อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เบื้องหลังของความสำเร็จด้านวิทยาศาสต์ของยุโรป




บริฟฟอลห์ เขาได้เขียนเบื้องหลังผู้ริเริ่มการใช้วิธีการทดลองและความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์ในยุโรป ไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “การพัฒนามนุษยชาติ จากหน้า 190 ไว้ว่า

“โรเย่อร์ เบคอนได้ศึกษาภาษาอาหรับและวิทยาศาสตร์อาหรับจากศิษย์ของมุสลิมที่สอนในอ็อกซ์ฟอร์ด โรเย่อร์ เบคอนไม่มีสิทธิได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ใช้วิธีการทดลองเป็นคนแรก เขาเป็นศิษย์นักวิทยาศาสตร์มุสลิมผู้หนึ่ง ที่ถูกส่งกลับไปยังดินแดนครสต์เตียนยุโรปเท่านั้น และเขาจะกล่าวอย่างไม่เบื่อ ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ภาษาอาหรับและวิทยาศาสตร์อาหรับเท่านั้นที่เป็นหนทางไปสู่ความรู้ สำหรับเพื่อนร่วมศาสนาของเขา การเหมาเอาวิธีการทดลองให้เป็นผลงานอารยธรรมยุโรป นับว่าเป็นการบิดเบือนความจริงอย่างถนัดใจ

 ในสมัยของเบคอน วิธีการทดลองของอาหรับได้แพร่หลายและได้รับการส่งเสริมทั่วไปในยุโรป วิทยาศาสตร์เป็นของขวัญที่มีค่ายิ่งที่ชาวอาหรับฝากไว้แก่โลก  แต่ผลของมันใช้เวลานานจึจะมองเห็น

และเมื่อชนชาติมูร (มุสลิมสเปน) ได้ตกต่ำสู่ความมืดลง ยุโรปซึ่งรับเชื้อไปก็กลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวิทยาการ ไม่เพียงแต่วิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ทำให้ยุโรปมีชีวิตเต็มภาคภูมิขึ้น ยังมีอิทธิพลอีกหลายๆอย่างที่อารยธรรมอิสลามได้ถ่ายทอดให้แก่ยุโรป

ไม่มีความเจริญใดๆของยุโรปที่ปราศจากเค้ารอยของอารยธรรมอิสลาม ที่สำคัญที่สุดก็คือวิทยาศาสตร์ และจิตวิญญาณของการขวนขวายหาความรู้ การวิทยาศาสตร์ของเราเป็นหนี้บุญคุณของอาหรับเป็นอย่างมาก

แต่ก่อนนี้โลกอยู่ในยุคอวิชา ดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ของกรีกเองก็รับมาจากที่อื่น ชาวกรีกทำหน้าที่เพียงจัดหมวดวิชาเป็นประเภทๆ และตั้งทษฎีขึ้นจากที่เรียนมา แต่การเสาะแสวงหาความจริงด้วยความเพียร การสะสมข้อเท็จจริง วิธีละเอียดอ่อนในการสังเกตและทดลองเป็นเวลานานเหล่านี้ชาวกรีกยังไม่รู้จัก กระทั้งเมื่ออิทธพลเฮเลนิคได้แผ่ถึงอาเล็กซานเดรีย จึงเริ่มใช้วิธีทดลองขึ้นบ้าง

จิตวิญญาณแห่งการค้นคว้าและทดลองที่เกิดขึ้นในยุโรปนั้น นำมาจากชาวอาหรับ”

