อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การมีความสงบนิ่งขณะละหมาด



มีรายงานจากอบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า

أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ دَخَلَ الْمَسْجِدَ فَدَخَلَ رَجُلٌ فَصَلَّى فَسَلَّمَ عَلَى النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَرَدَّ وَقَالَ ارْجِعْ فَصَلِّ فَإِنَّكَ لَمْ تُصَلِّ فَرَجَعَ يُصَلِّي كَمَا صَلَّى ثُمَّ جَاءَ فَسَلَّمَ عَلَى النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ ارْجِعْ فَصَلِّ فَإِنَّكَ لَمْ تُصَلِّ ثَلَاثًا فَقَالَ وَالَّذِي بَعَثَكَ بِالْحَقِّ مَا أُحْسِنُ غَيْرَهُ فَعَلِّمْنِي فَقَالَ إِذَا قُمْتَ إِلَى الصَّلَاةِ فَكَبِّرْ ثُمَّ اقْرَأْ مَا تَيَسَّرَ مَعَكَ مِنْ الْقُرْآنِ ثُمَّ ارْكَعْ حَتَّى تَطْمَئِنَّ رَاكِعًا ثُمَّ ارْفَعْ حَتَّى تَعْدِلَ قَائِمًا ثُمَّ اسْجُدْ حَتَّى تَطْمَئِنَّ سَاجِدًا ثُمَّ ارْفَعْ حَتَّى تَطْمَئِنَّ جَالِسًا وَافْعَلْ ذَلِكَ فِي صَلَاتِكَ كُلِّهَا

“ความจริงแล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เข้าไปที่มัสญิด ขณะนั้นก็มีชายคนหนึ่งเข้าไปใน มัสญิดและก็ละหมาด (หลังจากละหมาดเสร็จ) เขาก็ให้สลามกับท่านนบี ศ็อลลัลลออุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังนั้นท่านนบีก็ตอบรับสลาม และกล่าวว่า ท่านจงกลับไปละหมาดใหม่ ความจริงท่านยังไม่ได้ละหมาด ชายคนนั้นก็กลับไปละหมาดเหมือนดังเช่นที่ละหมาดในตอนแรก เสร็จแล้วก็มาหาท่านนบีและให้สลาม ท่านนบีกล่าวว่า ท่านจงกลับไปละหมาดใหม่  ความจริงท่านยังไม่ได้ละหมาด (เป็นแบบนี้อยู่)3 ครั้ง ชายคนนั้นก็กล่าวว่า ขอสาบานต่อผู้ซึ่งที่ส่งท่านมาด้วยกับสัจธรรม ฉันไม่สามารถปฏิบัติได้ดีไปกว่า นี้อีกแล้ว ดังนั้นสอนฉันที ท่านนบีกล่าวว่าชาย เมื่อท่านละหมาดก็จงตักบีร หลังจากนั้นให้อ่านอัลกุร อ่านที่ง่าย ๆ ที่ท่านท่องจำได้ หลังจากนั้นก็ก้มรุกัวอะจนกระทั่งจะสงบนิ่ง หลังจากนั้นก็เงยขึ้นยืนตรง จนสงบนิ่ง หลังจากนั้นก็ก้มสุหญูดจนกระทั่งสงบนิ่ง หลังจากนั้นก็ลุกกขึ้นมานั่งจนสงบนิ่ง ดังนั้นท่าน จงปฏิบัติสิ่งดังกล่าวที่ว่านี้ในการละหมาดทุกครั้ง"
(บันทึกโดยบุคอรียฺ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องลักษณะการละหมาด : 760 มุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่องการละหมาด : 607)

คำอธิบาย :

การละหมาดนั้นเป็นเสาหลักของศาสนา เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากรองมาจากการกล่าวชะฮาดะฮฺทั้งสอง บุคคล ใดก็ตามจะเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์ไม่ได้หากไม่ได้ละหมาด และแน่นอนท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนั้น ก็ได้อธิบายชี้แจงถึงลักษณะของการละหมาดทั้งคำพุดและการกระทำ และเป็นไปไม่ได้เลยที่มุสลิมจะปฏิบัติ ละหมาดได้อย่างถุกต้องนอกจากว่าเขาจะต้องเรียนรู้วิธีปฏิบัติละหมาดจาก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั่งอยู่ที่มัสญิดในมะดีนะฮฺ ต่อจากนั้นก็มีชายคนหนึ่งเข้ามาละหมาด ที่มัสญิด โดยละหมาดในสภาพที่ยืน ก้มรุกัวอฺ ก้มสุหญูดไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้อง

ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มองดูอยู่ และเมื่อชายคนนั้นละหมาดเสร็จแล้ว ก็มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และให้สลามกับท่าน ท่านนบีก็ตอบรับสลามและสั่งใช้ให้ชายคนนั้นกลับไป ละหมาดใหม่เพราะเขาละหมาดไม่ถูกต้อง

