อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

ตะวักกัล


ส่วนหนึ่งของอิบาดะฮฺที่ยิ่งใหญ่นั้นคือการมอบหมายต่ออัลลอฮฺผู้สูงส่งในทุกการงาน นักปราชญ์บางท่านได้กล่าวว่า
“ตะวักกัลนั้นคือจิตใจที่ยึดมั่นอย่างแท้จริงกับอัลลอฮฺว่าทรงเป็นผู้นำประโยชน์และปกป้องจากภัยอันตรายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเกี่ยวกับโลกนี้หรือโลกหน้า ตะวักกุล คือการที่บ่าวทำการมอบหมายการงานทุกอย่างให้กับอัลลอฮฺสุบหานะฮู วะตะอาลา แสดงออกถึงการศรัทธามั่นและชัดเจนว่าไม่มีผู้ใดที่สามารถยังประโยชน์หรือให้โทษ นอกจากอัลลอฮฺสุบหานะฮู วะตะอาลา เท่านั้น"
(ญามิอฺ อัล-อุลูม วา อัล-หิกัม 2/497)

อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

﴿ وَإِن يَمۡسَسۡكَ ٱللَّهُ بِضُرّٖ فَلَا كَاشِفَ لَهُۥٓ إِلَّا هُوَۖ وَإِن يَمۡسَسۡكَ بِخَيۡرٖ فَهُوَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ قَدِيرٞ ١٧ ﴾ [الأنعام: ١٧]

ความว่า “และหากว่าอัลลอฮฺทรงให้ความเดือดร้อนอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดจะเปลื้องมันได้ นอกจากพระองค์เท่านั้น และหากพระองค์ทรงให้ความดีอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เจ้า แท้จริง พระองค์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง”
(อัลกุรอาน สูเราะฮ์อัล-อันอาม :17)

................
Dunt Bung




การท่องจำในวัยเด็ก


การท่องจำในวัยเด็กเปรียบเสมือนการได้สลักข้อความลงบนก้อนหิน สองของเด็กย่อมแจ่มใส มีความจำดีกว่าสมองของผู้ใหญ่ เพราะปัญหาและความวุ่นวายต่างๆยังมีน้อย
การแสวงหาโอกาสท่องจำช่วงวัยเด็กจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการท่องจำอัลกุรอาน จะทำให้อัลกุรอานติดตรึงในสมอง

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) กล่าวว่า
การท่องจำของเด็กเสมือนการสลัก(ข้อความ)ลงบนก้อนหิน ส่วนการท่องจำหลังจากโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเหมือนการเขียนลงบนน้ำ (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัดดัยละมียฺ  ในมุสนัด อัลฟิรเดาสฺ เลขที่ 2735 ซึ่งนักวิชาการหะดิษวิจารณ์กับความแข็งแรงของหะดิษ และชัยคฺอัลบานียฺกล่าวว่า เป็นหะดิษฎออิฟ ใน ฎออิฟ อัลญามิอฺ เลขที่ 2727)

ท่านอิบนุอับบาส (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) กล่าวว่า
ผู้ใดที่อ่านท่อง(ท่องจำ)อัลกุรอานก่อนที่เขาจะฝัน (บรรลุศาสนาภาวะ) เขาย่อมเป็นผู้ที่ได้รับความรู้ตั้งแต่วัยเยาว์ (บันทึกโดยอิมามอิบนุมาญะฮฺ ในตัฟสีร อัลกุรฏุบียฺ 11;87)

ทั้งการท่องจำในวัยเด็กสำหรับการท่องจำอัลกุรอาน อัลกุรอานก็ย่อมปะปนอยู่กับเลือดและเนื้อของเขา อันเนื่องจากการคลุกคลีกับมันในขณะที่สติปัญญากำลังพัฒนาและก้าวสู่ความสมบูรณ์

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) กล่าวว่า
ผู้ใดศึกษาอัลกุรอานขระอายุยังน้อย อัลลอฮฺจะให้อัลกุรอานปะปนอยู่กับเลือดและเนื้อของเขา (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ ในอัตตารีค อัลกับีร และอิมามอัลบัยฮะกียฺ ด้วยสายรายงานท่พอใช้ได้)



والله أعلم بالصواب




วัยรุ่นว่าแย่ ผู้ใหญ่แย่กว่าไหม ?






