อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ท่านนบีมูซา กับ การรักษาอาการปวดฟัน



ท่านนบีมูซาสามารถพูดจาสนทนากับอัลลอฮ์ได้โดยตรง
ครั้งหนึ่งท่านนบีมูซาเกิดอาการปวดฟันขึ้นมา
ท่านจึงได้วอนขอต่ออัลลอฮ์เพื่อให้พระองค์ทรงให้ความช่วยเหลือและรักษาอาการปวดฟันให้ทุเลาลง ดังนั้นอัลลอฮ์ก็จึงได้ทรงแนะนำให้ ท่านนบีมูซาเข้าไปหาใบไม้ชนิดหนึ่งในป่าแห่งหนึ่งซึ่ง ณ ที่นั้นจะมีใบไม้อยู่ชนิดหนึ่งซึ่งมาสามารถใช้บรรเทาอาการปวดฟันได้ ท่านนบีมูซาก็จึงได้
ปฎิบัติตามคำแนะนำของอัลลอฮ์ทันที
และเมื่อได้พบกับต้นไม้ต้นนั้น ท่านนบีมูซาก็จึงได้นำใบไม้นั้นมาเคี้ยวเพื่อรักษาอาการปวดฟัน ทันใดนั้นเอง อาการปวดฟันของท่านนบีมูซาก็หายเป็นปลิดทิ้ง..
ต่อมาหลังจากนั้นอีกไม่นาน ท่านนบีมูซาก็รู้สึกปวดฟันขึ้นมาอีกครั้ง
ท่านนบีมูซาก็จึงได้ เข้าป่าไปหาใบไม้นั้นมาเคี้ยวเพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน แต่น่าแปลกที่ในครั้งนี้ อาการปวดฟันของท่านนบีมูซาไม่ทุเลาลงเลย มิหนำซ้ำยิ่งปวดมากขึ้นไปอีก..
ท่านนบีมูซาก็จึงได้ขอดุอาต่ออัลลอฮ์ และถามพระองค์ว่าทำไมข้าพระองค์ถึงไม่หายจากอาการปวดฟัน ทั้งๆที่เคี้ยวใบไม้ที่พระองค์ทรงเคยแนะนำให้ในครั้งก่อน..
ดังนั้นอัลลอฮ์ก็จึงถามว่านบีมูซาว่า “เจ้ารู้มั๊ยทำไมครั้งแรกเจ้าถึงได้หายเจ็บฟันจากการเคี้ยวใบไม้นั้น และพอมาครั้งนี้ทำไมเจ้าถึงไม่หายจากอาการปวดฟันทั้งๆ ที่เคี้ยวใบไม้ชนิดเดียวกัน..
นั่นก็คือ ในครั้งแรกที่เจ้าเกิดอาการปวดฟันนั้น เจ้าได้นึกถึงข้าเป็นอันดับแรกเพื่อช่วยรักษาบรรเทาอาการปวดฟันของเจ้า
แต่พอมาครั้งที่สอง เมื่อเจ้าปวดฟัน เจ้ากลับนึงถึงใบไม้นั้นโดยที่ไม่นึกถึงข้าเลย ทั้งๆที่ข้าเท่านั้นที่จะเป็นผู้รักษาและบรรเทาการเจ็บป่วยให้กับเจ้าได้ ไม่ใช่เพราะสิ่งอื่นใดเลย”


............................................................................
(จากกีตาบ ชาเราะห์มันซูมะฮ์ อากีดะตุลเอาวาม)
معروف حاج قاسم
อับดุลรอมาน หะระตี โพส



อันตรายของการละหมาดที่ขาดคุ่ชั๊ว





ท่านรอซูล ศ้อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เห็นคนๆ หนึ่งละหมาดด้วยท่าทีที่ไม่สงบ ท่านกล่าวว่า หากหัวใจของเราสงบ ร่างกายก็จะสงบด้วย อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตาอาลา ได้กล่าวไว้ในกุรอาน

