อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เหตุใดสตรีจึงร้องไห้ (ไม่มีเหตุผล)


.
.


เด็กชายคนหนึ่งถามแม่ว่า “แม่ครับ ทำไมแม่ถึงร้องไห้”

“เพราะแม่อยากจะร้อง” ผู้เป็นแม่ตอบ

“ผมไม่เข้าใจเลย” เด็กชายพูดขึ้นมา

แม่ดึงเด็กชายมากอดและพูดว่า “หนูไม่มีวันเข้าใจหรอก ลูก”

หลังจากนั้น เด็กชายจึงไปถามพ่อแทน “พ่อครับ ทำไมแม่ถึงร้องไห้ไม่มีเหตุผล”

“ผู้หญิงทุกคนก็มักจะร้องไห้ไม่มีเห็นผลอย่างงี้แหละ ลูก” พ่อตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

เด็กชายยังคงสงสัยว่าทำไมผู้หญิงถึงร้องไห้ ท้ายที่สุดเขาจึงตัดสินใจถาม “เชคอาวุโส” ผู้มีความรู้ดีท่านหนึ่ง “ท่านต้องรู้คำตอบนี้แน่ๆ” เด็กชายคิด

“เชคครับ! ผมอยากทราบว่า ทำไมผู้หญิงถึงร้องไห้ง่ายจังเลยครับ”

เชคตอบว่า “ครั้งเมื่ออัลลอฮฺได้สร้าง “สตรี” ขึ้นมานั้น พระองค์ทรงทำให้พวกนางนั้นมีความพิเศษในตัวเอง พระองค์ทรงทำให้ไหล่ของนางนั้นแข็งแรงพอที่จะแบกรับน้ำหนักของโลกทั้งใบได้ อีกทั้งประทานแก่นางซึ่ง “ความนุ่มนวลมีเมตตา” เพื่อที่พวกนางนั้นจะคอยสร้างความสบายใจ (แก่คนรอบข้าง), พระองค์ทรงประทาน “ความเข้มแข็ง” ไว้ภายในตัวนาง เพื่อให้มีความอดทนต่อความเจ็บปวดยามที่พวกนางให้กำเนิดบุตร, และอดทนต่อการถูกปฏิเสธหรือการทอดทิ้งจากบุตรของนาง, พระองค์ทรงประทาน “ความแกร่ง” แก่นางเพื่อช่วยให้พวกนางนั้นสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ในยามที่คนรอบข้างตัวนางต่างหมดหวังและละทิ้งทุกอย่าง อีกทั้งพวกนางยังต้องคอยดูแลครอบครัวในขณะที่พวกนางเองก็เจ็บป่วยและเหนื่อยล้าหากแต่นางไม่เคยบ่น, พระองค์ทรงประทาน ”ความอ่อนโยน” แก่พวกนางเพื่อที่พวกนางจะคอยมอบความรักความเข้าใจแก่บุตรของนางไม่ว่าจะอยู่ภายใต้สถานการณ์ใดๆ หรือแม้ว่าบุตรของนางจะทำร้ายจิตใจนางเพียงใดก็ตาม, พระองค์ทรงทำให้พวกนางมี “ความอดทน” แบกรับกับความผิดพลาดต่างๆ ของสามี และทรงสร้างนางจากซี่โครงของสามีนางเพื่อคอยปกป้องดูแลจิตใจเขา,
พระองค์ทรงประทานซึ่ง “สติปัญญา” เพื่อให้พวกนางตระหนักว่าแท้จริงแล้วสามีที่ดีนั้นย่อมไม่ทำร้ายนาง หากแต่บางครั้งก็มีการทดสอบความเข้มแข็งของนางและสุดท้ายการตัดสินใจของนางก็คือการคอยอยู่เคียงข้างเขาอย่างยืนหยัดและมั่นคง

แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ทำให้พวกนางต้องมี “น้ำตา”

และนี่แหละคือ “น้ำตาของนาง” และมีเพียงแค่สิ่งนี้เท่านั้นที่พวกนางจะใช้มันเมื่อไหร่ก็ได้ยามที่พวกนางต้องการ พวกนางไม่มีเหตุผล ไม่มีคำอธิบาย เพราะ “น้ำตา” เป็นของนาง”

ตอนนี้หนูเข้าใจแล้วใช่ไหมว่า “ความงามของสตรีนั้นไม่ได้อยู่เสื้อผ้าที่พวกนางใส่ หรือความสวยบนใบหน้าของนาง หรือวิธีการหวีผมของนาง ความสวยของพวกนางนั้นสามารถมองเห็นได้จาก “แววตา” เพราะมันเป็นประตูไปสู่หัวใจของนาง สถานที่ที่เต็มไปด้วย “ความรัก”

เด็กชายได้รับคำตอบแล้ว และเด็กชายก็ไม่เคยถามคำถามนี้อีกเลย
..