ชายคนนั้นได้กลับไปละหมาดใหม่ซึ่งแต่ละครั้งเมื่อละหมาดเสร็จก็มาหาท่านนบี ซึ่งท่านนบีก็ได้สั่งให้เขากลับไป ละหมาดใหม่ถึงสามครั้ง และเมื่อเสร็จจากครั้งที่สามชายคนนั้นก็สาบานต่ออัลลอฮฺ และกล่าวกับท่านนบีว่า เขาไม่สามารถละหมาดได้ถูกต้องไปกว่านี้ และขอให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้สอนการละหมาด ที่ถูกต้อง ดังนั้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็สั่งใช้กับเขาว่า เมื่อจะละหมาดก็ให้ตักบีรฺ คือตักบีร่อตุล เอี๊ยะหฺรอม หลังจากนั้นก็ให้อ่านอายะฮฺอัลกุรอ่านที่สามารถท่องจำได้ หลังจากนั้นก็ก้มลงรุกัวอฺ และให้สงบนิ่งใน การรุกัวอฺก่อน ต่อจากนั้นก็เงยขึ้นมายืนตรงอย่างสงบนิ่ง ต่อจากนั้นก็จึงก้มลงสุหญูด และให้สงบนิ่งในการ สุหญูดก่อน ต่อจากนั้นก็ขึ้นมานั่งระหว่างสุหญูด และให้สงบนิ่งในการนั่งก่อน ต่อจากนั้นก็สุหญูดในครั้งที่สอง

และดังกล่าวนี้นั้นเป็นการปฏิบัติละหมาดครบสมบูรณ์ในหนึ่งร่อกาอะฮฺ ฉะนั้นแล้วท่านนบี จึงสั่งใช้กับชายคน ดังกล่าวให้ปฏิบัติละหมาดแบบที่กล่าวมาทุก ๆ ร่อกะอะฮฺในการละหมาด เพราะถ้าหากการละหมาดโดยมีความ สงบนิ่งมีสมาธิแล้ว จะสามารถอ่านอัลกุรอ่าน กล่าวสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ และการขอดุอาอฺได้อย่างสมบูรณ์ ตลอดจนมีสมาธิมุ่งมั่นต่ออัลลอฮฺได้อย่างเต็มเปี่ยม

แน่นอนว่าหะดีษบทนี้นั้นมีความสำคัญต่อรุก่นอิสลามในการละหมาดเป็นอย่างยิ่ง ทั้งคำพูดและการปฏิบัติ ส่วนอิริยาบถอื่น ๆ ของการละหมาดนั้น ก็มีหะดีษอื่น ๆ ได้อธิบายตามลักษณะต่าง ๆ ของการละหมาด

บทเรียนจากหะดีษ :

1.เมื่อเข้าสู่การละหมาดต้องตักบีร่อตุลเอี๊ยะหฺรอมก่อนในตอนแรก

2.อ่านอัลฟาติหะฮฺในทุก ๆ ร่อกาอะฮฺ

3.ก้มรุกัวอฺ ยืนเอี๊ยะอฺติดาล ก้มสุหญูด และนั่งระหว่างสุหญูด ในสภาพที่สงบนิ่งมีสมาธิทุกครั้งในการละหมาด

4.การละหมาดที่ขาดสมาธิความสงบนิ่งนั้น เป็นการละหมาดที่ไม่ถูกต้อง


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


โดย วะร่อซะตุซซุนนะฮฺ
http://www.warasatussunnah.net

จาก อ.มุสฏอฟา อยู่เป็นสุข ฝากถึงสังคมมุสลิม



ปรับเปลี่ยนจากศาสนาแบบรักษาแบบประเพณีปฏิบัติ
 เรียกร้องสู่ศาสนาที่มาจากกีตาบุ้ลลอฮฺและสุนนะฮฺ

“เนื่องจากสังคมทุกวันนี้มีแต่ปัญหา ฆ่ากันตาย สารพัดข่าวร้ายๆ ปัจจุบันผมว่าวิธีที่จะแก้สังคมให้เจริญกว่านี้ คือให้กลับมายึดหลักกุรอานและสุนนะฮฺของท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) อย่ายึดประเพณีปฏิบัติตามกันมานั้น อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ไม่พอใจ ฉะนั้นวิธีที่จะให้ลูกหลานเรามีคุณภาพ มีอย่างเดียวคือให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ ให้ลูกหลานได้เรียนอิสลาม เมื่อเข้าใจอิสลามแล้ว จะเรียนวิชาสามัญก็สามารถทำได้ แต่ต้องเรียนกุรอาน ต้องเรียนสุนนะฮฺนบี(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)ก่อน เพื่อจะได้ประคองตนเองได้อย่างสง่างามบนสังคมโลกดุนยาและอาคิเราะฮฺ...”

“...ผมต้องรับใช้ศาสนาของอัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) เพราะเมื่อหันกลับหันกลับมาดูบ้านเราจะเห็นว่าพี่น้องมุสลิมเรายังอ่านกุรอานไม่ออกเยอะ พี่น้องยังละหมาดไม่เป็นเยอะ พี่น้องมุสลิมที่มีศาสนาก็มีแบบรักษาแบบประเพณีปฏิบัติ ไม่ได้เอาศาสนาที่มาจากกีตาบุ้ลลอฮฺและสุนนะฮฺ จึงทำให้คิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราต้องกลับมาเผยแผ่ศาสนา...”