قَدْ أَفْلَحَ الْمُؤْمِنُوْنَ اَلَّذِيْنَ هُمْ فِيْ صَلاَتِهِمْ خَاشِعُوْنَ المؤمنون 1-2


ความว่า “บรรดาศรัทธาชน ย่อมได้รับชัยชนะ ศรัทธาชนนั้นคือผู้ที่การละหมาดของพวกเขามีคู่ชั๊วะ (สงบ)”

อนึ่งในเรื่องผลตอบแทนของการละหมาดนี้ บางโองการกล่าวว่า

فَوَيْلٌ لِلْمُصَلِّيْنَ اَلَّذِيْنَ هُمْ عَنْ صَلاَتِهِمْ سَاهُوْنَ الماعون 4-5

ความว่า “เหวในขุมนรกจะประสพแก่บรรดาผู้ละหมาด ที่การละหมาดของพวกเขา พวกเขาเลินเล่อ”

จึงสรุปได้ว่า บางคนละหมาดแล้ว แต่ยังไม่เรียกว่าเขาละหมาด การละหมาดจึงต้องกระทำด้วยสมอง และหัวใจ มิใช่ด้วยเรือนร่าง หรือการแสดงออกด้วยพฤติกรรมแต่เพียงอย่างเดียว

ละหมาดคือ ความสุข ความสุขที่ไม่มีความสุขใดๆ เทียบเท่า ท่านนะบี ศ้อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวแก่บิล้าลว่า

يَابِلاَلُ أَرِحْنَا بِالصَّلاَةِ

ความว่า “โอ้บิล้าล จงทำให้เรามีความสุข ด้วยการละหมาด”

กับความสุขของการละหมาด ชาวสะลัฟยืนละหมาดจนนกกาเข้าใจว่า ตอไม้ สำหรับท่านอิหม่ามชาฟีอี ท่านละหมาดสุนัตหลังละหมาดอีชาสองรอกาอัตทุกคืน ด้วยการอ่านกุรอานหนึ่งจบ นั่นก็เพราะความสุขที่ได้รับจากการละหมาด ซึ่งท่านนะบี ศ้อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า


حُبِّبَ اِلَىَّ دُنْيَاكُمْ ثَلاَثٌ اَلطِّيْبُ وَالنِّسَاءُ وَقُرَّةُ عَيْنِيْ فِى الصَّلاَةِ


ความว่า “ดุนยาของท่านทั้งหลาย ฉันรักมันอยู่ 3 อย่างคือ กลิ่นหอม สตรี และความสุขที่ได้รับจากการละหมาด (ชี้ให้เห็นว่า ละหมาดเป็นเรื่องดุนยา)”

เราจึงควรแสวงหาความสุขที่ได้รับจากการละหมาด เป็นความสุขที่สุขที่สุด อมตะที่สุด หาได้ตรงนี้ ตรงที่ที่มีเรา หาได้โดยไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง หาได้ด้วยตัวเราเอง ที่ตัวเราเอง มันอยู่ที่ตรงนี้ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตาอาลา พระองค์ผู้ที่ด้วยสมองของเราคิด เราจักต้องรักมากกว่าสิ่งใดๆ พระองค์ให้โอกาสแก่เรา เพื่อให้เราได้อยู่กับพระองค์ ได้เข้าเฝ้าพระองค์ทุกวัน วันละ 5 ครั้ง ให้พระองค์รักเราพร้อมมอบความสุขให้แก่เรา

ฟากฟ้าและแผ่นดินต่างตัสเบียะฮ์ แสดงความรักภักดีต่อพระองค์กันอยู่ตลอดเวลา และมันต่างเจ็บใจที่มนุษย์บางคนทรยศต่อพระองค์..เกลียดชังพระองค์ ดื้อดึงไม่ยมอปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงใช้ พวกมันเคยอาสาพระองค์ที่จะประชาทัณฑ์ผู้ทรยศต่อพระองค์ ทั้งนี้ก็ด้วยความรักของมันที่มีต่อพระองค์ แต่พระองค์กลับไม่ยินดีในการอาสาของมัน ด้วยการบอกกับพวกมันว่า