..
.....................................................
แปลจาก Why Women Cry www.lutonmuslims.co.uk


วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การทำความสะอาดภาชนะของต่างศาสนิก



ภาชนะที่วาญิบ(จำเป็น) จะต้องทำความสะอาดด้วยน้ำเจ็ดน้ำ และหนึ่งในเจ็ดน้ำน้ำนั้นต้องเป็นน้ำดิน มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้น คือกรณีที่สุนัขเลียภาชนะ

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ)เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"เมื่อสุนัขดื่ม(น้ำ)ในภาชนะของบุคคลหนึ่งในหมู่พวกท่าน เช่นนั้นเขาจงล้างภาชนะนั้น 7 ครั้ง" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 167)

ส่วนกรณีของสุกรเลียภาชนะนั้น ตามหลักฐานหะดิษกล่าวเพียงการเลียของสุนัขเท่านั้น โดยมิได้กล่่าวถึงการเลียของสุกร ซึ่งตามหลักฐานจากอัลกุรอานกล่าวห้ามการรับประทานเนื้อสุกรเท่านั้น

แต่ทว่านักวิชาการมัซฮับชาฟิอีย์ได้รวมบทบัญญัติการเลียภาชนะของสุกรกับการเลียของภาชนะของสุนัขเป็นบทบัญญัติเดียวกัน กล่าวคือต้องล้างด้วยน้ำเจ็ดครั้ง ครั้งแรกให้เป็นน้ำดิน

ซึ่งทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่าเงื่อนไขของการล้างภาชนะด้วยน้ำ 7 ครั้ง ครั้งแรกให้ล้างด้วยน้ำดินมีเพียงกรณีที่สุนัขเลียหรือดื่่มในภาชนะเท่านั้น

รายงานจากท่านอบู ษะอฺละบะฮฺ อัลคุชะนีย์ ได้ถามท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่า
"พวกเราเดินผ่านกลุ่มชาวคัมภีร์ในขณะที่พวกเขาปรุงอาหารในหม้อไหของพวกเขาด้วยเนื้อสุกร และพวกเขาดื่มสุราในภาชนะของพวกเขา ท่านรสูลกล่าวตอบว่า : หากพวกท่านพบภาชนะอื่น จากภาชนะ (ของชาวคัมภีร์) พวกท่านจงรับประทานและจงดื่มจากภาชนะนั้น แต่หากว่าไม่พบภาชนะอื่นจากภาชนะของชาวคัมภีร์แล้วไซร์ พวกท่านจงล้างด้วยน้ำ จากนั้นพวกท่านจงกินและดื่ม(จากภาชนะของชาวตัมภีร์เถิด)" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวูด เลขที่ 3342)


รายงานจากยาบิร ได้กล่าวว่า
“พวกเราได้เคยออกไปทำสงครามพร้อมกับท่านรสูล และพวกเราได้เอาภาชนะและถุงหนังใส่น้ำของมุชริกิน(พวกตั้งภาคี) พวกเราได้นำมาใช้ โดยท่านรสูลไม่ได้ตำหนิพวกเรา”
(บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด)

ท่านรสูลุลลอฮ์ ได้ถูกถามถึงหม้อหุงต้มของพวกบูชาไฟ(คือพวกที่ยึดถือว่า โลกนี้มีต้นกำเนิดอยู่สอง ได้แก่แสงสว่าง และความมืด แสงสว่างคือความดี ความมืดคือความชั่วร้าย) ท่านตอบว่า “พวกท่านจงล้างมันให้สะอาดและจงใช้มันในการหุงต้ม”
(บันทึกหะดิษโดยติรฺมีซีย์)


ท่านค็อฏฏอบบีย์กล่าวว่า
"เป็นที่ทราบแล้วว่า สภาพของปฏิเสธย่อมหุงหาอาหารในภาชนะของพวกเขาด้วยเนื้อสุกร และดื่มสุราจากถ้วยแลก้วของพวกเขา ฉะนั้นจึงไมอนุญาตให้นำภาชนะของพวกเขาให้ทำคอาหารหรือดื่ม ยกเว้นต้องล้างและทำความสะอาดให้หมดเสียก่อน" (หนังสือ ฎเอานุลมะอฺบูด" เล่ม 5หน่้า 224)


