อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

สักยันต์ยาซีนมีด้วยหรือ?



นี่คือโปสเตอร์ประกาศเกี่ยวกับพิธีกรรมสักยันต์ ที่ติดอยู่ที่ร้านแห่งหนึ่ง สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือในโปสเตอร์มีข้อ ความว่า “ซูเราะฮฺ ยาซีน วิชา สายอิสลาม” ซูเราะฮฺ ยาซีน ไปเกี่ยวข้องอะไรกับพิธีกรรมสักยันต์ ? ก่อนที่จะชี้ แจงในรายละเอียดต่าง ๆ คงจะต้องทำความเข้าใจกับพิธีกรรมสัก ยันต์เสียก่อน

 *คำว่า ยันต์ ก็คือคำศัพทที่ได้เอามาจาก พวกพราหมฮินดู เป็นภาษาบาลีหรือสันสกฤต, ก็เรียกว่า Yantra ยันตระ. ยันต์มันมีอยู่ตั้งแต่ ก่อนสมัย พุทธกาล เป็นหลายร้อยหลายพันปี ถือว่าเป็นเวทย์ที่พวก Rishis (พระฤษีฮินดู), ที่ได้ แต่งยันต์เป็นเครื่องหมายศักดิสิทธ ิ์เอามนตร์มาลงเป็นตัว อกขระ ให้ขลัง เหล่าพระฤษีทั้งหลาย ก็คือคนที่มีพลัง วิเศษ บำเพญตบะ จนพวกท่านสามารถ ที่จะเจาะฟังพวกเทวดา บนสวรรค์ได้...จึงสร้างเขียน บทสรรเสริญ์เป็น คำภีร์พระเวท*

* (http://www.sak-yant.com/thaiblog/)

ดังนั้นการสักยันต์จึงไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับศาสนาอิสลามเลย เพราะการสักยันต์นั้น ผู้สักหรือผู้ที่ถูกสักก็มี ความเชื่อเกี่ยวกับ ความศักดิสิทธิ์ ความขลัง ป้องกันภัยต่าง ๆ ซึ่งความเชื่อในลักษณะเช่นนี้ว่า มีสิ่งอื่นที่สามารถ ป้องกันภัยได้นั้น เป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา อย่างชัดเจน แน่นอนเหลือเกินว่า การตั้งภาคี ต่ออัลลอฮฺนั้น มีจุดจบอย่างไร

إِنَّ اللَّهَ لَا يَغْفِرُ أَنْ يُشْرَكَ بِهِ وَيَغْفِرُ مَا دُونَ ذَلِكَ لِمَنْ يَشَاءُ وَمَنْ يُشْرِكْ بِاللَّهِ فَقَدِ افْتَرَى إِثْمًا عَظِيمًا

“แท้จริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้มีภาคี ขึ้นแก่พระองค์ และพระองค์ทรง อภัยให้แก่สิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคีขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้อุปโลกน์บาปกรรมอันใหญ่หลวงขึ้น”
(อันนิซาอฺ : 48)

مَنْ يُشْرِكْ بِاللَّهِ فَقَدْ حَرَّمَ اللَّهُ عَلَيْهِ الْجَنَّةَ وَمَأْوَاهُ النَّارُ وَمَا لِلظَّالِمِينَ مِنْ أَنْصَارٍ

“...แท้จริงผู้ใดให้มีภาคีแก่อัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา และที่พำนัก ของเขานั้นคือนรก และสำหรับ บรรดาผู้อธรรมนั้นย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ”
(อัลมาอิดะฮฺ : 72)
โฉมหน้าผู้ที่ถูกเรียกว่าอาจารย์แขก รือเสาะ

เราเองไม่ทราบว่า อ.แขก รือเสาะ ( สำนักอาจารย์แขก รือเสาระ เลขที่ 58/135 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองเกลือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี) นั้นไม่ได้เป็นมุสลิมหรือ เคยเป็นมุสลิมมาก่อน หากแม้นว่า อ.แขก รือเสาะ อ้างว่าเป็นมุสลิม ก็คงไม่เหลือ สภาพการเป็นมุสลิมแล้วกระมั่ง เพราะอ.แขก พัวพันงมงายอยู่กับ พวกเครื่องราง ของขลัง สิ่งต่าง ๆ ที่นำไปสู่การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ และการ นำเอาอายะฮฺอัลกุรอ่านมาสักยันต์นั้น เป็นการเหยียด หยามอิสลามเป็นอย่างมาก  เพราะอัลกุรอ่านเป็นพระดำรัสของอัลลฮฮฺ ที่สูงส่ง ไม่ใช่พยัญ ชนะอันสวยหรูที่จะ นำไปเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมอันสกปรกเยี่ยงนั้น ซึ่ง อ.แขก เองก็ได้ทำการสักยันต์ไปแล้ว
                   
    ขอเรียนว่าอิสลามไม่มีคำสอนใดเกี่ยวกับการสักยันต์เลย ฉะนั้นการใช้คำว่า “วิชาสายอิสลาม” เป็นการโกหก ใส่ร้าย อย่างรุนแรง เพราะวิชา สักยันต์นั้นเป็นแขนงหนึ่งของไสยศาตร์ และวิชาไสยศาตร์นั้น เป็นผลงานของ บรรดาชัยฏอน ดังที่พระองค์อัลลอฮฺ ทรงตรัสว่า

وَلَكِنَّ الشَّيَاطِينَ كَفَرُوا يُعَلِّمُونَ النَّاسَ السِّحْرَ

“...แต่ทว่าชัยฏอนเหล่านั้นต่างหากที่ปฏิเสธการศรัทธา โดยสอนประชาชนซึ่งวิชาไสยศาสตร์...”
(อัลบะกอเราะฮฺ : 102)

บรรดาชัยฏอนนั้น เสี่ยมสอนไสยศาตร์ให้กับมนุษย์ เพื่อหลอกหลวงมนุษย์ไปสู่การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ โดยการ ให้มนุษย์นั้นมอบหมายชีวิตกับ วัตถุมงคล เครื่องราง ของขลัง ต่าง ๆ มีรายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนิ มัสอู๊ด เล่าว่า ฉันได้ยินท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า

إِنَّ الرُّقَى وَالتَّمَائِمَ وَالتِّوَلَةَ شِرْكٌ

“อันที่จริงแล้วเครื่องป้องกันต่าง ๆ เครื่องรางของขลังต่าง ๆ และเครื่องของเสน่ห์ต่าง ๆ นั้น เป็นการ ตั้งภาคี...”
(บันทึกโดยอบูดาวุด : 3883 อะหฺมัด : 3604 อิบนุมาญะฮฺ : 3530 เศาะเหี๊ยะหฺอบูดาวุดอัลบานียฺ : 3883 เศาะเหี๊ยะหฺอิบนุมาญะฮฺอัลบานียฺ : 2861 อัลญามิอุศเศาะฆีร อัซซุญูตียฺ : 2002 มัญมัวะอฺฟะตะวาอิบนุบาซ : 453/9)

ฉะนั้น การที่ อ.แขก รือเสาะ บอกว่า “สักยันต์ซุเราะฮฺ ยาซีน วิชาสายอิสลาม” จึงเป็นเรื่องที่โกหก และอาจทำ ให้มุสลิมที่ไม่มีความรู้นั้น หลงเชื่อได้  อิสลามไม่ได้สอนให้นำอัลกุรอ่านมาเป็นเครื่องรางของขลัง เพราะอัลกุร อ่านนั้น เป็นบทบัญญัติ ข้อห้าม ข้อใช้ต่าง ๆ ในการดำ เนินชีวิต

ประการต่อมา ประโยคที่ว่า “ป้องกันภัย 8 ทิศ” มุสลิมจะเชื่อไม่ได้ว่า มีสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺที่สามารถป้องกัน ภัยได้ พระองค์เท่านั้นที่สามารถ ป้องกันภัย หรือจะทรงให้ภัยเกิดขึ้นกับเราก็ได้ ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า

وَإِنْ يَمْسَسْكَ اللَّهُ بِضُرٍّ فَلَا كَاشِفَ لَهُ إِلَّا هُوَ وَإِنْ يُرِدْكَ بِخَيْرٍ فَلَا رَادَّ لِفَضْلِهِ يُصِيبُ بِهِ مَنْ يَشَاءُ مِنْ عِبَادِهِ وَهُوَ الْغَفُورُ الرَّحِيمُ

"และหากอัลลอฮฺจะทรง ให้ทุกข์ภัย ประสบแก่เจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดปลดเปลื้องมันได้ นอกจากพระองค์ และหากพระองค์ทรงปรารถนา ความดีแก่เจ้าแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดกีดกันความโปรดปรานของพระองค์ได้ พระองค์จะทรงให้ประสบแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จาก ปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์จะเป็น ผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
(ยูนุส : 107)

