อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ลัทธิบาบี และบาไฮ



ลัทธิบาบี และบาไฮ (อัล-บาบิยะฮฺ และอัล-บะฮาอิยะฮฺ)

นิยาม
อัล-บาบิยะฮฺ และอัล-บะฮาอิยะฮฺ คือลัทธิที่แยกตัวจากสำนักคิดชีอะฮฺสายอัช-ชัยคียะฮฺ เมื่อปี ฮ.ศ.1260 / ค.ศ.1844 ภายใต้การอุปถัมภ์ค้ำชูของจักรวรรดินิยมโซเวียต องค์กรยิวสากลและจักรวรรดินิยมอังกฤษ โดยมีเป้าหมายหลักคือทำลายหลักการศรัทธาของอิสลาม สร้างความแตกแยกในหมู่มุสลิม และเพื่อให้ชาวมุสลิมหันเหจากปัญหาหลัก

การก่อกำเนิดแนวคิดนี้
ลัทธินี้ก่อตั้งโดย อัล-มิรซา อะลีย์ มุหัมหมัด ริฎอ อัช-ชีรอซีย์ (มีชีวิตระหว่างปี ฮ.ศ.1235-1266/ ค.ศ.1819-1850) มีฉายานามว่า อัล-บาบ (ชาวบาไฮในประเทศไทยเรียกว่า พระบ็อบ)
เมื่อตอนอายุ 6 ขวบอัล-มิรซา อะลีย์ มุหัมหมัด ริฎอ อัช-ชีรอซีย์ ได้ศึกษาความรู้ครั้งแรกจากนักเผยแพร่นิกายชีอะฮฺท่านหนึ่ง ต่อมาเขาได้หยุดเรียนและหันไปประกอบอาชีพค้าขาย
เมื่ออายุ 17 เขาได้กลับมาศึกษาหาความรู้อีกครั้งโดยสนใจในตำราเกี่ยวกับวิชาตะเศาวุฟ และการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ ตามแนวทางของพวกอัล-บาฏินียะฮฺที่นิยมการทรมานร่างกาย
ในปี ฮ.ศ. 1259 เขาได้เดินทางไปยังกรุงแบกแดดและได้เริ่มศึกษาหาความรู้จากผู้นำชีอะฮฺ สายอัช-ชัยคียะฮฺ ซึ่งมีนามว่า กาซิม อัร-ร็อชตีย์ เขาได้ศึกษาแนวคิดและทัศนะต่างๆ ของลัทธินี้อย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งเขาได้รู้จักกับสายลับชาวรัสเซียคนหนึ่ง ชื่อว่า คินาซด์  ฆุรกีย์ เขาคนนี้ได้อ้างตนว่าเป็นมุสลิมโดยใช้ชื่อว่า อีซา อัน-นักรอนีย์ เขาผู้นี้ได้เริ่มสร้างกระแสว่า อัล-มิรซา มุหัมหมัด อัช-ชีรอซีย์ คือ อิหม่ามอัล-มะฮฺดีย์ ที่โลกรอคอย และเป็นอัล-บาบ (ประตูสู่การรู้จักสัจธรรมเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า) ซึ่งจะปรากฎตัวหลังการเสียชีวิตของอัร-ร็อชตีย์
ทั้งนี้เนื่องจากเขามองว่าอัช-ชีรอซีย์เป็นบุคคลที่เหมาะสมที่จะอุปโลกน์เพื่อให้แผนการของพวกเขาบรรลุผลในการสร้างความแตกแยกในหมู่ชาวมุสลิม
ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 5 ญุมาดัลเอาวัล ฮ.ศ.1260 ตรงกับ 23 มีนาคม 1844 เขาได้ประกาศตนว่าเขาคือ อัล-บาบ ตามความเชื่อของชีอะฮฺ สายอัช-ชัยคียะฮฺ หลังการเสียชีวิตของอัร-ร็อชตีย์ เมื่อปี ฮ.ศ. 1259 เขาอ้างตนว่าเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ เสมือนกับท่านนบีมูซา นบีอีซา และนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (แท้จริงแล้วบรรดาศาสนทูตของพระองค์มีเกียรติอันสูงส่งไม่สามารถนำมาเปรียบกับเขาได้เลย)
จากคำกล่าวอ้างดังกล่าวทำให้ศิษย์ของอัร-ร็อชตีย์หลงเชื่อ และผู้คนทั่วไปพากันหลงเชื่อด้วย เขาจึงเลือกบุคคลจำนวน 18 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้เผยแพร่แนวคิดของเขา โดยให้ฉายานามบุคคลเหล่านั้นว่า อัล-หุรูฟ อัล-หัยย์ (อักษรที่มีชีวิต) แต่เมื่อปี ฮ.ศ. 1261 พวกเขาได้ถูกทางการจับกุมตัว และในที่สุดพวกเขายอมประกาศเตาบัต (กลับตัว) บนมินบัรฺมัสยิดอัล-วะกีล หลังจากที่พวกเขาได้สร้างความเสื่อมเสียบนหน้าแผ่นดิน เข่นฆ่าชาวมุสลิมมากมาย ตลอดจนกล่าวหาว่าชาวมุสลิมกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา
ในปี ฮ.ศ.1266 อัล-มิรซา อะลีย์ มุหัมหมัด ริฎอ อัช-ชีรอซีย์(อัล-บาบ หรือพระบ็อบ) ได้อ้างว่า พระผู้เป็นเจ้าได้สถิตย์ในร่างของตน (หุลูล อิลาฮิยะฮฺ) แต่หลังจากปราชญ์มุสลิมได้โต้เถียงกับเขาถึงประเด็นนี้เขาได้แสดงท่าทีว่ายอมรับและกลับตัว แต่ปราชญ์มุสลิมไม่ได้หลงกลเนื่องจากรู้ว่าเขาผู้นี้เป็นคนขี้ขลาดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริง ดังนั้นปราชญ์มุสลิมได้ตัดสินให้ประหารชีวิตเขาและสหายของเขา อัซ-ซะนูซีย์ ส่วนผู้บันทึกคำสอนของเขาที่ชื่อว่า หุสัยน์ อัล-ยัซดีย์ ได้เตาบัต (กลับตัว)จากลัทธิอัล-บาบิยะฮฺก่อนที่จะถูกประหารทำให้เขาได้อิสรภาพไม่ต้องโทษ เมื่อวันที่ 27 ชะอฺบาน 1266 ตรงกับวันที่ 8 กรกฎาคม 1850
 
บุคคลสำคัญของอัล-บะฮาอิยะฮฺ
1. กุรเราะฮฺ อัล-อัยนฺ ซึ่งมีชื่อจริงว่า อุมมุ สัลมา ถือกำเนิด ณ เมืองก็อซวีน เมื่อปี ฮ.ศ. 1231 ได้ศึกษาหาความรู้จากมุลลา มุหัมหมัด ศอลิหฺ อัล-ก็อซวีนีย์ หนึ่งในปราชญ์ชีอะฮฺ ต่อมาได้สนใจศึกษาแนวทางชีอะฮฺ สายอัช-ชัยคียะฮฺ ผ่านลุงของนางเอง คือ มุลลา อะลีย์ อัช-ชัยคีย์ นางได้รับอิทธิพลทางความคิดจากชีอะฮฺกลุ่มนี้ ต่อมานางได้เดินทางมาศึกษาจาก กาซิม อัร-ร็อชตีย์ พร้อมอัล-บาบ ณ เมืองกัรบะลาอ์ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศอิรัก) จนมีคนเข้าใจว่านางคือผู้ออกแบบแนวความคิดต่างๆ ให้แก่อัล-บาบ เนื่องจากนางเป็นนักพูดที่ชาญฉลาด มีวาทะโวหารที่ปราดเปรื่อง อีกทั้งเป็นผู้ที่มีความเลอโฉมงดงาม แต่นางก็ถือว่าเป็นหญิงแพศยา สามีของนางได้ขอหย่าและปฏิเสธการเป็นบิดาของลูกที่อยู่ในครรภ์ของนาง นางได้รับฉายานามว่า "เราะซีน ตาญจ์" เจ้าของบทกวีภาษาเปอร์เซีย
ในเดือนเราะญับ ปี ฮ.ศ. 1264 นางได้ประชุมหารือกับแกนนำลัทธิอัล-บาบิยะฮฺ ณ เมืองบะดัชต์ (Conference of Badasht) นางเป็นผู้ที่กล่าวสุนทรพจน์ และสร้างความฮึกเหิมแก่มวลสมาชิกอัล-บาบิยะฮฺเพื่อออกมาประท้วงการจับกุมอัล-บาบ และได้ประกาศจุดยืนว่าอัล-บาบิยะฮฺได้เป็นอิสระจากศาสนาอิสลามแล้ว
นางเป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมวางแผนลอบสังหารกษัตริย์ ชาฮ์ นาศีรุดดีน อัล-กอญารีย์ (Nasser al-Din Shah Qajar - กษัตริย์ผู้ปกครองประเทศอิหร่าน ระหว่างปี ค.ศ.1848-1896) ต่อมานางได้ถูกจับกุมและถูกตัดสินให้เผาเป็นๆ แต่ทว่านางได้เสียชีวิตก่อนจะถูกประหารในต้นเดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ฮ.ศ. 1268 ตรงกับ ค.ศ. 1852

2. อัล-มิรซา ยะหฺยา อะลีย์ มีศักดิ์เป็นน้องชายของอัล-บาบ มี ฉายานามว่า ศุบฮฺ อะซัล อัล-บาบได้สั่งเสียให้เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำแทนเขาหลังเสียชีวิต เรียกขานผู้ตามของเขาว่า อัล-อะซัลลิยีน แต่น้องชายของเขา อัล-มิรซา หุซัยนฺ อัล-บะฮาอ์ ต้องการชิงตำแหน่งผู้นำลัทธินี้เช่นกัน และต่างคนพยายามที่จะลอบสังหารกัน ความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างอัล-บาบิยะฮฺกับพวกชีอะฮฺ ทำให้พวกเขาต้องถูกเนรเทศไปอยู่ที่เมืองอัดเราะนะฮฺ (Edirne) ประเทศตุรกี เมือปี ฮ.ศ.1863 อันเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวยิว และด้วยเหตุที่พลพรรคของศุบฮฺ อะซัล และพลพรรคของบะฮาอุลลอฮฺเกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง สุลต่านแห่งอาณาจักรออตโตมานได้เนรเทศ บะฮาอุลลอฮฺพร้อมมวลชนของเขาไปอยู่ที่เมืองอักกา ส่วน ศุบฮฺ อะซัลและมวลชนของเขาถูกเนรเทศไปยังเกาะไซปรัส จนเขาได้เสียชีวิตที่นั้น เมื่อวันที่ 29เมษายน 1912 ด้วยวัย 82 ปี โดยได้ทิ้งตำราที่เขาแต่งคือ อัล-อัลวาหฺ และ ตำราอัล-มุสตัยกิซ และได้สั่งเสียให้บุตรชายของเขาที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์สืบทอดตำแหน่งผู้นำกลุ่มต่อไป จึงทำให้สมุนของศุบฮฺ อะซัลส่วนใหญ่ไม่พอใจและได้ออกห่าง