ภาชนะของต่างศาสนิกที่ใช้ในการต้มหมู หรือบรรจุสุรา หรือบรรจุอื่นๆ หากมุสลิมจะนำภาชนะนั้นมาใช้ปรุงหรือใช้รับประทานอาหาร เพียงแค่ล้างด้วยน้ำให้สะอาดโดยมั่นใจว่ามันสะอาดแล้วก็เพียงพอแล้ว (หนังสือ "อัสสุลูกุล อิจญ์ติมอีย์ ฟิล อิสลาม" โดยหะซัน อัยยูบ หน้า 393)

และหากมีบุคคลหนึ่งกล่าวว่า "คนกาเฟรฺหรือมุชริกร่างกายของพวกเขาเป็นนะญิส ดังนั้นภาชนะของพวกเขาก็ต้องเป็นนะญิสด้วยเช่นกัน
ดังหลักฐานจากอัลกุรอาน สูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ อายะที่ 28 ความว่า
"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงบรรดามุชริกนั้นเป็นะญิส"

คำว่า "นะญะสุน" ที่ถูกกล่าวในอายะฮฺดังกล่าว มิได้หมายถึงร่างกายของคนกาฟิรฺหรือมุชริกเป็นนะญิส แต่อย่างใด แต่ข้อความดังกล่าว นะญิส(สกปรก)ทางด้านความเชื่อ(อะกีดะฮฺ)ต่างหาก เนื่องจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา เป็นความสกปรกทางด้านยึดมั่น และปฏิเสธพระองค์อัลลอฮ์ เช่นนั้นพวกเขาประหนึ่งความสกปรกนั้นเอง" (หนังสือ "ศ็อฟวะตุตตะฟาสีรฺ" เล่ม 1 หน้า 530)

الله أعلم بالصواب




งูหัวคน





"งูหัวคน" หรือที่เขาเรียกกันว่า "อูลาซูเว" ที่อ้างเล่าลือว่าถูกสาปแช่ง

เกิดจากการตัดต่อชิ้นส่วน หัวคล้ายลิงทามาริน หรือไม่?


เห็นพี่น้องเรา บรรจุใส่กล่องใส อย่างดี

ใครมาชม ก็หยอดใส่เงินกัน ทีละนิด ทีละน้อย
ไม่สบายใจครับ.....

เกรงจะมีความเชื่อกัน มันส่งผลต่อเรื่อง อากีดะห์

นาอูซุบิลลาฮิมินซาลิก

เรื่องนี้ เคยเป็นข่าวมา ตั้งแต่ปี 2552 
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000071048

มุอฺมิน จงใช้วิจารณญาณในการฟัง และไปชม อย่าตกเป็นเหยื่ออะไรง่ายๆ



















กลุ่มคนที่ใช้จำนวนเป็นเกณฑ์ในการวัดความถูกต้องและสัจธรรม



เนื่องจากมีการโพสต์ในไทม์ไลน์ส่วนตัวของผมเกี่ยวกับ วาฮาบี และต้องการรับรู้ถึงข้อเท็จจริง ซึ่งผมไม่อยากเล่ารายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับวาฮาบี เพราะผมเชื่อว่า เชคมูหัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ และผู้ที่เห็นด้วยกับท่าน เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ของอะกีดะห์ เป็นกลุ่มที่ยึดมัซหับอิหม่ามอะห์มัดทางด้านฟิกฮ์เป็นหลัก ไม่ได้เป็นกลุ่มที่ถูกสร้างโดยยิวตามที่สื่อชีอะห์ได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่คนที่บริโภคสื่อ ที่มีความเกลียดชังอยู่แล้วต่อกลุ่มนี้ กลับไม่แยกแยะและไม่ตรวจสอบ แต่บริโภคแบบเต็มๆ เนื่องจากสิ่งนั้นตรงกับความต้องการและอารมณ์ของตัวเอง