ประการต่อมา ประโยคที่ว่า “เสริมอำนาจบารมี” มุสลิมจะเชื่อมิได้ว่าจะมีสิ่งใดทำให้มีอำนาจบารมี แต่พระองค์ อัลลอฮฺเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่ทรงมีอำนาจ และจะทรงให้อำนาจแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ตัวอย่างเช่น การที่ อัลลอฮฺทรงให้อำนาจแก่ท่านนบีสุลัยมาน ในการควบคุมลม ควบคุมบรรดาญิน หรือพูดคุยภาษาของสัตว์ได้  หรือที่พระองค์ทรงให้อำนาจแก่ท่านนบีอิบรอฮีม ที่ไฟนั้นไม่สามารถเผาร่างกายของท่านได้ เป็นต้น ดังนั้นการ สักยันต์ไม่ได้ทำให้มนุษย์คนใดมีอำนาจเหนือกว่าผู้ใดทั้งนั้น

ประการต่อมา ประโยคที่ว่า “มีเงินทองโชคลาภ” มุสลิมต้องเชื่อมั่นว่า เงินทอง ริซกี ปัจจัยยังชีพต่าง ๆ นั้น เป็นการประทานให้และการกำหนด ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ประกอบกับการขยันหมั่นเพียร ทำงาน สุจริต ประหยัด ออมทรัพย์ จ่ายซะกาต เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร กับการสักยันต์เลยแม้แต่น้อย

ประการต่อมา ประโยคที่ว่า “ชีวิตไม่พบอุปสรรค” มนุษย์ทุกคนบนโลกดุนยานี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ทุกคน ต้องเผชิญกับอุปสรรค การทดสอบ ต่าง ๆ หลายเรื่อง ไม่มีใครที่จะมีความสุขตลอดชีวิต และก็ไม่มีใครที่จะมี ความทุกข์ตลอดชีวิต ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ หรือไม่ศรัทธาก็ตาม พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงตรัสไว้ว่า

وَلَنَبْلُوَنَّكُمْ بِشَيْءٍ مِنَ الْخَوْفِ وَالْجُوعِ وَنَقْصٍ مِنَ الْأَمْوَالِ وَالْأَنْفُسِ وَالثَّمَرَاتِ وَبَشِّرِ الصَّابِرِينَ

"และแน่นอน เราจะทดสอบพวกเจ้าจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากความกลัว และความหิว และด้วยความสูญเสีย (อย่างใดอย่างหนึ่ง) จากทรัพย์ สมบัติ ชีวิต และพืชผล และเจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่ผู้อดทนเถิด"
(ซูเราะฮฺบะกอเราะฮฺ อายะฮฺที่ 155)

ฉะนั้นการสักยันต์นั้นสามารถทำให้ “ชีวิตไม่พบอุปสรรค” จึงเป็นสิ่งที่มุสลิมเชื่อไม่ได้โดยเด็ดขาด!!!


อิสลามห้ามการสักยันต์

อิสลามห้ามการสักทุกรูปแบบ ไม่ว่าการสักนั้นจะสักคำว่า อัลลอฮฺ ก็ตาม ซึ่งจะเห็นได้จากมุสลิมที่ออกมาจากคุก ส่วนใหญ่แล้วจะมีรอยสักกัน ทั้งนั้น ซึ่งผู้ที่สักและผู้ที่ถูกสักนั้น พึงทราบเถิดว่า กำลังถูก สาปแช่งจากท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  มีรายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนิ อุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า

أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لَعَنَ الْوَاصِلَةَ وَالْمُسْتَوْصِلَةَ وَالْوَاشِمَةَ وَالْمُسْتَوْشِمَةَ

“อันที่จริงแล้วท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สาปแช่งผู้หญิงที่มีอาชีพทำผมปลอม ผู้หญิง ที่ใช้ผมปลอม ผู้ที่ทำการสัก และผู้ที่ถูกสัก”
(บันทึกโดยมุสลิม : 2124)

ดังนั้นสรุปว่า อ.แขก รือเสาะ จะชำนาญในด้านการสักยันต์แบบไหนก็แล้วแต่ แต่การนำพระนามของอัลลอฮฺ หรืออัลกุรอ่านมาเกี่ยวข้องกับ การสักยันต์นั้นถือว่าดูหมิ่นอิสลามเป็นอย่างมาก เพราะอิสลามไม่มีการสัก การสัก ยันต์เป็นสิ่งที่ผิดต่อหลักการศาสนาอิสลาม ถึงแม้ว่าผู้สักหรือ ผู้ที่ถูกสักจะบอกว่าเป็นมุสลิมก็ตาม และถ้าผู้ที่ถูก สักยังมีความเชื่อว่าสักแล้ว จะป้องกันภัย จะเจอโชคลาภ มีเงินทอง และอีกหลาย ๆ อย่าง เท่ากับ ว่ากำลังตั้งภาคี ต่ออัลลฮฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ซึ่งบั้นปลายของผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺนั้น มีจุดหมายเดียวคือไฟนรก

อะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก (ขออัลลอฮฺคุ้มครองเราให้ห่างไกลจากสิ่งนั้น )

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿
ข้อมูลจากเว็บ http://www.warasatussunnah.net

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

ซูเราะฮ์ยาซีน มีความพิเศษจริงหรือ



ซูเราะฮ์ยาซีน มีความพิเศษจริงหรือ ?
هل هناك أحاديث صحيحة في فضل قراءة سورة ( يس ) ؟ البعض يقول : إنها لِمَا قُرِأت له ؟
หะดีษที่มีการรายงานถึงความประเสริฐของการอ่านซูเราะห์ยาซีน ?
โดยที่มีบางคนได้นำหะดีษนี้มีการกล่าวว่า “ทำไมยาซีนถูกอ่านแก่เขา ?”

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ์ 

ประการแรก
          ซูเราะห์ ยาซีน เป็นซูเราะห์ หนึ่งจากอัลกุรอานที่อยู่ประเภทของซูเราะห์ อัลมักกียะห์ที่มีความสำคัญ  จำนวน อายะห์ของซูเราะห์นี้  83 อายะห์ และเป็นอายะห์สั้นๆ และเป็นซูเราะห์ที่มาสร้างความเข้มแข็งให้กับจิต ใจของบรรดาผู้ศรัทธาได้อย่างมาก  เนื้อหาสาระสำคัญ ของซูเราะห์นี้ เป็นซูเราะห์ มักกียะห์ ที่กล่าวถึงหลักความเชื่อ การให้เอกภาพที่เกี่ยวข้องกับการเป็นพระเจ้าของอัลลอฮ์  และที่เกี่ยวข้องกับ การให้เอกภาพในเรื่องของการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์   และการกล่าวถึงบั้นปลายที่เลวร้ายของบรรดาผู้ที่ปฎิเสธต่อการให้เอกภาพทั้งสองนั้น  และเรื่องสำคัญที่กล่าวถึงในซูเราะห์ คือ เรื่องของการฟื้นคืนชีพในโลกหน้า

ประการที่สอง
          มีหะดีษมากมายที่ มีการรายงานระบุถึงความประเสริฐของ ซูเราะห์ ยาซีน โดยส่วนมากเป็นหะดีษที่โกหก และ กุขึ้นมา บางหะดีษเป็นหะดีษที่อ่อนแอ (นำมาเป็นหลักฐานไม่ได้ ) บางหะดีษอ่อนแอเล็กน้อย  และเราไม่พบว่ามีหะดีษที่ถูกต้อง ที่ได้ระบุเจาะจงถึงความประเสริฐของ ซูเราะห์ ยาซีน
         และหะดีษที่มีรายงานถึงความประเสริฐ ของซูเราะห์ ยาซีน ที่บรรดานักวิชาการได้จัดให้เป็นหะดีษที่อ่อนแอ  ที่เรานำเสนอตรงนี้ ก็เพื่อต้องการนำมาเตือน เช่นหะดีษต่อไปนี้

( إن لكل شيء قلبا ، وقلب القرآن ( يس ) ، من قرأها فكأنما قرأ القرآن عشر مرات )

“แท้จริงทุกๆ สิ่งนั้นมีหัวใจ และหัวใจของอัลกุรอาน (คือยาซีน) ใครที่อ่านมัน เสมือนว่าเขาได้อ่านอัลกุรอานถึงสิบ ครั้ง”

( من قرأ سورة ( يس ) في ليلة أصبح مغفورا له ) 

“ใครได้อ่านซูเราะห์ ยาซีน ในตอนกลางคืน ในตอนเช้าเขาจะได้รับการอภัยโทษ”

( من داوم على قراءتها كل ليلة ثم مات مات شهيدا ) 

“ใคร ที่ได้อ่านซูเราะห์ยาซีนเป็น ประจำ หลังจากนั้นเขาได้เสียชีวิต เหมือนกับการเสียชีวิตของผู้ทีเป็นชะฮีด”

( من دخل المقابر فقرأ سورة ( يس ) ، خفف عنهم يومئذ ، وكان له بعدد من فيها حسنات )

“ใคร ที่เข้าไปยังหลุมฝังศพ แล้วเขาได้อ่านซูเราะห์ ยาซีน วันนั้นพวกเขาจะได้รับการลดโทษให้เบาบางลงจากอัลลอฮ์ และสำหรับเขา(ผู้ที่อ่าน)จะได้รับความดีเท่ากับจำนวนของผู้ที่อยู่ในหลุมฝังศพ”