⊙ ◎ ☺ ☻► ◄ ▧ ▨ ⊙ ◎ ☺ ☻► ◄ ▧ ▨ 

ทาสทางวัฒนธรรม




วัฒนธรรมการแต่งกายในรูปแบบโป้เปลือยจากตะวันตกเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว เพราะเมื่อมันเหยียบย่างเข้าสู่สังคมใดแล้ว ก็จะทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่น และขนบทำเนียมประเพณีของชนชาตินั้นๆ ต้องหายนะ เช่นที่อินเดีย ส่าหรี่ได้หลุดจากกายของสตรีอินเดียเป็นที่เรียบร้อย ส่วนที่ญี่ปุ่น ชุดกิโมโนก็หลุดจากร่างสาวญี่ปุ่นไปแล้วเช่นกัน และใครที่ยังคงใส่ส่าหรีหรือชุดกิโมโนก็จะถูกมองว่าเป็นคนล้าหลัง หัวโบราณ อย่างนี้เป็นต้น

มิใช่ว่าผมจะเรียกร้องให้หญิงไทยกลับไปนุ่งโจงกระเบน เหมือนดังรุ่นคุณย่าทวด แต่วัฒนธรรมโป้-เปลือยของตะวันตกกำลังจะกลายเป็นที่ยอมรับในสังคมไทยเสียแล้ว

สังเกตได้จากหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ ต่างแข่งขันกันนำภาพโป้-เปลือยของนางแบบใจถึงมาตีพิมพ์ที่หน้าหนึ่ง โดยสังคมไทยก็มองภาพเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ หรือเป็นภาพที่ชินตา ขณะที่ดารานางแบบหลายคนยอมถ่ายนู๊ดเพื่อแลกกับเงินและเพื่อสร้างชื่อเสียง โดยพวกเขาไม่เรียกภาพเหล่านี้ว่าโป้-เปลือย แต่กลับเรียกมันว่า ภาพศิลป์

ยิ่งมองแฟชั่นตามท้องถนนด้วยแล้ว ยิ่งอนาถใจเหลือเกิน ที่วันนี้ลูกไทยหลานไทยใจกล้าหน้าด้านกันเป็นส่วนใหญ่ ทั้งสายเดี่ยว เกาะอก เดินกันเพ่นพล่าน ไม่ใช่เฉพาะโชว์ท่อนบนกันอย่างเดียว บางคนใส่กางเกงฟิตเปรี๊ยะ เป้าสั้นโชว์สะดือ และบางคนก็ใส่กระโปงผ่าจนถึงโคนขา อีกทั้งบางคนนุ่งสั้นจนกางเกงในแลบ ให้แลเห็นไหวๆ ยั่วยวนใจเสือ สิงห์ เสียเหลือเกิน

เมื่อก้าวขึ้นรถ ลงเรือ มันจะเหลืออะไร ยิ่งขึ้นนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ ก็ต้องคอยเอากระเป๋ามาปิดแปะไว้ พอก้าวขึ้นเดินบนสะพานลอยเมื่อไหร่ หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เป็นต้องคอแข็งขึ้นมาทันที ไอ้ที่ฟุ้งซ่านเกินคิด ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการฉุดไปข่มขืนบ้าง กระทำชำเรา อนาจารกันซึ่งๆหน้าบ้าง นึกขึ้นได้ว่ากระทำผิด ก็เลยปิดคดีด้วยการข่มขืนแล้วฆ่าก็หลายราย

อย่าว่าแต่หญิงเหล่านี้ที่กลัวการข่มขืน อนาจารเลย ชายบางคน..กว่าจะออกจากบ้านได้ก็ต้องทำใจกันหลายยก บางคนต้องสูดลมหายใจลึกๆ นึกเสมอว่าวันนี้จะรอดกลับมาบ้านโดยไม่ทำผิดหรือเปล่า เพราะดาวยั่วดาวโป้ เดินกันเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง

ขณะที่รูปแบบการแต่งกายของตะวันตกกำลังไหลทะลักเข้าสู่ท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงการแพร่ระบาดในสังคมมุสลิมด้วย จึงเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการต่อสู้ทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น หากแต่การแต่งกายของสตรีมุสลิม (มุสลิมะห์) นั้นมิได้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่น หรือตามแชฟั่นอาหรับอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่เป็นการแต่งกายตามข้อกำหนดของศาสนา ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นภาพสตรีมุสลิมที่เคร่งครัด คลุมฮิญาบ เหมือนกันไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกก็ตาม

