อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ฮุกุมละหมาดญะมาอะฮฺสำหรับสตรี


ฮุกุมของการละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสยิดนั้นเป็นสิ่งที่วายิบในขณะที่ คำอธิบายของปัญหาดังกล่าวมองเผินๆเหมือนกับว่าการละหมาดญามาอะฮฺ นั้นเกือบจะเป็นสิ่งที่วายิบ สำหรับมุสลิมทุกคน ทั้งหญิงและชาย ทั้งที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเนื่องจากในนั้นมีทั้งสิ่งที่เป็นข้อยกเว้นและสิ่งที่เป็น ข้อปฏิบัติเฉพาะในบรรดาสิ่งที่เป็นข้อปฏิบัติเฉพาะของมันนั้นไม่ได้เป็นการวายิบ สำหรับสตรีในการละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสยิดซึ่งสอดคล้องกับอิจญมะอฺ ของบรรดาอุลามะอฺแม้ว่าสตรีสามารถจะไปร่วมละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสยิดก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเป็นการวายิบสำหรับพวกเธอ

ดั่งที่อบูมุหัมมัด บิน ฮัมซฺ   กล่าวว่า
“สำหรับสตรีฮุมกุมของการไป ละหมาดญะมาอะฮฺ ที่มัสยิดนั้นไม่เป็นการวายิบสำหรับพวกเธอ ซึ่งในเรื่องนี้ไม่มีความแตกต่างในทัศนะของบรรดาอุลามะอฺ (ดูใน อัลมุหัลลา ๔:๑๙๖) 

ในทางกลับกันเป็นที่ส่งเสริมให้สตรีละหมาดที่บ้านของพวกเธอเนื่องจากความ ประเสริฐของของการละหมาดที่บ้านของพวกเธอ มากกว่าเมื่อเทียบกับ การที่พวกเธอไปละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสยิด ท่านนบีกล่าวแก่หญิงนาง หนึ่งความว่า
“จงละหมาดในห้องของเธอดีกว่าละหมาด ในบ้านของเธอ และจงละหมาดในบ้านของเธอ ดีกว่าละหมาด ในมัสยิดของพวกเธอ” (หะดิษรายงานโดยคุซัยมะฮฺ) 

หะดิษดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ขัดแย้งกับหะดิษที่กล่าวความว่า
“การละหมาดที่ มัสยิดของฉัน (มัสยิดนะบะวีย์) ประเสริฐกว่าการละหมาดในมัสยิดอื่นถึง ๑,๐๐๐ เท่า” (หะดิษรายงานโดยมุสลิม)


ชีคอัลอัลบานีย์กล่าวว่า
“หะดิษนี้ไม่ได้ปฏิเสธว่าการละหมาดของพวก เธอ (บรรดาสตรี) ที่บ้านของพวกเธอนั้นประเสริฐกว่าสำหรับพวกเธอ และเช่นเดียวกันที่ไม่ได้ปฏิเสธว่าการละหมาดซุนนะฮฺที่บ้านของผู้ชาย นั้นประเสริฐ กว่าการละหมาดซุนนะฮฺที่มัสยิด แต่ถ้าหากเขา (ผู้ชาย) ละหมาดฟัรฎูในมัสยิดหนึ่งในสามมัสยิด (คือที่มักกะฮฺ มาดีนะฮฺ และอัล อักซอ) ดังนั้นพวกเขาจะได้รับความประเสริฐมากกว่าเมื่อเทียบกับการ ละหมาดในมัสยิดอื่นๆ เช่นเดียวกันนี้สำหรับบรรดาสตรี” (ดูในญิลบาบ อัลมัรอะฮฺ อัลมุสลิมะฮฺ : ๑๕๖)ในหะดิษอื่นท่านนบี   กล่าวความว่า “ท่านอย่าได้ห้ามสตรีของพวกท่าน เมื่อเธอ จะออกไปยังมัสยิดและบ้านของพวกเธอนั้นดียิ่งกว่าสำหรับ พวกเธอ (หะดิษรายงานโดยคุซัยมะฮฺ)