لَوْ خَلَقْتُمُوْهُ لَرَحِمْتُمُوْهُ


ความว่า “หากพวกท่านให้บังเกิด (สร้าง) มัน(มนุษย์) แน่นอนพวกท่านต้องรักมัน”


กี่วัน กี่เดือน กี่ปีมาแล้วที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตาอาลา ให้เวลาเพื่อการแก้ตัว บางคนมีอายุอยู่จนแก่ชรา แต่ก็ยังแก้ตัวไม่ได้ สงสารลูกหลานที่มีผู้เฒ่าเป็นแบบนั้นจังเลย เพราะมีฮะดีษกุดซีย์กล่าวว่า.....


لاَإِلهَ اِلاَّ أَنَا اِذَا رَضِيْتُ بَارَكْتُ وَبَرَكَتِيْ لَيْسَتْ لَهَا نِهَايَةٌ وَاِذَا غَضِبْتُ لَعَنْتُ وَلَعْنَتِيْ تَبْلُغُ السَّابِعَ مِنَ الْوَلَدِ

ความว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากฉัน เมื่อฉันยินดี ฉันก็จะเพิ่มพูน มอบบารอกัตให้ ซึ่งบารอกัตของฉันนั้นไม่มีจุดจบสิ้น และเมื่อฉันโกรธ ฉันก็กริ้ว ซึ่งความกริ้วของฉัน จะทอดไปถึงเจ็ดชั่วโคตร”

เป็นฮะดีษที่สะเทือนขวัญมาก เพราะเมื่อเราเลว ลูกหลานจะเลวไปถึงเจ็ดชั่วโคตรด้วยนั่นเอง ในทางกลับกัน หากเราเป็นคนดี ลูกหลานของเราก็จะดี ไม่ว่าจะกี่ชั่วโคตรก็ตาม

เพราะความลุ่มหลงดุนยานี้แหละคือสาเหตุในการทำลายคู่ชั๊วะ ดังนั้นจงอย่ารักมันด้วยหัวใจ เพราะสิ่งใดที่เรารักด้วยใจ เราจะกลายเป็นทาสของสิ่งนั้น ดังนั้นจงรักดุนยาด้วยอวัยวะส่วนใดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ด้วยหัวใจ เพราะหัวใจมีไว้รักอัลลอฮ์ เป็นที่สถิตของอัลลอฮ์ ดังพระองค์ได้กล่าวไว้ในฮะดีษกุดซีย์ว่า


أَفْرِغْ قَلْبَكَ لاَنَّ قَلْبَكَ بَيْتِيْ أَسْكُنُ فِيْهِ

ความว่า “จงทำให้หัวใจของท่านว่าง เพราะหัวใจของท่านคือบ้านของฉัน ฉันพำนักอยู่ในนั้น”

ซุบฮานัลลอฮ อัลฮัมดุลลิลาฮ อัลลอฮุอักบัร


.............................................
Cr. สรุปจาก kurusampan.com
Dariyah Muslimah โพส

หุก่มการสร้างรูปและภาพ






ท่านอบู ฏ็อลหะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«لاَ تَدْخُلُ المَلاَئِكَةُ بَيْتًا فِيهِ كَلْبٌ، وَلاَ صُورَةٌ» [متفق عليه]

“มลาอิกะฮฺไม่เข้าบ้านที่มีสุนัขและรูปภาพในนั้น”  บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

« إِنَّ أَشَدَّ النَّاسِ عَذَابًا عِنْدَ اللَّهِ يَوْمَ القِيَامَةِ المُصَوِّرُونَ » [متفق عليه]

“แท้จริงผู้ที่ถูกลงโทษรุนแรงที่สุด ณ ที่ของอัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺคือ ผู้ทำรูปทั้งหลาย”  บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม

ท่านอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้เล่าว่า

« أَنَّهَا اشْتَرَتْ نُمْرُقَةً فِيهَا تَصَاوِيرُ، فَلَمَّا رَآهَا رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَامَ عَلَى البَابِ فَلَمْ يَدْخُلْ، فَعَرَفَتْ فِي وَجْهِهِ الكَرَاهِيَةَ، قَالَتْ: يَا رَسُولَ اللَّهِ، أَتُوبُ إِلَى اللَّهِ وَإِلَى رَسُولِهِ، مَاذَا أَذْنَبْتُ؟ قَالَ: «مَا بَالُ هَذِهِ النُّمْرُقَةِ» فَقَالَتْ: اشْتَرَيْتُهَا لِتَقْعُدَ عَلَيْهَا وَتَوَسَّدَهَا، فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: ' إِنَّ أَصْحَابَ هَذِهِ الصُّوَرِ يُعَذَّبُونَ يَوْمَ القِيَامَةِ، وَيُقَالُ لَهُمْ: أَحْيُوا مَا خَلَقْتُمْ ' وَقَالَ: «إِنَّ البَيْتَ الَّذِي فِيهِ الصُّوَرُ لاَ تَدْخُلُهُ المَلاَئِكَةُ» » [متفق عليه]

“นางได้ซื้อหมอนมาใบหนึ่งในนั้นมีรูปภาพหลายรูป และเมื่อท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม เห็นมัน ท่านก็หยุดอยู่ตรงที่ประตู ไม่เข้ามา นางจึงรู้จากใบหน้าของท่านถึงความรังเกียจ นางก็กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ฉันขอกลับตัวกลับใจไปสู่อัลลอฮฺ และเราะสุลของพระองค์ ฉันได้ทำผิดอันใดไปหรือ? ท่านกล่าวว่า หมอนนี้มาได้อย่างไร? นางกล่าวว่า ฉันซื้อมาเพื่อเอามานั่งเอามารองพื้น ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า แท้จริงเจ้าของรูปภาพเหล่านี้จะถูกลงโทษในวันกิยามะฮฺ และจะถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า จงให้ชีวิตแก่สิ่งที่พวกเจ้าสร้างขึ้นมาด้วยสิ และท่านได้กล่าวอีกว่า แท้จริงบ้านที่มีรูปภาพนั้น มลาอิกะฮฺจะไม่เข้ามา”  บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม


คำอธิบาย
การสร้าง หรือวาดภาพของสิ่งที่มีวิญญาณเป็นบาปใหญ่ประเภทหนึ่ง ผู้ทำรูปภาพจะถูกลงโทษอย่างหนักที่สุดในวันกิยามะฮฺ จะถูกลงโทษจากรูปทุกใบที่เขาเขียนขึ้นมา และจะมีเสียงกล่าวแก่พวกเขาว่า จงให้ชีวิตแก่สิ่งที่พวกเจ้าสร้างมาด้วยสิ และไม่มีการแยกใดๆ ระหว่างการปั้นเป็นรูป และการวาดรูปด้วยมือ

ประโยชน์ที่ได้รับ
• ห้ามทำรูป และการทำรูปนั้นถือเป็นบาปใหญ่
• มลาอิกะฮฺจะไม่เข้าบ้านที่มีรูปภาพอยู่
• คนทำรูปคือผู้ที่จะถูกลงโทษรุนแรงที่สุดในวันกิยามะฮฺ



......................................................

ดร.รอชิด บิน หุเสน อัล-อับดุลกะรีม
แปลโดย : สะอัด วารีย์
ตรวจทานโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี
ที่มา : หนังสือ อัด-ดุรูส อัล-เยามียะฮฺ มิน อัส-สุนัน วะ อัล-อะห์กาม อัช-ชัรอียะฮฺ, เว็บ al-islam.com






จงศึกษามารยาทก่อนศึกษาวิชาความรู้



พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายจงศึกษามารยาทก่อนศึกษาวิชาความรู้
อย่ามีแค่อิหม่าน อะม้าลมารยาทไม่มี ^^

ปัจจุบันคนมีความรู้ศาสนาแต่ขาดมารยาทนั้น
จนเป็นเหตุให้อัลกุรอานและซุนนะฮ์อยู่เพียงแค่บนลิ้น
โดยไม่เข้าไปสู่หัวใจของพวกเขาเลย..