“...ต้องการให้ความรู้ที่มาจากอัลกุรอาน มาจากอัลหะดิษ มาจากอุลามะฮฺทั้งหมด ถึงหมู่ประชาชน ถามว่าจุใจหรือยัง? ก็ยังไม่เท่าไหร่ เพราะท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ทำงานศาสนาไม่มีวันหยุด ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ถูกฟิตนะฮฺ ถูกรังแก ถูกขัดขวาง ถูกใส่ร้าย ถูกใส่ยาพิษลงไปในอาหาร และถูกตำหนิจากชาวบ้าน เพราะเอาศาสนาที่มาจากอัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา)ไปเผยแผ่ กว่าชาวบ้านต้องใช่เวลาพอสมควร ในวันนี้ก็เหมือนกันเมื่อเอาหลักกุรอานไปเผยแผ่ก็ถูกโจมตีหาว่า เป็นคณะใหม่ , เป็นวาฮาบีย์ , เป็นก็อดยานี(กาเฟร)”

“อัลฮัมดุลิลาฮ์ผมก็ผ่านตรงนั้นมาได้ โดยการให้อภัย อดทน มีออกรายการอภิปลายตอยโต้บ้าง จัดสัมมนาใหญ่บ้าง พูดกันให้สว่างจะแจ้ง ซึ่งคนก็เข้าใจ คนก็รู้ว่าถูกกลั่นแกล้ง ถูกใส่ร้าย ผมคิดว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นการทดสอบจากอัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) เราต้องซอบา(อดทน) ให้อภัย เพราะเราคิดอยู่เสมอว่างานใหญ่ คือ งานเผยแผ่ศาสนา”

(อาจารย์มุสฏอฟา อยู่เป็นสุข อิมามมัสยิดอันวาริสสุนนะฮฺ , ผู้บริหารโรงเรียนศาสนูปถัมภ์(คลองเคล็ด) ประธานกรรมการมูลนิธิฮัมซะฮฺ , ประธานกรรมการสถานีโทรทัศน์ไทยมุสลิม(TMTV) ข้อมูลจากหนังสือกัมปงไทย ประจำเดือนซุลฮิจยะห์-มุฮัรรอม 1433-1434)

<-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·`·.¸¸.·´¯`·._.·`·.¸¸.·´¯`·._.·´¯`·.¸>

วันที่แม้คนสุดที่รักยังไม่อาจสละผลบุญให้แก่เขา




                และเมื่อวันเสียงกัมปนาท(วันกิยามะฮฺ)ได้มาถึง นั้นคือวันแห่งการตัดสินและตอบแทน ผู้ใดไม่ได้้สะสมคุณงามความดีไว้ในโลกนี้ เขาผู้นั้นจะเป็นที่เศร้าสลด ต้องวิ่งไล่หาผลบุญแม้เพียงบุญเดียวที่จะทำให้ตราชั่งของเขาหนักขึ้น กระนั้นแม้แต่สามีหรือภริยาสุดที่รัก ลูกที่เขาเคยเลี่ยงดูมาอย่างดี ก็ไม่สามารถสละบุญแม้เพียงน้อยนิดให้แก่เขาได้...

เชคอัตตะฮานาวีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า
ความดีนั้นเปรียบเสมือนเงินตราที่หมุนเวียนกันอยู่ในโลกนี้ ส่วนโลกหน้า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นโลกแห่งการตอบแทน หากเราไม่ได้สะสมคุณงามความดีเอาไว้ในโลกนี้ เมื่อท่านต้องอยู่หน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺ ศุบอานะฮูวะตะอาลา เพื่อการพิพากษาอย่างยุติธรรมจากพระองค์ เราก็จะเป็นผู้ต้องเศร้าสลดรันทดใจ ต้องวิ่งไล่หาผลบุญ แม้เพียงผลบุญเดียวที่จะทำให้ตราชั่งความดีของเขาหนักขึ้นมาได้ แต่ก็สายเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะความเสียใจ พ่อแม่ พี่น้องอันเป็นที่รัก ลูกๆที่เราหวงแหน ต่างก็ไม่สามารถที่จะให้อะไรแก่เราได้ 
พระอัลลอฮฺ ศุบอานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

يَوْمَ يَفِرُّ الْمَرْءُ مِنْ أَخِيهِ ( 34 ) 

"วันที่ผู้คนจะหนีจากพี่น้องของเขา"

وَأُمِّهِ وَأَبِيهِ ( 35 ) 

"และจากแม่ของเขา และพ่อของเขา"

وَصَاحِبَتِهِ وَبَنِيهِ ( 36 ) 

"และจากภริยาของเขา และลูก ๆ ของเขา"

لِكُلِّ امْرِئٍ مِّنْهُمْ يَوْمَئِذٍ شَأْنٌ يُغْنِيهِ ( 37 ) 

"สำหรับแต่ละคนในหมู่พวกเขาในวันนั้น มีภาระพอตัวเขาอยู่แล้ว"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอะบะซะ 80:34-37)

ท่านอิกริมะฮฺ ได้กล่าวว่า
“ในวันกิยามะฮฺ ผู้เป็นสามีจะไปหาภรรยาของเขาแล้วพูดว่า “นี่เธอ ฉันเป็นสามีเช่นไรสำหรับเธอ? แล้วเธอก็ตอบว่า “คุณเป็นสามีที่ดีที่สุด” แล้วเธอก็จะชมเชยเขาต่างๆนานา แล้วเขาก็จะพูดกับเธอว่า “ดังนั้น ในวันนี้ ฉันขอร้องให้เธอมอบผลบุญให้กับฉันสัก 1 ผลบุญ เพื่อให้ฉันรอดพ้นจากสิ่งที่เธอกำลังเห็นอยู่นี่” และเธอก็ตอบว่า “สิ่งที่คุณขอนั้นช่างเล็กน้อยนัก แต่ฉันก็ไม่สามารถให้อะไรกับคุณได้ เพราะฉันก็กลัวเหมือนกับที่คุณกำลังกลัว” แล้วเขาก็จะหาลูกของเขาที่ผูกพันกับเขา แล้วก็พูดว่า “โอ้ลูกรักของฉัน ฉันเป็นพ่อเช่นไรสำหรับเธอ?” แล้วลูกก็จะพุดชมเชยพ่อของเขาต่างๆนานา แล้วพ่อของเขาก็จะพูดกับเขาว่า “โอ้ลูกรักของฉัน ฉันต้องการผลบุญสักน้อยนิดจากผลบุญของเธฮ เพื่อให้ฉันรอดพ้นจากสิ่งที่เธฮกำลังเห็นอยู่นี่” แล้วลูกของเขาก็ตอบเขาว่า “โอ้พ่อที่รัก สิ่งที่ท่านขอนั้นช่างเล็กน้อยนัก แต่ฉันก็กลัวเหมือนที่ท่านกำลังกลัว ดังนั้น ฉันก็ไม่สามารถให้อะไรกับท่านได้เลย”

والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

พอเพียง



มีผู้ชายคนหนึ่ง เขาได้ถามนักปราชญ์ว่า :

ถ้าฉันจะกินอาหาร จะให้ฉันกินมากหรือน้อยแค่ไหน ?
ท่านตอบว่า : ให้เหนือกว่าความหิว และอย่าให้ถึงขั้นอิ่ม

เขาก็ถามอีกว่า : แล้วถ้าฉันจะหัวเราะล่ะ ?
ท่านตอบว่า : ให้สีหน้าเปลี่ยนไป แต่อย่าเปล่งเสียงให้ดัง

เขาก็ถามอีกว่า : แล้วถ้าฉันจะร้องไห้ล่ะ ?
ท่านตอบว่า : ก็อย่าได้เบื่อหน่ายที่จะหลั่งน้ำตาเพื่ออัลลอฮฺ

เขาก็ถามอีกว่า : ถ้าฉันจะซุกซ่อนความดีงามของฉันล่ะ ?
ท่านตอบว่า : เท่าที่คุณทำได้มากที่สุด

เขาก็ถามอีกว่า : แล้วถ้าฉันจะเผยความดีงามของฉันล่ะ ?
ท่านตอบว่า : ก็ขอให้มันเพียงพอกับเงาตัวตนของคุณ

เขาก็ถามอีกว่า : จะให้ฉันดีใจมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากว่ามีผู้คนมาชื่นชมในตัวฉัน ?
ท่านตอบว่า : เอาเท่าที่คุณคิดว่า สิ่งนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงพอพระทัย หรือทรงโกรธกริ้ว ?

เขาก็ถามอีกว่า : จะให้ฉันเสียใจมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากว่ามีผู้คนมาใส่ร้ายกับตัวฉัน ?
ท่านตอบว่า : เมื่อสิ่งนั้น มันถูกทำให้ตัวคุณดูเป็นคนที่ต่ำต้อยในสายตาของมนุษย์ แต่ว่าตัวของคุณนั้น จะเป็นคนที่ช่างประเสริฐในสายตาของพระองค์


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

บทความดีๆโดย : أنا مثقف
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อัลกุรอานว่าด้วยผู้หญิงมีความจำด้อยกว่าผู้ชาย



       เมื่อศัตรูอิสลามพยายามพิสูจน์ว่าในคัมภีร์กุรอานมีความขัดแย้งกันภายใน อย่างพวกเขากล่าวว่าในคำเทศนาในการทำอัจญ์อำลาของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ที่ท่านกล่าวว่า มนุษย์ทุกคนมาจากอาดัม และอาดัมมาจากดิน ตามหลักการนี้ผู้หญิงก็ต้องมีฐานะเช่นเดียวกับผู้ชาย แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่เช่นนนั้น ศัตรูของคัมภีรฺกุรอานชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงในสังคมอิสลามมีฐานะต่ำกว่าผู้ชาย หลังจากนั้นพวกเขาก็ยกความจริงขึ้นมอ้างว่า การให้การเป็นพยานของผู้หญิง 2 คน เท่ากับผู้ชาย 1 คน เป็นเรื่องจริงที่เป็นเช่นนั้น แต่นั้นก็เฉพาะในบางสถานการณ์เท่านั้น

ตามที่อัลกุรอานกล่าวไว้อย่างชัดเจน กล่าวถึงการบันทึกเรื่องหนี้สินเป็นลายลักษณ์อักษร
พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِذَا تَدَايَنتُم بِدَيْنٍ إِلَىٰ أَجَلٍ مُّسَمًّى فَاكْتُبُوهُ وَلْيَكْتُب بَّيْنَكُمْ كَاتِبٌ بِالْعَدْلِ وَلَا يَأْبَ كَاتِبٌ أَن يَكْتُبَ كَمَا عَلَّمَهُ اللَّهُ فَلْيَكْتُبْ وَلْيُمْلِلِ الَّذِي عَلَيْهِ الْحَقُّ وَلْيَتَّقِ اللَّهَ رَبَّهُ وَلَا يَبْخَسْ مِنْهُ شَيْئًا فَإِن كَانَ الَّذِي عَلَيْهِ الْحَقُّ سَفِيهًا أَوْ ضَعِيفًا أَوْ لَا يَسْتَطِيعُ أَن يُمِلَّ هُوَ فَلْيُمْلِلْ وَلِيُّهُ بِالْعَدْلِ وَاسْتَشْهِدُوا شَهِيدَيْنِ مِن رِّجَالِكُمْ فَإِن لَّمْ يَكُونَا رَجُلَيْنِ فَرَجُلٌ وَامْرَأَتَانِ مِمَّن تَرْضَوْنَ مِنَ الشُّهَدَاءِ أَن تَضِلَّ إِحْدَاهُمَا فَتُذَكِّرَ إِحْدَاهُمَا الْأُخْرَىٰ وَلَا يَأْبَ الشُّهَدَاءُ إِذَا مَا دُعُوا وَلَا تَسْأَمُوا أَن تَكْتُبُوهُ صَغِيرًا أَوْ كَبِيرًا إِلَىٰ أَجَلِهِ ذَٰلِكُمْ أَقْسَطُ عِندَ اللَّهِ وَأَقْوَمُ لِلشَّهَادَةِ وَأَدْنَىٰ أَلَّا تَرْتَابُوا إِلَّا أَن تَكُونَ تِجَارَةً حَاضِرَةً تُدِيرُونَهَا بَيْنَكُمْ فَلَيْسَ عَلَيْكُمْ جُنَاحٌ أَلَّا تَكْتُبُوهَا وَأَشْهِدُوا إِذَا تَبَايَعْتُمْ وَلَا يُضَارَّ كَاتِبٌ وَلَا شَهِيدٌ وَإِن تَفْعَلُوا فَإِنَّهُ فُسُوقٌ بِكُمْ وَاتَّقُوا اللَّهَ وَيُعَلِّمُكُمُ اللَّهُ وَاللَّهُ بِكُلِّ شَيْءٍ عَلِيمٌ ( 282 ) 

"บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! เมื่อพวกเจ้าต่างมีหนี้สินกันจะด้วยหนี้สินใด ๆก็ตาม จนกว่าจะถึงกำหนดเวลา(ใช้หนี้) ที่ถูกระบุไว้แล้ว ก็จงบันทึกหนี้สินนั้นเสีย และผู้เขียนก็จงบันทึกระหว่างพวกเจ้าด้วยความเที่ยงธรรม และผู้เขียนคนหนึ่งคนใดก็จงอย่าปฏิเสธที่จะบันทึก ดังที่อัลลอฮ์ได้ทรงสอนเขา ดังนั้นเขาจงบันทึกเถิด และจงให้ผู้ที่มีสิทะเหนือเขา(ลูกหนี้) บอกให้บันทึกและเขาจงยำเกรงอัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าของเขา และจงอย่าให้บกพร่องแต่อย่างใดจากสิทธินั้น และถ้าผู้มีสิทธิเหนือเขา(ลูกหนี้) เป็นคนโง่ หรือเป็นผู้อ่อนแอหรือไม่สามารถจะบอกให้บันทึกได้ ก็จงให้ผู้ปกครองของเขาบอกด้วยความเที่ยงธรรม และพวกเจ้าจงให้มีพยานขึ้นสองนายจากบรรดาผู้ชายในหมู่พวกเจ้า แต่ถ้ามิปรากฏว่า พยานทั้งสองนั้นเป็นชายก็ให้มีผู้ชายหนึ่งกับผู้หญิงสองคน จากผู้ที่พวกเจ้าพึงใจในหมู่พยานทั้งหลาย เพื่อว่าหญิงใดในสองคนนั้นหลงไป คนหนึ่งในสองคนนั้นก็จะได้เตือนอีกคนหนึ่ง และบรรดาพยานนั้นก็จงอย่าได้ปฏิเสธ เมื่อพวกเขาถูกเรียกร้อง และพวกเจ้าจงอย่าเบื่อหน่ายที่จะบันทึกหนี้สินนั้นไม่ว่าน้อยหรือมากก็ตาม จนกว่าจะถึงกำหนดเวลาของมัน นั่นแหละคือสิ่งที่ยุติธรรมยิ่งกว่า ณ ที่อัลลอฮ์ และเที่ยงตรงยิ่งกว่าสำหรับเป็นหลบักฐานยืนยัน และเป็นสิ่งใกล้ยิ่งกว่าที่พวกเจ้าจะไม่สงสัย นอกจากว่ามันเป็นสินค้าที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า ซึ่งพวกเจ้าหมุนเวียนมัน (ซื้อขายแลกเปลี่ยน) ระหว่างพวกเจ้าก็ไม่มีโทษอันใดแก่พวกเจ้าที่พวกเจ้าจะไม่บันทึกมัน และพวกเจ้าจงให้มีพยานขึ้น เมื่อพวกเจ้าต่างซื้อขายกัน และผู้เขียนก็จงอย่าก่อให้เกิดความเดือดร้อนขึ้น และผู้เป็นพยานด้วย และหากว่าพวกเจ้ากระทำ แน่นอนมันก็เป็นการฝ่าฝืนเนื่องด้วยพวกเจ้า และพวกเจ้าจงพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และอัลลอฮ์นั้นทรงให้ความรู้แก่พวกเจ้าอยู่ และอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-บาเกาะเราะฮฺ 2:282)

อายะฮฺอัลกุรอานนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นฐาน คือการไม่แบ่งแยกกันระหว่างเพศ แต่เป็นข้อผ่อนปรนที่มีขึ้นเพื่อความสามารถในความจำที่ด้อยกว่าของผู้หญิง ซึ่งความจริงทางด้านชีววิทยาของผู้หญิงที่มีความจำไม่เหมือนผู้ชาย นี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมถ้าคำให้การยืนยันเป็นพยานของผู้หญิงจะเป็นที่ยอมรับในกรณีของการกู้เงินก็จะต้องมี 2 คน ทั้งนี้ เพื่อที่ว่าหลังจากนั้น หากต้องการหลักฐานยืนยัน คนหนึ่งคนใดใน 2 คน ก็สามารถที่จะช่วยเตือนความจำของอีกคนหนึ่งได้