ปกติแล้ว..ผู้คนจะภูมิใจในการสวมใส่อาภรณ์ที่ออกแบบโดย ดีไซเนอร์ ชื่อดัง แต่สตรีมุสลิมภูมิใจยิ่งกว่า เพราะการแต่งกายที่เธอสวมใส่อยู่นั้น เป็นรูปแบบที่พระเจ้าออกแบบให้ และปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอาน

“และจงประกาศแก่หญิงผู้ศรัทธาทั้งหลายว่า นางจงลดสายตาของพวกนาง และรักษาอวัยวะสงวนของพวกนาง และจงอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง เว้นแต่บางส่วนที่อนุมัติ และนางจงคลุมศรีษะของพวกนางโดยปิดมาถึงทรวงอก” ซูเราะห์อัลนูร อายะห์ที่ 31

อย่าดึงฮิญาบออกจากศรีษะของสตรีมุสลิมอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นเป็นการละเมิดสิทธิ์ในการยึดถือและปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาสนา


สังคมของเราถูกวัฒนธรรมตะวันตกแทรกแซง จนย่อยยับป่นปี้ แทบไม่เหลือร่องรอยของเค้าโครงเดิมไว้เลย เขาทำลายเราด้วยการสร้างกระแส สร้างค่านิยมใหม่ๆให้เรายอมรับซึ่งมันผิดไปจากเดิม โดยเราเรียกมันว่า รสนิยม และไอ้เจ้ารสนิยมนี่เองที่เป็นตัวแบ่งแยกคนสังคมให้ต่างระดับ วันนี้เรามีสังคมที่มีรสนิยมซึ่งถูกมองว่าเป็นสังคมของคนชั้นสูงถูกเรียกว่า สังคมไฮโซ กับสังคมของคนไร้รสนิยม หรือสังคมของชนชั้นต่ำ ถูกเรียกว่าพวกโลโซ ทำไมเราถึงให้การยอมรับไอ้รสนิยม,ค่านิยมอย่างฝรั่งมังค่า ทั้งๆที่เราเป็นคนไทย มิหนำซ้ำ เรายังยอมให้ไอ้ตัวนี้มันมาแบ่งคนในสังคมเป็นชนชั้นต่างๆ


คนไทยเคยภูมิใจกันนักหนา ว่าบ้านเมืองเรารอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก แต่หารู้ไม่ว่า ขณะนี้เรากำลังตกเป็นทาสทางวัฒนธรรม หรือพูดง่ายๆว่า ตัวเป็นไทยแต่ใจเป็นทาส และเมื่อหัวใจเรายอมเป็นทาสเขาแล้ว เขาจะหยิบยื่นสิ่งใดมา เราก็น้อมรับและเห็นดีเห็นงามไปกับเขาหมด นี่แหละรสนิยม ที่น่าจะเรียกกันใหม่ว่า รสนิยมของความเป็นทาส

บางคนถึงขนาดดัดลิ้นให้พูดไทยไม่ชัด ดัดจริตพูดไทยสำเนียงฝรั่ง หรือไม่ก็พูดไทยคำหนึ่งฝรั่งคำหนึ่ง หรือต้องการขายความเป็นนักเรียนนอก หรือต้องการขายความเป็นลูกครึ่ง แต่ฟังดูแล้วภาษาไทยก็ไม่ชัด ภาษาฝรั่งก็ไม่กระเดียด กลายเป็นพวกลิ้นไก่สั้นไปเสียนี่

ลองย้อนมาดูรสนิยมของความเป็นทาสในเรื่องการแต่งกายกันสักนิดเถอะ วันนี้ลูกหลานไทยเกือบจะแก้ผ้าเดินกันตามถนนแล้วจริงๆ เพราะยิ่งวันก็ยิ่งเปิด ยิ่งวันก็ยิ่งอยากโชว์ของสงวนที่อยู่ใต้อาภรณ์ ทำไมลูกหลานไทยใจกล้าหน้าด้านกันขนาดนี้ ที่ต่างจากสมัยก่อนก็คือ ผู้หลักผู้ใหญ่สมัยก่อนเขาสอนให้ลูกหลานรู้จักอาย รู้จักรักนวลสงวนตัว