ท่านอัลบัรซะฮ์ อัลอัสละมีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า

“ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาด้วยลิ้น โดยอีหม่านไม่เข้าไปสู่หัวใจเขาเลยนั้น
พวกท่านอย่านินทาบรรดามุสลิม
และแสวงหาข้อตำหนิของพวกเขา
เพราะผู้ใดที่ชอบแสวงหาข้อตำหนิของพวกเขา
แน่นอนอัลเลาะฮ์ก็จะติดตามข้อตำหนิของเขาเช่นกัน
และผู้ใดที่อัลเลาะฮ์ทรงติดตามข้อตำหนิของเขา
พระองค์ก็จะทรงเปิดเผย(ความชั่ว) ของเขาหากแม้ว่าเขาจะซ่อนอยู่ในบ้านของเขาก็ตาม”

ฮะดีษซอฮิห์, รายงานโดยอิหม่ามอะห์มัด ฮะดีษที่ 19791, อะบูดาวูด ฮะดีษที่ 4880.

ดังนั้นการศึกษาความรู้โดยไม่ศึกษาหรือไม่มารยาทนั้น
จะชักนำให้เขาหลงตนเอง คิดสำคัญกับตนเอง
ยกย่องตนเอง มีความลำพองตน มีความตะกั๊บบุร โอ้อวด
ด่าทอ ตะอัศศุบ ต้องการชื่อเสียง มีความอาฆาต
และแสดงความรังเกียจต่อมุสลิม จนกระทั่งสิ่งดังกล่าวชักนำเขาไปสู่ไฟนรกในที่สุด วัลอิยาซุบิลลาฮ์

.......................................................
สายลม แห่งความห่วงใย รู่กอยยะห์


ดุอาอุของแม่





นานมาแล้วมีชายหนุ่มอยู่คนหนึ่งซึ่งมีอีหม่านที่เข้มแข็ง

ประกอบแต่คุณงามความดีเป็นที่กล่าวขานของบุคคลโดยทั่วไป
เขาอาศัยอยู่กับแม่
เพียงสองคนเท่านั้น แต่ละวันเขาเฝ้าปรนนิบัติคุณแม่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

อยู่มาวันหนึ่ง ชายหนุ่มมีความตั้งใจว่าเขาต้องออกไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่เมืองมักกะฮุ จึงเอ๋ยเรื่องนี้กับแม่ว่า

“โอ้แม่.. ฉันต้องการไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่เมืองมักกะฮฺแม่จะว่ายังไงบ้างจร๊ะ ?”

คุณแม่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับตกใจ

“ลูกจ๋า...เจ้าเป็นลูกคนเดียวของแม่ ลูกเปรียบเสมือน ไข่มุกของแม่ ไม่มีใคร
ดูแลแม่อีกแล้วนอกจากเจ้า หากเจ้าจากแม่ไปแล้วแม่จะอยู่กับใครล่ะ?”

แม่กล่าวออกมาด้วยความวิตกกังกล

แม้ว่าแม่จะขอร้องแล้วขอร้องอีก แต่ก็ไม่สามารถยับยั้ง
ความตั้งใจของเขาได้ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเก็บข้าวของเดินทาง
ออกบ้านโดยไม่ไยดีว่าคุณแม่จะเสียใจแค่ไหน

เมื่อลูกเดินทางจากไปแล้ว แม่ก็ต้องร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้ม
เพราะนางเข้าใจดีว่าการไปเรียนที่เมืองมักกะฮุนั้น
ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะกลับมา
ด้วยความโมโหที่ลูกไม่เชื่อฟังและเห็นใจแม่
นางจึงวิงวอนขอดุอาร์ทุกๆ วันว่า

“โอ้อัลลอฮ์ ลูกของข้าทำร้ายจิตใจข้า ขอพระองค์ได้โปรดสร้างความยุ่งยากลำบากแก่เขาด้วยเถิด”
.....................