3. อัล-มิรซา หุสัยนฺ อะลีย์ ซึ่งมีฉายานามว่า บะฮาอุลลอฮฺ ถือกำเนิดเมื่อปี ค.ศ.1817 ได้ชิงตำแหน่งผู้นำลัทธิอัล-บาบิยะฮฺจากพี่ชายของเขาหลังจากการเสียชีวิตของอัล-บาบ(พระบ็อบ) เขาได้ประกาศตนต่อหน้าสานุศิษย์ของเขาที่กรุงแบกแดด ว่าเขาคือ อัล-มุซ็อฮฮิรฺ อัล-กามิล ผู้ซึ่งอัล-บาบได้พยากรณ์ว่าเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ และพระผู้เป็นเจ้าได้สถิตย์ในร่างของเขาเพื่อสานต่อภารกิจการเผยแพร่ลัทธิอัล-บาบิยะฮฺต่อไป การเผยแพร่ของเขาถือว่าเป็นการเผยแพร่ในบันไดขั้นที่สองในหลักความเชื่อศาสนาบาบี (ผู้ที่เลื่อมใสในคำสอนของเขาเรียกว่า บะฮาอิยูน หรือพวกบาไฮ) เขาพยายามที่จะลอบสังหารศุบฮฺ อะซัล ซึ่งเป็นพี่ชายของเขาเอง เขามีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับชาวยิวที่อยู่ในตำบลอัดเราะนะฮฺ (Edirne) เมืองสาโลนิกา (Salonika) ประเทศตุรกี อันเป็นแผ่นดินที่ชาวบาไฮ เรียกว่าแผ่นดินแห่งความลับ เขาได้ส่งมือสังหารจากเมืองนั้นไปยังเมืองอักกาและได้ทำการสังหารพลพรรคของพี่ชายของเขาศุบฮฺ อะซัล ล้มตายหลายราย
ในปี ค.ศ.1892 บะฮาอุลลอฮฺได้ถูกสังหารด้วยน้ำมือของสมุนพี่ชายของเขาเองและร่างของเขาถูกฝังที่ สวนอัล-บะฮฺญะฮฺ เมืองอักกา (ประเทศปาเลสไตน์) เขามีผู้ทำหน้าที่เขียนคัมภีร์ให้เขา เช่นคัมภีร์อัล-บะยาน(Kitab al-Bayan) และคัมภีร์อัล-อีกอน (Kitab al-Iqan) คัมภีร์ของเขามีเนื้อหาเรียกร้องให้ชนชาติยิวมารวมตัวกันตั้งถิ่นฐาน ณ ดินแดนปาเลสไตน์

4. อับบาส อะฟันดีย์ มีฉายานามว่า อับดุลบะฮาอ์ เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 1844  ซึ่งเป็นวันเดียวกันที่อัล-บาบ ได้ประกาศลัทธิใหม่นี้ บิดาของเขา (บะฮาอุลลอฮฺ) ได้สั่งเสียให้เขาสืบทอดตำแหน่งผู้นำ เขาเป็นผู้ที่มีบุคลิกที่จริงจังมาก จนกระทั่งนักประวัติศาสตร์กล่าวว่าหากไม่มีอับบาส ศาสนาบาไฮคงไม่สามารถดำรงอยู่ได้จนทุกวันนี้ ชาวบาไฮเชื่อว่าเขาเป็นผู้ที่บริสุทธิ์จากมวลบาป (มะอฺศูม) เขาได้เพิ่มเติมคุณลักษณะบิดาของเขาบะฮาอุลลอฮฺให้คล้ายกับพระผู้เป็นเจ้า คือสามารถที่จะบันดาลสรรพสิ่งขึ้นมาได้
อับบาส อะฟันดีย์ ได้เดินทางเยือนประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พร้อมได้เขาร่วมประชุมสมัชชาไซออนนิสต์ ณ เมืองบาเซิล (Basle) ในปี ค.ศ.1911 เขาได้พยายามที่จากแหกมติชนชาติอาหรับโดยหันไปสนับสนุนยิวไซออนิสต์ เขาให้การต้อนรับนายพลอัลเลนบี้(General Edmund Allenby-แม่ทัพของอังกฤษที่มายึดครองปาเลสไตน์และซีเรียเมื่อปี ค.ศ.1917) ครั้งที่เดินทางมาที่ปาเลสไตน์ จนรัฐบาลอังกฤษชื่นชมบทบาทของเขาด้วยการยกฐานะเป็นเซอร์ (Sir - เป็นตำแหน่งที่แต่งตั้งให้กับสามัญชนผู้มีความดีความชอบให้กับแผ่นดินมากซึ่งในอดีตก็จะเป็นอัศวินนักรบ) พร้อมทั้งประดับเครื่องอิสริยาภรณ์และสายสะพายอื่นๆ มากมาย เขาได้เดินทางเยือนหลายประเทศ เช่น อังกฤษ อเมริกา เยอรมัน เบลเยียม ฮังการี อะเล็กซานเดรีย (อียิปต์)เพื่อทำการเผยแพร่ลัทธิของเขา จนกระทั่งเขาได้ก่อตั้งศูนย์ศาสนาบาไฮที่ใหญ่โต ณ เมืองชิคาโก  ต่อมาเขาเดินทางไปยังเมืองฮัยฟา (ปาเลสไตน์) เมื่อปี 1913 ต่อมาเขาเดินทางไปยังกรุงไคโรและเสียชีวิตที่นั้นเมื่อปี ฮ.ศ.1340 /ค.ศ.1921 หลังจากที่เขาได้ถ่ายถอดความรู้จากบิดาของเขาพร้อมทั้งได้เพิ่มเติมคำสอนจากคัมภีร์ไบเบิลพันธะสัญญาเก่าเพื่อเป็นการยืนยันในคำสอนของเขาให้มีน้ำหนัก

5. เชากีย์ อะฟันดีย์ เป็นหลานของอับดุลบะฮาอ์ ปู่ของเขาได้จากโลกนี้ไปในขณะที่เขามีอายุ 24 ปี ในปี 1921 / ฮ.ศ.1340 เขาได้ดำเนินตามรอยทางปู่ของเขาในการบริหารองค์กรบาไฮ เพื่อก่อตั้งสภายุติธรรมสากล เขาได้เสียชีวิตที่กรุงลอนดอนจากหัวใจวาย และร่างของเขาถูกฝังที่นั้น แผ่นดินที่รัฐบาลมอบรางวัลมากมายแก่กลุ่มชาวบาไฮ
ในปี ค.ศ.1963 แกนนำบาไฮ 9 คน ได้ดำเนินการตามภารกิจของอัล-บะฮาอิยะฮฺด้วยการก่อตั้งสภายุติธรรมสากล (The Universal House of Justice) โดยมีคณะกรรมการบริหารจำนวน 9 คน ประกอบด้วย ชาวอเมริกา 4 คน ชาวอังกฤษ 2 คน และชาวอิหร่าน 3 คน และเคยมีผู้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาแห่งนี้เป็นชาวยิวฟรีเมสัน สัญชาติอเมริกา