อิมาม อัชเชากานีย์   อธิบายประโยค
“บ้านของพวกเธอนั้นดียิ่งกว่า สำหรับพวกเธอ” ว่า “การละหมาดของพวกเธอที่บ้านของ พวกเธอนั้น ดียิ่งกว่าการที่พวกเธอออกไปละหมาดที่มัสยิด หากว่าพวกเธอได้รู้ (แน่นอนว่าพวกเธอจะไม่ขออนุญาตเพื่อออกไปละหมาดที่มัสยิด) แต่เนื่องจากพวกเธอไม่รู้เรื่องดังกล่าว ดังนั้นพวกเธอ (ศอหาบิยะฮฺหรือ สาวกที่เป็นสตรี) ได้ขออนุญาตออกไปยังมัสยิดด้วย เชื่อมั่นว่าจะ ได้รับผลบุญมากกว่าละหมาดที่บ้านของพวกเธอ (ดูในนะอิลุล อุษัร 3:131)


จากรายงานดังกล่าวข้างต้นบรรดาอุลามะอฺได้ฮูกุมว่าการละหมาดของ สตรีในบ้านของเธอนั้นดีกว่าการละหมาดที่มัสยิด แม้กระนั้นก็ตามอาจ จะเกิดบางคำถามผุดขึ้นในสมองของเราว่า “อันไหนจะดีกว่าการที่สตรี ละหมาดที่บ้านของเธอระหว่างละหมาดเป็นญะมาอะฮฺกับละหมาดคนเดียว” และการละหมาดญามาะฮฺของพวกเธอจะทำให้เธอได้รับดั่งที่ท่านรอซูลุลลอฮฺ   กล่าวไว้ (นั่นคือดีกว่า ๒๗ เท่า)?  เพื่อที่จะตอบคำถามนี้เราควรมาดู คำอธิบายหะดิษ (ชาเราะฮฺหะดิษ)

“ละหมาดญะมาอะฮฺดีกว่าละหมาดคนเดียวถึง ๒๕ (ในรายงานอื่นว่า ๒๗) เท่า” หรือว่าหะดิษดังกล่าวมีลักษณะทั่วไปครอบคลุมทั้งชายและ หญิง?

ชีคอัลอัลบานีย์ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับหะดิษของอาอิชะฮฺและอุมมุลสะลามะฮฺซึ่งได้เป็นอิมามนำละหมาดบรรดาสตรี ดังคำกล่าวต่อไปนี้ว่า
 “อาซัร (คำพูดของศอหาบิยะฮฺ) ดังกล่าวเป็นสิ่งดี ที่ควรปฏิบัติ โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับคำกล่าวของท่านรอซูลุลลอฮฺ   โดยทั่วไปแล้วบรรดาสตรีนั้นเหมือนกับผู้ชาย ซึ่งความเท่าเทียมกันนี้ ในแง่ของการละหมาดเป็นญะมาอะฮฺ ไม่ใช่การได้รับผลบุญที่ดีกว่า ๒๕ หรือ ๒๗ เท่า”

จากข้อสังเกตดังกล่าวนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าผลบุญ ๒๕ หรือ ๒๗ เท่านั้น สำหรับการละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสยิดเท่านั้น

 ดังคำกล่าวของอิบนุ ระยับ ที่ว่า
“แน่นอนว่าสิ่งที่ชัดเจนยิ่งก็คือระดับผลบุญ ที่กล่าวถึงนั้น เฉพาะ(การละหมาด) ญะมาอะฮฺที่มัสยิด” (ดูในฟัตฮุล บารี ๒:๑๕๙)

 เรื่องนี้วางพื้นฐานอยู่บนหะดิษนบีที่กล่าวว่า
 “ละหมาดคนเดียวกับ ละหมาดญะมาอะฮฺ ได้เพิ่มพูนเท่าตัวจากการละหมาด ของเขาที่บ้าน และที่ตลาดถึง ๒๕ เท่า”