          ให้ดูในหนังสือ อัลเมาดูอาต ของท่าน อิบนุลเญาซีย์ 2/313  อัลฟาวาฮิดุล มัจมูฮะห์ ของท่านอัชเชากานีย์  และให้กลับไปดูเนื่องจากความสำคัญของหนังสือ ที่ชื่อว่า หะดีษ กอลบุลกุรอานฟิลมีซาน  และประโยคที่รายงานถึงความประเสริฐ ซึ่งเป็นหนังสือของท่าน อัชเชค มูฮัมหมัด อัมรฺ อับดุลลาตีฟ ขออัลลอฮ์ทรงปกป้องต่อท่าน และให้กลับไปดูในเว็บไซด์ของเรา คำถามหมายเลขที่ 654 คำถามที่ 6460
ประการที่สาม 
สำหรับหะดีษที่มีการรายงานสำนวนหะดีษที่ว่า
( يس لما قرئت له ) “ซูเราะห์ยาซีน ทำไมถูกอ่านมันให้แก่เขา”

          โดยที่พวกเขาได้ให้ความหมายว่า แท้จริงการอ่านซูเราะห์ยาซีนนั้นจะสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ยาก และทำให้การงานต่างๆ สะดวกง่ายดาย หากใครที่อ่านซูเราะห์ยาซีนเป็นประจำ จำเป็นที่จะต้องเตือนให้ทราบว่า สิ่งที่อ้างมานั้นเป็นความเท็จ ที่จะพาดพิงคำพูดเหล่านี้ว่ามาจากซุนนะห์ของท่านนะบี หรือ พาดพิงบรรดาผู้ที่มีความรู้ จากบรรดาศอหาบะห์ หรือ บรรดาอัตตาบีอีน หรือ บรรดาอิหม่ามผู้ทรงความรู้  โดยที่สิ่งที่กล่าวมา นั้นไม่ได้มีรายงานจากพวกเขาแต่ประการใด และพวกเขายังถือ คำพูดเหล่านั้นเป็นความเท็จ

          ท่าน อัซซาคอวี ย์ รอฮิมาอุลลอฮ์ได้ กล่าวว่า สำหรับหะดีษนี้นั้น หาที่มาไม่ได้ จบคำพูดของท่านอัซซาคอวีย์  จากหนังสือ อัลมาคอซิดุลหาซานะห์  หน้าที่ 741 

          และท่าน อัลกอดีย์ ซาการียา ได้กล่าวไว้เช่นกัน ในหนังสือ หาชยาตุลบัยดอวีย์  เรื่องที่มีปรากฏ ในหนังสือ กัชฟุลคอฟาฮฺ 2/2215  และเช่นเดียวกัน ในหนังสือ อัชชูซูส ฟิล อาหาดีซิลมุชตาอิ เราะห์  ของอิบนู ตูลูน อัซซอลีฮียฺ 2/1158  และเช่นเดียวกัน ถูกกล่าวไว้ในหนังสือ อัลอัซรอซ อัลมัรฟูฮะ ของท่าน อัลกอรียฺ หน้าที่ 619  และ อื่นๆ จากนี้ ให้ไปดูในหนังสือ ของท่าน อัช เชค มูฮัมหมัด อัมรฺ ที่ระบุไว้ในหนังสือที่ว่า หะดีษที่ ว่า หัวใจของอัลกุรอาน คือ ยาซีน หน้าที่ 80

          ไม่อนุญาตให้คนหนึ่งคนใด นำหะดีษเหล่านี้กล่าวอ้างว่ามาจากท่านนบี  และอย่าได้นำไปบอกกล่าวแก่ผู้คน  แต่บางคนได้อ้างว่า สิ่งที่ได้กล่าวไว้ในหะดีษเมื่อนำไปใช้ก็มีผลลัพธ์เหมือนที่ระบุไว้ และเกิดขึ้นเหมือนกับที่หะดีษได้บอกไว้นั้นเป็นการยืนยันถึงความถูกต้องของหะดีษ   ก็ให้ตอบแก่ผู้ที่กล่าวอ้างว่า  แต่มีคนอยู่จำนวนมากเช่นเดียวกัน ที่ได้อ่านยาซีน  โดยหวังจะให้การอ่านนั้นมาขจัดความทุกข์ยากของเขาแต่ก็ไม่มีสิ่งนั้นเกิดขึ้น  ทำไมจึงยึดเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านเพียงอย่างเดียว  ไม่ไปมองสิ่งที่เกิดในบุคคลอื่นด้วย

          และท่านอิบนุ  กะซีรได้กล่าวไว้  ในหนังสือ ตัฟซีรุลกุรอานุลอาซีม เล่มที่ 3/ 742  มีรายงานจากผู้รู้บางท่าน ที่กล่าวว่า ส่วนหนึ่งจากความพิเศษของซูเราะห์นี้ (ยาซีน ) เมื่อมันถูกอ่านในขณะที่ประสบอุปสรรคในการงาน  อัลลอฮ์จะให้งานนั้นมีความสะดวกง่ายดาย ซึ่งที่กล่าวมานั้นมันเป็นการวินิจฉัยของนักวิชาการบางท่านเท่านั้น โดยไม่มีหลักฐานจากอัลกุรอาน และอัซซุนนะห์ หรือจากคำพูดของเหล่าศอหาบะห์ หรือ บรรดาอัตตาบีอีน 
และจากการวินิจฉัยประเภทนี้ไม่อนุญาตให้นำมันพาดพิงไปหาอัลลอฮ์ และรอซูลของพระองค์  แต่ว่าให้นำคำพูดนี้กล่าวอ้างถึงคนที่เป็นผู้พูด บางครั้งอาจจะถูก หรือบางครั้งอาจจะผิด  ไม่อนุญาตให้นำมันพาดพิงไปหาอัลกุรอาน และ อัซซุนนะห์ ของท่านรอซูลของอัลลอฮ์ นอกจากสิ่งที่เรามั่นใจว่ามันมากจากอัลลอฮ์และรอซูล 
อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสไว้ว่า
{ قُلْ إِنَّمَا حَرَّمَ رَبِّيَ الْفَوَاحِشَ مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَمَا بَطَنَ وَالإثْمَ وَالْبَغْيَ بِغَيْرِ الْحَقِّ وَأَنْ تُشْرِكُوا بِاللَّهِ مَا لَمْ يُنَزِّلْ بِهِ سُلْطَانًا وَأَنْ تَقُولُوا عَلَى اللَّهِ مَا لا تَعْلَمُونَ }

33. จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า แท้จริงสิ่งที่พระเจ้าของฉันทรงห้ามนั้น คือบรรดาสิ่งที่ชั่วช้าน่ารังเกียจ¹ทั้งเป็นสิ่งที่เปิดเผยจากมันและสิ่งที่ไม่เปิดเผย และสิ่งที่เป็นบาป² และการข่มเหงรังแกโดยไม่เป็นธรรม³ และการที่พวกเจ้าให้เป็นภาคแก่อัลลอฮ์ซึ่งสิ่งที่พระองค์มิได้ทรงประทานหลัก ฐานใด ๆ ลงมาแก่สิ่งนั้น 4 และการที่พวกเจ้ากล่าวให้ภัย 5 แก่อัลลอฮ์ในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้
(1)  เช่นการทำซินา การข่มขืนชำเรา การฆ่ากัน และการปล้นจี้ เป็นต้น
(2)  คือการฝ่าฝืนบัญญัติศาสนาโดยทั่วไป
(3)  คำว่า “โดยไม่เป็นธรรม” นั้นเป็นการย้ำคำที่ว่า “การข่มเหงรังแก”
(4)  คือมิได้ทรงมีหลักฐานยืนยันว่าสิ่งนั้นเป็นภาคีกับพระองค์ ที่กล่าวเช่นนี้เพียงเพื่อแสดงว่าพวกเรากระทำด้วยพละการเท่านั้น ความจริงแล้วไม่มีสิ่งใดเป็นภาคีแก่พระองค์ทั้งสิ้น
(5)  คืออุตริกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น แล้วอ้างว่าเป็นศาสนาของอัลลอฮ์ ปฏิบัติการดังกล่าวนี้ถือเป็นการให้ร้ายแก่พระองค์

          และจำเป็นที่เราจะต้องตักเตือนในเรื่องนี้  มีผู้คนจำนวนมาก ที่ต้องการปลดเปลื้องความทุกข์ของตัวเองในขณะที่ทำการวิงวอนขอและ อ่านยาซีน  แท้จริงความทุกข์ของเขาจะถูกปลดเปลื้องเมื่อจิตใจของเขาได้มุ่งหน้าไปสู่อัลลอฮ์หวังจากเพียงพระองค์เท่านั้น  ไม่ใช้เขาคิดว่าการที่เขาอ่าน หรือวิงวอนขอดุอาจะช่วยได้โดยลืมคิดถึงความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ 
ท่านชัยคุลอิสลาม  อิบนุ ตัยมียะห์ ขออัลลอฮ์โปรดเมตตาต่อท่าน ได้กล่าวว่า
          สาเหตุที่ทำให้ความทุกข์ของคนบางคนถูกปลดเปลื้อง ซึ่งพวกเขาทำการขอดุอาวิงวอนในสิ่งที่เป็นการวิงวอนที่ต้องห้าม  แท้จริงมีชายคนหนึ่งจากพวกเขา บางครั้งเขาตกอยู่ในภาวะที่คับขัน หากเขาเป็นผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ได้วิงวอนขอต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียว ณ รูปเจว็ด(ในภาวะคับขัน) แน่นอนการวิงวอนนั้นจะถูกตอบรับ เนื่องจากความจริงจังที่เขาได้มุ่งไปหาอัลลอฮ์  