เรื่องความถูกต้องและความผิดพลาดนั้น ใครๆก็มีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องไหนก็ตาม แต่เกณฑ์ในการวัดความถูกต้องนั้น ไม่ใช่เพราะความถูกต้องอยู่กับคนจำนวนมาก มันช่างไร้ซึ่งวิชาการจริงๆ เมื่อมีกลุ่มคนอ้างว่า ความถูกต้องและสัจธรรมนั้น จะอยู่ควบคู่กับคนจำนวนมาก เนื่องจากผลการวิจัยปรากฏว่า มุสลิมในโลกนี้มีจำนวน 1.5 พันล้านคน ซึ่งเป็นรองจากชาวคริสต์ที่มีจำนวน 2.1 พันล้านคน ในขณะที่ 1.1 ล้านคนเป็นกลุ่มคนที่ไม่นับถือศาสนาครองอันดับสามของโลก หากสัจธรรมตามจำนวนคน แน่นอนศาสนาที่มีจำนวนคนที่นับถือมากกว่านั้นย่อมมีความสัจจริงและเป็นศาสนาที่ถูกต้อง ซึ่งมันคงเป็นไปไม่ได้สำหรับเราชาวอิสลาม และยิ่งใกล้วันกิยามะห์แล้ว นะบีบอกว่า วันกิยามะห์จะเกิดขึ้นในขณะที่ผู้คนไม่รู้จักอัลลอฮฺ แสดงให้เห็นว่า ต่อไปข้างหน้า คนที่ไม่นับถือศาสนา จะครองโลกนี้แน่นอน

ดังนั้น กลุ่มคนที่ใช้จำนวนเป็นเกณฑ์ในการวัดความถูกต้องและสัจธรรมนั้น ไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่ไร้ซึ่งวิชาการอย่างเดี่ยว แต่เป็นกลุ่มคนที่ไม่มีหัวคิด สิ่งที่คิดอย่างเดี่ยว คือ ทำอย่างไรให้คนที่ไม่มีสมองคิดติดแหที่ได้วางไว้

ทั้งๆที่อิสลามและนักวิชาการอิสลามทั้งหมดก็ได้เห็นพ้องต้องกันว่า อัลกุรอานและสุนนะห์คือแหล่งที่มาของความถูกต้องและสัจธรรมทั้งหลาย

สิ่งที่เป็นข้อสังเกตจากสื่อต่างๆนั้น ผู้ที่ว่าร้ายกลุ่มวาฮาบีถึงขนาดกล่าวหาว่าเป็นกาฟิร เป็นกลุ่มคนที่มีความเห็นที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในประเด็นหลักๆ เช่น ประเด็นอะกีดะห์ และประเด็นการขอพร ณ กุโบร์ เป็นต้น ซึ่งผู้ที่มีสติปัญญาจะไม่ตัดสินข้างหนึ่งข้างใดว่าถูกหรือผิด จนกว่าเขาจะมีความรอบรู้เกี่ยวกับทั้งสองฝ่ายและประเด็นที่ทั้งฝ่ายเห็นต่าง ว่า มันถูกหรือผิดอย่างไร หากเขาไม่รู้ แน่นอนการเงียบและศึกษาค้นหาความรู้ต่อไปคือแนวทางสำหรับผู้ที่แสวงหาสัจธรรม ซึ่งต่างจากแนวทางของกลุ่มคนที่ต้องการฟิตนะห์ อะไรที่จับได้ก็โยนทันทีทันใด

อีกข้อสังเกตหนึ่งที่น่าขำมากๆ คือ เมื่อกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับวาฮาบี กลับเอาประเด็นปลีกย้อยในเรื่องฟิกฮ์ นำมาเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเป็นวาฮาบี เพื่อเชิญชวนพี่น้องมุสลิมคนอื่นๆที่เห็นสัญลักษณ์นั้น ร่วมขบวนในการเกลียดชังพี่น้องมุสลิมด้วยกัน และเกิดความแตกแยกในสังคมมุสลิม เช่น เมื่อมีคนไม่อุศ็อลลี หรือ ไม่อ่านกูนูต หรือไม่อ่าน บิสมิลละห์ เขาผู้นั้น คือ วาฮาบี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความโง่เขลาและไร้ซึ่งวิชาการ เพราะการไม่กระทำสิ่งเหล่านั้นแท้จริงแล้วเป็นทัศนะของอุลามาอฺเสียงส่วนมากที่ยึดหลักฐานที่มีน้ำหนักกว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากการเคลื่อนไหวของเชคมูหัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ แต่อย่างใด