เรื่องนี้เขาจะได้เมื่อ เขา อาบน้ำ ละหมาด อย่างสมบูรณ์หลังจากนั้นออกไปยังมัสยิดและเขาไม่ได้ออกไปเว้นแต่เพื่อออกไปละหมาดเท่านั้น ดังนั้นเขาจะไม่ก้าวไปหนึ่งก้าวเว้นแต่จะได้รับการยกขึ้นหนึ่งขั้นและถูกลบออกไปจากนั้นหนึ่งความผิด และเมื่อเขาละหมาดบรรดามลาอิกะฮฺจะขอดุอาให้เขาตราบที่เขายังอยู่ ณ ที่ๆเขาละหมาดด้วยการดุอาว่า
“โอ้ อัลลอฮฺ ได้ทรงโปรดศอลาวาต เหนือมัน เมตตาแก่เขาตราบเท่าที่ผู้หนึ่ง ในระหว่างพวกเขาอยู่ในสภาพ ที่กำลังละหมาด นานเท่ากับการรอคอยเพื่อละหมาด” (รายงานโดย บุคอรีและมุสลิม)

 ด้วยเหตุนี้การละหมาด ญะมาอะฮฺของสตรีที่บ้าน ของพวกเธอจึงไม่เข้าเงื่อนไขความประเสริฐดังกล่าว (ยี่สิบห้าหรือ ยี่สิบเจ็ดเท่า) แต่พวกเธอจะได้รับความประเสริฐด้วยตัวมันเอง แม้ว่าเธอจะละหมาดด้วยการละหมาดที่เป็นญะมาอะฮฺหรือไม่ก็ตาม เรื่องนี้มีความประเสริฐยิ่งกว่าการละหมาดของพวกเธอที่มัสยิด วัลลอฮฺฮูอะอฺลัมบิศศอวาต (อัลลอฮฺเท่านั้นที่รู้ดียิ่ง หวังว่านี่เป็นสิ่ง ที่ถูกต้อง)

............................
โดยอาจารย์อาลัม


สุภาพบุรุษ กับ สุภาพสตรี




สุภาพสตรี เปรียบเสมือน น้ำหอมที่ช่างเย้ายวน และคำพูดที่ช่างเฉียบคม
สุภาพบุรุษ เปรียบเสมือน จมูกที่สูดดมน้ำหอมอันเย้ายวน และใบหูที่ต้องเงียฟังอย่างระมัดระวัง

สุภาพสตรี เธอจะพูดออกมา เพื่อให้สุภาพบุรุษฟัง
สุภาพบุรุษ ต้องเงี่ยฟัง เพื่อให้ได้ยินทุกคำที่เธอได้พูดออกมา

สุภาพสตรี เปรียบได้ดั่ง รอยยิ้ม
สุภาพบุรุษ เปรียบได้ดั่ง ศิลปินที่ได้วาดรอยยิ้มนั้นอยู่บนใบหน้าของเธอ

สุภาพสตรี เปรียบเสมือน มือขวาของบุรุษ
สุภาพบุรุษ เปรียบเสมือน ทุก ๆ นิ้วของมือนั้น

สุภาพสตรี จะแข็งแรงกว่าบุรุษ เพราะด้วยความอ่อนโยนของเธอ
สุภาพบุรุษ จะแข็งแรงกว่าสตรี เพราะด้วยความขยันขันแข็งของเขา

สุภาพสตรี จะอ่อนโยน เพราะด้วยความเป็นสตรีของเธอ
สุภาพบุรุษ จะแข็งแรง เพราะด้วยความเป็นบุรุษของเขา

สุภาพสตรี คือ ผู้ที่คอยอยู่เคียงข้าง คอยให้ความรักใคร่ และคอยเติมเต็มซึ่งความสุขสม
สุภาพบุรุษ คือ ผู้ที่รักษาอมานะฮฺ ผู้ที่คอยปกป้อง และผู้ที่พร้อมจะยืนหยัด แม้ว่าจะต้องพบเจอกับความเลวร้ายก็ตาม

สุภาพสตรี เปรียบเสมือน ผู้จัดการที่ต้องจัดทำการทุกอย่างภายในบ้าน
สุภาพบุรุษ เปรียบเสมือน ผู้จัดการที่ต้องจัดทำการทุกอย่างที่อยู่นอกบ้าน