ฝ่ายลูกชายของนางหลังจากเดินทางถึงเมืองมักกะฮุ
แล้วจึงได้เล่าเรียนหนังสืออยู่ในมัสยิดหลังหนึ่ง
ด้วยความขยันหมั่นเพียร พร้อมทั้งการทำอิบาดะฮุ
อย่างเคร่งครัด แต่หาคำนึงไม่ว่าแม่เศร้าเสียใจแค่ไหน

ในเวลาต่อมาเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ในคืนหนึ่งมีการลักขโมยเกิดขึ้นในเมืองมักกะฮุ โจรคนหนึ่งไปขโมยของในบ้านหลังหนึ่งแต่แล้วเจ้าบ้านไหวตัวทันจึงตะโกนให้คนช่วย

“ช่วยด้วย โจรเข้าบ้านข้า....”

ได้ยินดังนั้นผู้คนต่างก็แตกตื่นวิ่งวุ่นเพื่อจะจับ
โจรคนนั้นเจ้าโจรขี้ขโมยจึงวิ่งหนีอย่างสุดกำลังแล้ว
วิ่งเข้าไปในมัสยิดที่ชายหนุ่มซอลิหุกำลังทำอิบาดะฮุอยู่
เมื่อเห็นเช่นนั้นโจรจึงรีบชี้ไปที่ชายหนุ่มคนนั้นและตะโกนด้วยเสียงอันดังลั่นว่า

“เจ้าคนนี้แหละเป็นโจร เจ้าคนนี้แหละเป็นโจร....!”
โดยไม่ทันได้ไหวตัว ชายหนุ่มถูกชาวบ้านจับตัวทันที ส่วนโจรตัวจริงก็อาศัยความชุลมุนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ชายหนุ่มถูกนำขึ้นศาลพิพากษา และแล้วก็ถูกตัดสินด้วยคำตัดสินที่หนักหน่วง

เขาถูกตัดมือทั้งสองข้าง ถูกตัดเท้า และดวงตาถูกควักออก เจ้าหน้าที่ทางราชการคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “นี่แหละคือผลของการขโมยของของคนอื่น”

#แต่ชายหนุ่มผู้นั้นกลับพูดขึ้นว่า

“โอ้ท่าน ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนั้นแต่จงกล่าวว่า นี่แหละผลของการเนรคุณฝ่าฝืนคำสั่งของแม่...”

เจ้าหน้าที่คนนั้นรู้สึกงุน งง กับคำพูดของเขา แล้วความจริงก็ปรากฎขึ้น ชายหนุ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เจ้าหน้าที่จึงเข้าใจได้ทันทีว่าเขาไม่ไช่โจรดังที่เข้าใจกันจึงส่งตัวเขากลับบ้าน

ขณะที่ชายหนุ่มนั่งอยู่ที่หน้าบ้านของตัวเอง เขาได้ยินแม่ขอดุอาร์ว่า
“โอ้อัลลอฮ์ หากพระองค์ได้ทรงทดสอบลูกของข้าแล้วได้โปรดส่งตัวเขากลับมาบ้านด้วยเถิด”

ชายหนุ่มทำทีเป็นขอทานแล้วพูดขึ้นว่า

“โอ้ท่านเจ้าของบ้านได้โปรดบริจาคให้ข้าหน่อยเถอะ...”