แนวคิดและความเชื่อของอัล-บะฮาอิยะฮฺ
- ชาวบาไฮเชื่อว่า อัลบาบ (พระบ็อบ) เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทุกอย่างด้วยคำประกาศิตของเขา เขาถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดขึ้นของทุกๆ สิ่ง
- พวกเขาเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตย์ในตัวตนของมนุษย์ เชื่อในหลักอัล-อิตติหาด(ความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน) เชื่อในหลักเวียนว่ายตายเกิด เชื่อว่าวัตถุทุกอย่างคงอยู่อย่างถาวร และเชื่อว่าผลบุญ และบทลงโทษนั้นเกิดขึ้นกับดวงวิญญาณเท่านั้น และสิ่งดังกล่าวเป็นความเชื่อเชิงมายาคติ
- พวกเขาบูชาเลข 19 ซึ่งทำให้พวกเขากำหนดเดือนในรอบปีมี 19 เดือน และกำหนดวันในรอบเดือนมีเพียง 19 วัน ในการนี้มีผู้ทำตามแนวคิดนี้คือ อัล-ฮะรออ์ มีชื่อเต็มว่า มุหัมหมัด เราะชาด เคาะลีฟะฮฺ ซึ่งเขาเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของเลข 19 เขาพยามยามที่จะเชื่อมโยงว่าอัลกุรอานมีโครงสร้างมาจากเลข 19 แต่ทว่าไม่มีใครให้ความสนใจกับคำพูดของเขาเลย
- พวกเขาเชื่อว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ขงจื้อ โซโรแอสเตอร์ และบุคคลสำคัญอย่างนักปราชญ์ของอินเดีย จีน และเปอร์เซีย เป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ
- พวกเขามีทัศนะเห็นพ้องกับชาวยิวและคริสเตียนว่า นบีอีซา อะลัยฮิสสลาม ถูกตรึงบนไม้กางเขน
- พวกเขาตีความอัลกุรอานเชิงความรู้ลึกลับเพื่อให้สอดคล้องกับลัทธิของพวกเขา
- พวกเขาปฏิเสธในมุอฺญิซาต (ความมหัศจรรย์ที่อัลลอฮฺประทาน) ของบรรดาศาสนทูต พวกเขาปฏิเสธการมีอยู่จริงของบรรดามลาอิกะฮฺ ญิน พร้อมทั้งปฏิเสธว่าสวรรค์และนรกมีอยู่จริง
- พวกเขาห้ามสตรีคลุมหิญาบ พวกเขาอนุญาตให้แต่งงานมุตอะฮฺได้ เรียกร้องความเสมอภาคระหว่างหญิงชายและความเสมอภาคในทรัพย์สินเงินทอง 
- พวกเขากล่าวว่าศาสนาที่อัล-บาบนำมานั้นได้ยกเลิกบทบัญญัติต่างๆ ที่นบีมุหัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เผยแพร่ไว้
- พวกเขาตีความว่าวันกิยามะฮฺนั้นคือวันที่บะฮาอุลลอฮฺได้ปรากฏตัว ส่วนทิศกิบละฮฺของพวกเขาในเวลาละหมาดคือ สถานที่เรียกว่า สวนอัล-บะฮฺญะฮฺ เมืองอักกา ประเทศปาเลสไตน์ แทนที่บัยตุลลอฮฺ ณ มัสยิดอัลหะรอม
- พวกเขาจะละหมาดวันละ 3 เวลา มีจำนวนร็อกอะฮฺ 9 ร็อกอะฮฺ และจะอาบน้ำละหมาดด้วยน้ำดอกกุหลาบ แต่หากไม่มีน้ำดังกล่าวพวกเขาจะกล่าวบิสมิละฮฺด้วยสำนวนดังนี้จำนวน 5 ครั้ง "บิสมิลละฮิลอัฏฮัรฺ อัลอัฏฮัรฺ- بسم الله الأطهر الأطهر "
- ไม่มีการละหมาดแบบญะมาอะฮฺในหมู่พวกเขานอกจากการละหมาดศพ ซึ่งมีจำนวนตักบีรฺ 6 ครั้ง และทุกตักบีรฺพวกเขาจะกล่าวว่า "อัลลอฮุ อับฮา-  الله أبهى "
- พวกเขาจะถือศีลอดในเดือนที่ 19 ตามปฏิทินบาไฮ พวกเขาจะอดอาหารเริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนดวงอาทิตย์ตกดิน เป็นระยะเวลา 19 วัน จากนั้นพวกเขาจะเฉลิมฉลองวันอีด อัน-นัยรูซ (วันปีใหม่ชาวบาไฮ) ในวันที่ 21 ของเดือนมีนาคม  ชาวบาไฮทุกคนที่มีอายุระหว่าง 15-70 ปีต้องถือศีลอด
- พวกเขาห้ามการทำอัล-ญิฮาด หรือจับอาวุธต่อสู้กับอริราชศัตรู ซึ่งกฎดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของจักรวรรดินิยมในการอุปโลกน์ลัทธินี้ขึ้นมา
- พวกเขาปฏิเสธว่านบีมุหัมหมัด คือ นบีหรือศาสนทูตองค์สุดท้าย พวกเขาอ้างว่าวะหฺยู (วิวรณ์) จากอัลลอฮฺนั้นถูกประทานลงมาอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเลยแต่งตำรับตำรามากมายที่มีเนื้อหาแย้งกับอัลกุรอานแต่ทว่าตำราของเขาเหล่านั้นเต็มไปด้วยข้อบกพร่องไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาหรือสำนวน
- พวกเขาได้ยกเลิกการไปประกอบพิธีหัจญ์ ณ เมืองมักกะฮฺ อัล-มุกัรเราะมะฮฺ แต่พวกเขาจะไปประกอบพิธีหัจญ์ ณ สถูปฝังศพของบะฮาอุลลอฮฺ ที่ สวนอัล-บะฮฺญะฮฺ เมืองอักกา ประเทศปาเลสไตน์แทน

รากเหง้าทางความคิดและความเชื่อของพวกบาไฮ
ความคิดและความเชื่อของพวกเขาได้ผสมผสานระหว่างแนวคิดต่างๆต่อไปนี้
- อัร-รอฟิเฎาะฮฺ อัล-อิมามิยะฮฺ (ชีอะฮฺ อิหม่าม 12 )
- ชีอะฮฺ อัช-ชัยคียะฮฺ (สาวกของชัยคฺอะหฺมัด อัล-อะหฺสาอีย์)
- อัล-มาสูนียะฮฺ (องค์กรฟรีเมสันสากล)
- ยิวไซออนิสต์สากล
 
การแพร่กระจายและแหล่งที่มีอิทธิพลของศาสนาบาไฮ
          ชาวบาไฮส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในประเทศอิหร่าน บางส่วนอาศัยอยู่ในอิรัก ซีเรีย เลบานอน และปาเลสไตน์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพวกเขา เช่นเดียวกันนั้นพวกเขาเคยมีศูนย์ศาสนาบาไฮในอียิปต์แต่ศูนย์ดังกล่าวถูกปิดตัวลงตามคำสั่งของรัฐบาล หมายเลขที่ 263 เมื่อปี ค.ศ. 1960 นอกจากนี้พวกเขายังมีศูนย์ ณ เมืองต่างๆ เช่นที่ แอดดิส อบาบา เอธิโอเปีย กรุงกัมปาลา ประเทศยูกันดา กรุงลูซากา ประเทศแซมเบีย ซึ่ง ณ เมืองนี้พวกเขาได้จัดประชุมสามัญประจำปี ระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม - 13 มิถุนายน ค.ศ. 1989  พวกเขามีศูนย์ที่เมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กรุงเวียนนา เมืองแฟรงก์เฟิร์ต(เยอรมัน) กรุงซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่เมืองชิคาโก (รัฐอิลลินอยส์-สหรัฐอเมริกา) พวกเขามีโบสถ์ที่ใหญ่โต ซึ่งพวกเขาเรียกว่า มุชริกุลอัซการฺ ณ สถานที่แห่งนั้นพวกเขาได้ผลิตวารสารออกมา ชื่อว่า นัจมฺ อัล-ฆ็อรฺบ (ดาวตะวันตก) เช่นเดียวกับที่เมืองวิลเมตต์ ศูนย์กลางบาไฮในอเมริกา  ในเมืองนิวยอร์กพวกเขามีคาราวานตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่เคลื่อนไหวบนหลักการของบาไฮ พวกเขามีหนังสือคู่มือกองคาราวาน และเพื่อนความรู้ พวกเขามีแหล่งชุมนุมใหญ่ในเมืองฮิวสตัน (รัฐเทกซัส) ลอสแอนเจลิส (รัฐแคลิฟอร์เนีย) บรุกลิน และนิวยอร์ก โดยประมาณว่าพวกบาไฮในสหรัฐอเมริกามีจำนวน 2 ล้านคน ซึ่งเป็นสมาชิกใน 600 กว่าองค์กร เป็นเรื่องที่ประหลาดอย่างยิ่งที่พวกบาไฮมีตัวแทนประจำองค์การสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก มีตัวแทนสหประชาชาติที่เจนีวา และมีตัวแทนจากกลุ่มประเทศแอฟริกาที่กรุงไนโรบี นอกจากนี้พวกเขามีฐานะเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการสังคมและเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติ (Ecosco) พวกเขามีสมาชิกทำงานในองค์การสิ่งแวดล้อมโลกแห่งสหประชาติ (Unep) ในกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ -Unicef) และในสำนักงานสารสนเทศแห่งสหประชาชาติ (U.N. Office of Public Information) เช่น ดุซซีย์ บูส เป็นตัวแทนขององค์การบาไฮสากลประจำองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ส่วนรุสตุม ค็อยรูฟ เป็นสมาชิกมูลนิธิสากลเพื่อความมั่นคงของมนุษยชาติ

บทสรุป
อัล-บาบิยะฮฺ (ศาสนาบาบี) และอัล-บะฮาอิยะฮฺ (ศาสนาบาไฮ) คือกลุ่มที่หลงทางซึ่งได้หลุดพ้นจากศาสนาอิสลาม เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธว่านบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นศาสนทูตองค์สุดท้าย อีกทั้งพวกเขายังอ้างว่าวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตย์อยู่ในร่างของอัลบาบ (พระบ็อบ) หรือในร่างของอัล-บะฮาอ์ พวกเขายังปฏิเสธการลงโทษของอัลลอฮฺในวันปรโลก พวกเขาจงรักภักดีต่อชาวยิวตลอดเวลาและพยายามจะให้ชาวมุสลิมเปลี่ยนศาสนา และพวกเขาประกาศอย่างชัดเจนว่าคัมภีร์อัล-บะยานของพวกเขาได้ยกเลิกคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอาน
ได้มีคำฟัตวา (ข้อชี้ขาดทางศาสนา)ที่มาจากหลายสำนักทางวิชาการศาสนา เช่นศูนย์ศาสนบัญญัติอิสลาม เมืองมักกะฮฺ สำนักฟัตวาแห่งประเทศอียิปต์ ระบุว่า ลัทธิอัลบะฮาอิยะฮฺ และอัลบาบิยะฮฺ ได้หลุดพ้นจากศาสนาอิสลาม และถือว่าเป็นศัตรูต่อศาสนาอิสลาม ผู้ที่เลื่อมใสในแนวคิดของพวกเขาถือว่าเป็นกาฟิรฺ (ผู้ปฏิเสธศรัทธา) อย่างชัดแจ้งโดยไม่มีข้ออ้างใดๆ อีก (อ้างจากหนังสือพิมพ์อัลมะดีนะฮฺ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 2 เดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ฮ.ศ.1399 ตรงกับวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1979)


 والله أعلم بالصواب


ที่มา http://www.saaid.net/feraq/mthahb/38.htm
จากหนังสือ อัล-เมาสูอะฮฺ อัล-มุยัสสะเราะฮฺ ฟี อัล-อัดยาน วะ อัล-มะษาฮิบ โดยสภายุวมุสลิมโลก



แปลโดย : อันวา สะอุ
ตรวจทานโดย : ซุฟอัม อุษมาน

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


การชาฟะอะฮฺช่วยเหลือในวันกิยามะฮฺ

الشفاعة



อัชชะฟาอะฮฺ คือ การขอความช่วยเหลือให้กับคนอื่น

ประเภทของ อัชชะฟาอะฮฺ
ในวันกียามะฮฺ อัชชะฟาอะฮฺจะแบ่งเป็น 2 ประเภท

1. อัชชะฟาอะฮฺ ที่มีเฉพาะสำหรับท่านนบีมุหัมหมัด ซึ่งแบ่งออกได้หลายชนิด

1.1 อัชชะฟาอะฮฺที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ อัชชะฟาอะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้กับมวลมนุษย์ที่ยืนรอการพิพากษาระหว่างพวกเขา ณ ทุ่งมัหชัร (สนามแห่งการชุมนุม) อัลลอฮฺ จึงพิพากษาระหว่างพวกเขา ซึ่งนบีในวันนั้นจะอยู่ในฐานะที่ถูกยกย่อง