ในการศึกษาวิจัยในสมัยใหม่ได้ยืนยันสิ่งที่คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า ความจำของผู้หญิงนั้นด้อยกว่าของผู้ชาย

นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย หลายคนได้พูดถึงเรื่องนี้ในรายละเอียดและบทสรุปของพวกเขาก็ได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือแล้ว บทสรุปตอนหนึ่งในบทความเรื่อง “Memorizing Ability” (ความสามารถในการจำ) ซึ่งปรากฏในนิตยสาร Times of India ฉบับนิวเดลฮี วันที่ 18 มกราคม ค.ศ.1985 กล่าวว่า

“ผู้ชายมีความสามารถในการจำและทำข้อมูลทางคณิตศาสตร์ได้ดีกว่าผู้หญิง แต่ผู้หญิงดีกว่าในเรื่องของคำพูด” นักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียตกล่าว (ยูพีไอ)

“ผู้ชายเหนือกว่าในวิชาคณิตศาสตร์ เนื่องจากความสามารถทางด้านการจำของพวกเขา” ดร.วลาดิเมียร์ โคโนวาลอฟ บอกกับสำนักข่าวทาส

แต่ในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เกี่ยวกับการเป็นพยานเรื่องหนี้สิน ในอัลกุรอาน มีไม่น้อยกว่า 3 แห่ง ที่พูดเกี่ยวกับพยาน โดยไม่ระบุว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อย่างกรณีพยานในขณะที่ทำพินัยกรรมมรดก ให้มีพยานที่ยุติธรรม 2 คน โดยไม่ระบุว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا شَهَادَةُ بَيْنِكُمْ إِذَا حَضَرَ أَحَدَكُمُ الْمَوْتُ حِينَ الْوَصِيَّةِ اثْنَانِ ذَوَا عَدْلٍ مِّنكُمْ أَوْ آخَرَانِ مِنْ غَيْرِكُمْ إِنْ أَنتُمْ ضَرَبْتُمْ فِي الْأَرْضِ فَأَصَابَتْكُم مُّصِيبَةُ الْمَوْتِ تَحْبِسُونَهُمَا مِن بَعْدِ الصَّلَاةِ فَيُقْسِمَانِ بِاللَّهِ إِنِ ارْتَبْتُمْ لَا نَشْتَرِي بِهِ ثَمَنًا وَلَوْ كَانَ ذَا قُرْبَىٰ وَلَا نَكْتُمُ شَهَادَةَ اللَّهِ إِنَّا إِذًا لَّمِنَ الْآثِمِينَ ( 106 ) 
"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การเป็นพยานระหว่างพวกเจ้า-เมื่อความตายได้มายังคนหนึ่งคนใดในพวกเจ้า ขณะมีการทำพินัยกรรมนั้น-คือสองคนที่เป็นผู้เที่ยงธรรมในหมู่พวกเจ้า หรือคนอื่นสองคนที่มิใช่ในหมู่พวกเจ้า หากพวกเจ้าได้เดินทางไปในผืนแผ่นดินแล้วได้มีเหตุภัยแห่งความตายประสบกับพวกเจ้าโดยที่พวกเจ้าจะต้องกักตัวเขาทั้งสองไว้หลังจากละหมาด แล้วทั้งสองนั้นก็จะสาบานต่ออัลลอฮ์-หากพวกเจ้าสงสัย -ว่าเราจะไม่นำการสาบานนั้นไปแลกเปลี่ยนกับราคาใด ๆ และแม้ว่าเขา จะเป็นญาติใกล้ชิดก็ตาม และเราจะไม่ปกปิดหลักฐานของอัลลอฮ์ (ถ้ามิเช่นนั้น)แน่นอนทันใดนั้นเองเราก็จะอยู่ในหมู่ผู้ที่กระทำบาป"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ 5:106)

พยานกรณีการหย่า ให้มีพยานสองคนที่เป็นธรรม โดยไม่ระบุว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

فَإِذَا بَلَغْنَ أَجَلَهُنَّ فَأَمْسِكُوهُنَّ بِمَعْرُوفٍ أَوْ فَارِقُوهُنَّ بِمَعْرُوفٍ وَأَشْهِدُوا ذَوَيْ عَدْلٍ مِّنكُمْ وَأَقِيمُوا الشَّهَادَةَ لِلَّهِ ذَٰلِكُمْ يُوعَظُ بِهِ مَن كَانَ يُؤْمِنُ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ وَمَن يَتَّقِ اللَّهَ يَجْعَل لَّهُ مَخْرَجًا ( 2 ) 

"ต่อเมื่อพวกนางได้อยู่จนครบกำหนดของพวกนางแล้ว ก็จงยับยั้งพวกนางให้อยู่โดยดี หรือให้พวกนางจากไปโดยดี และจงให้มีพยานสองคนเป็นผู้เที่ยงธรรมในหมู่พวกเจ้า และจงให้การเป็นพยานนั้นเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺ ดังกล่าวมานั้นผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮฺจะถูกตักเตือนให้ถือปฏิบัติและผู้ใดยำเกรงอัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขา"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัฏ-เฏาะลาก 65:2)

พยานกรณีกล่าวหาหญิงบริสุทธิ์ ต้องมีพยาน 4 คน โดยไม่ระบุว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