แม่ของเขาหาทราบไม่ว่าผู้ที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือนั้นเป็นใคร นางจึงตอบว่า “เจ้าจงเข้ามาใกล้ๆประตูหน่อย”

ชายหนุ่มตอบว่า “ข้าเข้าไปไม่ได้หรอกข้าไม่มีเท้า”

แม่กล่าวอีกว่า “หากท่านไม่มีเท้าก็ให้ยื่นมือมาก็ได้”

เขาตอบว่า “อภัยให้ข้าเถิด ข้าไม่มีมือทั้งสองข้างเพราะมือของข้าถูกตัดแล้ว ท่านออกมาพบข้าหน่อยเถอะ”

แม่กล่าว “ข้าไม่มีมุหุริม (สามีที่เป็นผู้ปกครอง) จะให้ข้าออกไปพบท่านได้อย่างไร...”

ชายหนุ่มพูดว่า
“อย่าได้กังวลไปเลย ดวงตาของข้าบอดทั้งสองข้างแล้ว....!”

จากนั้นแม่จึงเปิดประตูออกมาในมือของนางถือโรตีมาชิ้นหนึ่งด้วยเพื่อจะให้ขอทาน ชายหนุ่มไม่ได้แตะต้องโรตีดังกล่าวแม้แต่น้อย
แต่เขากลับเข้าตะครุบบนหน้าตักของแม่แล้วร้องให้สะอึกสะอื้น

“แม่...แท้จริงแล้วข้านี่แหละคือลูกของแม่ อภัยให้ลูกเถิด ลูกผิดไปแล้วที่ทิ้งแม่ให้อยู่คนเดียว...”

แม่กอดลูกร่ำไห้ด้วยความคิดถึง นางอนาถใจนักที่ลูกรักต้องประสบชะตากรรมด้วยดุอาร์ของนางที่วอนขอต่ออัลลอฮ์อยู่ทุกวัน บัดนี้คำวิงวอนของนางถูกตอบรับแล้ว

ชายหนุ่มเล่าเรื่องราวให้แม่ฟังจนหมดสิ้น
แม้ว่าแม่จะโศกเศร้าเสียใจอย่างไรแต่นางก็ต้องอดกลั้น
นางให้อภัยแก่ลูกรักของนางและปลอบขวัญว่า

"”โอ้ลูกจ๋า...แม้นว่าแม่และเจ้าจะถูกทดสอบมากมายเพียงนี้ แต่ขอให้ลูกจงอดทนเถิด โลกนี้เจ้าประสบชะตากรรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม่หวังว่าโลกหน้าลูกจะได้เป็นลูกของแม่และมีร่างกายที่สมบูรณ์ยิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก”

ทั้งสองต่างร่ำไห้ในเหตุการณ์ที่ผ่านมาในที่สุดสองแม่ลูกจึงได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตามสมควร

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า การเชื่อฟังคำสั่งสอนของแม่นั้นสำคัญมาก
ท่านนบีเคยบอกว่ารองลงมาจากท่านนบีแล้วเราต้องรักแม่มากที่สุด
หากสิ่งใดที่แม่สั่งให้เราทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ผิดหลักศาสนาเราจะต้องปฏิบัติตาม และเราต้องปรนนิบัติรับใช้ท่านจวบจนท่านกลับคืนสู่อัลลอฮ์ (ถึงแก่กรรม) ขอให้เราจงจำเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์ ท่านนบีเคยกล่าวว่า

“สวรรค์นั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา”


......................................................................................
Ref: อาจารย์มันศูรุ อับดุลลอฮ์ (เรื่องเล่าอันทรงคุณค่า)
 สายลม แห่งความห่วงใย รู่กอยยะห์ โพส




วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การหยอกล้อกับเด็กๆและสมาชิกในครอบครัว


ศาสนาอนุญาตและสนับสนุนให้ผู้นำครอบครัว หรือสมาชิกในครอบครัว ให้มีการหยอกล้อ สร้างความรัก ความอบอุ่นกับเด็กๆ และสมาชิกในครอบครัว ซึ่งท่านนบีเอง ท่านมักชอบหยอกล้อเด็กๆ โดยเฉพาะหลานของท่านทั่งสอง คือท่านหะซัน และท่านหุซัยน์ รวมถึงเด็กคนอื่นๆ ที่ท่านอ่อนโยนกับพวกเขา ไม่ว่าด้วยการลูบศีรษะ การให้ขนมก็ตามแต่ และท่านยังหยอกล้อกับภรรยาของท่านอีกด้วย

ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"ปรากฏว่าท่านบบีมุหัมมัดแลบลิ้นให้แก่หะซัน บุตรของอะลีย์ จนกระทั่งเด้กเห็นความแดงของลิ้นของท่านนบี และเด็กชอบใจ(สิ่งนั้น)" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบุชชัยค์ อิบนุ ฮิบบาน หน้า 90 เป็นหะดิษที่หะซัน)

รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บุตรของยะฟัรฺ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า
"เมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กลับจากเดินทาง(ไกล) ท่านรสูลจะได้รับการต้อนรับจากลูกหลานในครอบครัวของท่านรสูล" (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม เลขที่ 6421 เป็นนหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ)

รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บุตรของยะฟัรฺ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า
"เมื่อท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  กลับจากเดินทางไกล พวกเราจะออกไปต้อนรับ เมื่อท่านนบีเจอฉัน หะซัน หรือหุซัยน์ ท่านนบีจะอุ้มบุคคลหนึ่งในหมู่พวกเราไว้ข้างหน้า และอีกคนหนึ่งไว้ข้างหลัง จนกระทั่งเข้าเมือง (มะดีนะฮฺ)" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 6422 เป็นหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ)

ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวแก่ท่นญาบิรฺ(ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) ว่า
"ไม่ใช่ไร สำหรับหญงิสาวที่ท่านหยอกล้อกับนาง และนางก็จะหยอกล้อกับท่าน ท่านทำให้นางหัวเราะ และนางก้ทำให้ท่านหัวเราะ" (บัยทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 5367 เป็นหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ)


والله أعلم بالصواب




วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ผู้ที่เลียนแบบเพศตรงข้ามจะถูกสาปแช่ง

    ศาสนาถือว่าพฤติกรรมของมุสลิมที่เบี่ยงเบนทางเพศ ชอบทำตัวพฤติกรรมของเพศตรงข้าม ไม่ว่าผู้ชายที่เลี่ยบแบบพฤติกรรมของผู้หญิง ที่เรียกว่ากะเทย หรือผู้หญิงที่ชอบเลียบแบบพฤติกรมของผู้ชาย ที่เรียกว่าทอมดี้ เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ  และท่านนบีได้สาปแช่งบุคคลที่พฤติกรรมดังกล่าว
ดังนั้น มุสลิมคนใดที่ยังมีพฤติกรรมที่ไม่ใช่พฤติกรรมของเพศเดิมของเขา เช่น ชอบเพศตรงข้าม ทำตัวเหมือนเพศตรงข้าม การแต่งตัว ความเป็นอยู่เหมือนเพศตรงกันข้าม ก็จะต้องแก้ไขตัวเขาให้กลับมาสู่เพศเดิมของเขา หากเขาผู้นั้นยังไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวอีก ศาสนาถึงกับให้ขับใไล่บุคคลประเภทนี้ออกจากบ้าน


รายงานจากท่านอิบ อับบาส (ร่อฎียัลลอฮถุอันฮุ) เล่าว่า
"ท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) สาปแช่งผู้ชายที่เลียนแบบผู้หญิง (กะเทย) และผู้หญิงที่เลียบแบบผู้ชาย (ทอมดี้) ท่านนบีกล่าวว่า : พวกท่านจงไล่พวกนั้นออกจากบ้านของพวกท่านเถิด" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 5886 เป็นหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ)

รายงานจากท่านอบูฮุร้อยเราะฮฺเล่าว่า
"ท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) สาปแช่งผู้ชายที่สวมใส่เสื้อผ้าของสตรี และ(สาปแช่ง) สตรีที่สวมใส่เสื้อผ้าของผู้ชาย" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวูด เลขที่ 4100 เป็นหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ)


والله أعلم بالصواب