1.2 อัชชะฟาอะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้กับบางคนในหมู่ประชาชาติของท่าน เพื่อให้เข้าสวรรค์โดยไม่ต้องถูกสอบสวน พวกเขามีจำนวนทั้งหมด 70,000 คน  ดังที่ อัลลอฮฺได้ตรัส (ในหะดีษอัลกุดสีย์) ว่า “เจ้าจงนำเอาส่วนหนึ่งจากประชาชาติของเจ้า เข้าสวรรค์ทางประตูขวา โดยไม่ต้องถูกสอบสวนใดๆ”

1.3 อัชชะฟาอะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้กับผู้ที่มีความดีและความชั่วเท่ากัน ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็จะชะฟาอะฮฺจนคนเหล่านี้ได้เข้าสวนสวรรค์

1.4 อัชชะฟาอะฮฺ ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อขอเพิ่มระดับชั้นให้กับชาวสวรรค์ และได้รับระดับชั้นที่เหนือกว่าผลตอบแทนของการงานที่เขาได้กระทำมา

1.5 อัชชะฟาอะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้กับ อบูฏอลิบ ลุงของของท่าน เพื่อให้ได้รับการบรรเทาโทษในนรก

1.6 อัชชะฟาอะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้กับผู้ศรัทธาทุกคนได้เข้าสวนสวรรค์

2. อัชชะฟาอะฮฺทั่วไป สำหรับนบีมุหัมหมัด นบีท่านอื่นๆ มวลมลาอิกะฮฺ และบรรดาผู้ศรัทธา
คือ การชะฟาอะฮฺให้กับผู้ที่ถูกตัดสินว่าตกนรก หรือผู้ที่ตกอยู่ในนรกแล้ว ให้พ้นออกมา

1.ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«لِكُلِّ نَبِيٍّ دَعْوَةٌ مُسْتَجَابَةٌ ، فَتَعَجَّلَ كُلُّ نَبِيٍّ دَعْوَتَهُ ، وَإِنِّي اخْتَبَأْتُ دَعْوَتِي شَفَاعَةً لِأُمَّتِي يَوْمَ الْقِيَامَةِ ، فَهِيَ نَائِلَةٌ إِنْ شَاءَ اللَّهُ مَنْ مَاتَ مِنْ أُمَّتِي لَا يُشْرِكُ بِاللهِ شَيْئًا»

ความว่า “ทุกๆนบีมีการวอนขอที่ได้รับการตอบสนอง ดังนั้นบรรดานบีจะใช้การวอนขอดังกล่าวเป็นประโยชน์บนโลกนี้ แต่ฉันซุกซ่อนการวอนของฉันเพื่อใช้ช่วยเหลือประชาชาติของฉันในวันกียามะฮฺ อินชาอัลลอฮฺ การวอนขอของฉันมุ่งไปสู่ประชาชาติของฉันที่ตายไปโดยมิได้ตั้งภาคีใดๆเคียงคู่กับอัลลอฮฺ”

2. อัลลอฮฺได้ตรัสถึงมลาอิกะฮฺว่า

وَكَم مِّن مَّلَكٍ فِي السَّمَاوَاتِ لَا تُغْنِي شَفَاعَتُهُمْ شَيْئًا إِلَّا مِن بَعْدِ أَن يَأْذَنَ اللَّهُ لِمَن يَشَاءُ وَيَرْضَىٰ ( 26 )ความว่า “และมลาอิกะฮฺกี่มากน้อยในชั้นฟ้าทั้งหลายนั้น การชะฟาอะฮฺของพวกเขาจะไม่อำนวยประโยชน์อันใด (แก่พวกเขา) เว้นแต่หลังจากอัลลอฮฺจะทรงอนุมัติแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงพอพระทัย” (ซูเราะฮฺ อันนัจญ์มฺ อายะฮฺที่ 26)

3. จากท่านอบีดัรดาอ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«يُشَفَّعُ الشَّهِيدُ فِي سَبْعِينَ مِنْ أَهْلِ بَيْتِهِ»

ความว่า “ ผู้ที่ตายชะฮีด(ตายในสงครามศาสนา) มีสิทธิขอความช่วยเหลือให้แก่ญาติพี่น้องของเขา จำนวน 70 คน”

เงื่อนไขของการชะฟาอะฮฺประเภทนี้มี 2 ประการ

1.ได้รับการอนุมัติจากอัลลอฮ ดังที่พระองค์ตรัสว่า

ความว่า “ใครเล่าที่จะให้การชะฟาอะฮฺ (แก่ผู้อื่น) ณ พระองค์ได้ นอกจากด้วยการอนุมัติของพระองค์เท่านั้น” (ซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 255 )

2.ความพอพระทัยของอัลลอฮฺต่อผู้ขอชะฟาอะฮฺและผู้ถูกขอ ดังที่พระองค์ตรัสว่า                

ความว่า “และพวกเขาจะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใด นอกจากแก่ผู้ที่พระองค์ทรงพอพระทัย” (ซูเราะฮฺ อัลอัมบิยาอ์ อายะฮฺที่ 28 )

คนกาฟิรไม่มีสิทธิได้รับการชะฟาอะฮฺ เขาจะพำนักในนรกตลอดกาลไม่มีโอกาสได้เข้าสวนสวรรค์เลย หากแม้นว่ามีผู้ใดมาชะฟาอะฮฺให้เขาก็ไม่มีประโยชน์อันใด ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสถึงผู้ทำชั่วว่า


ความว่า “ดังนั้นการชะฟาอะฮฺของบรรดาผู้มีชะฟาอะฮฺจะไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่พวกเขา” (ซูเราะฮฺ อัลมุดัษษิร อายะฮฺที่ 48)

การวิงวอนขอให้ได้รับอัชชะฟาอะฮฺจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะได้รับการชะฟาอะฮฺจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็จงขอจากอัลลอฮฺ เช่นขอดุอาอ์ว่าข้าแต่อัลลอฮฺ ได้โปรดประทานการชะฟาอะฮฺของนบีของพระองค์ให้แก่ข้าพเจ้าด้วย  หลังจากนั้นก็ให้หมั่นประกอบการงานที่ดีอันเป็นเงื่อนไขหลักเพื่อการได้มาซึ่งอัชชะฟาอะฮฺ เช่น อัลอิคลาศ(ความบริสุทธิ์ใจ) ในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺเพียงองค์เดียว หมั่นกล่าวเศาะลาวาต(ขอพร)ให้แด่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และขอให้ท่านนั้นเป็นสื่อกลางขอความช่วยเหลือในวันกิยามะฮฺ
จากท่านอบู ฮูร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่าแท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«أَسْعَدُ النَّاسِ بِشَفَاعَتِي يَوْمَ القِيَامَةِ ، مَنْ قَالَ لاَ إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ ، خَالِصًا مِنْ قَلْبِهِ ، أَوْ نَفْسِهِ»

ความว่า “มนุษย์ที่มีความสุขกับชะฟาอะฮฺของฉันในวันกียามะฮฺ คือผู้ที่กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรสักการะนอกจากอัลลอฮฺ ด้วยใจที่บริสุทธิ์” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ เลขที่หะดีษ 99)


 والله أعلم بالصواب

มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม บิน อับดุลลอฮฺ อัต-ตุวัยญิรีย์
محمد بن إبراهيم بن عبدالله التويجري
แปลโดย: อันวา สะอุ 
ترجمة: أنور إسماعيل
ตรวจทาน: อุษมาน อิดรีส
مراجعة: عثمان إدريس
จากหนังสือ: มุคตะศ็อร อัล-ฟิกฮฺ อัล-อิสลามีย์
المصدر: كتاب مختصر الفقه الإسلامي

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

ผู้ทำบิดอะฮฺจะไม่ได่รับการชะฟาอะฮฺจากท่านนบีในวันกิยามะฮฺ


الشفاعة

         บรรดาผู้ที่ยึดมั่นในเอกภาพต่ออัลลอฮฺ ไม่ใช่ผู้ที่จำกัดขอบเขตการชะฟาอะฮฺให้แคบ แต่อัลลอฮฺต่างหากที่เป็นผู้ทรงจำกัดมัน และผู้ทรงอนุญาตแก่ผู้ขอชะฟาอะฮฺ และทรงพอพระทัยในอะกีดะฮฺของผู้ถูกขอให้ได้รับการชะฟาอะฮฺ พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

يَوْمَئِذٍ لَّا تَنفَعُ الشَّفَاعَةُ إِلَّا مَنْ أَذِنَ لَهُ الرَّحْمَٰنُ وَرَضِيَ لَهُ قَوْلًا ( 109 )
"วันนั้น การชะฟาอะฮ์ จะไม่เกิดประโยชน์อันใด นอกจากผู้ที่พระผู้ทรงกรุณาปรานีทรงอนุญาตแก่เขา และพระองค์ทรงพอพระทัยในคำพูดของเขาเท่านั้น"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺฎฮฮา 20:109)


พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

وَكَم مِّن مَّلَكٍ فِي السَّمَاوَاتِ لَا تُغْنِي شَفَاعَتُهُمْ شَيْئًا إِلَّا مِن بَعْدِ أَن يَأْذَنَ اللَّهُ لِمَن يَشَاءُ وَيَرْضَىٰ ( 26 )
"และมะลักกี่มากน้อยในชั้นฟ้าทั้งหลายนั้น การชะฟาอะฮ.ของพวกเขาจะไม่อำนวยประโยชน์อันใด (แก่พวกเขา) เว้นแต่หลังจากอัลลอฮ.จะทรงอนุมัติแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์และทรงพอพระทัย"  (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัน-นัจญ์มฺ 53:26)



พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

مَا قُلْتُ لَهُمْ إِلَّا مَا أَمَرْتَنِي بِهِ أَنِ اعْبُدُوا اللَّهَ رَبِّي وَرَبَّكُمْ وَكُنتُ عَلَيْهِمْ شَهِيدًا مَّا دُمْتُ فِيهِمْ فَلَمَّا تَوَفَّيْتَنِي كُنتَ أَنتَ الرَّقِيبَ عَلَيْهِمْ وَأَنتَ عَلَىٰ كُلِّ شَيْءٍ شَهِيدٌ ( 117 ) 