สุภาพสตรี เมื่อเธอได้ตั้งครรภ์ จะทำให้เธอได้เรียนรู้กับความเข้มแข็ง
สุภาพบุรุษ ต้องเรียนรู้กับการที่ต้องเติมเต็มความสุขสมให้แก่ลูก ๆ

สุภาพสตรี คือ ความอดทนในการมอบให้ที่ไม่สิ้นสุด
สุภาพบุรุษ คือ ความแข็งแกร่งในมอบให้ที่ไม่สิ้นสุด

สุภาพสตรี ต้องไม่นึกว่าตัวเองมีหน้าตาที่สวยกว่าคู่ครองในการใช้ชีวิตคู่
สุภาพบุรุษ ต้องไม่นึกว่าตัวเองมีหน้าตาที่หล่อกว่าคู่ครองในการใช้ชีวิตคู่

สุภาพสตรี เปรียบเสมือน หยดน้ำตา
สุภาพบุรุษ เปรียบเสมือน หยดน้ำตาที่อ่อนนุ่มยิ่งกว่าหยดน้ำตาของเธอ ที่ถูกซุกซ่อนไว้ข้างหลังเธอ โดยอย่าให้เธอได้รับรู้

สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ภาษาของพวกเขาคือ ความเข้าใจ ความสัจจะ ความรัก และเป็นภาษาที่ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้ นอกเหนือจากพวกเขาทั้งสองคน

..................................................................
บทความดี ๆ จากเพจ : إلهي أنت تعلم كيف حالي
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ

พวกเขาให้เกียรติศาสนาของเรา แต่เรากลับทำลายเกียรติศาสนาของตัวเอง



ในประเทศญี่ปุ่น

เมื่อเราได้เช่าโรงแรมอยู่ที่นั่น เมื่อเขารู้ว่าเราเป็นมุสลิม เขาจะมอบอัลกุรอ่านให้แก่เรา และแผนที่ไปมัสยิดที่มีอยู่แห่งเดียวในโตเกียว

แต่ในประเทศเอมิเรตส์

เมื่อเราได้เช่าโรงแรมเคาะลีฟะฮฺที่นั่น เมื่อได้เปิดตู้เย็นแล้ว เราจะเห็นขวดเหล้าหรือขวดเบียร์เรียงรายอยู่เต็มตู้เย็น และทางการโรงแรม เขาจะแนะนำเราหรือชี้ทางไปยังสถานที่บันเทิง

พวกเขาได้ให้เกียรติแก่ศาสนาของเรา หากแต่ว่าเราเองได้ทำลายเกียรติศาสนาของตัวเอง

................................................................................................................................
บทความดี ๆ จากเพจ : شاركنا كل يوم بدعاء وأيه من كتاب الله وحديث من احاديث الرسول ( ص )
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ


สิ่งที่เรียกว่าปกปิด



เป็นได้ ตั้งแต่ เอาเราะห์ ฮิญาบ

การสวมอาภรณ์ ที่ไม่เน้นสัดส่วน เป็นเรื่องสำคัญ

รวมไปถึงเรื่องราวที่เราเท่านั้นที่รู้

และพระองค์เท่านั้น ที่รู้ว่าเราเจตนาแบบใด

ดั่งเช่นเรื่องราวที่ข้าพเจ้า จะบอกเล่า

เรื่องราวที่ถักทอ ลงบนตัว Baby แสนสวย

เจ้าเคยฉงนใจไหม ทำเราถึงปกปิดทุกส่วน

เหลือบางส่วนที่ให้มองเห็นต่อเติมเรื่องราวต่อไป

ส่วนเจ้า เจ้ายังโชว์สัดส่วน อย่างอาจหาญ นั้นเป็นเรื่องราวที่ไม่มีข้อต่อรอง

แต่เรา หลักกการของเรา สิ่งที่เราต้องปลูก และฝั่งให้ได้ว่า การปกปิดเป็นเรื่อง

ที่สำคัญ ไม่ใช่ แค่แฟชั่น ขัดเกลา จิตใจให้ได้ เริ่มตั้งแต่ ยังเยาว์

ไฟที่ร้อน แต่มันจะทวีความร้อนมากมาย (ยาฮันนัม)