และข้อสังเกตสุดท้าย คือ กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มนี้ มักจะเอาข้อมูลจากฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว มาโจมตีกลุ่มนี้ ทั้งๆที่หลักวิชาการอิสลามมองว่า ไม่ควรนำข้อมูลจากฝ่ายหนึ่งที่มีความขัดแย้งกันมาตัดสินอีกฝ่ายที่เห็นต่างจากฝ่ายนั้น เพราะคนที่มีความขัดแย้งกันมักไม่เป็นกลางในการนำเสนอข้อมูล จึงจำเป็นสำหรับผู้บริโภคข้อมูลจะต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งจะเห็นได้จากแหล่งอ้างอิง หากแหล่งอ้างอิงนั้นเป็นคู่กรณี ความน่าเชื่อถือก็จะลดลง จนกว่าจะมีหลักฐานที่ชี้ชัด
ดังนั้น ผมขอนะศีหะห์ตัวเองและพี่น้องชาวเฟสทุกท่านว่า อย่าได้รีบร้อนสรุปและด่วนตัดสินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนกว่าท่านจะมีความรู้รอบด้าน จากหลายๆแหล่งข้อมูล เพราะท่านถูกสร้างมาเพื่อทำอิบาดัต ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อตัดสินคนนั้นคนนี้ว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ จงเตรียมเสบียงของท่านมากที่สุดเท่าที่จะเตรียมได้ แล้วอย่าได้ดึงผู้คนทั่วสารทิศมาเป็นคู่กรณีกับท่าน เพราะท่านและพวกเขาจะต้องถูกตัดสิน ณ อัลลอฮฺแน่นอน

ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในโลกดุนยาและอาคีระห์ อามีน

.......................
Iprohem Suemae
(ผศ.ดร.อิบรอเฮม สือแม)

เอาประเด็นปลีกย่อยศาสนามาแบ่งแยกพี่น้องมุสลิม


"ผู้เอาประเด็นปลีกย่อยมาเป็นสัญลักษณ์ความเป็นวาฮาบี
 เพื่อเชิญชวนพี่น้องมุสลิมอื่นๆ ให้ แตกแยก ให้เกลียดชังพี่น้องมุสลิมด้วยกัน
เช่น คนไม่อุศ็อลลี หรือ ไม่อ่านกูนูต หรือไม่อ่าน บิสมิลละห์ เขาผู้นั้น คือ วาฮาบี
 ซึ่งบ่งบอกถึงความไร้ซึ่งวิชาการ
 การไม่กระทำสิ่งเหล่านั้น ที่จริงแล้วเป็นทัศนะอุลามาอฺส่วนมากที่ยึดหลักฐานที่มีน้ำหนักกว่า
 ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากการเคลื่อนไหวของเชคมูหัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ แต่อย่างใด"

(ผศ.ดร.อิบรอเฮม สือแม)

ผู้ปลอมหะดิษ



มีอยู่วันหนึ่ง อิหม่ามสะยูตี(อิหม่ามสังกัดมัซฮับชาฟีอี)ได้จับคนๆหนึ่ง ซึ่งเขาได้ทำฮาดิษปลอมมากมาย แหละเขาก็สาราภาพด้วยเขากุฮาดิษมา อิหม่ามถาม ทำไมเจ้าทำฮาดิษปลอม เจ้าไม่รู้หรอกนบีบอกว่าหากใครทำฮาดิษปลอม ก็จะต้องจองที่นั่งในนรก เขาบอกว่าเขารู้แล้ว อิหม่ามถาม อ้าวแล้ว ทำไมเจ้าถึงทำเล่า? เขาตอบว่า ก็เพราะมีคนชอบถกเรื่องฟิกของอาบูฮานีฟะห์ จนไม่มีเวลาจะอ่านกุรอ่าน ฉันก็เลยทำฮาดิษปลอม

ถึงความดีของอ่านกุรอ่านบลาๆๆๆๆเพื่อจะให้ขยันอ่านกุรอ่าน

=ชี้แจง อีหม่ามสะยูตีกล่าวว่า เขาเนียตดี แต่นี่แหละที่นบีได้ให้นิยามของคนที่ทำดีโดยประดิษฐ์ฮาดิษปลอมอย่างสวยงาม เพื่อให้ดูดี คนแบบนี้แหละอาจเข้านรกโดยไม่มีทางออก

 เนื่องจากอิหม่ามฮารอมัยกับลูกเขามีอยู่วันนึงได้ทะเลาะกัน อิหม่ามฮารอมัยบอกว่าคนที่กุ บุกเบิกทำฮาดิษปลอม คนๆนั้นเป็นกาเฟร เนื่องจากเขาได้ทำวะห์ยูศาสนา เพราะวะห์ยูต้องมาจากอัลลอฮและนบี เขาทำแสดงว่าเป็นกาเฟร

