกว่าตัวเชคเองก้อไม่ได้เห็นด้วยกับการแสดงอย่างเป็นเรื่องราว หรือทำเป็นงาน เป็นอาชีพ เพราะเชคห้ามหมกมุ่นกับการแสดงมากจนเกินไป หรือทำบ่อยๆ เป็นประจำ เพราะเชคบอกตอนท้ายของฟัตวาว่า การแสดงภาพยนตร์ที่กระทำบ่อยๆ หรือหลายๆเรื่อง เป็นสิ่งต้องห้าม
จากเงื่อนไขที่เชคได้วางเอาไว้นี้ ผมมองว่าแค่เงื่อนไขแรก ภาพยนตร์ทุกเรื่องก้อไม่สามารถหลีกเลี่ยงพ้น
โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ อยากรู้ว่าได้มั้ย คำตอบคงชัดเจนแล้วครับ สำหรับผู้ที่เลือกยึดทัศนะเชคอุษัยมีนตามเงื่อนไขที่ท่านวางไว้
วัลลอฮุ อะอฺลัม
อ่านเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของเชคอุษัยมีน หรือเว็บอื่นๆที่นำฟัตวาเชคอุษัยมีนไปลงในเรื่องนี้นะครับ
แปล/เรียบเรียง อาจารย์ยะห์ยา หัสการบัญชา ( นักศึกษาในระดับปริญญาโทแห่งมหาวิทยาลัย อิสลามมะดีนะฮฺ )

.....................................................
คัดมาจาก อาจารย์ยะห์ยา หัสการบัญชา)





วันนี้ โลกก้าวไกลด้านเทคโนโลยี แต่กลับห่างไกลด้านศาสนา



.. เหล้า ถูกเรียกว่า "เครื่องดื่ม"

.. การพนัน ถูกเรียกว่า "เสี่ยงโชค"

.. เพลง ถูกเรียกว่า "ศิลปะ"

.. สินบน ถูกเรียกว่า "ค่าน้ำชา"

.. การแต่งตัวประเจิดประเจ้อ ถูกเรียกว่า "ความงาม"

.. การโป๊เปลือย ถูกเรียกว่า "เสรีภาพ"

.. การผิดประเวณี ถูกเรียกว่า "ความสัมพันธ์ชั่วคราว"

.. การใช้ให้ทำความดี ถูกเรียกว่า "ความเข้มงวด"

.. การห้ามปรามทำสิ่งผิด ถูกเรียกว่า "การถอยหลังเข้าคลอง"

..." ความก้าวหน้าทางสังคม แม้จะไปไกลเพียงใด ไม่ใช่ความก้าวหน้าที่แท้จริง นอกจากจะต้องสอดคล้องกับบัญญัติทางศาสนาเท่านั้น "...

....." โปรดอย่านำเอาสังคมไปเปลี่ยนแปลงศาสนา เพราะสิ่งเดียวที่จะทำให้ทุกสังคมดีงามและก้าวไกลนั้น มีเพียงศาสนาเท่านั้น ".....


...............................
อ.อับดุลเลาะห์ หนูรัก




วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การแจ้งข่าวดีและแสดงความยินดีแก่ทารกแรกเกิด



เมื่อทารกคนใดได้คลอดออกมาลืมตาดูโลก ตามความประสงค์และความโปรดปรานของอัลลอฮฺตะอาลา เราในฐานะเพื่อนบ้าน หรือญาติใกล้ชิดสมควรอย่างยิ่งที่ต้องให้พี่น้องของเขาพอใจกรณีที่มีบุตรใหม่ โดยการแจ้งข่าวดี และแสดงความยินดีกับบิดามารดาของเด็กที่พึ่งเกิดใหม่ พร้อมกับการขอพรจากอัลลอฮฺให้กับครอบครัวและทารกแรกเกิดนั้น

พระองค์อัลลอฮ์ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

هُنَالِكَ دَعَا زَكَرِيَّا رَبَّهُ قَالَ رَبِّ هَبْ لِي مِن لَّدُنكَ ذُرِّيَّةً طَيِّبَةً إِنَّكَ سَمِيعُ الدُّعَاءِ

"ที่โน่น แหละ ซะกะรียาได้วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาโดยกล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ โปรดได้ทรงประทานแก่ข้าพระองค์ซึ่งบุตรที่ดีคนหนึ่งจากที่พระองค์ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินคำวิงวอน"

فَنَادَتْهُ الْمَلَائِكَةُ وَهُوَ قَائِمٌ يُصَلِّي فِي الْمِحْرَابِ أَنَّ اللَّهَ يُبَشِّرُكَ بِيَحْيَىٰ مُصَدِّقًا بِكَلِمَةٍ مِّنَ اللَّهِ وَسَيِّدًا وَحَصُورًا وَنَبِيًّا مِّنَ الصَّالِحِينَ

"และมะลาอิกะฮ์ได้เรียกเขา ขณะที่เขากำลังยืนละหมาด อยู่ในอัลมิห์รอบ ว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีแก่ท่านด้วยยะห์ยา โดยที่จะเป็นผู้ยืนยันพจมานหนึ่ง จากอัลลอฮ์ และจะเป็นผู้นำและผู้รักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ และเป็นนะบีคนหนึ่งจากหมู่ชนที่เป็นคนดี"
 (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอาล อิมรอน 3: 38-39)