"ข้าพระองค์มิได้กล่าวแก่พวกเขา นอกจากสิ่งที่พระองค์ใช้ข้าพระองค์เท่านั้น ที่ว่าท่านทั้งหลายจงเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ ผู้เป็นเจ้าของฉัน และเป็นพระเจ้าของพวกท่านด้วย และข้าพระองค์ย่อมเป็นพยานยืนยันต่อพวกเขาในระยะเวลาที่ข้าพระองค์อยู่ในหมู่พวกเขา ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงรับข้าพระองค์ไปแล้ว พระองค์ท่านก็เป็นผู้ดูและพวกเขา และพระองค์ทรงเป็นสักขีพยานในทุกสิ่ง"

إِن تُعَذِّبْهُمْ فَإِنَّهُمْ عِبَادُكَ وَإِن تَغْفِرْ لَهُمْ فَإِنَّكَ أَنتَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ ( 118 ) 

"หากพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาแท้จริงพวกเขาก็คือบ่าวของพระองค์ และหากพระองค์จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์ท่านคือ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ"

قَالَ اللَّهُ هَٰذَا يَوْمُ يَنفَعُ الصَّادِقِينَ صِدْقُهُمْ لَهُمْ جَنَّاتٌ تَجْرِي مِن تَحْتِهَا الْأَنْهَارُ خَالِدِينَ فِيهَا أَبَدًا رَّضِيَ اللَّهُ عَنْهُمْ وَرَضُوا عَنْهُ ذَٰلِكَ الْفَوْزُ الْعَظِيمُ ( 119 ) 

"อัลลอฮ์ตรัสว่า นี่แหละคือวัน ที่การพูดความจริงของพวกเขาจะอำนวยประโยชน์แก่บรรดาผู้ที่พูดจริง พวกเขาจะได้รับบรรดาสวนสวรรค์เหล่านั้น โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล ในสภาพที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พึงพอใจในพระองค์นั่นแหละคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่"  (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ 5:117-119)

และสำหรับผู้ทำบิดอะฮฺ หรืออุตริกรรมใหม่ๆขึ้นมาในเรื่องศาสนา ในวันกิยามะฮฺ พวกเขาจะไม่รับการชาฟาอะฮฺหรือได้รับการช่วยเหลือจากท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 

ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยืนอยู่ที่บ่อน้ำ(อัลเกาษัร) ซึ่งถ้าใครได้ดื่มน้ำนั้นสักครั้งหนึ่ง จะไม่วันกระหายอีกเลยหลังจากนั้น และเขาจะได้รับความสุขตลอดไป กึซานหรือถ้วยแก้วที่บ่อน้ำนี้มากมายประดุจดวงดาวบนฟากฟ้า น้ำของมันขาวยิ่งกว่าน้ำนม หวานยิ่งกว่าน้ำผึ่ง กลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะมุ่งมาหาท่านซึ่งท่านจะรู้จักพวกเขาได้ด้วยรอยของการอาบน้ำละหมาด เนื่องจากพวกเขาจะมายังท่านในสภาพที่ ฆุรร็อนมุหัจญิลีน” อวัยวะส่วนต่างๆ ที่อาบน้ำละหมาดจะเปล่งประกายรัศมี

ท่านรอซู ลุลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

فَإِنَّهُمْ يَأْتُونَ يَوْمَ الْقِيَامَةِ غُرًّا مُحَجَّلِينَ مِنْ الْوُضُوءِ

“ แท้จริงพวกเขา (ประชาชาติของฉัน) จะมาในวันกิยามะฮ์ในสภาพที่พวกเขามีใบหน้าและเท้าที่ขาวนวล เป็นประกาย อันเนื่องมากจากการอาบน้ำละหมาด ” (บันทึกโดยอะหมัด,มุสลิม,อันนะซาอีย์และอิบนุมาญะฮ์)

 เมื่อพวกเขามุ่งมาที่บ่อน้ำและเห็นผู้คนกำลังดื่มโดยที่พวกเขาอยู่ในสภาพที่หิวกระหายและหวาดกลัวอย่างที่สุด มลาอีกะฮฺจะตีพวกเขาบนแสกหน้าและขับไล่ให้ถอยออกไปด้านหลัง
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะกล่าวว่า "ท่านจะพาพวกเขาไปไหน" ก็จะได้รับคำตอบว่า "ไปนรก" แล้วท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะกล่าวว่า "โอ้ผู้อภิบาลของฉัน โปรดให้ฉันชะฟาอะฮฺแก่พวกเขาด้วยเถิด เพราะว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งจากประชาชาติของฉัน" จะมีเสียงตอบท่านว่า "ท่านไม่รู้ดอกว่าพวกเขาได้ทำอะไรขึ้นบ้างหลังจากท่านจากไป แน่นอนพวกเขาได้สับเปลี่ยนบิดเบือนสาสนาที่ท่านทิ้งไว้ให้พวกเขายึดถือปฏิบัติ ดังนั้นท่านนบีจึงปลีกตัวจากพวกเขาและกล่าวว่า "ไปให้ไกลเลย ไปให้ไกลเลย" หมายถึงให้พวกเขาไปอยู่ไกลๆจากท่านเลย นั้นคือ ถ้า ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม รู้ว่าพวกเขาได้สับเปลี่ยนบิดเบือนศาสนา ท่านก็จะได้ไม่ขอชะฟาอะฮฺให้พวกนั้น


حَدَّثَنَا عَلِيُّ بْنُ حُجْرٍ السَّعْدِيُّ، حَدَّثَنَا عَلِيُّ بْنُ مُسْهِرٍ، أَخْبَرَنَا الْمُخْتَارُ بْنُ فُلْفُلٍ، عَنْ أَنَسِ بْنِ مَالِكٍ، حوَحَدَّثَنَا أَبُو بَكْرِ بْنُ أَبِي شَيْبَةَ، - وَاللَّفْظُ لَهُ - حَدَّثَنَا عَلِيُّ بْنُ مُسْهِرٍ، عَنِ الْمُخْتَارِ، عَنْ أَنَسٍ، قَالَ بَيْنَا رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم ذَاتَ يَوْمٍ بَيْنَ أَظْهُرِنَا إِذْ أَغْفَى إِغْفَاءَةً ثُمَّ رَفَعَ رَأْسَهُ مُتَبَسِّمًا فَقُلْنَا مَا أَضْحَكَكَ يَا رَسُولَ اللَّهِ قَالَ ‏"‏ أُنْزِلَتْ عَلَىَّ آنِفًا سُورَةٌ ‏"‏ ‏.‏ فَقَرَأَ ‏"‏ بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ ‏{‏ إِنَّا أَعْطَيْنَاكَ الْكَوْثَرَ * فَصَلِّ لِرَبِّكَ وَانْحَرْ * إِنَّ شَانِئَكَ هُوَ الأَبْتَرُ‏}‏ ‏"‏ ‏.‏ ثُمَّ قَالَ ‏"‏ أَتَدْرُونَ مَا الْكَوْثَرُ ‏"‏ ‏.‏ فَقُلْنَا اللَّهُ وَرَسُولُهُ أَعْلَمُ ‏.‏ قَالَ ‏"‏ فَإِنَّهُ نَهْرٌ وَعَدَنِيهِ رَبِّي عَزَّ وَجَلَّ عَلَيْهِ خَيْرٌ كَثِيرٌ هُوَ حَوْضٌ تَرِدُ عَلَيْهِ أُمَّتِي يَوْمَ الْقِيَامَةِ آنِيَتُهُ عَدَدُ النُّجُومِ فَيُخْتَلَجُ الْعَبْدُ مِنْهُمْ فَأَقُولُ رَبِّ إِنَّهُ مِنْ أُمَّتِي ‏.‏ فَيَقُولُ مَا تَدْرِي مَا أَحْدَثَتْ بَعْدَكَ ‏"‏ ‏.‏ زَادَ ابْنُ حُجْرٍ فِي حَدِيثِهِ بَيْنَ أَظْهُرِنَا فِي الْمَسْجِدِ ‏.‏ وَقَالَ ‏"‏ مَا أَحْدَثَ بَعْدَكَ ‏"‏


             อนัส (บินมาลิก) รายงานว่า ขณะที่ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม อยู่กับพวกเราในวันหนึ่ง ท่านได้งีบหลับไปชั่วครู่ หลังจากนั้นท่านได้เงยศีรษะของท่านขึ้นมาแล้วยิ้ม พวกเราถามว่า อะไรทำให้ท่านหัวเราะหรือ โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ ท่านตอบว่า
 "ซูเราะห์หนึ่งได้ถูกประทานลงมาให้ฉันสักครู่นี่เอง แล้วท่านก็อ่าน บิสมิ้ลลาฮิรเราะห์มานนิรร่อฮีม อินนาอะอ์ฏอยนากัลเกาษัร ฟะศ็อลลิลิร๊อบบิก่าวันฮัร อินน่าซานิอะกะฮุวัลอับตัร"
  หลังจากนั้นท่านได้ถามว่า พวกเจ้าทั้งหลายรู้ไหมว่า อัลเกาษัร คืออะไร พวกเราตอบว่า อัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์เท่านั้นที่รู้ดียิ่ง ท่านกล่าวว่า
 "มันคือแม่น้ำซึ่งองค์อภิบาลของฉันผู้ทรงเกียรติและสูงส่งสัญญาจะมอบให้แก่ฉัน ซึ่งมีความดีอย่างมากมาย มันคือแหล่งน้ำที่ประชาชาติของฉันจะกลับไปพบกับฉันในวันกิยามะห์ ณ.ที่นี้ ภาชนะของมันมีจำนวนเท่ากับดวงดาว
 ขณะนั้นจะมีคนกลุ่มหนึ่งถูกกันออกจากพวกเขา (ไม่ให้เข้ามาหาฉันที่แหล่งน้ำ) ดังนั้นฉันจึงกล่าวว่า โอ้องค์อภิบาลของฉันพวกเขาคือประชาชาติของฉัน พระองค์กล่าวว่า เจ้าไม่รู้หรอกว่าพวกเขาได้ทำสิ่งใหม่ในศาสนาหลังจากเจ้าจากพวกเขามา"
                อิบนุฮุจริน ได้รายงานโดยมีข้อความเพิ่มเติมในฮะดีษของเขาว่า  ในขณะที่ท่านรอซูลอยู่กับพวกเราในมัสยิด และข้อความที่ว่า สิ่งใหม่ในศาสนาที่พวกเขากระทำหลังจากเจ้าจากพวกเขามา" (บันทึกหะดิษโดยมุสลิม/หมวดที่4/บทที่14/ฮะดีษเลขที่ 0790)