           หากการวิงวอนขอดุอา ณ ที่รูปเจว็ดโดยเป็นการตั้งภาคี   โดยการขอดุอานั้นมีสื่อกลาง (ระหว่างเขากับอัลลอฮ์) เช่นไปขอกับ ผู้ที่ตายไปแล้ว หรือ อื่นจากนี้ นอกเหนือจากอัลลอฮ์ เพื่อให้ทำการช่วยเหลือเขา แท้จริงผู้ที่ทำการวิงวอนนั้น จะถูกนำไปสู่นรก อัลลอฮ์ไม่อภัยโทษให้แก่เขาด้วย  และจะทำให้คนจำนวนมากมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ทำให้พวกเขาไปยึดบรรดาคนดีทั้งหลายโดยทำการอิบาดะห์และวิงวอนขอดุอาต่อคนตาย

          เมื่อพบว่าเขาได้ทำอิบาดะห์หรือขอดุอากับคนตายแล้วมีผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ ทำให้พวกเขายึดมันเป็นเหตุผลและให้น้ำหนักในการอิบาดะห์ และการวิงวอนขอ  และได้ยึดมันเป็นซุนนะห์ เสมือนว่าท่านนะบีได้เป็นผู้ที่ปฏิบัติไว้   นี่ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อผู้ปฎิบัติมีความหนักแน่นในการกระทำ และทำให้ผู้อื่นที่ปฏิบัติตามด้วย  หากเป็นเช่นนั้นมันเป็นสิ่งที่อันตราย  เนื่องจากการงานนั้นไม่ได้มีบทบัญญัติ  เมื่อพวกเขาปฏิบัติแล้วหวังว่าจะได้รับผลบุญ และมีความตั้งใจกระทำด้วยความจริงจัง ซึ่งหวังว่าจะได้รับการตอบรับจากการกระทำนั้น   (2/698، 700)

จากหนังสือ    انتهى من اقتضاء الصراط المستقيم. และ อิสลามคำถามและคำตอบ คำถามหมายเลขที่ 75894

     والله أعلم 
 ✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

แปลโดย  อิสมาอีล  กอเซ็ม
http://www.islammore.co



ไม่ตัดสินมุสลิมผู้ทำบาปใหญ่ว่าเป็นกาเฟ็ร



               ในหลักใหญ่ต่างๆ ของอะฮฺลุสสุนนะฮฺ หลักหนึ่งคือ ศาสนา และการศรัทธา  คือการกล่าว และการกระทำ การกล่าวของหัวใจ และลิ้น และการกระทำของหัวใจลิ้นและอวัยวะต่างๆ และว่าการศรัทธานั้นมันเพิ่มขึ้นด้วยการเชื่อฟัง และมันลดลงด้วยการฝ่าฝืน และพวกเขาพร้อมกันนั้น ก็ไม่ได้ตัดสินว่า ชาวกิบละฮฺ(บรรดามุสลิม) เป็นผู้ปฏิเสธ(กาเฟ็ร) ด้วยการฝ่าฝืนต่างๆ และบาปใหญ่ต่างๆ เหมือนกับที่พวกผู้ออกนอกลู่นอกทาง(อัลเคาะวาริจญฺ) กระทำ หากแต่ความเป็นพี่น้องด้านการศรัทธานั้น มันคงมีอยู่กับการฝ่าฝืนต่างๆเหมือนกับที่พระองค์อัลลอฮฺ ศุบอานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

وَإِن طائِفَتانِ مِنَ المُؤمِنينَ اقتَتَلوا فَأَصلِحوا بَينَهُما ۖ فَإِن بَغَت إِحدىٰهُما عَلَى الأُخرىٰ فَقٰتِلُوا الَّتى تَبغى حَتّىٰ تَفيءَ إِلىٰ أَمرِ اللَّهِ ۚ فَإِن فاءَت فَأَصلِحوا بَينَهُما بِالعَدلِ وَأَقسِطوا ۖ إِنَّ اللَّهَ يُحِبُّ المُقسِطينَ

"และหากมีสองฝ่ายจากบรรดาผู้ศรัทธาทะเลาะวิวาทกัน พวกเจ้าก็จงไกล่เกลี่ยระหว่างทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายหนึ่งในสองฝ่ายนั้นละเมิดอีกฝ่ายหนึ่ง  พวกเจ้าก็จงปรามฝ่ายที่ละเมิดจนกว่าฝ่ายนั้นจะกลับสู่พระบัญชาของอัลลอฮฺ ฉะนั้นหากฝ่ายนั้นกลับ (สู่พระบัญชาของอัลลอฮฺ) แล้ว  พวกเจ้าก็จงประนีประนอมระหว่างทั้งสองฝ่ายด้วยความยุติธรรม และพวกเจ้าจงให้ความเที่ยงธรรม(แก่ทั้งสองฝ่าย) เถิด แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักใคร่บรรดาผู้ให้ความเที่ยงธรรม"
(อัลกุรอาน สูเราะฮ์อัลหุญร้อต49: 9)

إِنَّمَا المُؤمِنونَ إِخوَةٌ فَأَصلِحوا بَينَ أَخَوَيكُم ۚ وَاتَّقُوا اللَّهَ لَعَلَّكُم تُرحَمونَ

"แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน  ดังนั้นพวกเจ้าจงไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา"

(อัลกุรอาน สูเราะฮ์อัลหุญร้อต 10)

พวกเขาก็ไม่ได้บอกปัดต่อผู้ที่ออกนอกลู่นอกทางที่มีศาสนา ซึ่งการเป็นพวกผู้ถ่อยห่าง(อัลมุตะซิละฮฺ)กล่าว หากแต่ผู้ที่ออกนอกลู่นอกทาง (ฟาซิก) จะเข้าอยู่ในนามของการศรัทธาทั่วไป เหมือนกับที่มีอยู่ในคำตรัสจองพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ว่า

 فَتَحريرُ رَقَبَةٍ مُؤمِنَةٍ

"ให้มีการปล่อยทาสหญิงที่ศรัทธาคนหนึ่ง" 
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอันนิซาอฺ 4:92)

และอาจจะไม่ได้เข้าอยู่ในนามของผู้ศรัทธาทั่วไป เหมือนกับที่มีอยู่ในคำตรัสของพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ว่า

إِنَّمَا المُؤمِنونَ الَّذينَ إِذا ذُكِرَ اللَّهُ وَجِلَت قُلوبُهُم وَإِذا تُلِيَت عَلَيهِم ءايٰتُهُ زادَتهُم إيمٰنًا 
وَعَلىٰ رَبِّهِم يَتَوَكَّلونَ

“แท้จริงบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น คือ ผู้ที่เมื่ออัลลอฮฺถูกกล่าวขึ้นแล้ว หัวใจของพวกเขาก็หวั่นเกรง และเมื่อบรรดาโองการของพระองค์ถูกอ่านแก่พวกเขา โองการเหล่านั้นก็เพิ่มพูนความศรัทธาแก่พวกเขา และแด่พระเจ้าของพวกเขานั้น พวกเขามอบหมายกัน”(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลอันฟาล 8:2)

และท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ผู้ผิดประเวณี เขาจะไม่ผิดประเวณี ขณะที่เขาผิดประเวณี โดยเป็นผู้ศรัทธา และผู้ลักขโมย เขาจะไม่ลักขโมย โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา และเขาจะไม่ดื่มสุรา ขณะที่เขาดื่มมัน โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา และเขาจะไม่ฉกชิงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีคุณค่า ที่ผู้คนทั้งหลายคอยจับตามองดูอยู่ ขณะที่เขาฉกชิง โดยเป็นผู้ศรัทธา" (บันทึกหะดิษโดยบุคอรีย์ และมุสลิม)
และก็กล่าวว่า เขาเป็นผู้ศรัทธา ที่การศรัทธาของเขาลดลง หรือเป็นผู้ศรัทธา ด้วยการศรัทธาของเขาผู้ออกนอกลู่นอกทาง ด้วยบาปใหญ่ของเขา เขาก็จะไม่ถูกให้นามทั่วไป และไม่ถูกบอกปัดซึ่งนาม โดยทั้งหมด