 แต่ลูกของอิหม่ามฮารอมัยแย้งมาว่า "พ่อพูดแบบนี้ไม่ได้ จะฮูกมคนเป็นกาเฟรไม่ได้"เนื่องจากนบีพูดว่าเข้านรก แต่ไม่ได้พูดว่ากาเฟร ซึ่งคนเข้านรก มีทั้งเข้าแล้วไม่ออกและออกจากนรก ดังนั้นคนทำฮาดิษปลอมบาปใหญ่ หากอัลลอฮไม่ให้อภัยก็ไม่มีทางออก หากให้ออกแล้ว ความนานของการเข้านรก เหมือนกับไม่ได้ออก ส่วนอิหม่ามบูคอรีกล่าวว่าฮาลาลเลือดคนนั้น(อนุญาติให้ฆ่าเพราะไม่ใช่คนอิสลาม)เพราะเป็นผู้ริเริ่มทำฮาดิญปลอม ส่วนเราๆหากเป็นคนตามหรือฮาดิษปลอมโดยไม่รู้ตัว ก็จะไม่โดนหางเลข เพียงแต่บาปเพราะไม่ได้เรียนเท่านั้น

เรื่องเมาลิด



แฉเรื่องเมาลิดซีรี่๔
เราลองสังเกตเวลาอ่านอัตติริลลาฮฮุมมาก็อบรอฮุลการีม แล้วจะมีคนให้ท้ายว่าต็อยยิบๆๆๆ เเล้วศอลลัลลอฮเอ่ยเป็นทำนองคล้ายเพลง เเล้วสาดพรมน้ำหอม จนครื้นเครง นั่งลงแล้วอ่านเเละฟังรอวีต่อ จบตบท้ายด้วยการกินอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญ
แต่อุสตะหวันเรียนจากมาดีนะห์กลับมาแย้งว่า โอ้บรรดาท่านๆทั้งหลาย ที่อ่านหนังสือบัรซันญีนั้นคืออไร มันมีดีอะไรในนั้น
คำถาม=ท่านเป็นคนมาลายูหรืออาหรับ
คำตอบ=คนมาลายูครับ
คำถาม=อ้าวแล้วท่านที่อ่านหนังสือดังกล่าวนี้ภาษาอาหรับ ท่านรู้หรือเปล่าว่าความหมายคืออะไร
คำตอบ=ไม่รู้
ชี้แจง=อับตาดิอุลอิมลาะ อาบิสมีซาติลอาลียะห์ อะไรคือความหมายของซาติลอาลียะห์ นี่มันมุชตาร็อก มันเป็นการตั้งภาคีกับอัลลอฮ
ไม่ว่าจะเป็นความหมายแรก ซาตที่สูงส่ง หรือความหมายที่สอง ซาตอาลีที่สูงส่ง แต่ถ้าซาตอัลลอฮสู่ง
لابأس
ไม่เป็นไร แต่ถ้าความหมายซาตอาลีที่สูงส่งแล้วละก็ ต้องมีปัญหาแน่นอน เพราะความหมายในเทรรศนะชีอะห์ ลาอาลี อิลลาอาลี อันตัลอาลีเฟากอลอาลี=ไม่มีอาลีนอกจากอาลี เจ้าคืออาลีอยู่บนอาลี
อธิบาย=ในที่นี้มีสองอาลี ๑)อาลีที่แปลว่าอัลลอฮ อัลอาลียุลอาซีม
๒)และอีกความหมายหนึ่งนั้นคืออาลีที่เป็นสัยยีดีนาอาลี
ดังนั้นเมื่อเวลาชีอะกล่าวคำว่าอาลีในเวลาทำเมาลิดหรือนอกเหนือไปจากนั้น จะหมายถึงใคร? เราจะไม่ได้คำตอบ ยกเว้นเราจะถามเขาเอง
พอเราถามชีอะห์ =หมายถึงสัยยีดีนาอาลี ใช่ใหม
เขาจะหัวเราะเเฮะๆๆ ตอบ=ก็อาจเป็นไปได้
พอเราถามว่าอัลอาลียุลอาซีม
เขาตอบว่า =มุมเก็นممكن=ก็อาจเป็นไปได้
ก็จะอยู่อย่างนี้แหละ=มุมเก็น
อ้าวแล้วอาลีอันไหนละที่สำคัญ
ตอบไม่สำคัญทั้งนั้น