ปัญหาวัยรุ่นหนุ่มสวทั่วไปในวันนี้ สร้างความหนักใจให้คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ไม่หยุดหย่อน จับกลุ่มมั่วสุม ติดยา เล่นการพนัน ลักลอบแอบได้เสียถึงขั้นแลกเปลี่ยนคู่นอน ไม่เว้นแม้กระทั่งนักเรียน นักศึกษาแอบทำเรื่องบัดสีในห้องน้ำของโรงเรียน หรือแม้กระทั่งในห้องที่นั่งเรียนหนังสือ สังคมเสื่อมทรามเพราะความไร้ศีลธรรม ความสกปรกโสมมเกิดขึ้นในใจคนเลวร้ายถึงขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่มีใคร องค์กรไหน แสดงความกระตือรือร้นคิดหาทางแก้ไขให้เป็นชิ้่นเป็นอัน หมายรวมถึงรัฐบาล รัฐมนตรีที่มีหน้าที่โดยตรงไม่ว่ายุคใดสมัยใดก็หวังพึ่งพาได้อย่างยากเต็มที ปล่อยให้ปัญหาที่ว่านี้เกิดขึ้นกับใคร ก็แก้ไขกันเอาเอง ก็คงไม่พ้นหัวอกของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ ต้องกล้ำกลืน ทนฝืนกลืนเลือกตัวเอง

ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างขาดคนเหลียวแล เพราะโลกทั้งโลกกำลังแข่งขันกันสร้างความเจริญให้กับชีวิตบนดุนยา งบประมาณเป็นหมื่นเป็นแสนล้านล้วนแล้วแต่เพื่อลมหายใจที่อยากสบายในวันนี้ จนกระทั่งบางประเทศต้องตกเป็นหนี้ก้อนโต ทำให้ประเทศชาติล่มขม เพราะความตะเกียกตะกายอยากได้ความบรมสุข คงโกงร่ำรวย คนจนข้นแค้น สังคมล่มสลายหัวใจมืดบอด

เยาวชนมั่วสุม ผู้ใหญ่ไม่เป็นแบบ มีแต่ความตกต่ำหาความเจริญไม่ได้ หาใช่จะเกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น โบสถ์แห่งหนึ่งในสวีเดน บาทหลวงมองเห็นปัญหา จึงคือหาทางใส่ดนตรีโมเดิร์นแดนซ์ผสมผสานลงไปในบทสวด ปรากฏว่าได้ผล เยาวชนออกจากบาร์เข้าหาโบสถ์ แต่ถามว่าเข้าไปทำอะไร คำตอบคือเข้าไปเต้น ๆ ๆ ๆ เต้นจนจบเพลงบทสวดแล้วก็ออกไป ไม่มีเยื่อใยทิ้งให้อาวรณ์ที่อยากยึดถือปฏิบัติ

ต่างอะไรกันไหมกับงานสุเหร่า เยาวชนที่มไ่เคยมาก็ได้มา ด้วยชุดเสื้อผ้าทันสมัย นั่งฟังดนตรีนาเสปในลานสุเหร่า ที่ท็อปฮิตหน่อยก็ได้ดูการเดินแบบจากนางงามด้วย บางกลุ่มก็หลบมุมจับกลุ่้มมั่วสุมหญิงชาย พ่นควันบุหรี่กันอย่างเพลิดเพลิน ถึงเวลาเชิญชวนให้เข้าไปนมาซก็ไม่ ที่เลวร้ายกว่านั้น บางงานไม่มีการอะซานให้คนมางานได้นมาซญะมาอะฮฺรวมกันก็มี

ถามว่า...เข้ามาทำไม คำตอบคือ...เข้ามาเที่ยวงานมัสญิด ขีดเส้นใต้คำว่าเที่ยว

ตกลงแล้ววัยรุ่นมาเที่ยวงานมัสญิด ไม่ได้มาเพื่อทำอามัลอิบาดะฮฺด้วยศรัทธา ด้วยตักวา เพื่อสะสมความดีแต่ประการใด แล้วอะไรคือการเปลี่ยนแปลง...?