وَلَقَدْ جَاءَتْ رُسُلُنَا إِبْرَاهِيمَ بِالْبُشْرَىٰ قَالُوا سَلَامًا قَالَ سَلَامٌ فَمَا لَبِثَ أَن جَاءَ بِعِجْلٍ حَنِيذٍ

"และแน่นอนบรรดาทูตของเราได้มายังอิบรอฮีมพร้อมทั้งข่าวดี พวกเขากล่าวว่า “ขอความศานติจงมีแด่ท่าน” เขา(อิบรอฮีม) กล่าวว่า ”ขอความศานติจงมีแด่พวกท่าน” ดังนั้นเขามิได้รีรอที่จะนำลูกวัวย่างออกมา" 

فَلَمَّا رَأَىٰ أَيْدِيَهُمْ لَا تَصِلُ إِلَيْهِ نَكِرَهُمْ وَأَوْجَسَ مِنْهُمْ خِيفَةً قَالُوا لَا تَخَفْ إِنَّا أُرْسِلْنَا إِلَىٰ قَوْمِ لُوطٍ

"ครั้นเมื่อเขาเห็นว่ามือของพวกเขาไม่ถึงมัน เขาไม่พอใจและรู้สึกกลัวพวกเขา พวกเขากล่าวว่า “อย่ากลัวเลย แท้จริงเราถูกส่งมายังกลุ่มชนของลูฏ”

وَامْرَأَتُهُ قَائِمَةٌ فَضَحِكَتْ فَبَشَّرْنَاهَا بِإِسْحَاقَ وَمِن وَرَاءِ إِسْحَاقَ يَعْقُوبَ

"และภริยาของเขายืนอยู่แล้ว นางก็หัวเราะเราจึงแจ้งข่าวดีแก่นางด้วย(การได้บุตรชื่อ) อิสฮาก และหลังจากอิสฮากคือยะอ์กูบ"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺฮูด 11:69-71)

ا زَكَرِيَّا إِنَّا نُبَشِّرُكَ بِغُلَامٍ اسْمُهُ يَحْيَىٰ لَمْ نَجْعَل لَّهُ مِن قَبْلُ سَمِيًّا

"โอ้ ซะกะรียาเอ๋ย ! แท้จริงเราจะแจ้งข่าวดีแก่เจ้าซึ่งลูกคนหนึ่ง ชื่อของเขาคือยะห์ยา เรามิเคยตั้งชื่อผู้ใดมาก่อนเลย" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺมัรยัม 19: 7)

เมื่อตอนท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กำเนิดนั้น สุวัยบะฮฺได้แจ้งข่าวดีนี้แก่นายทาสของนางคือ อบู ละฮับ และอบู ละฮับนี้ก็เป็นลุงของท่าน นางกล่าวแก่เขาว่า ; อับดุลลอฮฺได้บุตรชายคืนนี้ ดังนั้นอบู ละฮับจึงปล่อยให้นางเป็นไทเพราะความสุขใจที่เขาได้รับ จากความดีที่เขาได้ทำนี้หลังจากที่เขาตายไปแล้ว อัลลอฮฺได้ให้เขาดื่มน้ำหวานฉ่ำที่ไหลจากรูเล็กๆใต้นิ้วโป้งของท่านรสูลุลลอฮฺ" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์)

เกี่ยวกับเรื่องการแสดงความยินดีในตอนที่กำเนิดบุตรนั้น อิมามอิบนิ กอยยิม ได้อ้างคำพูดของอบูบักรฺ อิบนิ อัลมุนซิรฺในหนังสือของเขาที่ชื่อ "ของขวัญสำหรับผู้เป็นที่รัก" ที่กล่าวว่า เราอ้างคำพูดของอัลหะสัน อัลบัศรีย์ ที่กล่าวเมื่อมีชายคนหนึ่งมาหาท่าน ในขณะที่ท่านอยู่ต่อหน้าชายผู้หนึ่งกับเด็กที่เกิดใหม่ ชายคนนั้นกล่าวว่า
"ขออัลลอฮฺโปรดประทานพรให้กับอัศวินของท่าน ท่านหะสันกล่าวว่า : ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนนี้จะเป็นอัศวิน หรือเป็นลา ชายคนนั้นจึงกล่าวตอบว่า : แล้วจะให้ฉันกล่าวว่าอย่างไร ท่านหะสันกล่าวว่า ; จงกล่าวว่า ขออัลลอฮฺคุ้มครองของขวัญของท่าน และขอให้ท่านขอบคุณพระองค์ผู้ทรงประทาน และปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ และขอให้เด็กคนนี้เติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ การแจ้งข่าวดี และการแสดงความยินดีจะต้องมีให้กับเด็กทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย" 

เชคอับดุลลอฮฺ นาสิหฺ อุลวาน กล่าวว่า
"ควรที่มุสลิมจะรีบแสดงความยินดีกับญาติพี่น้องและมิตรสหายของเขา และขอพรจากอัลลอฮฺให้แก้เขาทั้งสองและแก่เด็กที่เกิดใหม่ เมื่อได้รับทราบข่าวว่า เขามีลูกในทุกๆครั้ง ทั้งนี้เพื่อทำให้เกิดความดีใจแก่บิดามารดาของเด็ก กระชับและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสายสัมพันธ์ิันดีงามระหว่างครอบครัวในสังคม" (ตัรฺบิยะตุล-เอาลาด ฟิล-อิสลาม เล่ม 1 หน้า 68, ดารุลอิสลาม, เบรุต เลบานอน 1893)


والله أعلم بالصواب