สมัยที่ผู้เขียนยังเด็กอยู่ จำได้ว่าดาวยั่ว,ดาวโป้ในหนัง เขานุ่งกางเกงขาสั้นฟิตๆ เปิดหลังเปิดไหล่นิดหน่อย ก็ทำให้บรรดาเสือสิงห์กระทิงเปลี่ยวในขณะนั้นสูดปากกันลั่นโรงหนัง แต่เดี๋ยวนี้...ดาวยั่ว,ดาวโป้ที่เคยอยู่ในหนังมาเดินกันเต็มถนน เกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือ ยิ่งยั่ว..ยิ่งโป้กว่าในหนังในอดีตเสียอีก บางคนใส่เสื้อเอวลอยโชว์สะดือ, บางคนนุ่งกางเกงชนิดสั้นหาเป้าไม่เจอ โชว์ง่ามก้นอะร้าอร่าม บ้างก็ใส่เสื้อเกาะอกที่หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่อยากพิสูจน์ว่า มันเกาะอยู่ได้อย่างไร บางก็ใส่เสื้อบาง จนทำให้ดูเหมือนกับพรีเซ็นเตอร์ขายชุดชั้นในมาเดินโชว์กันกลางถนน

เท่านั้นยังไม่พอนะ...แฟชั่นทรงและสีผมก็ดูมาแรงไม่น้อย แต่บางคนนี่ดูแล้วน่าอดสูจริงๆ ชนิดหัวแดงแล้วดั้งหัก กลายเป็นลูกครึ่งลาวลูกครึ่งฝรั่งปานนั้น บ้างก็เซ็ทผมกันหลากสีสัน บางคนตัดสั้น (สกินเฮด) แล้วดันเซาะลวดลายเหนือใบหู อะไรกันวู้ย...

หรือว่าผู้เขียนแก่แล้ว ที่แลดูรสนิยมของวัยรุ่นปัจจุบันกลายเป็นเรื่องน่าสมเพช แต่สิ่งที่อยากให้คิดก็คือ วันนี้ตัวเราเป็นไทยแต่ใจเป็นทาส จริงอะป่าว....



والله أعلم بالصواب

อิสลามเป็นศาสนาของอัลลอฮฺ



อัล-อิสลามไม่ใช่เป็นศาสนาของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้เป็นศาสนาที่ใครจะแอบอ้างหรือทึกทักเอามาเป็นของตัวเอง หรือจะอ้างสิทธิในการปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือต่อเติม เพราะอัล-อิสลามเป็นศาสนาของอัลลอฮฺ พระองค์เป็นเจ้าของศาสนา

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
إِنَّ الدِّينَ عِندَ اللَّهِ الْإِسْلَامُ
“แท้จริงศาสนา ณ ที่อัลลอฮฺคืออัล-อิสลาม”
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอาละอิมรอน อายะที่ 19)

ฉะนั้นคนที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือที่เรียกว่า “มุสลิม” จึงมีหน้าที่ในการปฏิบัติตามคำสอน โดยไม่มีหน้าที่ไปคิดค้น แก้ไข เพิ่มเติม ตามใจอารม ในเรื่องศาสนา แม้แต่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ท่านเองถึงแม้จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูต แต่ท่านก็มีหน้าที่ในการประกาศ และปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ถูกบัญชามายังท่านเท่านั้น

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
إِنْ أَتَّبِعُ إِلَّا مَا يُوحَىٰ إِلَيَّ وَمَا أَنَا إِلَّا نَذِيرٌ مُّبِينٌ ( 9 )
“ฉันมิได้ปฏิบัติตามสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ถูกวะฮียฺให้แก่ฉัน และฉันมิใช่ใครอื่นนอกจากเป็นผู้ตักเตือนอันชัดแจ้ง”
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลอะห์กอฟ 46 อายะที่ 9)

وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا مُبَشِّرًا وَنَذِيرًا ( 105 )
“และเรามิได้ส่งเจ้าเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อเป็นผู้แจ้งข่าวดี และเป็นผู้ตักเตือน”
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลอิสรออ์ 17 อายะที่ 105)


اتَّبِعْ مَا أُوحِيَ إِلَيْكَ مِن رَّبِّكَ ( 106 )
“จงปฏิบัติสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระเจ้าของเจ้าเถิด” 
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลอันอาม 6 อายะที่ 106)


والله أعلم بالصواب

การล่มสลายกรุงแบกแดด




ปีค.ศ.1258 จักรพรรดิฮูลาคูแห่งมองโกเลียกรีทาทัพโจมตีกรุงแบกแดด และสามารถประหารชีวิตเคาะลีฟะฮฺอัลมุสตะศิม บิลลาฮฺได้สำเร็จ และถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองของราชวงค์อับบาสิยะฮฺ
การล่มสลายของราชวงค์อับบาสิยะฮฺที่ครองอำนาจนานกว่า 6 ศตวรรษนี้ ถือเป็นผลงานอัปยศของนายกรมต.และที่ปรึกษาเคาะลีฟะฮฺ ชื่ออิบนุลอัลเกาะมีย์ ชาวชีอะฮฺที่คอยเป็นหนอนบ่อนไส้ด้วยการมอบกุญแจเมืองให้กับฮูลาคู

ปีค.ศ. 1831 กองทัพอุษมานียะฮฺได้ยึดกรุงแบกแดด และถูกผนวกรวมเข้าไปใต้การปกครองของอาณาจักรอุษมานียะฮฺ

ปี ค.ศ. 1917 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 กรุงแบกแดดตกภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ

ปี ค.ศ. 2003 กองทัพนาโต้นำโดยสหรัฐถล่มอิรักจนราบเป็นหน้ากลอง และถือเป็นการสิ้นสุดอำนาจของรัฐบาลสุนหนี่ยุคซัดดัม หุเซ็น

ปีค.ศ. 2006 (30/12/2006) ตรงกับวันอิดิลอัฎฮาที่มุสลิมเฉลิมฉลองทั่วโลกด้วยการเชือดกุรบาน แต่ที่อิรัก อดีตปธน.ซัดดัม หุเซ็นถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ

ปีค.ศ. 2006 อิรักมีนายกรมต.คนใหม่ ชื่อ นูรี อัลมาลิกีย์ นับถือชีอะฮฺอิมาม 12 เพื่อสถาปนาอิรักให้เป็นรัฐชีอะฮฺตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ ถึงแม้อิรักมีประชาชนสุหนี่เป็นประชากรส่วนใหญ่ก็ตาม
ปัจจุบัน อิรักได้กลายเป็นประเทศชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺอย่างเต็มตัวแล้ว

ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อเป็นบทเรียน

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

นิยาย “หัยยฺ อิบนิ ยักซอน”


นิยาย “หัยยฺ อิบนิ ยักซอน” เป็นนิยายที่เป็นผลงานที่แต่งขึ้นของนักปรัชญามุสลิมชาวเอ็นดาลุส (สเปน) ชื่อ อบูบักรฺ อิบนิ อัฏฏุฟัยลฺ (เสียชีวิต ค.ศ. 1185) เป็นหลักวิชาที่สมบูรณ์แบบแก่ชาวยุโรป โดยท่านได้สอนคนเหล่านั้นให้รู้จักรศิลปะของการแต่งนิทาน ซึ่งหลักการอบรมแผนใหม่ได้ระบุถึงความสำคัญของวิชานี้ในการอบรม โดยเฉพาะเด็กๆในระยะประถม และนิยายอักกฤษอันลือชื่อ ชื่อ “โรบินซัน ครูโซ” ซึ่งคาเนียล ดีไว แต่งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1719 และได้แปลเป็นภาษาต่างๆ หลายภาษานั้น ที่แท้ก็เป็นนิยาย “หัยยฺ อิบนิ ยักซอน”ของอาหรับนั้นเอง