บอกถึงข้อดี แม้บอกแล้ว บอก อีก บอกให้มันซึมลึกให้ได้

ต้องช่วยกัน เพราะสายเชือกของเรา มันก้าวข้าม ความถูก เลยไปถึงเรื่องผิด

ที่มองว่าถูก ไม่ต้องใส่แว่น 3D มันชัด มันเริ่มน่ากลัวขึ้น

แต่ถุกมองว่ค่อยปรับเปลี่ยน รู้แบบไหนว่าจะมีพรุ้งนี้ให้เปลี่ยน

ให้มาก "ซูโกร"ให้เยอะ มันเริ่มน่ากลัวมากขึ้น

ตรวจเชค คนในครอบครัว ก่อนกระจายออกไปมองใคร

มันอ่อนแอลงไหม อีหม่าน ในกายใจ

เข้มแข็งเริ่มจากตัวเรา เราเจ้าของร่างกาย ดูแลให้ดี

เราเท่านั้นที่ได้ หาใช่ใคร

น่ะคนดี


..................
ฮาซานะ นะค่ะ

เปิดใจรับความจริง




เมื่อการเคลื่อนไหว ความคิด ที่มันเริ่มมีข้อต่อรอง

เราต้องมองว่าเรา กำลังเพิ่มเติมอะไรให้ใจ

คุณ หรือ ใคร เพิ่มได้ แต่ที่เพิ่ม มันคืออะไร

ต้องดูว่า ที่เรียกร้องอยากจะได้ มันเริ่มยากขึ้นไหม*(ความรู้สึก)

แม้บทบาท ความเป็นจริง ไม่เป็นดั่งหวัง ใช่ว่าเราจะต้องหยุดทุกอย่างลง

เราต้องเพิ่มให้มาก นั้น คือ การซูโกร ให้มากขึ้น

เรื่องบางเรื่องเป็นแค่สายลม บางครั้งแรง บางครั้งเบา

เราอย่าแกว่ง แกว่งได้ไหม แกว่งได้ แต่อย่านาน

ลองคุยกับตัวเองดูบ้าง อย่าคิดเองว่า ตัวเรา เข้าใจทุกอย่างดี

อ่อนแอ กับตัวเองดู แล้ว คุณจะรู้ว่าที่จริงแล้ว

เราต้องการอะไร

ล้มลุก คลุกคลาน เป็นปกติ ของตน แต่ที่ไม่ปกติ เพราะคุณหรือใคร

ไม่เปิดใจรับความจริง ความจริงที่ยังไงก็จริง น่ะคนดี

................
ฮาซานะฮ์

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การนำละหมาดที่สั้นและกระทำอย่างสมบูรณ์



การละหมาดนำมะอ์มูมนั้น ให้ละหมาดสั้นๆ อ่านสูเราะฮฺที่ไม่ยาวเกินไป แต่การละหมาดนั้นต้องทำอย่างสมบูรณ์ ถึงแม้อิมามผู้นำละหมาดจะมีเจตนาดีก็ตาม เนื่องจากมันอาจทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในหมู่มุสลิม  มะอ์มูมบางคนอาจมีธุระจำเป็น หรือเป็นคนที่อ่อนแอ หรือแก่ชราภาพ