والله أعلم بالصواب
>ไชยคุลอิสลาม อิบนุ ไตยมียะฮฺ<

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธานั้นยิ่งใหญ่

 إِخْوَةٌ


คำว่า “ إِخْوَةٌ   ” คำนี้เป็นคำที่เราพบเจอในอัลกุรอ่านและซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมในการ ยืนยันถึงความเป็นพี่น้องของบรรดาผู้ศรัทธาทุกคน สระท้อนให้เห็นว่าความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธานั้นเป็นสิ่งที่ ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญเหนืออื่นใด อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงเน้นย้ำให้ผู้ศรัทธาทุกคนได้รับทราบว่า ผู้ศรัทธา นั้นคือพี่น้องกัน ไม่ว่าจะเป็น มุสลิมในเอชีย มุสลิมในยุโรป มุสลิมในแอฟริกา มุสลิมในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ หรือมุสลิมที่อาศัยอยู่ส่วนไหนของโลกก็ตามแต่  ทุกคนคือพี่น้องกัน อยู่ภายใต้สายธารแห่งอิสลามเดียวกัน

 อัลลอฮฺตะอาลา ทรงมีรับสั่งว่า

إِنَّمَا الْمُؤْمِنُونَ إِخْوَةٌ

“ความจริงแล้วผู้ศรัทธานั้นคือพี่น้องกัน... ”
(อัลหุญุร็อต  : 10)

รวมไปถึงคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่เน้นย้ำถึงความเป็นพี่น้องของผู้ศรัทธานั้นมี มากมาย ดังที่มีรายงานจากอบีมูซา ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า :

الْمُؤْمنُ للْمُؤْمِن كَالْبُنْيَانِ يَشدُّ بعْضُهُ بَعْضاً وَشَبَّكَ بَيْنَ أَصَابِعِه

“ผู้ศรัทธากับผู้ศรัทธานั้น เปรียบดังเช่น อาคารที่บางส่วนของมันยึดติดกับอีกบางส่วน และท่านได้ ประสานนิ้วมือของท่าน ”
(บันทึกโดยบุคอรียฺ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องของการละหมาด : 481  มุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่องความดีและการเชื่อม สัมพันธ์ : 65 ติรมีซียฺ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องความดีและการเชื่อมสัมพันธ์ : 1928)

มีรายงานจากนัวะอฺมาน อิบนิ บะชีรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า : ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า :

مثَلُ الْمُؤْمِنِينَ فِي تَوَادِّهِمْ وتَرَاحُمِهِمْ وتَعاطُفِهِمْ، مَثَلُ الْجَسَدِ إِذَا اشْتَكَى مِنْهُ عُضْوٌ تَداعَى لهُ سائِرُ الْجسدِ بالسهَرِ والْحُمَّى

“ เปรียบบรรดาผู้ที่ศรัทธา ในความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทรที่มีต่อกันและกัน ดังเช่นเรือนร่าง เดียวกัน เมื่ออวัยวะใดเดือดร้อน อวัยวะอื่น ๆ ก็จะพลอยเดือดร้อนไปทั่วร่างกายด้วยการอดนอน และป่วยไข้ ”
(บันทึกโดยบุคอรียฺ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องมารยาท : 6011 มุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่องความดีและการเชื่อมสัมพันธ์ : 86 อิหม่ามอะหมัด ในมุสนัด : 270/4)

เมื่อมุสลิมนั้นเป็นพี่น้องกัน ก็จะต้องให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตลอดจนจัดการธุระให้เสร็จสิ้นลุล่วงไป ด้วยดี รวมถึงขจัดความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมในเรื่องต่าง ๆ ดังที่มีรายงานจากอิบนิ อุมัร ร่อฎิยัลลอ ฮุอันฮุมา ความจริงท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า :

المُسْلِمُ أَخُو المُسْلِمِ، لا يظْلِمُه، ولا يُسْلِمهُ، منْ كَانَ فِي حَاجَةِ أَخِيهِ كَانَ اللَّهُ فِي حاجتِهِ، ومَنْ فَرَّج عنْ مُسْلِمٍ كُرْبةً فَرَّجَ اللَّهُ عنْهُ بِهَا كُرْبَةً مِنْ كُرَبِ يوْمَ الْقِيامَةِ، ومَنْ ستر مُسْلِماً سَتَرهُ اللَّهُ يَوْم الْقِيَامَةِ

“ มุสลิมนั้นเป็นพี่น้องของมุสลิม, เขาจะต้องไม่อธรรมต่อพี่น้องเขา, จะต้องไม่มอบตัวพี่น้องของเขา (ให้แก่ศัตรู), บุคคลใดอยู่กับการจัดการธุระของพี่น้องของเขา (ลุล่วงไปด้วยดี) อัลลอฮฺจะทรงจัดการธุระ ให้กับเขา (ลุล่วงไปด้วยดี) , และบุคคลใดปัดเป่าความเดือดร้อนหนึ่งให้พ้นไปจากมุสลิม อัลลอฺจะทรงปัด เป่าความเดือดร้อนหนึ่งจากความเดือดร้อนต่าง ๆ ในวันกิยามะฮฺให้พ้นไปจากเขา และบุคคลใดปกปิด (ความอับอาย) ของมุสลิม อัลลอฮฺจะทรงปกปิด (ความอับอาย) ให้กับเขาในวันกิยามะฮฺ  ”
(บันทึกโดยบุคอรียฺ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องความอธรรม : 2442 มุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่องความดีและการเชื่อม สัมพันธ์ : 58 อบูดาวุด หมวดที่ว่าด้วยเรื่องมารยาท : 4893 อิหม่ามอะหมัด ในมุสนัด : 270/4)

ความเป็นพี่น้องของมุสลิมนั้น ยังเป็นเครื่องวัดอิหม่านของผู้ศรัทธาอีกด้วย ในเวลาที่พี่น้องมุสลิมเดือดร้อนมี ความต้องการในสิ่งที่เราเองมีความปรารถนาที่จะได้รับเช่นเดียวกัน  เป็นตัวชี้วัดว่าเราพร้อมที่จะเสียสละให้พี่น้อง มุสลิมที่เดือดร้อนกว่าหรือไม่  ดังที่มีรายงานจากท่านอนัส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า :

لا يُؤْمِنُ أَحدُكُمْ حتَّى يُحِبَّ لأَخِيهِ مَا يُحِبُّ لِنَفْسِهِ

“ บุคคลหนึ่งบุคคลใดของพวกท่านจะยังไม่มีศรัทธาที่สมบูรณ์ จนกว่าเขาจะมีความปรารถนาให้พี่น้อง ของเขาได้รับในสิ่งที่ตัวของเขาเองปรารถนาที่จะได้รับ ”
(บันทึกโดยบุคอรียฺ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องอิหม่าน : 13 มุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่องอิหม่าน : 71 ติรมีซียฺ หมวดที่ว่า ด้วยเรื่องคุณลักษณะของวันกิยามะฮฺ : 2515 อิหม่ามอะหมัด ในมุสนัด : 176/3)

ความเป็นพี่น้องมุสลิมนั้น ก็ต้องไม่อธรรม ละเมิดสิทธิต่าง ๆ ของพี่น้อง นินทา ใส่ร้าย ด่าทอ ดูถูก เหยีดหยาม อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงมีดำรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا اجْتَنِبُوا كَثِيرًا مِنَ الظَّنِّ إِنَّ بَعْضَ الظَّنِّ إِثْمٌ وَلَا تَجَسَّسُوا وَلَا يَغْتَبْ بَعْضُكُمْ بَعْضًا أَيُحِبُّ أَحَدُكُمْ أَنْ يَأْكُلَ لَحْمَ أَخِيهِ مَيْتًا فَكَرِهْتُمُوهُ وَاتَّقُوا اللَّهَ إِنَّ اللَّهَ تَوَّابٌ رَحِيمٌ

“โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย! พวกเจ้าจงปลีกตัวให้พ้นจากส่วนใหญ่ของการสงสัย แท้จริงการสงสัยบาง อย่างนั้นเป็นบาป และพวกเจ้าอย่าสอดแนม และบางคนในหมู่พวกเจ้าอย่านินทาซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ ? พวกเจ้าย่อม เกลียดมัน และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ”
(อัลฮุจญุรอต : 12)

มีรายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า :
المُسْلِمُ أَخُو الْمُسْلِم لا يخُونُه ولا يكْذِبُهُ ولا يخْذُلُهُ، كُلُّ الْمُسْلِمِ عَلَى الْمُسْلِمِ حرامٌ عِرْضُهُ ومالُه ودمُهُ التَّقْوَى هَاهُنا، بِحسْبِ امْرِىءٍ مِنَ الشَّرِّ أَنْ يَحْقِرَ أَخاهُ المسلم

“ มุสลิมคือพี่น้องของมุสลิม เขาจะต้องไม่บิดพลิ้ว จะต้องไม่โกหก และจะต้องไม่ทอดทิ้งพี่น้องของเขา, มุสลิมต่อมุสลิมทุกคนนั้น เกียรติของเขา ทรัพย์สินของเขา เลือดของเขา เป็นสิ่งต้องห้าม (ที่จะละเมิด), ความยำเกรงนั้นอยู่ที่นี่, เป็นการเพียงพอแล้วของคนหนึ่งจากความชั่ว การที่เขาดูถูก (ดูแคลน , เหยีดหยาม) พี่น้องมุสลิมของเขา  ”
(บันทึกโดยติรมีซียฺ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องความดีและการเชื่อมสัมพันธ์ : 1927)

มีรายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า :
لا تَحاسدُوا ولا تناجشُوا ولا تَباغَضُوا ولا تَدابرُوا ولا يبِعْ بعْضُكُمْ عَلَى بيْعِ بعْضٍ، وكُونُوا عِبادَ اللَّه إِخْواناً. المُسْلِمُ أَخُو الْمُسْلِم لا يَظلِمُه ولا يَحْقِرُهُ ولا يَخْذُلُهُ. التَّقْوَى هَاهُنا ويُشِيرُ إِلَى صَدْرِهِ ثَلاَثَ مرَّاتٍ بِحسْبِ امْرِيءٍ مِنَ الشَّرِّ أَنْ يَحْقِر أَخاهُ المسلم. كُلَّ الْمُسْلِمِ عَلَى الْمُسْلِمِ حرامٌ دمُهُ ومالُهُ وعِرْضُهُ

“ ท่านทั้งหลายอย่าอิจฉาซึ่งกันและกัน, อย่าทำทีเป็นให้ราคาสินค้าสูง ๆ เพื่อจูงใจผู้อื่น, อย่าโกรธเคือง กัน, อย่าหันหลังให้กัน, อย่าขายสินค้าตัดราคากัน, พวกท่านทั้งหลายจงเป็นบ่าวของอัลลอฮฺที่เป็น พี่น้องกัน มุสลิมคือพี่น้องของมุสลิม เขาจะต้องไม่อธรรมพี่น้องของเขา จะต้องไม่ดูถูกพี่น้องของเขา จะต้องไม่หันหลังให้พี่น้องของเขา ความยำเกรงนั้นอยู่ที่นี่ และท่านได้ชี้ไปที่หน้าอกของท่าน 3 ครั้ง เป็นการเพียงพอแล้วของคนหนึ่งจากความชั่ว การที่เขาดูถูก (ดูแคลน , เหยีดหยาม) พี่น้องมุสลิม ของเขา มุสลิมต่อมุสลิมทุกคนนั้น เกียรติของเขา ทรัพย์สินของเขา เลือดของเขา เป็นสิ่งต้องห้าม (ที่จะละเมิด) ”
(บันทึกโดยมุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่องความดีและการเชื่อมสัมพันธ์ : 32 อิหม่ามอะหมัด ในมุสนัด : 277/2)

ฉะนั้นสรุปในเบื้องตนก่อนว่า มุสลิมคือพี่น้องกัน และจะต้องให้เกียรติ ไม่ละเมิด ไม่ดูถูก ท่าดอ ว่าร้าย และจะต้อง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมที่ประสบกับความยากลำบากตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้น

และในความเป็นจริงนั้นมีพี่น้องมุสลิมมากมายที่ประสบกับความยากลำบาก เช่น

- พี่น้องมุสลิมในปาเลสไตน์ที่ถูกยะฮูดียฺข่มเหง รังแก ขโมยดินแดน มาอย่างยาวนาน

- พี่น้องมุสลิมในเอธิโอเปีย หรือบางประเทศทางแอฟริกา ที่ประสบกับความยากจน ขัดสน ไม่มีอาหารรับประทาน

- พี่น้องมุสลิมในประเทศอิรัก อิหร่าน ที่ถูกความอธรรมของลัทธิชีอะฮฺ อิษนาอะชะรียะฮฺ

- พี่น้องมุสลิมในทวียุโรป หรือประเทศอเมริกา ที่ถูกอธรรมโดย คริสเตียน และยิว

- พี่น้องมุสลิมในประเทศซีเรีย ที่ถูกการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยลัทธิชีอะฮฺนุศ็อยรียะฮฺ

- พี่น้องมุสลิมในรัฐอารกัน ประเทศพม่า ที่ถูกข่มเหง รังแก ขับไล่ออกนอกดินแดน โดยทหารพม่า

แน่นอนเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้นั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดและจะเกิดขึ้นต่อไปเพราะเป็นสิ่งที่ท่านนบีนั้นบอกกล่าว ล่วงหน้าเอาไว้แล้ว มีรายงานจากเษาบานเล่าว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

يُوشِكُ الْأُمَمُ أَنْ تَدَاعَى عَلَيْكُمْ كَمَا تَدَاعَى الأَكَلَةُ إِلَى قَصْعَتِهَا فَقَالَ قَائِلٌ وَمِنْ قِلَّةٍ نَحْنُ يَوْمَئِذٍ قَالَ بَلْ أَنْتُمْ يَوْمَئِذٍ كَثِيرٌ وَلَكِنَّكُمْ غُثَاءٌ كَغُثَاءِ السَّيْلِ وَلَيَنْزَعَنَّ اللَّهُ مِنْ صُدُورِ عَدُوِّكُمْ الْمَهَابَةَ مِنْكُمْ وَلَيَقْذِفَنَّ اللَّهُ فِي قُلُوبِكُمْ الْوَهْنَ فَقَالَ قَائِلٌ يَا رَسُولَ اللَّهِ وَمَا الْوَهْنُ قَالَ حُبُّ الدُّنْيَا وَكَرَاهِيَةُ الْمَوْتِ

“ใกล้แล้วที่กลุ่มชนต่าง ๆ จะรุมพวกท่าน ดังเช่นรุมแย่งอาหารในถาด เศาะฮาบะฮฺคนหนึ่งเอ่ยถามว่า ในวันนั้นพวกเรามีจำนวนน้อยหรือ ท่านร่อซูลตอบว่า จริง ๆ แล้วพวกท่านมีจำนวนมาก แต่ว่าพวกท่าน จำนวนมากนั้นเหมือนฟองน้ำที่ไหลไปตามน้ำ (มีมากแต่ไม่มีค่า) และอัลลอฮฺทรงทำให้ความหวาดกลัว หายไปจากศัตรูของพวกท่าน แต่พระองค์ทรงทำให้เกิดภาวะ อัลวะฮฺน ในหัวใจของพวกท่าน เศาะฮาบะฮฺได้ถามว่า โอ้ท่านร่อซูล อัลวะฮฺน คืออะไร ? ท่านร่อซูลตอบว่า คือ การหลงดุนยาและรัง เกียจความตาย”
(บันทึกโดยอบูดาวุด : 4297 อัลบานียฺ, ดูในศาะเหี๊ยะหฺอบูดาวุด 4297)

ปัจจุบันแม้มุสลิมจะมีจำนวนมาก แต่มุสลิมก็เป็นเครื่องมือของศาสนาอื่น ถูกเหยียดหยาม ถูกกดดัน ถูกฆ่า แม้มวลชนของโลกจะมีศาสนาที่ต่างกัน แต่สามารถทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายทำลายอิสลาม เพราะสาเหต ุหลัก ๆ จากหะดีษข้างต้นที่ท่านนบี ได้บอกเอาไว้ก็คือ มุสลิมส่วนมากหลงใหลงในดุนยา และรังเกียจในความตาย ซึ่งจาก 2 สาเหตุนี้นั้น จึงทำให้มุสลิมส่วนมาก ใช้ชีวิตอย่างไม่สนใจใคร เสพสุขกับดุนยาอย่างเต็มที่

แต่สำหรับผู้ศรัทธาที่สมบูรณ์นั้นจะต้องติดตามข่าวสาร คอยให้ความช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมที่กำลังประสบ ปัญหาใด ๆ ก็ตามแต่....""""


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


โดย วะร่อซะตุซซุนนะฮฺ

คำตำหนิของอิมามทั้งสี่ของผู้เลียนแบบอย่างตาบอด



 

ประมวลคำพูดของบรรดานักปราชญ์ทั้ง 4 ท่าน ในเรื่องการตำหนิผู้เลียนแบบอย่างตาบอด

อิมามอบูฮะนีฟะฮฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า :

حَرَامٌ عَلَى مَنْ لَمْ يَعْرِفْ دَلِيْلِيْ أَنْ يُفْتِيَ بِكَلاَمِيْ فَإِنَّنَا بَشَرٌ نَقُولُ اْلقَولَ اْليَومَ نَرْجِعُ عَنْهُ غَدًا

     "เป็นที่ต้องห้ามสำหรับผู้ที่ไม่รู้ชัดในหลักฐานที่ฉันอ้างอิง แล้วมาชี้ขาดในคำพูดของฉัน เพราะเรา นั้นก็คือคนธรรมดา เราพูด วันนี้อย่างนี้ พรุ่งนี้เราอาจจะกลับคำพูดใหม่ก็ได้"

อิมามมาลิก ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า :

إِنَّما أَنا بَشَرٌ أُخْطِئُ وأُصِيْبُ فَانْظُرُوْا فِي رَأْيِي فَكُلُّ ما وَافَقَ اْلكِتَابَ وَالسُّنَّةَ فَخُذُوْهُ وَكُلُّ ما لَمْ يُوَافِقِ اْلكِتَابَ وَالسُّنَّةَ فَاتْرُكُوهُ

    "เราเป็นคนธรรมดา มีผิดมีถูก จงพิจารณาคำพูดของฉันด้วย หากถูกต้องตรงกับอัลกรุอ่านและแบบ ฉบับของท่านร่อซูล ท่านทั้ง หลายจงรับไป แต่ถ้าหากคำพูดของฉันขัดกับอัลกรุอ่านและแบบฉบับ ของท่านร่อซูล ก็จงทิ้งไปเสีย"