มัสญิดเองก็มีวัตถุประสงค์จัดงาน เปิดการแสดงให้วัยรุ่นมาเที่ยวเพื่อให้มีรายได้ดี มีเงินสร้างสุเหร่า สร้างโรงเรียนสอนศาสนา ก็ไม่รู้ว่าสร้างเพื่ออะไร...? ให้เป็นสิ่งปลูกสร้างอันสวยงาม หรือจะให้เป็นสถาบันพัฒนาจิตใจคน ปลูกฝังอีมาน สร้างความจำเริฐให้เกิดขึ้นในหัวใจ สังคมประเทศชาติจะได้ปราศจากความสกปรกโสมมอันเกิดขึ้นจากน้ำมือของคนที่ไร้ศาสนา ตกลงว่า จะสร้างเพื่ออะไร?

เยาวชนคนในชาติมีปัญหาไม่เคยหันหน้าเข้าหาศาสนา พอ ๆ กับผู้ใหญ่ที่ไม่มีค่า บาทหลวงใส่ดนตีรผสมบทสวดเพื่อกระชากใจวัยรุ้่น เรา - ไม่อาจจะใส่ดนตรีในอัล-กุรอาน แต่..ผู้ศรัทธาหลาย ๆ คนอ่านอัล-กุรอานแล้วหลั่งน้ำตา อันเนื่องจากความไพเราะและเนื้อหา คนต่างศาสนาหลายต่อหลายคนอ่านอัล-กุรอานแล้วเกิดศรัทธาหันหน้าเข้าสู่อิสลาม แล้วคนอย่างเรา..???

ถ้าจะคต้องให้อัล-กุรอานมีความสนุกสนานเหมือนเสียงดนตรีจึงจะเกิดความศรัทธาแล้วละก็ ก็ลองตรวจสอบตัวเองสักนิดว่า หัวใจเราได้เน่าเหม็นจนเกือบจะหมดทั้งดวงแล้วหรือไม่ "ดังนั้นแหละ ผู้ใดเคารพปวงเครื่องหมาย (ข้อกำหนด) ของอัลลอฮฺ ดังนั้น แน่แท้ มันเนื่องจากการสำรวมตนแห่งดวงใจให้พ้นจากความชั่ว" (22 : 32)

ืัืทั้งวัยรุ่น วัยชราได้พบเครื่องหมายของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ในมัสญิด ในงานมัสญิด และในชีวิต บ้างหรือไม่...

หา่กไม่พบ...เป็นเพราะอะไร ?

หากพบ...แล้วทำอย่างไร ?

หาคำตอบให้ตัวเองก่อนที่จะถึงวันพรุ่งนี้ เพราะบางทีัมันอาจจะไม่มีวันนั้น !!!

.............................................
ผู้เขียน : ศอดิกีน อับดุลบารีย์
(จากหนังสือ : หมุนปัญหาหาโลก)
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส

เลิกเพื่อรอรัก ที่ฮาลาล




.............................

ฉันผิดหรือเปล่า ? ที่ทำให้เธอ เสียใจ ด้วยคำว่า เลิก

เลิก มิใช่ เลิกรัก แต่ขอเลิก เจอกัน กลัวอัลลอฮฺ ไม่รัก

เลิก มิใช่ เลิกคบ แต่ขอเลิก คุยโทรศัพท์ กลัวอัลลอฮฺ ไม่พอใจ

เลิก มิใช่ เลิกเป็นห่วง แต่ขอเลิก เพื่อป้องกันฟิตนะฮฺ กลัวอัลลอฮฺ ทรงกริ้ว

เลิืก มิใช่ เลิกตลอดไป หากเธอพอใจฉัน ทำให้ถูกกับอิสลาม ส ิ่งนี้ อัลลอฮฺไม่โกรธ

รู้ไหม...ที่เลิกเพราะอะไร ?

เลิกเพราะรักมากรู้ไหม

เลิกเพราะเป็นห่วงมากรู้ไหม

เลิกเพราะอยากทำในสิ่งที่ถูกต้องรู้ไหม

เลิกเพราะยำเกรงอัลลอฮฺมากรู้ไหม

เลิกเพราะฉันรักเธอเพื่ออัลลอฮฺ มิใช่รักเพราะหัวใจมันสั่ง

มาอัฟที่ทำให้เจ็บวันนีี้

มาอัฟที่ทำให้ทุกข์วันนี้

มาอัฟที่ทำให้มีน้ำตาวันนี้

แต่หากเจ็บวันนี้ ดีกว่าเจ็บวันหน้าที่ทรมานยิ่งกว่า

เลิกเพื่อ เริ่มต้นใหม่ที่ถูกต้อง

เพราะฉันรักเธอ เพื่ออัลลอฮฺนะ
แต่ไม่เลิก ดุอาอฺ ให้แก่กัน


....................................
นูรีฮัน มาเลเซีย : เขียน
(จากหนังสือ : สาส์นรัก ฉบับผู้ศรัทธา 1)
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส





เพื่อน เรารักนาย






เพื่อนจ๋า เวลานายล้ม
อยากให้นายลุกขึ้นเพื่อยืนอีกครั้ง
หากมีบาดแผล เราจะช่วยนายเยียวยา

เพื่อนจ๋า หากนายเหนื่อย นายก็หยุดพัก นอนพักผ่อน
เราจะช่วยทำให้นายผ่อนคลาย (ด้วยการอ่านอัลกุรอานให้ฟัง)

เพื่อนจ๋า เวลานายท้อ นายอย่าลืมว่าฉนพร้อมยืนข้างนายไม่ทิ้งกัน
ไม่เคยห่างจากนาย เรายังอยู่กับนาย

เพื่อนจ๋า เวลานาย ไม่สมหวัง นายจงอย่าสิ้นหวัง เพราะนายมีอัีลลอฮฺที่คอยดูแลนาย

เพื่อนจ๋านายรู้ใช่ไหม ว่า เรา (รักนาย) นายมิใช่เป็นแค่เพื่อนของเรา แต่นายคือ พี่น้องเรา

"คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านจะยังไม่ศรัทธา จนกว่าเขาจะรักพี่น้องของเขาได้รับเท่ากับที่เขาปรารถนาจะได้รีบ" (รายงานโดย บุคอรีย์ และมุสลิม)

เพื่อน รู้ใช่ไหมว่า อัลลอฮฺ รักพวกเรามาก

"จงประกาศเถิด มาตรแมนพวกท่านมีความรักในอัลลอฮฺ พวกท่านก็จง (ประพฤติ) ตามฉัน แน่นอนอัลลอฮฺจะรักพวกท่านและทรงให้อภัยแก่พวกท่าน บรรดาความผิดของพวกท่าน และอัลลอฮฺทรงให้อภัย อีกทั้งทรงเมตตายิ่ง" (3 : 31) อะลิอิมรอน

เพื่อน เราอยากบอกนายว่า เวลานายเจ็บปวด ฉันก็เจ็บเช่นกัน
อยากให้นาย กลับไปหาอัลลอฮฺ ก้มหน้าซูญูดต่ออัลลอฮฺ เราเชื่อว่านายทำได้

สิ่งที่เพื่อนทำได้ให้แก่กัน คือ ดุอาอฺให้แก่กัน
ในดุอาอฺนาย นายอย่าลืมเรา
ในดุอาอฺเรา มีนายเสมอ (อินชาอัลลอฮฺ)

ถึงเราจะรักนายมากแค่ไหน เราก็ไม่สามารถให้อะไรแก่นายได้ นอกจากดุอาอฺ

รัก (เพื่อน) มาก เว้ยเฮ้ย..


.....................................

นูรีฮัน มาเลเซีย : เขียน
(จากหนังสือ : สาส์นรัก ฉบับผู้ศรัทธา 1)
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส



การละหมาดรวมในช่วงเดินทาง






ท่านอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

« كَانَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَجْمَعُ بَيْنَ صَلاَةِ الظُّهْرِ وَالعَصْرِ، إِذَا كَانَ عَلَى ظَهْرِ سَيْرٍ وَيَجْمَعُ بَيْنَ المَغْرِبِ وَالعِشَاءِ » [أخرجه البخاري]

“ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม เคยรวมละหมาดซุฮ์รฺกับอัศรฺ เมื่อท่านอยู่ในช่วงเดินทาง และรวมละหมาดมัฆริบและอิชาอ์”  บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ

ท่านอับดุลลอฮฺ บินอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

« رَأَيْتُ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِذَا أَعْجَلَهُ السَّيْرُ فِي السَّفَرِ، يُؤَخِّرُ صَلاَةَ المَغْرِبِ حَتَّى يَجْمَعَ بَيْنَهَا وَبَيْنَ العِشَاءِ» قَالَ سَالِمٌ: «وَكَانَ عَبْدُ اللَّهِ بْنُ عُمَرَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا يَفْعَلُهُ إِذَا أَعْجَلَهُ السَّيْرُ وَيُقِيمُ المَغْرِبَ، فَيُصَلِّيهَا ثَلاَثًا، ثُمَّ يُسَلِّمُ، ثُمَّ قَلَّمَا يَلْبَثُ حَتَّى يُقِيمَ العِشَاءَ، فَيُصَلِّيهَا رَكْعَتَيْنِ، ثُمَّ يُسَلِّمُ، وَلاَ يُسَبِّحُ بَيْنَهُمَا بِرَكْعَةٍ، وَلاَ بَعْدَ العِشَاءِ بِسَجْدَةٍ، حَتَّى يَقُومَ مِنْ جَوْفِ اللَّيْلِ » [أخرجه البخاري]

“ฉันเห็นท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม เมื่อการเดินทางต้องเร่งรีบ ท่านจะเลื่อนการละหมาดมัฆริบออกไปจนเอามันไปรวมกับอีชาอ์ และท่านได้ให้อิกอมะฮฺเพื่อละหมาดมัฆริบ แล้วละหมาดมัฆริบ 3 ร็อกอะฮฺ หลังจากนั้นท่านก็ได้ให้สลาม จากนั้นเพียงไม่กี่เล็กน้อยท่านก็ได้ให้อิกอมะฮฺเพื่อละหมาดอิชาอ์ แล้วท่านก็ละหมาดอีชาอ์ 2 ร็อกอะฮฺ จากนั้นท่านก็ได้ให้สลาม  และท่านก็ไม่มีละหมาดสุนนะฮฺใดแม้เพียงร็อกอะฮฺเดียวในระหว่างละหมาดทั้งสองนั้น และไม่มีแม้เพียงสุญูดเดียวหลังอีชาอ์ จนกระทั้งท่านลุกขึ้นมาอีกทีในตอนกลางคืน”  บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ

ท่านมุอาซ บินญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

« كَانَ النَّبِيُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فِي غَزْوَةِ تَبُوكَ إِذَا زَاغَتِ الشَّمْسُ قَبْلَ أَنْ يَرْتَحِلَ، جَمَعَ بَيْنَ الظُّهْرِ وَالْعَصْرِ، وَإِنْ يَرْتَحِلْ قَبْلَ أَنْ تَزِيغَ الشَّمْسُ، أَخَّرَ الظُّهْرَ، حَتَّى يَنْزِلَ لِلْعَصْرِ، وَفِي الْمَغْرِبِ مِثْلُ ذَلِكَ، إِنْ غَابَتِ الشَّمْسُ قَبْلَ أَنْ يَرْتَحِلَ، جَمَعَ بَيْنَ الْمَغْرِبِ وَالْعِشَاءِ، وَإِنْ يَرْتَحِلْ قَبْلَ أَنْ تَغِيبَ الشَّمْسُ، أَخَّرَ الْمَغْرِبَ حَتَّى يَنْزِلَ لِلْعِشَاءِ ثُمَّ جَمَعَ بَيْنَهُمَا » [أخرجه أبو داود والترمذي]

“ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ในสงครามตะบูก เมื่อดวงอาทิตย์เอียงคล้อยก่อนออกเดินทาง ท่านจะละหมาดรวมซุฮรฺกับอัศรฺ และหากว่าท่านออกเดินทางก่อนดวงอาทิตย์เอียงคล้อย ท่านจะเลื่อนละหมาดซุฮรฺออกไปจนกว่าท่านจะแวะพักเพื่อละหมาดอัศรฺ และในมัฆริบก็เช่นเดียวกันนั้น เมื่อดวงอาทิตย์ลับไปก่อนที่ท่านจะออกเดินทาง ท่านจะละหมาดรวมมัฆริบกับอิชาอ์ และหากท่านออกเดินทางก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลับไป ท่านจะเลื่อนมัฆริบออกไปจนกว่าท่านจะแวะพักเพื่อละหมาดอิชาอ์ หลังจากนั้นท่านก็ละหมาดรวมทั้งสองละหมาด”  บันทึกโดยอบู ดาวูดและอัต-ติรมิซียฺ