ท่านรสูลุลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"แน่นอนมีชนหลายกลุ่มจากพวกท่าน ถุกนำมายังฉันขณะที่ฉันอยู่ที่บ่อน้ำ(อัลเกาษัร) จากนั้นพวกเขาจะถุกสลัดลงไปข้างใต้ฉัน ฉันจะกล่าวว่า "โอพระผู้อภิบาลของฉัน นี่สหายของฉัน นี้สหายของฉัน จะมีเสียงกล่าวว่า "ท่านไม่รุ้ดอกว่าพวกเขาประดิษอะไรกันขึ้นบ้างหลังจากท่าน แน่นอนพวกเขาได้สับเปลี่ยนบิดเบือน" แล้วฉันจะกล่าวว่า "ไปให้ไกล ไปให้ไกล" (บันทึกหะดิษโดยบุคอรีย์)


ท่านรสูลุลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"มลาอิกะฮฺจะตีแสกหน้าพวกเขา แล้วฉันจะกล่าวว่า "ไปที่ไหนกันหรือ จะมีเสียงตอบว่า "ไปนรก" ฉันกล่าวว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาลของฉัน พวกเหล่านั้นเป็นประชาชาติของฉัน" (บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด)


 والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿





วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การอะซานและการอิกอมะฮฺ

الأذان والإقامة



การอะซาน: เป็นการทำอิบาดะฮฺโดยการประกาศให้รู้ถึงการเข้าสู่เวลาละหมาดด้วยคำกล่าวที่เฉพาะ
เริ่มมีการบัญญัติการอะซานครั้งแรกนั้นในปีแรกของการฮิจญ์เราะฮฺ

วิทยปัญญาการบัญญัติการอะซาน

1 – การอะซานเป็นการประกาศให้รู้ถึงเวลาทำละหมาดแล้ว และยังหมายถึงการเรียก การเชิญชวน ให้ไปร่วมทำละหมาดในสถานที่เดียวกัน หรือละหมาดญะมาอะฮฺ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์อันมากมาย
2 – การอะซานเป็นการแจ้งเตือนต่อผู้ที่เผลอจากการละหมาด และเป็นการระวังเตือนต่อผู้ที่หลงลืมละหมาดเพื่อให้ทำการละหมาดเสีย ซึ่งเป็นนิอฺมัตที่ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งความใกล้ชิดระหว่างบ่าวกับอัลลอฮฺ และการอะซานนั้นเป็นการเรียกร้องสำหรับมุสลิมเพื่อไม่ให้พลาดนิอฺมัตอันนี้

การอิกอมะฮฺ เป็นการทำอิบาดะฮฺโดยการประกาศให้รู้ถึงการทำละหมาดแล้ว ด้วยคำกล่าวที่เฉพาะ

หุก่มการอะซานและอิกอมะฮฺ
การอะซานและอิกอมะฮฺ เป็นฟัรฎูกิฟายะฮฺต่อบรรดาผู้ชายเท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพเดินทางหรือไม่ ซึ่งการอะซานและอิกอมะฮฺนี้บัญญัติไว้เฉพาะสำหรับละหมาดห้าเวลาและละหมาดญุมุอะฮฺ(วันศุกร์)เท่านั้น

บรรดาผู้อะซานของท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ทั้งสี่ท่าน คือ
ท่านบิลาล อิบนุ เราะบาหฺ(เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) และท่านอัมรฺ อิบนุ อุมมิ มักตูม(เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เป็นผู้อะซานที่มัสญิดนะบี ณ มะดีนะฮฺ  ส่วนท่านสะอัด อัลก็อรฎ(เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เป็นผู้อะซานที่มัสญิดกุบาอ์ และท่านอบู มะหฺซูเราะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ)เป็นผู้อะซานที่มัสญิดอัลหะรอม ณ นครมักกะฮฺ
และท่านอบู มะหฺซูเราะฮฺ นั้น ได้ตัรญีอฺในการอะซาน(การตัรญีอฺ หมายถึง การกล่าวคำปฏิญาณ อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ และ อัชฮะดุอันนะ มุหัมมะดัร รอซูลุลลอฮฺ ด้วยเสียงค่อย ก่อนที่จะกล่าวออกมาด้วยเสียงดังในการอะซาน – บรรณาธิการ) และมีการกล่าวซ้ำสองครั้งในการอิกอมะฮฺ ส่วนท่านบิลาลนั้น ไม่ได้ตัรญีอฺในการอะซานและไม่มีการกล่าวซ้ำสองครั้งในการอิกอมะฮฺ

ความประเสริฐของการอะซาน
เป็นสิ่งที่สุนัตสำหรับผู้อะซานให้ขึ้นเสียงให้ดังเมื่อทำการอะซาน เพราะว่าไม่มีผู้ใดที่ได้ยินเสียงอะซานของเขา ไม่ว่าจะเป็นญินหรือมนุษย์หรือสิ่งใดก็ตาม เว้นแต่ผู้ได้ยินนั้นจะเป็นพยานให้เขาในวันกิยามะฮฺ ผู้อะซานจะได้รับการอภัยโทษเท่ากับระยะคลื่นเสียงของเขาไปถึง และเขาจะได้รับการรับรองจากผู้ที่ได้ยินเสียงของเขาไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต และเขาจะได้ผลบุญเหมือนกับผลบุญของผู้ที่มาละหมาดพร้อมกับเขา

1. รายงานจากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)ได้กล่าวว่า
«لَوْ يَـعْلَـمُ النَّاسُ مَا فِي النِّدَاءِ وَالصَّفِّ الأَوَّلِ، ثُمَّ لَـمْ يَـجِدُوا إلَّا أَنْ يَسْتَـهِـمُوا عَلَيْـهِ لاسْتَـهَـمُوا»
ความว่า “หากผู้คนได้รับรู้ถึงผลบุญที่มีอยู่ในการอะซานและแถวแรกของการละหมาด แต่ไม่อาจไขว่คว้าสิ่งนั้นได้นอกจากต้องจับฉลากก่อน พวกเขาต้องแย่งกันจับฉลากแน่นอน” (มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัล-บุคอรีย์ เลขที่ : 615 และมุสลิม เลขที่: 437 สำนวนนี้เป็นของมุสลิม)


2. รายงานจากมุอาวิยะฮฺ บิน อบู สุฟยาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่าฉันได้ยินท่าน เราะสูลุลลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)กล่าวว่า
«المُؤَذِّنُونَ أَطْوَلُ النَّاسِ أَعْنَاقاً يَومَ القِيَامَةِ»
ความว่า “บรรดาผู้อะซาน(มุอัซซิน)นั้น คือผู้ที่มีคอยาวกว่าผู้อื่นในวันกิยามะฮฺ(หมายถึงเป็นผู้ที่มีผลบุญมากที่สุดในวันกิยามะฮฺ – บรรณาธิการ)” (บันทึกโดยมุสลิม  : 387)

ลักษณะการอะซานที่มีรายงานและปรากฏอยู่ในสุนนะฮฺ
ลักษณะแรก คือ คำอะซานของท่านบิลาล(เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ซึ่งท่านใช้อะซานในสมัยท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) (เป็นหะดีษหะสัน บันทึกโดยอบู ดาวูด หมายเลข 499 และอิบนุ มาญะฮฺ 706 )  ซึ่งมีทั้งหมด 15 ประโยค ดังนี้



อัลลอฮุอักบัรฺ (อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่)
اللهُ أَكْبَرُ
อัลลอฮุอักบัรฺ
اللهُ أَكْبَرُ
อัลลอฮุอักบัรฺ
اللهُ أَكْبَرُ
อัลลอฮุอักบัรฺ
اللهُ أَكْبَرُ
อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ
(ข้าปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ)
أَشْهَدُ أَنْ لا إلَـهَ إلَّا الله
อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ
أَشْهَدُ أَنْ لا إلَـهَ إلَّا الله
อัชฮะดุอันนะ มุหัมมะดัร เราะซูลุลลอฮฺ
(ข้าปฏิญาณว่า มุหัมมัดนั้นเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ)
أَشْهَدُ أَنَّ مُـحَـمَّداً رَسُولُ الله
อัชฮะดุอันนะ มุหัมมะดัร เราะซูลุลลอฮฺ
أَشْهَدُ أَنَّ مُـحَـمَّداً رَسُولُ الله
หัยยะ อะลัศ เศาะลาฮฺ (มาละหมาดกันเถิด)
حَيَّ عَلَى الصَّلَاةِ
หัยยะ อะลัศ เศาะลาฮฺ
حَيَّ عَلَى الصَّلَاةِ
หัยยะ อะลัล ฟะลาหฺ (มาสู่ความสำเร็จกันเถิด)
حَيَّ عَلَى الفَلَاحِ
หัยยะ อะลัล ฟะลาหฺ
حَيَّ عَلَى الفَلَاحِ
อัลลอฮุอักบัรฺ
اللهُ أَكْبَرُ
อัลลอฮุอักบัรฺ
اللهُ أَكْبَرُ
ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ)
لا إلَـهَ  إلَّا الله




ลักษณะที่สอง คือคำอะซานของท่านอบูมะหฺซูเราะฮฺ ซึ่งมีทั้งหมด 19 ประโยค คือนับตักบีรฺตอนต้น 4 ประโยค พร้อมเพิ่มการตัรญีอฺ คือ การกล่าว อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ และ อัชฮะดุอันนะ มุหัมมะดัร เราะซูลุลลอฮฺ ด้วยเสียงค่อยก่อนที่จะกล่าวอะซานสองประโยคนั้นด้วยเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง

รายงานจากท่านอบู มะหฺซูเราะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) กล่าวว่า

أَلقى عليَّ رسول الله صلى الله عليه وسلم التأذين هو بنفسه فقال: «قُلْ: الله أَكْبَرُ، الله أَكْبَرُ، الله أَكْبَرُ، الله أَكْبَرُ، أَشْهَدُ أَنْ لا إلَـهَ إلَّا الله، أَشْهَدُ أَنْ لا إلَـهَ إلَّا الله، أَشْهَدُ أَنَّ مُـحَـمَّداً رَسُولُ الله، أَشْهَدُ أَنَّ مُـحَـمَّداً رَسُولُ الله  [مرتين، مرتين] قال: ثُمَّ ارْجِعْ فَمُدَّ مِنْ صَوْتِكَ: أَشْهَدُ أَنْ لا إلَـهَ إلَّا الله، أَشْهَدُ أَنْ لا إلَـهَ إلَّا الله، أَشْهَدُ أَنَّ مُـحَـمَّداً رَسُولُ الله، أَشْهَدُ أَنَّ مُـحَـمَّداً رَسُولُ الله، حَيَّ عَلَى الصَّلاةِ، حَيَّ عَلَى الصَّلاةِ، حَيَّ عَلَى الفَلاحِ، حَيَّ عَلَى الفَلاحِ، الله أَكْبَرُ، الله أَكْبَرُ، لا إلَـهَ إلَّا الله». 

ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)ได้สอนคำอะซานให้แก่ฉัน ด้วยตัวของท่านเอง ท่านสอนว่า จงท่านจงกล่าวว่า
อัลลอฮุอักบัรรุลลอฮุอักบัร   อัลลอฮุอักบัรรุลลอฮุอักบัร
อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ
อัชฮะดุอันนะมุหัมมะดัร เราะสูลุลลอฮฺ อัชฮะดุอันนะมุหัมมะดัร เราะสูลุลลอฮฺ อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ  อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ
อัชฮะดุอันนะมุหัมมะดัร เราะสูลุลลอฮฺ อัชฮาดุอันนะมุหัมมะดัร เราะสูลุลลอฮฺ  
หัยยะอะลัศเศาะลาฮฺ   หัยยะอะลัศเศาะลาฮฺ  
หัยยะอะลัลฟะลาหฺ  หัยยะอะลัลฟะลาหฺ  
อัลลอฮุอักบัรรุลลอฮุอักบัร
ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ
(เป็นหะดีษเศาะฮีหฺที่บันทึกโดยอบูดาวูด หมายเลข 503 ซึ่งสำนวนนี้เป็นสำนวนของเขา และบันทึกโดยอัตติรมิซียฺ หมายเลข 192)


ลักษณะที่สาม คือคำอะซานของท่านอบู มะหฺซูเราะฮฺข้างต้น แต่มีตักบีรฺตอนต้นแค่สอง  ประโยค พร้อมเพิ่มการตัรญีอฺ จึงมีทั้งหมด 17 ประโยค (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 379)

ลักษณะที่สี่ คือคำอะซานทุกประโยคให้กล่าวซ้ำสองครั้ง สองครั้ง เว้นเพียงประโยค ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ ในตอนท้ายให้กล่าวเพียงครั้งเดียว จึงมีทั้งหมด 13 ประโยค ทั้งนี้เนื่องจากหะดีษที่รายงานจากอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า
كَانَ الأَذَانُ عَلَى عَهْدِ رَسُولِ الله صلى الله عليه وسلم مَثْنَى مَثْنَى، وَالإقَامَةُ مَرَّةً مَرَّةً، إلَّا أَنَّكَ تَقُولُ: قَدْ قَامَتِ الصَّلاةُ، قَدْ قَامَتِ الصَّلاةُ
ความว่า “ลักษณะการอะซานในสมัยท่านเราะสูลุลลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)นั้นจะกล่าวทีละสองครั้ง สองครั้ง และการอิกอมะฮฺนั้นจะกล่าวเพียงทีละหนึ่งครั้ง หนึ่งครั้ง นอกจากเมื่อท่านกล่าว ก็อดกอมะติศเศาะลาฮฺ ก็อดกอมะติศเศาะลาฮฺ” (เป็นหะดีษหะสันที่บันทึกโดยอบู ดาวูด หมายเลข 510 และบันทึกโดยอัน-นะสาอีย์ หมายเลข 628 ซึ่งสำนวนนี้เป็นสำนวนของเขา)

ตามสุนนะฮฺควรอะซานด้วยลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมด บางครั้งใช้ลักษณะนี้ บางครั้งใช้ลักษณะนั้น หรือสถานที่หนึ่งใช้ลักษณะหนึ่ง อีกสถานที่หนึ่งใช้อีกลักษณะหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งสุนนะฮฺทุกลักษณะ และเป็นการฟื้นฟูสุนนะฮฺในทุกรูปแบบที่บัญญัติไว้ ตราบใดที่ไม่กลัวเกิดฟิตนะฮฺความวุ่นวาย
ให้ผู้อะซานเพิ่มประโยคในอะซานของละหมาดศุบฮฺ หลังจาก หัยยะอะลัลฟะลาหฺ ว่า   "อัศเศาะลาตุค็อยรุมมินันเนาว์มฺ อัศเศาะลาตุค็อยรุมมินันเนาว์มฺ" ทั้งนี้ในทุกลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น

เงื่อนไขที่ทำให้การอะซานใช้ได้
คำกล่าวอะซานต้องตามลำดับและต่อเนื่อง ต้องอะซานหลังจากเข้าเวลาแล้ว มุอัซซินต้องเป็นมุสลิม ต้องเป็นชาย ต้องเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ไว้ใจได้ ต้องเป็นผู้ที่มีสติปัญญาสมบูรณ์ ต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม ต้องเป็นผู้ที่บรรลุศาสนภาวะหรือเด็กที่เริ่มเข้าสู่วัยที่สามารถแยกแยะได้(มุมัยยิซ) และต้องอะซานด้วยคำภาษาอาหรับดังที่รายงานมาในสุนนะฮฺ และการอิกอมะฮฺก็เช่นกัน

สิ่งที่สุนัตในการอะซาน
สุนัตให้กล่าวอะซานด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน สุนัตให้เปล่งเสียงให้ดัง สุนัตให้ผินหน้าและไหล่ ไปทางขวาในขณะที่กล่าวคำว่า “หัยยะอะลัศเศาะลาฮฺ” และให้ผินหน้าและไหล่ไปทางซ้าย ในขณะที่กล่าวคำว่า “หัยยะอะลัลฟะลาหฺ” และบางครั้งในคำหนึ่งๆ ในสองคำนั้นมีการผินหน้าไปทางขวาและซ้ายรวมกัน แต่ลักษณะแรกนั้นเป็นลักษณะที่ตามความหมายของสุนนะฮฺที่ชัดเจนกว่า และการผินหน้านี้เป็นสุนนะฮฺในการอะซาน ถึงแม้ว่าจะใช้ไมค์ก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากเป็นสิ่งที่ได้ถูกบัญญัติไว้
สุนัตสำหรับมุอัซซินนั้นควรเป็นคนที่มีเสียงไพเราะ ควรเป็นคนที่รู้เวลา ควรยืนผินหน้าไปทางกิบละฮฺควรอยู่ในสภาพที่ร่างกายสะอาดปราศจากซึ่งหะดัษเล็ก และหะดัษใหญ่ ควรเอานิ้วทั้งสองอุดหูทั้งสอง ในขณะที่กล่าวอะซาน และควรอะซานในที่ที่สูง

หุก่มการอะซานก่อนเข้าเวลา
ถือว่าใช้ไม่ได้และไม่อนุญาตให้มีการอะซานก่อนเข้าเวลาละหมาดในทุกเวลาของละหมาดห้าเวลา และสุนัตให้มีการอะซานก่อนเวลาฟัจญ์รฺ(ศุบหฺ)ช่วงเวลาหนึ่งเพื่อกินสะหูรฺสำหรับผู้ที่จะถือศีลอด เพื่อเตรียมหยุดสำหรับผู้ที่ละหมาดสุนัตยามค่ำคืน เพื่อเป็นการปลุกให้ตื่นสำหรับผู้ที่นอนหลับ เพื่อเป็นการเตือนสำหรับผู้ที่ละหมาดตะหัจญุดให้ยุติการละหมาดด้วยการละหมาดวิติรฺ แต่เมื่อแสงอรุณปรากฏขึ้น ต้องอะซานอีกครั้งสำหรับการละหมาดศุบหฺ

สิ่งที่ควรกล่าวสำหรับผู้ที่ได้ยินเสียงอะซาน

สุนัตสำหรับผู้ที่ได้ยินเสียงอะซานไม่ว่าจะชายหรือหญิง ดังนี้
1. ให้กล่าวเหมือนกับผู้อะซานกล่าวทุกประโยค ยกเว้นเมื่อรับประโยค “หัยยะอะลัศเศาะลาฮฺ” กับ “หัยยะอะลัลฟะลาหฺ” ให้กล่าวว่า (لَا حَوْلَ وَلَا قُوَّةَ إلَّا بِالله) (อ่านว่า ลาเหาละ วะลา กุ๊ว์วะตะ อิลลา บิลลาฮฺ) ทั้งนี้เพื่อที่จะได้รับผลบุญเหมือนกับผู้อะซาน

2. หลังจากเสร็จสิ้นการอะซานแล้ว สุนัตให้ผู้อะซานและผู้ที่ได้ยินคำอะซานกล่าว เศาะละวาต แก่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ด้วยเสียงค่อย

3. สุนัตให้กล่าวดุอาอ์ดังที่มีรายงานโดยท่านญาบิรฺ บิน อับดุลลอฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้กล่าวว่า
«مَنْ قَالَ حِينَ يَسْمَعُ النِّدَاءَ: اللَّهُـمَّ رَبَّ هَذِهِ الدَّعوَةِ التَّامَّةِ، وَالصَّلاةِ القَائمَةِ، آتِ مُـحَـمَّداً الوَسِيلَةَ وَالفَضِيلَةَ، وَابْعَثْهُ مَقَاماً مَـحْـمُوداً الَّذِي وَعَدْتَـهُ، حَلَّتْ لَـهُ شَفَاعَتِي يَومَ القِيَامَةِ»
ความว่า “ผู้ใดกล่าวเมื่อเขาไดยินเสียงอะซานว่า “อัลลอฮุมมะ ร็อบบะ ฮาซิฮิดดะอฺวะติตต๊ามะฮฺ วัศเศาะลาติล กออิมะฮฺ อาติ มุหัมมะดะนิลวะสีละฮฺ วัลฟะฎีละฮฺ วับอัษฮุ มะกอมัน มะหฺมูดะนิลละซี วะอัดตะฮฺ” (ความหมาย โอ้อัลลอฮฺ พระเป็นเจ้าแห่งการเชิญชวนอันสมบูรณ์ และการละหมาดที่กำลังจะปฏิบัติอยู่นี้ ขอพระองค์ทรงโปรดประทานความดี ประเสริฐ และขอพระองค์ทรงโปรดนำมุหัมมัดสู่ตำแหน่งที่ได้รับการสรรเสริญ ซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ด้วยเถิด) เขาจะได้รับการชะฟะอะฮฺจากฉันในวันกิยามะฮฺ” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 614)