อิมามชาฟิอี ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าว่า :

إِذَا وَجَدْ تُمْ فِي كِتابِيْ خِلاَفَ سُنَّةِ رَسُوْلِ اللهِ صلى الله عليه وسلم فَقُولُوْا بِسُنَّةِ رَسُول اللهِ صلى الله عليه وسلم وَدَعُوْا ما قُلْتُ

     "เมื่อพวกท่านพบว่าในหนังสือของฉันขัดกับแบบฉบับของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พวกท่านก็จงพูดตามแบบ ฉบับของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และจงทิ้งคำพูดของฉันเสีย"

อิมามอะหมัด อิบนุฮัมบัล ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า :

لا تُقَلِّدْنِي وَلا تُقَلِّدْ مالكًا وَلا الشَّافِعِي وَلا اْلأَوْزَاعِي ولا الثَّوْرِي وَخُذْ مِنْ حَيْثُ أَخَذُوْا

    "อย่าตามฉันหรือตามอิหม่ามมาลิก ชาฟิอี เอาซาอี และเซารี แต่จงเอาจากสิ่งที่พวกเขาเอามา"


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


โดย อ.สมบูรณ์ ภู่เอี่ยม


หลักฐานว่าด้วยพระองค์อัลลอฮฺทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์



               หลักฐานจากอัลกุรอานและหะดิษ และจุดยืนบรรดาอิหมาม อะลิซุนนะฮฺ และบรรดา ตาบีอีน ตาบิอิตตาบิอีน ว่าด้วยด้วยการที่พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงสถิตย์อยู่บนบันบัลลังก์(อะรัช ,عرش )นั้น มีดังนี้

หลักฐานจากอัลกุรอาน

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า
الرَّحْمَٰنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَىٰ ( 5 )
"ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺฏอฮา 20:5)

إِنَّ رَبَّكُمُ اللَّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَىٰ عَلَى الْعَرْشِ يُغْشِي اللَّيْلَ النَّهَارَ يَطْلُبُهُ حَثِيثًا وَالشَّمْسَ وَالْقَمَرَ وَالنُّجُومَ مُسَخَّرَاتٍ بِأَمْرِهِ أَلَا لَهُ الْخَلْقُ وَالْأَمْرُ تَبَارَكَ اللَّهُ رَبُّ الْعَالَمِينَ ( 54 )
"แท้จริงพระเจ้าของพวกเจ้านั้น คือ อัลลออฮืผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินภายในหกวัน แล้วสถิตย์อยู่บนลังลังก์พระองค์ทรงให้กลางคืนครองคลุมกลางวันในสภาพที่กลางคืนไล่ตามกลางวันโดยรวดเร็ว และทรงสร้างดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ และบรรดาดวงดาวขึ้นโดยถูกกำหนดให้กำหนดทำหน้าที่บริการ ตามพระบัญชาของพระองค์ พึงรู้เถิดว่า การสร้างและกิจการทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้น มหาบริสุทธิ์อัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลอะอฺร้อฟ 7:54)

إِنَّ رَبَّكُمُ اللَّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَىٰ عَلَى الْعَرْشِ يُدَبِّرُ الْأَمْرَ مَا مِن شَفِيعٍ إِلَّا مِن بَعْدِ إِذْنِهِ ذَٰلِكُمُ اللَّهُ رَبُّكُمْ فَاعْبُدُوهُ أَفَلَا تَذَكَّرُونَ ( 3 )
"แท้จริงพระเจ้าของพวกท่านคืออัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินในเวลา 6 วันแล้วพระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์ ทรงบริหารกิจการ ไม่มีผู้ให้ความช่วยเหลือคนใด เว้นแต่ต้องได้รับอนุมัติจากพระองค์ นั่นคืออัลลอฮ์พระเจ้าของพวกท่าน พวกท่านจงเคารพภักดีต่อพระองค์เถิด พวกท่านมิได้ใคร่ครวญกันดอกหรือ?"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺยูนุส 10:3 )

الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ وَمَا بَيْنَهُمَا فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَىٰ عَلَى الْعَرْشِ الرَّحْمَٰنُ فَاسْأَلْ بِهِ خَبِيرًا ( 59 )
"พระผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่มีอยู่ในระหว่างสองนั้น ในระยะเวลา 6 วัน แล้วพระองค์ทรงสถิตย์อยู่บนบังลังก์ พระผู้ทรงกรุณาปรานี ดังนั้นจงถามผู้รู้เกี่ยวกับพระองค์"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลฟุรกอน 25:59)

اللَّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ وَمَا بَيْنَهُمَا فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَىٰ عَلَى الْعَرْشِ مَا لَكُم مِّن دُونِهِ مِن وَلِيٍّ وَلَا شَفِيعٍ أَفَلَا تَتَذَكَّرُونَ ( 4 )
"อัลลอฮฺคือผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสองในเวลา 6 วัน แล้วพระองค์ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ สำหรับพวกเจ้านั้นไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลืออื่นจากพระองค์ แล้วพวกเจ้ามิได้ใคร่ครวญบ้างดอกหรือ ?"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัสสัจญดะฮฺ 32:4)

هُوَ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَىٰ عَلَى الْعَرْشِ يَعْلَمُ مَا يَلِجُ فِي الْأَرْضِ وَمَا يَخْرُجُ مِنْهَا وَمَا يَنزِلُ مِنَ السَّمَاءِ وَمَا يَعْرُجُ فِيهَا وَهُوَ مَعَكُمْ أَيْنَ مَا كُنتُمْ وَاللَّهُ بِمَا تَعْمَلُونَ بَصِيرٌ ( 4 )
"พระองค์คือ พระผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินในระยะ 6 วัน แล้วพระองค์ทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์ พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่เข้าไปในแผ่นดิน และสิ่งที่ออกมาจากแผ่นดิน และสิ่งที่ลงมาจากฟากฟ้าและสิ่งที่ขึ้นไปสู่ฟากฟ้าและพระองค์ทรงอยู่กับ พวกเจ้าไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ แห่งหนใด และ อัลลอฮ.ทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลหะดี้ด 57:4)

หลักฐานจากหะดิษ

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า
“และบัลลังก์อยู่บนน้ำ และอัลลอฮฺทรงอยู่บนบัลลังก์ และพระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่พวกท่านอยู่บนมัน” (บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด)
จุดยืนบรรดาอิหมาม อะลิซุนนะฮฺ และบรรดา ตาบีอีน ตาบิอิตตาบิอีน

อิหมามชาฟีอี ท่านได้กล่าวว่า
"พระองค์อัลลอฮฺสถิตอยู่บนบัลลังก์ บนฟ้า"

อิหมามอะหมัด ท่านได้กล่าวว่า
"ถูกต้องแล้วพระองค์อัลลอฮฺสถิตอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดที่จะปกปิดในความรอบรู้ของพระองค"

อิหม่ามติรมีซี ท่านได้กล่าวว่า
"อูลามะ(ผู้มีความรู้) ได้กล่าวว่า แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ ตามที่พระองค์ได้แจ้งไว้ด้วยพระองค์เอง ( อ้างมาจาก หนังสือ อัล อุลู โดยอิหมามซาฮาบี )

อิหมามอิบนุคุชัยมะฮฺ ท่านได้กล่าวว่า
" ใครที่ไม่ศรัทธา พระองค์อัลลอฮฺทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์บนฟ้าชั้นที่ 7 เท่ากับว่าเขาได้ปฏิเสธพระเจ้าของเขา หลังจากที่หลักฐานได้ประจักแก่เขา คำพูดนี้ถูกต้อง" (บันทึกโดย อัล ฮากิม ในหนังสือมัฆรีฟะฮฺ อูลูมิล ฮาดิษ หน้าที่ 84)

เชคคุลอิสลาม อิหม่ามอับดุลกอเดร จัยลานี
"ไม่อนุญาตให้เชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺทรงอยู่ทุกๆที่แต่จะต้องยึดมั่นว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ ดังเช่นที่พระได้ตรัสไว้ الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى ผู้ทรงกรุณาทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ ในซูเราะฮ ตอฮาโองการที่ 5 (อ้างจากฟัตวา ฮามาวียะฮฺกุบรอ หน้าที่ 87)

                  จากการศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา การศรัทธาต่อสิ่งที่พระองค์ทรงบอกไว้ ในคัมภีร์ของพระองค์ มีรายงานต่อเนื่องจากท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และเหล่าคนรุ่นก่อน (สลัฟ)ของประชาชาติได้ลงมติว่าพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงอยู่บนชั้นฟ้าต่างๆของพระองค์เหนือบัลลังของพระองค์ เด่นชัดเหนือสิ่งถูกสร้างของพระองค์ทั้งมวล