وَالَّذِينَ يَرْمُونَ الْمُحْصَنَاتِ ثُمَّ لَمْ يَأْتُوا بِأَرْبَعَةِ شُهَدَاءَ فَاجْلِدُوهُمْ ثَمَانِينَ جَلْدَةً وَلَا تَقْبَلُوا لَهُمْ شَهَادَةً أَبَدًا وَأُولَٰئِكَ هُمُ الْفَاسِقُونَ ( 4 ) 

"และบรรดาผู้กล่าวโทษบรรดาหญิงบริสุทธิ์ แล้วพวกเขามิได้นำพยานสี่คนมา พวกเจ้าจงโบยพวกเขาแปดสิบที และพวกเจ้าอย่ารับการเป็นพยานของพวกเขาเป็นอันขาด ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ฝ่าฝืน"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอันนูร 24:4)

وَالَّذِينَ يَرْمُونَ أَزْوَاجَهُمْ وَلَمْ يَكُن لَّهُمْ شُهَدَاءُ إِلَّا أَنفُسُهُمْ فَشَهَادَةُ أَحَدِهِمْ أَرْبَعُ شَهَادَاتٍ بِاللَّهِ إِنَّهُ لَمِنَ الصَّادِقِينَ ( 6 ) 

"และบรรดาผู้กล่าวโทษภรรยาของพวกเขา และสำหรับพวกเขาไม่มีพยานนอกจากตัวของพวกเขาเอง ก็ให้การเป็นพยานของคนหนึ่งในพวกเขากล่าวสาบานสี่ครั้ง ด้วยพระนามของอัลลอฮ์แท้จริงเขาเป็นหนึ่งในหมู่ผู้พูดจริง"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอันนูร 24:6)

และอย่างกรณีที่การรายงานหะดิษ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา เป็นพยานเพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะได้รับหะดิษ ท่านได้บอกเล่าหะดิษไม่น้อยกว่า 2,220 หะดิษ ซึ่งถือว่าเชื่อถือได้โดยตัวของนางเพียงผู้เดียว หรือในเรื่องอื่นๆ เช่น การเป็นพยานในการเห็นจันทร์เสี้ยวในการเริ่มต้นและสิ้นสุดของเดือนรอมาฎอน จำเป็นต้องมีพยาน 2 คน โดยไม่คำนึงว่าพยานจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
ยกเว้นกรณีเป็นพยานในคดีฆาตกรรม ซึ่งนักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่าผู้หญิงอาจมีความหวาดกลัวมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงอาจมีสภาพอารมณ์สับสน จึงให้พยานที่เป็นผู้หญิง 2 คน เท่ากับพยานที่เป็นผู้ชาย 1 คน

กฎของอัลกุรอานที่ไม่มีความขัดแย้งใดๆ ได้พิสูจน์ความจริงว่า อัลกุรอานมาจากพระเจ้าองค์เดียว ผู้ทรงมีความรู้เรื่องความจริงอย่างสมบูรณ์ พระองค์ทรงเห็นทุกสิ่งจากทุกมุม ดังนั้น พระองค์จึงทรงอยู่ในฐานะที่จะออกคำบัญชาที่มีความสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์กับธรรมชาติ


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


อิสลามกับการดูใบหน้าผู้ที่แต่งงาน

  
         ศาสนาอนุญาตให้ชายมุสลิมที่พอใจสตรีท่านหนึ่งที่ตนเองจะสู่ขอนางเพื่อแต่งงาน   ก็ให้ชายผู้นั้นไปที่บ้านของนางพร้อมกับขอดูใบหน้าของนาง  แต่ทว่า นางก็มีสิทธิจะให้ดูหรือไม่ให้ดูใบหน้าของนางก็ได้ เพราะการดูใบหน้าไม่ใช่วาญิบ แต่ถ้าผู้มาขอเป็นผู้มีอีมาน เป็นคนดี นางก็ควรเปิดใบหน้าให้เขาดู

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ฉันอยู่กับท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

" فأتاه رجل فأخبره أنه تزوج امرأة من الأنصار فقال رسول الله صلى الله عليه وسلم أنظرت إليها "

ความว่า "ชายคนหนึ่งก็มาหาท่านนบี แล้วเขาก็บอกท่านนบีเกี่ยวกับจะแต่งงานกับสตรีชาวอันศอรฺท่านหนึ่ง ท่านนบีตอบว่า ท่านมองนางแล้วหรือยัง? เขาตอบว่า ยังครับ ท่านรสูลตอบว่า ท่านจงไปแล้วมองนางเถิด" (บันทึกโดยมุสลิม และนะสาอีย์)

 ส่วนกรณีที่พอใจสตรีท่านหนึ่ง แต่ขอดูหน้าก่อนที่จะไปสู่ขอนาง เช่นนี้ถือว่าไม่เข้าข่ายหะดีษข้างต้น นั่นหมายรวมว่าทำไม่ได้นั่นเอง


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

การห้ามสตรีที่มีอิดดะฮฺบางประการจากการตายของสามี

 
อิดดะฮฺ หมายถึง การนับ การคำนวณ จุดประสงค์การนับหรือคำนวณ ก็คือ เวลาที่หญิงคำนวณนับวันของนางใช้เรียกระยะที่นางต้องรอคอยจนกว่าจะครบตามกำหนด หลังจากที่สามีตาย หรือได้หย่าจากนาง จึงจะอนุญาตให้แต่งงานให้ได้ ใช้เรียกช่วงของเวลานี้ว่า “อิดดะฮฺ”

การหิด้าด หรือการห้ามสตรีที่อิดดะฮฺจากการตายของสามี ศาสนาไม่ให้นางมีการกระทำการบางประการ ดังนี้