รายงานจากท่านญาบิร อิบนุอับดิลลาฮ์ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม) เล่าว่า
"มุอาซ อิบนุญะบัล (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม) ได้ละหมาดพร้อมท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) หลังจากนั้นก็กลับไปยังกลุ่มของตนแล้วนำละหมาดพวกเขา (ละหมาดอิชาอ์) มุอาซได้อ่านสูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ าบิรกล่าวว่า : มีชาคนหนึ่งออกจากการเป็นมะอ์มูม แล้วไปละหมาดเองสั้นๆเมื่อเรื่องถึงหูมุอาซ เขากล่าวว่า : ชาคนนั้นเป็นมุนาฟิก (พวกหน้าไหว้หลังหลอก)
พอชายคนนั้นทราบ จึงเดินทางไปหาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วกล่าวว่า ;โอ้ท่านรสูล พวกเราเป็นกลุ่มคนใช้แรงงาน และต้องตักน้ำขึ้นจากบ่อ แต่มุอาซกลับนำละหมาดพวกเราโดยอ่านอัลบะเกาะฮฺ ทำให้ฉันต้องออกจากละหมาด  แล้วเขาก็อ้างว่าฉันเป็นมุนาฟิก
ท่านนบีจึงกล่าวแก่มุอาซว่า : มุอาซ เจ้าชอบสร้างฟิตนะฮ์(ความวุ่นวาย) นักหรือ? อ่านสูเราะฮฺอัชชัมส์ อัลอะอ์ลา หรือสูเราะฮฺ(ที่มีความยาว) ประมาณนี้ก็ได้ " (เศาะเฮียะฮ์บุคอรีย์ เลขที่ 465)

รายงานจากท่านอบู มัสอูด (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม) เล่าว่า
"ชายคนหนึ่งได้กล่าวว่า : โอ้รสูลของอัลลอฮฺ ฉันต้องช้าจากการละหมาดศุบฮฺ เนื่องจากอิมามนำละหมาดพวกเรานานท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงโกรธ ชนิดฉันไม่เคยเห็นท่านโกรธเรื่องใดมากกว่าเรื่องนี้เลย หลังจากนั้นท่านได้กล่าว่า : โอ้ประชาชนทั้งหลาย แท้จริงในหมู่พวกท่านมีคนที่ชอบไล่ตะเพิดผู้คนอยู่ ใครก็ตามนำผู้คนละหมาดก็จงทำให้สั้น เพราะผู้ตามเขานั้น (มะอ์มูม) มีทั้งคนอ่อนแอ ผู้สูงวัย และคนที่มีธุระ" (เศาะเฮียะฮฺอัลบุคอรีย์ เลขที่ 704)

รายงานจากท่านอนัส อิบนุมาลิก (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม) กล่าวว่า
"บีท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) นั้น ละหมาดสั้น และกระทำอย่างสมบูรณ์" (เศาะเฮียะฮ์อัลบุคอรีย์ เลขที่ 706)



والله أعلم بالصواب

มุสลิมเลือกผู้นำ



ห้ามสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่ใช่ผู้ศรัทธา ถ้าหากว่ามีผู้สมัครที่เป็นผู้ศรัทธาแข่งขันด้วย เพราะการให้ผู้ไม่ศรัทธามาปกครอง ผู้ศรัทธานั้นเป็นสิ่งต้องห้ามตามมติเอกฉันท์ของนักวิชาการอิสลาม ดังอัลลอฮตรัสว่า

ولن يجعل الله للكافرين على المؤمنين سبيلا  ( النساء 141)

“และอัลลอฮจะไม่ทรงให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธามีทางใดเหนือบรรดาผู้ศรัทธาเป็นอันขาด”

(อันนิซาอ 141)

         ในหนังสือ เมาซูอะห์ อัลฟิกฮียะห์ (6/218) ได้กล่าวถึง เงื่อนไขของการเป็นผู้นำ ซึ่งนักวิชาการได้ตั้งเงื่อนไขของการเป็นผู้นำไว้หลายเงื่อนไข บางเงื่อนไขนักวิชาการได้เห็นพ้องต้องกัน แต่บางเงื่อนไขพวกเขาก็มีความเห็นแตกต่างกัน


 เงื่อนไขที่นักวิชาการเห็นพ้องกันคือ

     1- ผู้ปกครองต้องนับถือศาสนาอิสลาม เพราะมันเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการเป็นพยาน และเป็นเงื่อนไขของการปกครองที่ชอบธรรม

     2- ต้องมีสภาวะผู้นำ รวมถึงมีความคิด สติปัญญา และบรรลุนิติภาวะ เด็กหรือคนวิกลจริตจะเป็นผู้นำไม่ได้ ตามหลักการอิสลาม