ดังนั้นก็แปลว่าคำว่า อัตตีริลลาฮฮมมาก็อบรอฮุลการีมในหนังสือที่เขาทำเมาลิดนั้นเป็นหนังสือที่มีกาลีมะห์์ที่มุชตาริก ไม่ก็เป็นอัลลอฮ ไม่ก็เป็นอาลี เพราะคนที่แต่งหนังสือเมาลิดนั้นเป็นชีอะห์=ญะฟัรอัลบัรซันญี เป็นชีอะห์ที่มีความเชื่อของตารีกัตนูรมูฮัมมัด ซึ่งเขากล่าวไว้ในหนังสือบัรซันญี
ผู้คนก็อ่านกันมานมนานแล้ว หนังสือดังกล่าวนั้น จะด้วยสำเนียงการอ่านทำนองต่างๆเช่นนาฮูวัน ทำนองจัส เสค๊า และอีกหลายทำนอง ดึงเสียงจนลากคอขึ้นลง อย่างเมามัน แต่จู่ๆ เราบอกท่านครับ นี่มันเป็นคำที่มีปัญหานะครับ
แต่กระนั้นก็ตาม คำที่เราพูดนั้นเป็นคำแปลกใหม่สำหรับเขา
เขาบอกว่า=เออกูก็ทำนานแล้ว
ตอบ=ก็นานแล้วแหละ ที่เป็นๆอยู่ก็เพราะไม่ได้ร่ำเรียนมา
นี่ก็คนที่กลับจากมาดีนะ จากซาอุฯ ได้ทำวิทยานิพนไว้ ก็พึ่งรู้ แล้วทำไมเราถึงได้อยากญาเฮลจนไม่อยากรับรู้ละครับ
แล้วท่านก็ปฏิเสฐแล้วหาว่าเราเป็นคนแปลกในสังคม เราจะไม่ทำเมาลิดกันเพราะเราต้องเปลี่ยนและเรียบเรียงให้ดีในแต่ละคำ เราจะต้องลงลึกรายละเอียดถ้อยคำที่ใช้เสียใหม่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะคำที่มีปัญหามีเพียงนิดเดียว แต่ทำให้เสียภาพพจน์ เพราะคำอัตติริลลาฮฮมมาก็อบรอฮุลการีม เหมาะกับผู้ที่จะกราบไหว้กูโบร์หลุมศพ เพราะมีชาวซุนนะเรียนที่อีรัคไปดูกูโบร์มูซาอัลกาซิม ที่เมืองกาซีมียะห์ เห็นมากับตาเอง เมื่อชีอะห์กล่าวคำว่าอัตตีริลลาฮฮมมาก็อบรอฮุลการีม เขาจะใส่ชุดเอียะห์รอม แล้วจะทำการซูยูดกูโบร์มูซาอัลกาซีม นี่แหละความหมายของอัตติริลลาฮเพื่อขอให้อัลลอฮสาดน้ำหอมกูโบร์นั้นแล้วเอาคำดังกล่าวบรรจุไว้แต่งเติมในหนังสือมัรฮาบันที่ทำเมาลิดกัน แหละพวกเขาจะลุกขึ้นเมื่อกล่าวคำว่าวามูฮัยยันกัชชัมชี เพราะพวกเขาจะมีอากีดะห์ว่าช่วงนี้นาบีจะมาแบบยากอเฎาะห์ จึงเป็นที่มาของการโปรยสาดน้ำหอมใส่มือบ้าง ประที่เสื้อบ้างเป็นต้น
แต่เราชาวซุนนะจะศอลาวาต นาบีกล่าวว่าศอลาวาตต่อฉันหนึ่งครั้ง ได้บุญเป็น๑๐ แหละนบีก็ไม่ได้กล่าวว่าศอลาวาตอยู่ในช่วงท่าไหน แต่คนที่ทำเมาลิดต้องศอลาวาตในเวลาที่เจาะจง
เราอาจเห็นเชคของเขา มีที่ให้ว่างเวลาอ่านบัรซันญี ที่ๆนั้นแหละเป็นที่ที่นบีมาฮาเฎร(อันเชิญวิญญานนบี) จึงเป็นที่มาของคำว่ามัรฮาบันญัดดัลฮูซัยนี มัรฮาบันยาอีมามายากิบลาตัยนี เราอาจเคยได้ยินว่ามัรฮาบันๆๆ อุสตะได้โปรดสั่งสอนข้าหากพูดผิดพลาดไป แต่พอเรามาเหลือบมองดูแล้วเปิดระตูกลับไม่มีคน เขากล่าวว่ามัรฮาบัน มัรฮาบัน แต่ก็ไม่มีใคร