                  เราไม่ปฏิเสธสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงใช้ให้ลักษณะแก่ตัวตนของพระองค์ ไม่แฉคำพูดออกจากที่ต่างๆ ของมัน ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ในนามต่างๆของพระองค์ และโองการต่างๆของพระองค์ ไม่ถามหาเกี่ยวกับวิธีและไม่เอาลักษณะต่างๆของพระองค์มาเทียบวัดกับลักษณะต่างๆของสิ่งถูกสร้างของพระองค์ เพราะพระองค์ศุบฮานะฮฺนั้น ไม่มีใครเสมอเหมือนพระองค์ ไม่มีใครเท่าเทียมพระองค์ และพระองค์ศุบฮานะฮุวะตะอาลาจะไม่ถูกนำมาเทียบวัดกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ด้วย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้รู้ดีที่สุด ในตัวตนของพระองค์ และตัวตนของผู้อื่น และเป็นผู้ที่มีคำพูดที่จริงที่สุด และวาจาที่ดีกว่าสิ่งที่ถูกสร้างของพระองค์ หลังจากนั้นบรรดาทูตของพระองค์ก็เป็นผู้พูดจริง ผู้ได้รับการเชื่อถือ

พระองค์อัลลอฮ์ทรงกล่าวว่า

لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْئٌ

“ไม่มีสิ่งใดเสมือนพระองค์” 
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัชชูรอ อายะห์ที่ 11)

وَلَمْ يَكُن لَّهُ كُفُواً أَحَدُ

“และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์” 
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัลอิคลาศ อายะห์ที่ 4)


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

เด็็กน้อยแปดขวบอิสลามคือทางเลือกของเธอ



เด็กชายชาวอเมริกันเรียนรู้อิสลามเมื่อวัย 6 ขวบ แล้วเลือกที่จะเป็นมุสลิมเมื่อวัย 8 ขวบ

เด็กน้อยคนนี้มีชื่อว่าอเล็กซานเดอร์ เกิดมาในปี 1990 เป็นลูกชายของสองพ่อแม่ที่นับถือศาสนาคริสต์ ผู้เป็นแม่ให้ความเป็นเสรีแก่ลูกชายของเขาในการเลือกศาสนาหรือความเชื่อ ผู้เป็นแม่จึงหาหนังสือศาสนามาหลายเล่ม ที่มีหลายศาสนาอยู่ในนั้น หลังจากที่เด็กคนนี้ได้อ่านจากหลากหลายหนังสือที่แม่เขาได้ให้มานั้น เมื่ออายุแปดขวบ เขาจึงบอกให้พ่อแม่เขารับรู้ว่าเขาเลือกศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่เขาพร้อมที่จะนับถือ แล้วเขาก็เริ่มเรียนรู้อิสลามด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องละหมาด ท่องจำอัลกุรอ่าน อาซาน และอีกหลายๆอย่างที่เกี่ยวกับบทบัญญัติในอิสลาม โดยที่เขาไม่เคยพบปะมุสลิมเลย แม้แต่คนเดียว

เขาเลือกที่จะเรียกตัวเองว่า มูฮัมหมัด บิน อับดุลลอฮฺ เป็นเพราะว่าเขารักท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลฯ เป็นอย่างมาก

ทางรายการโทรทัศน์อิสลามแห่งหนึ่ง ได้รับเชิญเด็กคนนี้เพื่อสัมภาษณ์ เขาจึงเดินทางไปกับแม่ของเขา พิธีกรรายการก็ทำการพร้อมกับทุกคำถามที่จะทำการสัมภาษณ์ จู่ๆเด็กคนนี้ก็เริ่มถามพิธีกรว่า : จะให้ฉันทำอย่างไร เพื่อให้ฉันได้ทำฮัจย์และอุมเราะห์ ??? การเดินทางนั้นต้องใช้ค่าใช้จ่ายไหม ??? แล้วฉันจะซื้อผ้าอิฮ์รอมได้ที่ไหน ???

เมื่อเขาอยู่ในโรงเรียน เขาก็จะทำการอาซานละหมาดคนเดียว เมื่อเขารู้ว่าเวลาละหมาดนั้นได้มาถึง

พิธีกรจึงถามต่อไปว่า : คุณได้เจอกับอุปสรรคหรือความกดดันบ้างไหม ??? เขาก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่เศร้าว่า : บางครั้ง เวลาละหมาดได้ผ่านพ้นไป โดยที่ฉันยังไม่ละหมาด เป็นเพราะว่าฉันยังไม่รู้เวลาละหมาดที่แน่นอน

พิธีกรก็ถามต่อไปว่า : สิ่งใดที่ทำให้ตัวคุณดึงดูดและหลงรักในอิสลาม ??? เขาก็ตอบว่า : ทุกครั้งที่ฉันได้อ่านหนังสืออิสลาม มันก็ทำให้ฉันเพิ่มความรักต่ออิสลามมากยิ่งขึ้น

พิธิกรก็ถามต่ออีกว่า : อะไรคือความใฝ่ฝันของคุณ ??? เขาก็ตอบว่า : ฉันมีสองความใฝ่ฝัน ความใฝ่ฝันแรก ฉันอยากเป็นช่างภาพที่ดี ที่จะได้ถ่ายทอดภาพพจน์ของอิสลามอย่างแท้จริง เพราะภาพที่คนหมิ่นอิสลามได้ถ่ายทอดนั้น เป็นภาพที่หมิ่นท่านนบี ศ็อลฯ มันเป็นภาพที่ฉันดูแล้วต้องเจ็บปวดใจ และความใฝ่ฝันที่สอง ฉันอยากไปเมกกะห์ เพื่อทำฮัจย์และอุมเราะห์ และฉันอยากที่จะต้องแตะและจูบหินดำ (อย่างที่ท่านนบีฯได้ทำ)

เมื่อเขาได้ตอบเสร็จแล้ว แม่เขาจึงเสริมต่ออีกว่า : ในห้องของเขานั้น เต็มไปด้วยรูปภาพกะบะห์ และเขาก็อดออมเงินเก็บไว้ 300 ดอลล่าร์ต่อสัปดาห์ เพื่อที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินไปที่นั่น ถ้าคนอื่นเห็นการกระทำของเขาแล้ว พวกเขาคงคิดว่ามูฮัมหมัดออมเงินเพื่อเที่ยวเดินทางรอบโลกเหมือนคนทั่วๆไป แต่ที่จริงแล้ว เขาออมเงินไว้เป็นเพราะการศรัทธาที่อยู่ในใจของเขา โดยที่คนทั่วไปไม่รู้กัน

พิธิกรถามว่า : คุณเคยถือศีลอดในเดือนรอมฏอนไหม ??? เขาก็ตอบว่า : ครับ ฉันถือศีลอดในเดือนรอมฏอนที่ผ่านมา พ่อของฉันก็ว่าฉันคงไม่มีความอดทนได้หรอก แต่สุดท้ายเขาก็ทึ่งกับการกระทำของฉัน ก็เพราะว่าฉันทำได้

พิธีกรถามต่อไปว่า : คุณมีความใฝ่ฝันอื่นๆอีกไหม ??? เขาก็ตอบว่า : ฉันอยากให้แผ่นดินปาเลสไตน์อยู่คู่กับบรรดามุสลิมีน ก็เพราะว่าแผ่นดินนั้นเป็นของพวกเขา เป็นเพราะอิสราเอลแย่งดินแดนของพวกเขาไป

พิธีกรถามต่อไปว่า : คุณเคยร่วมรับประทานเนื้อหมูกับพ่อแม่ไหม ??? เขาตอบว่า : หมูเป็นสัตว์ที่สกปรกมาก ฉันไม่เคยกิน และฉันก็แปลกใจว่าทำไมผู้คนถึงได้กิน

พิธีกรถามต่อไปว่า : คุณเคยละหมาดในโรงเรียนไหม ??? เขาตอบว่า : เคย ฉันหาสถานที่แคบๆในห้องสมุด แล้วฉันก็ละหมาดที่นั่นทุกวัน

การสัมภาษณ์ยังไม่จบ แต่ ณ เวลานั้น ถึงเวลามัฆริบแล้ว เด็กจึงมองไปยังพิธีกร แล้วพูดว่า : ให้ฉันเปล่งเสียงอาซานนะ ??? แล้วเขาก็เริ่มอาซาน เสียงอาซานของเขานั้น ได้ทำให้พิธีกรได้หลั่งน้ำตา

เรามานึกถึงบทฮาดีษ ที่ท่านนบีศ็อลฯ ได้กล่าวว่า : เด็กทุกคนที่เกิดมาล้วนบริสุทธิ์ ดังนั้น บิดามารดาของเขาต่างหากที่จะทำให้เขาเป็นยิว หรือเป็นคริสเตียน หรือเป็นพวกมะญูซี ( พวกบูชาไฟ ) (รายงานโดย อัล บุคอรีย์)

เราทุกคนที่เป็นมุสลิมในตอนนี้ เราได้ให้ความสำคัญมากขนาดไหน ที่พร้อมจะสอนลูกหลานของเรา เพื่อให้ลูกหลานของเราได้ดำเนินชีวิตตามบทบัญญัติของอิสลามอย่างแท้จริง



✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


บทความดีๆโดย : أعظم رجل فى التاريخ سيدنا محمد **اقسمكم بالله ان تنشروها
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