ประการที่ 1 การห้ามสตรีที่มีอิดดะฮฺ ใช้น้ำหอมทุกชนิด ด้วยการใช้น้ำหอมตามตัวของนาง เสื้อผ้าของนาง และไม่ใช้สิ่งต่างๆ ที่ทำให้เกิดความหอม

ประการที่ 2 การห้ามสตรีที่มีอิดดะฮฺ  ตกแต่งตามร่างกายของนาง ด้วยการใช้อาบสีด้วยใบเทียน และสิ่งต่างทุกชนิดของการตกแต่ง อันได้แก่ การย่อมสีผิวหนัง การทาตา เว้นแต่เพื่อการรักษา ก็สามารถที่จะทาตาได้ในเวลากลางคืน และลบมันออกในเวลากลางวัน และไม่มีปัญหาใดที่นางจะรักษาตาด้วยสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ยาทาตา หากสิ่งนั้นไม่ใช่การตกแต่ง

ประการที่ 3 การห้ามสตรีที่มีอิดดะฮฺ ตกแต่งด้วยเสื้อผ้าต่างๆ ด้วยการจัดเตรียมเพื่อการตกแต่ง จากสิ่งที่ทำขึ้นมาเพื่อการตกแต่ง และให้นางสวมใส่เสื้อผ้าไม่มีการตกแต่งใดๆ และไม่จำต้องกำหนดสีเฉพาะ จากสิ่งที่มีการสวมใส่กันเป็นปกติธรรมดา

ประการที่ 4 การห้ามสตรีที่มีอิดดะฮฺ สวมใส่เครื่องประดับทุกชนิด

ประการที่ 5 การห้ามสตรีที่มีอิดดะฮฺ นอนที่บ้านของคนอื่น ที่ไม่ใช่บ้านของนาง ที่สามีของนางได้เสียชีวิตในบ้านนั้น ในขณะที่นางอยู่ด้วย นางจะไม่ไปอยู่ที่อื่น นอกจากมีอุปสรรคทางบทบัญญัติเท่านั้น จะไม่ออกไปเยี่ยมเยียนคนเจ็บป่วย ออกไปเยี่ยมเยียนเพื่อน หรือญาติใกล้ชิดก็ตาม และให้นางออกไปในเวลากลางวัน เพื่อทุระต่างๆที่จำเป็นได้

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว 5 ประการข้างต้น เป็นสิ่งศาสนาอนุญาต

อิมามอิบนุล กอยยิม ได้กล่าวว่า
“และนางจะไม่ถูกห้ามไม่ให้ตัดเล็บ ถอนขนรักแร โกนผม ขนที่ได้รับการสนับให้โกนออก และชำระล้างด้วยน้ำใบพุทรา และหวีผมด้วยน้ำนั้น”
(หนัง “อัดยุนนะบะวีย์ เล่มที่ 5 หน้าที่ 507)

ชัยคุลอิสลาม อบนุ ไตยมียะฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า
“และอนุญาตให้นางกินทุกสิ่งทุกอย่างที่อัลลอฮฺได้ทรงอนุญาตให้ เช่น ผลไม้ และเนื้อ เช่นเดียวหันอนุญาตให้นางดื่มสิ่งที่เป็นอนุญาตจากเครื่องดื่มต่างๆ ไปจนกระทั่งท่านได้กล่าวว่า และไม่ห้ามนางไม่ให้กระทำการงานหนึ่งการงานใด จากการงานต่างๆที่เป็นที่อนุมัติ เช่น การปักถักร้อย การตัดเย็บ การทอ และอื่นจากนั้น จากสิ่งที่พวกสตรีเขาทำกัน และอนุญาตให้นางกระทำสิ่งอื่นๆได้ ที่เป็นที่อนุญาตแก่นาง ในช่วงที่ไม่มีอิดดะฮฺ เช่น การพุดคุยกับผู้ชายคนหนึ่งคนใด ที่นางต้องการจะพูดกับเขาด้วย ในเมื่อนางนั้นอยู่ในสภาพที่มีการปกปิดมิดชิด และอื่นจากนั้น และนี้คือสิ่งที่ฉันได้กล่าวถึง ซึ่งมันก็เป็นแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ที่บรรดาสตรีของเหล่าสาวกได้กระทำ เมื่อเหล่าสามีของพวกนางได้เสียชีวิต”
 (หนังสือ “มัจญ์มูอุลฟะตาวา เล่มที่ 27 -28)

และสำหรับที่มีการกล่าวว่า
“แท้จริงหญิงที่มีอิดดะฮฺนั้นจะปกปิดใบหน้าของนาง ไม่ให้ดวงจันทร์ได้เห็น จะไม่ขึ้นไปที่ดาดฟ้า จะไม่พูดกับพวกผู้ชาย จะปิดหน้าของนาง ไม่ให้พวกที่เป็นมะฮฺร็อมได้เห็น และอื่นจากนั้น ทั้งหมดนั้นไม่มีที่มาแต่ประการใด

เพิ่มเติม
การหิด้าด ในช่วงเวลาอิดะอฺเมื่อสามีตายนี้ บรรดานักวิชาการมีเห็นตรงกันหมด แต่มีความเห็นต่างด้วยหย่าขาดคืนดีไม่ได้ มัซอับฮานาฟีย์ กล่าวว่า หญิงนั้นต้องมีการหิด้าด ส่วนมัซฮับอื่นไม่ต้องมีการหิด้าดแต่อย่าสงใด


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