والله أعلم بالصواب

"ยัสมิน" สู่สัจธรรมและศาสนาที่เที่ยงตรงแห่งอิสลาม


"อิสลาม คือ แสงสว่างของมนุษยชาติ"

ข่าวที่น่ายินดี เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่้ผ่านมา ณ ชมรมมุสลิม ม.มหิดล
มีผู้สนใจเข้ารับอิสลาม เธอชื่อว่า "เจี๊ยบ" หรือชื่อใหม่ว่า "ยัสมิน"

เธอเกิดมาในศาสนาพุทธ และเข้ามาศึกษาศาสนาคริสต์ในช่วงเรียนปริญญาตรี เธอเข้ามาเป็นคริสเตียนได้ 10 ปีแล้ว พร้อมทั้งเชิญชวนครอบครัวและคนรอบตัวมาเป็นคริสเตียนด้วยหลายคน เธอได้รู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้น...

เธอกลายมาเป็นบุุคคลสำคัญในชมรมคริสเตียน มีบทบาทในการเผยแผ่คำสั่งสอนของพระเยซู เพราะเธอเชื่อว่า เธอคือ"ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ"

เธออ่านพระคัมภีร์ของคริสเตียนจบมา 2 รอบ แต่รู้สึกสงสัยคลุมเครือในหลายอย่าง ที่ไม่มีใครตอบได้ และไม่มีใครกล้าพูดถึง...

จนกระทั่งมาศึกษาปริญญาโทต่อ ที่สถาบันสันติมนุษยชน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของพี่น้องมุสลิมมากยิ่งขึ้น มีโอกาสลงพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ 6- 7 ครั้ง จนได้เข้าใจสภาพความเป็นอยู่ และรู้สึกประทับใจพี่น้องมุสลิมมากๆ ในความเข้มแข็งและยืนหยัดต่อบททดสอบ

"ไม่เคยคิดว่าเราจะอยากรับอิสลาม ด้วยตัวของเราเอง เราอธิฐานกับพระเจ้ามาตลอด ทำไมเราต้องรับอิสลาม คิดมาตลอด และตัดสินใจในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา"

เธอปฏิเสธการเข้าค่ายประจำปีของคริสเตียน ที่มีคนกว่าสองสามหมื่นคนมารวมตัวกัน ใช้เวลาทบทวนตัวเองอยู่คนเดียว ศึกษาเกี่ยวกับอิสลามอย่างจริงจัง

จนในที่สุดอัลลอฮฺ(ซบ.)ก็ทรงเปิดใจให้เข้ามารับอิสลาม...

เธอกล่าวปฏิญานตนด้วยหัวใจที่แน่วแน่อย่างชัดถ้อยชัดคำ ท่ามกลางสักขีพยานในชมรมมุสลิม ม.มหิดล
สิ่งที่เธอกังวล คือ ความไม่เข้าใจของสมาชิกชมรมคริสเตียน และใครหลายคนที่เธอเองเป็นคนเชิญชวนเขาเข้ามา เธอรู้สึกว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนเป็นแผนการณ์จากอัลลอฮฺที่ถูกกำหนดไว้แล้ว...

อัลฮัมดุลิ้ลละฮฺ..
เธอ คือ คนที่ถูกเลือกจากคนหลายล้านคนบนโลก!

จุดเปลี่ยนของเธอ กำลังจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับใครหลายๆคนต่อไป...
อินชาอัลลอฮฺ

ยินดีต้อนรับ "ยัสมิน" สู่สัจธรรมและศาสนาที่เที่ยงตรงแห่งอิสลาม...