     3- ต้องเป็นผู้ชาย ไม่ถูกต้องที่จะให้ผู้หญิงเป็นผู้นำ เพราะตำแหน่งผู้นำ ต้องเกี่ยวข้องกับงานที่มีความเสี่ยง และบางทีต้องใช้อาศัยร่างกายที่แข็งแรง โดยธรรมชาติร่างกายผู้หญิงอ่อนแอ รับไม่ไหวกับการเป็นผู้นำกองทัพ หรือดูแลกองทัพ หรือบางทีต้องเข้าร่วมรบด้วย

     4- เชื่อมั่นในตัวเอง คือเป็นคนเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เสียสละ เพราะทั้งหมดจะเป็นสิ่งทีทำให้มีการเชื่อฟังคำสั่งในการทำสงคราม หรือเรื่องนโยบายในการปกครองและเป็นกำลังใจของประชาชน

     5- เป็นเสรีชน

     6- มีไหวพริบ ปฏิภาณ ร่างกายไม่พิการ เพื่อการเป็นผู้นำที่แข้มแข็ง

ทั้งหมดคือเงื่อนไขของการเป็นผู้นำที่นักวิชาการมีความเห็นพ้องกัน


เชคยิบรีน ถูกถามว่า ฮุก่มอย่างไรการที่มุสลิมไปร่วมในการปกครอง และไปร่วมในการคัดเลือกผู้ปกครอง ?

         ท่านตอบว่า  ไม่อนุญาติไห้ผู้ศรัทธามีส่วนร่วมในการให้กำลังใจผู้ปฎิเสธ หรือคัดเลือกเขาให้เป็นผู้นำของบรรดาผู้ศรัทธา เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการส่งเสริมช่วยเหลือสนับสนุนและนับถือพวกเขา อัลลอฮให้ตัดการติดต่อ และตัดความอาทรระหว่างผู้ศรัทธากับผู้ไม่ศรัทธา ถึงแม้จะเป็นญาติพี่น้องกันทางสายเลือด ดังพระองค์ตรัสว่า

لا تتخذوا أباءكم وإخوانكم أولياء إن استحبوا الكفر على الإيمان ( التوبة 23)

“บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงอย่าได้ถือเอาบิดาของพวกเจ้า และพี่น้องของพวกเจ้าเป็นมิตร หากพวกเขาชอบการปฏิเสธศรัทธาเหนือการอีมาน”

(เตาบะห์  23)

         แต่ถ้าหากว่ามีผู้ศรัทธาเข้าไปร่วมในการปกครอง แล้วทำให้พวกเขาฟังเสียงมุสลิมหรือทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนที่เป็นมุสลิม แต่ถ้าปล่อยการปกครองทั้งหมดให้กับผู้ปฏิเสธแล้วมันจะเป็นผลร้ายต่อสังคมมุสลิม  และไม่มีหนทางที่มุสลิมจะเลือกผู้ปกครองที่เป็นมุสลิมมาปกครองมุสลิมได้ ก็อนุญาตไห้ไปร่วมปกครองกับผู้ปฏิเสธได้ เพื่อเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์กับสังคมมุสลิมโดยรวม  แต่การที่มุสลิมไปเลือกผู้ปฏิเสธเป็นผู้นำนั้นไม่อนุญาตตามหลักการอิสลาม เพราะจะทำให้ผู้ปฏิเสธออกกฎมาปกครองมุสลิม ทั้งหมดคือคำตอบของเชคยิบรีน



         ท่านต้องรับผิดชอบที่ไปเลือกผู้ไม่ศรัทธามาเป็นผู้นำผู้ศรัทธา แต่ถ้าไม่มีผู้ศรัทธาลงสมัครรับเลือกตั้งเลยก็ไม่ผิดหลักการอิสลาม  ในการที่ผู้ศรัทธาจะเลือกคนที่เป็นอันตรายน้อยที่สุดและทำประโยชน์ไห้กับผู้ศรัทธามากที่สุดมาเป็นผู้นำของเขา


والله أعلم


الإسلام سؤال وجواب

شريف الريس   แปล

 http://www.islammore.com/