คำอธิบาย
การผ่อนปรนของอัลลอฮฺที่มีต่อประชาชาตินี้ และยกเอาความลำบากออกไปจากพวกเขาประการหนึ่ง คือการที่พระองค์ทรงบัญญัติให้ละหมาดรวมในการเดินทางได้ เพราะคนเดินทางโดยทั่วไปแล้วจะพบกับความลำบากในการหยุดแวะในทุกๆเวลาละหมาด ฉะนั้น คนเดินทางจึงสามารถรวมละหมาดซุฮ์รฺกับอัศรฺในเวลาใดเวลาหนึ่งของทั้งสองได้ และเช่นกันกับละหมาดมัฆริบและอิชาอ์

ประโยชน์ที่ได้รับ
มีบัญญัติให้รวมละหมาดซุฮ์รฺกับอัศรฺ และละหมาดมัฆริบกับอิชาอ์ในช่วงเดินทางได้
อนุญาตให้ละหมาดรวมได้ ทั้งรวมแบบตักดีม หรือรวมแบบตะอ์คีร ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งใดเป็นความสะดวกแก่คนเดินทางมากกว่า
ไม่มีบัญญัติให้ละหมาดสุนนะฮฺในระหว่างละหมาดรวมทั้งสอง

..........................................................
ดร.รอชิด บิน หุเสน อัล-อับดุลกะรีม
แปลโดย : สะอัด วารีย์
ตรวจทานโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี
ที่มา : หนังสือ อัด-ดุรูส อัล-เยามียะฮฺ มิน อัส-สุนัน วะ อัล-อะห์กาม อัช-ชัรอียะฮฺ, เว็บ al-islam.com




วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

ละหมาดเดินทาง



صلاة السفر


อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

﴿ وَإِذَا ضَرَبۡتُمۡ فِي ٱلۡأَرۡضِ فَلَيۡسَ عَلَيۡكُمۡ جُنَاحٌ أَن تَقۡصُرُواْ مِنَ ٱلصَّلَوٰةِ إِنۡ خِفۡتُمۡ أَن يَفۡتِنَكُمُ ٱلَّذِينَ كَفَرُوٓاْۚ  ﴾ [النساء : ١٠١]

“และเมื่อพวกเจ้าเดินทางไปในผืนแผ่นดินก็ไม่เป็นบาปใด ๆ แก่พวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะลดลงจากการละหมาด หากพวกเจ้ากลัวว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะข่มเหงรังแกพวกเจ้า” อัน-นิสาอ์ :101

ท่านยะอฺลา บินอุมัยยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า

« قُلْتُ لِعُمَرَ بْنِ الْخَطَّابِ: ﴿ وَإِذَا ضَرَبۡتُمۡ فِي ٱلۡأَرۡضِ فَلَيۡسَ عَلَيۡكُمۡ جُنَاحٌ أَن تَقۡصُرُواْ مِنَ ٱلصَّلَوٰةِ إِنۡ خِفۡتُمۡ أَن يَفۡتِنَكُمُ ٱلَّذِينَ كَفَرُوٓاْۚ  ﴾ [النساء : ١٠١] فَقَدْ أَمِنَ النَّاسُ، فَقَالَ: عَجِبْتُ مِمَّا عَجِبْتَ مِنْهُ، فَسَأَلْتُ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَنْ ذَلِكَ، فَقَالَ «صَدَقَةٌ تَصَدَّقَ اللهُ بِهَا عَلَيْكُمْ، فَاقْبَلُوا صَدَقَتَهُ» » [أخرجه مسلم]

 “ฉันได้กล่าวแก่อุมัร บินอัล-ค็อฏฏอบ ว่า “[และเมื่อพวกเจ้าเดินทางไปในผืนแผ่นดินก็ไม่มีบาปใด ๆ แก่พวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะลดลงจากการละหมาด หากพวกเจ้ากลัวว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะข่มเหงรังแกพวกเจ้า]  ผู้คนก็ได้ปลอดภัยแล้วนี่” แล้วเขาก็กล่าวว่า “ฉันก็เคยแปลกใจเหมือนที่ท่านแปลกใจจากเรื่องนี้ แล้วฉันก็ได้ถามท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ถึงเรื่องดังกล่าว แล้วท่านก็กล่าวว่า “คือเศาะดะเกาะฮฺ ที่อัลลอฮฺทรงบริจาคมันแก่พวกท่าน ดังนั้น พวกท่านก็จงรับเศาะดะเกาะฮฺของพระองค์เถิด””  บันทึกโดยมุสลิม