Ref : NuWanee Wake-Up

การขริบหนวดไว้เคราในอิสลาม


การไว้เคราและขริบหนวดถือเป็นบทบัญญัติอิสลาม เป็บแบบอย่างจากท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นักวิชาการบางทัศนะเห็นว่าการไว้เคราและขริบหนวด เป็นสุนัตมุอักกะดะฮฺ(เน้นหนักให้กระทำ) นักวิชาการบางทัศนะเห็นว่ามันเป็นวาญิบ โดยอธิบาย ไว้ว่า การไว้เคราขริบหนวดตามทรรศนะที่ถูกต้องและมีน้ำหนักแล้วถือว่าเป็นวาญิบ โดยอาศัยหลักฐานต่อไปนี้

ท่านเซดบินอัรก็อม ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
مَنْ لَمْ يَأْخُذْ مِنْ شَارِبِهِ فَلَيْسَ مِنَّا
“ ผู้ใดไม่ตัดเล็มหนวด ผู้นั้นย่อมไม่ใช่พวกเรา ”
(บันทึกหะดิษโดยอัดติรมิซีย์)


عن ابن عمر عن النبي ( ص ) قال خالفوا المشركين وفروا اللحى وأحفوا الشوارب أخرجه البخاري ومسلم وغيره
จากท่านอิบนุ อุมัรฺเล่าว่า จากท่านนบีมุหัมมัด ( صلى الله عليه وسلم ) กล่าวว่า
"พวกท่านจงแตกต่างจากพวกมุชริกเถิด (โดย) พวกท่านจงปล่อยเครา และขริบหนวด" (บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม)

อีกสายรายงานหนึ่งระบุว่า " أحفوا الشوارب وأعفوا اللحى " ความว่า "พวกท่านจงขริบหนวด และปล่อยเคราเถิด"
ท่านอิบนุ อับดิลบัรฺกล่าวไว้ว่า
" يحرم حلق اللحية ولا يفعله إلا المخنثون من الرجال " يعني بذلك المتشبهين بالنساء "
ความว่า "ห้ามโกนเครา และไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น ยกเว้นบุคคลที่เป็นกะเทยเท่านั้น"
อีกทั้งท่านนบีมุหัมมัดเองก็มีเคราเป็นจำนวนมาก,ท่านญาบิรฺเล่าว่า " وكان النبي صلى الله عليه وسلم كثير شعر اللحية " ความว่า "ท่านนบีมุหัมมัดมีเคราเป็นจำนวนมาก" (บันทึกโดยมุสลิม)

จากหะดีษที่กล่าวมาข้างต้น นักวิชาการมีความเห็นว่า การขริบหนวด(ตามหลักฐานศาสนาให้ขริบหนวดไม่ใช่โกนหนวด)

ไว้เคราถือเป็นวาญิบ โดยเฉพาะอุลามาอฺในประเทศซาอุดิอาระเบียเกือบทั้งหมดมีทัศนะว่า การไว้หนวดไว้เคราเป็นวาญิบ (واجب) เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เป็นที่ต้องห้ามโกนหนวดโกนเคราทิ้งโดยเด็ดขาด หากมุสลิมีนคนใดกระทำการโกนหนวดโกนเครา ถือว่ามีความผิด

แต่อาจอนุญาตให้เล็มเคราออกได้เพียงเล็กน้อยเพื่อความสวยงามและความเรียบร้อย เนื่องจากมีหะดิษ
รายงานว่า “ท่านอับดุล ลอฮ์อิบนุอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ นั้น เมื่อท่านทำฮัจย์หรือทำอุมเราะฮ์ ท่านจะกำเคราแล้ว เล็มส่วนที่ยาวเลยกำมือนั้น ” (บันทึกหะดิษโดยอัลบุคอรีย์)

และศาสนาไม่อนุญาตให้ปล่อยเคราสกปรกรกรุงรัง ต้องมั่นดูแลรักษา สระถูทำความสะอาด และหวีมันให้เรียบร้อย