นี่ๆถามหน่อย you well comeกับใคร? จะสวัสดีก็ต้องมีคนซิ เราไม่เคยเห็นหรอก คนอาหรับเวลาพูดคำว่ามัรฮาบัน แล้วไม่มีคน มันก็ต้องมีคนซิ ถ้าไม่มีเขาเรียกคนบ้าไปแล้ว แต่จู่ๆคำๆนี้มีในหนังสือบัรซันญี หากเราพูดว่ามัรฮาบันยารอซูลลัลอฮ ผู้คนก็รู้ว่ารอซูลอยู่ตรงไหน ตอบอยู่ที่มากอมมาดีนะห์ แล้วตรงจุดนี้ ใครหรือที่จะเชิญมาถ้าไม่ใช่นบี
مرحبا من؟
well come well come
well come อย่างไรเล่าในเมื่อนบีตายแล้ว!!!!!!!!!
เมื่อเขากล่าวว่ามัรฮาบันยัดดัลฮูซัยนี=อันเชิญเสด็จท่านปู่ของฮูเซ็น(นบี) มัรฮาบันยาอิมามากิบลาตัยนี=สวัสดีท่านอิหม่ามสองกิบลัต =กิบลัตทั้งสองคือกะบะที่มักกะกับมัสยิดอัลอักศอ นั่นก็หมายถึงเรียนเชิญท่านนบีมาเสด็จลงมา ขณะที่คนอ่านบัรซันญี เขาก็รู้ว่านบีอยู่มาดีนะ แต่เขาเรียนเชิญในที่นี้ เขามีความเชื่อว่านบีเสด็จลงมา
ดังนั้นอะห์ลุลซุนนะห์เราเชื่อว่าวิญญานจะไม่ล่องลอยไปมามีบอกในกุรอ่านซูเราะอัลมุมีนูนอายัตที่๑๐๐ =พวกเขา (วิญญาน) จะถูกเก็บปิดกั้นในโลกบัรซัคจนถึงวันกียามัต
พอเราพูดก็หาว่าเรามาแปลกแถมให้ท้ายว่า เอ๊าแล้วคนที่อ่านทำเมาลิดคือคนที่หลงทางหรือไง เข้านรกหรือไง ?แกจะเข้าสวรรค์คนเดียวหรือไง
เราตอบว่า =เปล่าครับ เวลาที่ท่านรู้กับไม่รู้ มันต่างกันนะครับ ในเมื่อท่านรู้แล้ว ก็ทำอย่างที่ท่านรู้ซิครับ
ฮาดิษเกี่ยวกับนูรมูฮัมมัดนั้น ทั้งหมดปลอมครับ ไม่มีแม้กระทั่งฎออีฟ เช่นเดียวกับฮาดิษ เลาลามูฮัมมัดมาคอลักตุก= หากไม่เป็นเพระามูฮัมมัด ฉัน(อัลลอฮ)จะไม่สร้างเจ้า(มูฮัมมัด) ก็เป็นฮาดิษปลอมเช่นกัน แหละใครสร้างฮาดิษปลอม เขาคนนั้นเตรียมที่นั่งในนรก แหละขอบอกว่าด้วยพระนามของอัลลอฮ!!!ฮาดิษนูรมูฮัมมัดมีใช้ในหนังสือมัรฮาบันที่ทำเมาลิดกัน เช่นคำว่า วาอูศอลลี วาอูซัลลิมอาลานูร อัลเมาศุฟบิตาค็อซตูบิเอาวาลียะห์=ฉันได้ศอลาวาตสลามต่อนูร(มูฮัมมัด)จากหน้าผากหนึ่งถึงหน้าผากหนึ่ง แต่กุรอ่านบอกว่า
إِنَّ اللَّهَ وَمَلَائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ
=อัลลอฮและมาลาอีกัตได้ศอลาวาตต่อนบี แต่พวกนี้ไปศอลาวาตต่อนูร แล้วเราจะเอาฮาดิษปลอมมาใช้เป็นหลักการศาสนาหรือ ฮาดิษนี้เอาไปทิ้งขยะได้เลยครับ



....................................................................
ค้นหาความจริง แดกออิสลาม กูอัชอีเราะห์ เมาลิดมาจากชีอะห์