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้เล่าว่า

« فُرِضَتِ الصَّلَاةُ رَكْعَتَيْنِ رَكْعَتَيْنِ فِي الْحَضَرِ وَالسَّفَرِ، فَأُقِرَّتْ صَلَاةُ السَّفَرِ، وَزِيدَ فِي صَلَاةِ الْحَضَرِ » [متفق عليه]

“การละหมาดได้เคยถูกบังคับให้ทำ ทีละสองทีละสองร็อกอะฮฺ ทั้งในยามปกติและยามเดินทาง แล้วมันก็ถูกคงมันไว้(ตามเดิม)ในละหมาดเดินทาง และถูกเพิ่มขึ้นในละหมาดปกติ”  บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺและมุสลิม

ท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้เล่าว่า

« فَرَضَ اللهُ الصَّلَاةَ عَلَى لِسَانِ نَبِيِّكُمْ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فِي الْحَضَرِ أَرْبَعًا، وَفِي السَّفَرِ رَكْعَتَيْنِ، وَفِي الْخَوْفِ رَكْعَةً » [أخرجه مسلم]

“อัลลอฮฺทรงบังคับการละหมาดโดยทางคำพูดของนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ของพวกท่านในยามอยู่กับที่ 4 ร็อกอะฮฺ และในยามเดินทาง 2 ร็อกอะฮฺ และยามหวาดกลัว(ยามสงคราม) 1 ร็อกอะฮฺ”  บันทึกโดยมุสลิม

ท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า

« خَرَجْنَا مَعَ النَّبِيِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مِنَ المَدِينَةِ إِلَى مَكَّةَ فَكَانَ يُصَلِّي رَكْعَتَيْنِ رَكْعَتَيْنِ حَتَّى رَجَعْنَا إِلَى المَدِينَةِ، قُلْتُ: أَقَمْتُمْ بِمَكَّةَ شَيْئًا؟ قَالَ: أَقَمْنَا بِهَا عَشْرًا » [متفق عليه]

“พวกเราได้ออกไปกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม จากมะดีนะฮฺไปยังมักกะฮฺ ท่านได้ละหมาด ทีละสองร็อกอะฮฺ สองร็อกอะฮฺ จนกระทั้งพวกเราได้กลับมาถึงมะดีนะฮฺ ฉันกล่าวถามว่า แล้วพวกท่านได้อยู่ที่มักกะฮฺนานแค่ไหนเล่า? เขากล่าวตอบกว่า พวกเราอยู่ที่มักกะฮฺ 10 วัน”  บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺและมุสลิม

และท่านได้เล่าอีกว่า

« أَنَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ صَلَّى الظُّهْرَ بِالْمَدِينَةِ أَرْبَعًا، وَصَلَّى الْعَصْرَ بِذِي الْحُلَيْفَةِ رَكْعَتَيْنِ » [متفق عليه]

“ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ละหมาดซุฮ์รฺที่มะดีนะห์ 4 ร็อกอะฮฺ และละหมาดอัศรฺ ที่ ซุลหุลัยฟะฮฺ 2 ร็อกอะฮฺ”  บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺและมุสลิม

คำอธิบาย
การผ่อนปรนของอัลลอฮฺที่มีต่อประชาชาตินี้ และยกเอาความลำบากออกไปจากพวกเขาประการหนึ่ง คือการที่พระองค์ทรงบัญญัติให้ย่อละหมาดที่มีสี่ร็อกอะฮฺในช่วงเดินทาง ให้เหลือละหมาดสองร็อกอะฮฺ และท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ในช่วงเดินทางของท่าน ท่านจะย่อละหมาดที่มีสี่ร็อกอะฮฺ และไม่อ่านเพิ่มเกินจากสองร็อกอะฮฺ

ประโยชน์ที่ได้รับ
ควรละหมาดย่อ เพื่อปฏิบัติตามท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม
การละหมาดย่อประเสริฐกว่าการละหมาดเต็ม เพราะเป็นสิ่งที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ทำมันอย่างสม่ำเสมอ


.......................................................
ดร.รอชิด บิน หุเสน อัล-อับดุลกะรีม
แปลโดย : สะอัด วารีย์
ตรวจทานโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี
ที่มา : หนังสือ อัด-ดุรูส อัล-เยามียะฮฺ มิน อัส-สุนัน วะ อัล-อะห์กาม อัช-ชัรอียะฮฺ, เว็บ al-islam.com