รายงานจากท่านอะฏออฺอิบนุยะซาร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า มีชายคนหนึ่งมาที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะซัลลัม ในสภาพที่หัวยุ่งเครารุงรังดูไม่งาม ท่านจึงทำท่าคล้ายกับแนะนำให้เขาไปหวีผมหวีเครามาให้เรียบ ร้อยเสียก่อน แล้วชายคนนั้นก็กลับมาอีกครั้งในสภาพที่หวีผมและเครามาอย่างเรียบร้อย
ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวว่า
أَلَيْسَ هَذَا خَيْرًا مِنْ أَنْ يَأْتِيَ أَحَدُكُمْ ثَائِرَ الرَّأْسِ كَأَنَّهُ شَيْطَانٌ
“ อย่างนี้จะไม่ดูดีกว่ากระนั้นหรือ ? มีบางคนจากพวกท่านมาหาฉันในสภาพหัวฟุ้งเหมือนกับชัยฏอน ” (บันทึกหะดิษโดยอิมามมาลิก)

และการไว้หนวด(ขริบ) ปล่อยเครานั้น เป็นเอกลักษณ์ของมุสลิมชาย แตกต่างจากเพศหญิง หรือหลีกเลี่ยงการเลียนแบบเพศหญิง เว้นแต่เสียว่าเขาไม่มีหนวด ไม่มีเครา

อีกทั้งการขริบหนวดปล่อยเครา ยังเป็นการทำตัวให้แตกต่างจากพวกมุชริกอีกด้วย สาเหตุเพราะพวกมุชริกไม่ไว้หนวดไว้เครา และถือว่าเป็นการเลียนแบบพวกยะฮูดีย์ (ยิว) และนัศรอนีย์ (คริสเตียน) อีกด้วย
ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวไว้ว่า "من تشبه بقوم فهو منهم " ความว่า" บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มใดเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้น" (บันทึกโดยอะหฺมัด)

อีกหะดีษหนึ่งระบุว่า " ليس منا من تشبه بغيرنا لا تشبهوا باليهود ولا بالنصارى "ความว่า "ไม่ใช่พวกของเรา บุคคลที่เลียนแบบอื่นจากแนวทางของเรา โดยเฉพาะอย่าเลียนแบบพวกยะฮูดีย์ และพวกนัศรอนีย์" (บันทึกโดยติรฺมิซีย์)

บางครั้งคนต่างศาสนิกบางคนโดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิง (หรือแม้แต่มุสลิมด้วยกันเองที่สร้างเงื่อนไขว่าหากไม่โกนหนวดโกนเคราจะไม่ร่วมหลับนอนด้วย) มีอคติกับการปล่อยเคราของชายมุสลิม พยายามโน้มน้าวให้ไปโกนเคราทิ้ง โดยอ้างว่า เขาไม่ชอบ ไม่สบตา มันรกลูกตา หรือเป็นหนวดแพะ เป็นต้น ทั้งที่การไว้เคราเป็นเรื่องของศาสนา เหมือนดั่งที่พุทธศาสนา ที่พระต้องโกนหัว เพราะมันเป็นกฏเกณฑ์ที่พุทธเจ้าได้กำหนดไว้เช่นนั้น เพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างพระกับฆราวาส ซึ่งพระองค์ใดที่ไม่โกนศีรษะหรือไม่โกนคิ้ว เราสามารถพูดได้ว่าพระ องค์นี้ไม่ยึดมั่น,ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา

อิสลามก็เช่นเดียวกัน การที่มุสลิมต้องขริบหนวดไว้เครา ก็เป็นบทบัญญัติศาสนา เนื่องจากเป็นกฎเกณฑ์ที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กำหนดไว้เช่นนั้นเหมือนกัน เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายแลเห็นถึงความแตกต่างระหว่างผู้ชายที่เป็นมุสลิมกับมุสลิมะฮฺ หรือชายมุสลิมกับผู้ชายที่ไม่ใช่มุสลิม และถือว่ามุสลิมผู้นั้นปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัดเหมือนกันนั้นเอง

والله أعلم بالصواب