4. ให้กล่าวหลังจากมุอัซซินกล่าวชะฮาดะตัยนฺ (ท่อนกล่าวปฏิญาณในอะซาน) ดังนี้
รายงานจากท่านสะอัด บิน อบี อัล-วักกอศ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้กล่าวว่า
«مَنْ قَالَ حِينَ يَسْمَعُ المُؤَذِّنَ: أَشْهَدُ أَنْ لا إلَـهَ إلَّا الله وَحْدَهُ لا شَرِيكَ لَـهُ، وَأَنَّ مُـحَـمَّداً عَبْدُهُ وَرَسُولُـهُ، رَضِيتُ بِالله رَبّاً وَبِمُـحَـمَّدٍ رَسُولاً وَبِالإسْلامِ دِيناً، غُفِرَ لَـهُ ذَنْبُـهُ»
ความว่า ความว่า “ผู้ใดกล่าวเมื่อเขาไดยินเสียงอะซานว่า “อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะหฺดะฮูลาชะรีกะละฮฺ วะอัชฮะดุอันนะมุหัมมะดัน อับดุฮู วะเราะสูลุฮฺ เราะฎีตุ บิลลาฮิ ร็อบบัน วะบิมุฮัมมะดิน เราะสูลัน วะบิล อิสลามิ ดีนัน" (ความหมาย ฉันขอปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ต้องเคารพสักการะโดยแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ เพียงหนึ่งเดียว ไม่มีภาคีใดใดสำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณตนว่ามุหัมมัดนั้นเป็นบ่าวของอัลลอฮฺรวมทั้งเป็นเราะสูลของพระองค์โดยแท้จริง และฉันยอมรับนับถืออัลลอฮฺเป็นพระเจ้า มุหัมมัดเป็นเราะสูล และอิสลามเป็นศาสนา) เขาจะได้รับการอภัยโทษในความผิดที่ผ่านมา” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 386)

5. หลังจากนั้นให้ขอดุอาอ์ให้แก่ตนเอง แล้วแต่ใจปราถนา

ความประเสริฐของการกล่าวตามมุอัซซิน
มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ บิน อัล-อาศ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ว่าท่านได้ยินท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้กล่าวว่า
«إذَا سَمِعْتُـمُ المُؤَذِّنَ، فَقُولُوا مِثْلَ مَا يَـقُولُ، ثُمَّ صَلُّوا عَلَيَّ، فَإنَّهُ مَنْ صَلَّى عَلَيَّ صَلاةً صَلَى الله عَلَيهِ بِـهَا عَشْراً، ثُمَّ سَلُوا الله لِي الوَسِيلَةَ، فَإنَّهَا مَنْزِلَةٌ فِي الجَنَّةِ لا تَنْبَـغِي إلَّا لِعَبْدٍ مِنْ عِبَادِ الله، وَأَرْجُو أَنْ أَكُونَ أَنَا هُوَ، فَمَنْ سَأَلَ لِي الوَسِيلَةَ حَلَّتْ لَـهُ الشَّفَاعَةُ»
ความว่า ความว่า “เมื่อพวกท่านได้ยินเสียงมุอัซซินอะซาน พวกจงกล่าวเหมือนกับที่มุอัซซินกล่าว หลังจากนั้นพวกท่านจงกล่าวเศาะละวาตให้ฉัน เพราะว่าผู้ใดก็ตามที่เศาะละวาตให้แก่ฉันหนึ่งครั้ง อัลลอฮฺจะให้พรแก่เขาสิบครั้ง หลังจากนั้นพวกท่านจงขอต่ออัลอฮฺให้นำฉันไปสู่ตำแหน่ง อัล-วะสีละฮฺ  เพราะว่าตำแหน่งนี้ ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีระดับมากในสวรรค์ เป็นตำแหน่งที่ไม่ควรที่จะได้รับนอกจากบ่าวคนเดียวเพียงคนเดียวเท่านั้นในจำนวนบ่าวหลายๆ คน และฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฉันคือบ่าวคนนั้น ฉะนั้นผู้ใดที่ขอให้ฉันไปสู่ตำแหน่งนั้น เขาจะได้ชะฟาอะฮฺจากฉัน” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 284)

ผู้ใดที่ได้รวมละหมาดสองเวลาหรือชดละหมาดที่ขาดไปให้อะซานในละหมาดแรกเท่านั้น แล้วให้อิกอมะฮฺในทุกๆ ละหมาดที่เหลือ

หากผู้ที่จะอะซานมีตั้งแต่สองคนขึ้นไป ให้คนที่เสียงดีที่สุดเป็นผู้อะซาน มิฉะนั้น ก็ให้คนที่มีความเคร่งศาสนาและมีสติปัญญาดีที่สุดเป็นผู้อะซาน มิฉะนั้นก็ให้คนที่คนที่ถูกคัดเลือกโดยเพื่อนบ้าน มิฉะนั้นก็ให้ใช้วิธีหยิบฉลาก และเป็นที่อนุญาตหากจะมีผู้อะซานสองคนในหนึ่งมัสญิด


พลังของการอะซาน
มีรายงานจากท่าน อบู ฮุร็อยเราะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า
«إذَا نُودِيَ لِلْصَّلاةِ أَدْبَرَ الشَّيْطَانُ لَـهُ ضُرَاطٌ حَتَّى لا يَسْمَعَ التَّأْذِينَ، فَإذَا قُضِيَ النِّدَاءُ أَقْبَلَ، حَتَّى إذَا ثُوِّبَ لِلصَّلاةِ أَدْبَرَ، حَتَّى إذَا قُضِيَ التَّثْوِيبُ أَقْبَلَ، حَتَّى يَـخْطُرَ بَيْنَ المَرْءِ وَنَفْسِه يَـقُولُ: اذْكُرْ كَذَا، اذْكُرْ كَذَا، لِـمَا لَـمْ يَكُنْ يَذْكُرُ، حَتَّى يَظَلَّ الرَّجُلُ لا يَدْرِي كَمْ صَلَّى»
ความว่า “เมื่อเสียงอะซานถูกเปล่งออกมาชัยฏอนจะหันหลังหนีไป พร้อมๆ กับปล่อยเสียงผายลมเพื่อกลบเสียงอะซาน จนกระทั่งมันไม่ได้ยินเสียงอะซาน และเมื่อเสร็จสิ้นเสียงอะซานมันก็จะหันกลับมาอีก จนกระทั่งเมื่อเสียงอิกอมะฮฺถูกเปล่งออกมามันจะหันหลังหนีอีกครั้ง และเมื่อเสร็จสิ้นเสียงอิกอมะฮฺมันก็จะหันกลับมาอีกครั้งจนกระทั่งมันสามารถเข้าไปรบกวนสมาธิหรือจิตใจของผู้ละหมาดแต่ละคน มันจะกล่าวว่าจงนึกถึงสิ่งนั้น จงนึกถึงสิ่งนี้ในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลย จนกระทั่งคนคนหนึ่งไม่รู้ว่าตัวเองละหมาดไปกี่ร็อกอะฮฺแล้ว” (มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัล-บุคอรีย์ เลขที่ : 608 สำนวนนี้เป็นของอัล-บุคอรีย์ และบันทึกโดยมุสลิม เลขที่: 389)

การอะซานในวันญุมุอะฮฺนั้นจะเริ่มกล่าวเมื่ออิมามได้อยู่บนมิมบัรเพื่อกล่าวคุฏบะฮฺแล้ว  แต่ต่อมาเมื่อมีผู้คนมากขึ้นในสมัยของท่านอุษมาน ท่านได้เพิ่มการอะซานอีกครั้งหนึ่งก่อนหน้านั้นและบรรดาเศาะหาบะฮฺท่านอื่นๆ ก็เห็นพ้องไปกับท่านด้วยในเรื่องนี้

หุก่มการเอาค่าจ้างในการอะซาน
ไม่อนุญาตให้อิมามเอาค่าจ้างจากการเป็นอิมามนำละหมาด และไม่อนุญาตให้มุอัซซินเอาค่าจ้างจากการอะซานของเขาเช่นกัน แต่อนุญาตให้ทั้งอิมามและมุอัซซินรับเอารางวัลจากเงินส่วนกลางหากเขาได้ทำหน้าที่ของเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺ

หุก่มสำหรับผู้ที่เข้าไปในมัสญิดในขณะมุอัซซินกำลังอะซาน
สำหรับผู้ที่เข้าไปในมัสญิดในขณะมุอัซซินกำลังอะซานนั้น สุนัตให้เขาฟังและตอบรับคำอะซาน หลังจากนั้นให้ดุอาอ์หลังจากเสียงอะซานได้เสร็จสิ้นลง และไม่อนุญาตให้เขานั่งจนกระทั่งเขาละหมาดตะหิยะตุลมัสญิดก่อน
เมื่อมุอัซซินได้อะซานแล้วห้ามมิให้ผู้ใดออกจากมัสญิด นอกจากจะมีเหตุจำเป็น เช่นป่วยหรือเพื่อเอาวุฎูอ์(น้ำละหมาด)ใหม่ เป็นต้น

ลักษณะการอิกอมะฮฺที่มีรายงานและปรากฏอยู่ในสุนนะฮฺ
ลักษณะที่หนึ่ง  มีทั้งหมดสิบเอ็ดประโยคคืออิกอมะฮฺของท่านบิลาลที่ใช้อิกอมะฮฺในขณะละหมาดกับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ซึ่งมีคำกล่าวดังนี้

อัลลอฮุอักบัรฺ (อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่)
اللهُ أَكْبَرُ
อัลลอฮุอักบัรฺ
اللهُ أَكْبَرُ
อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ
(ข้าปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ)
أَشْهَدُ أَنْ لا إلَـهَ إلَّا الله
อัชฮะดุอันนะ มุหัมมะดัร เราะซูลุลลอฮฺ
(ข้าปฏิญาณว่า มุหัมมัดนั้นเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ)
أَشْهَدُ أَنَّ مُـحَـمَّداً رَسُولُ الله
หัยยะ อะลัศ เศาะลาฮฺ (มาละหมาดกันเถิด)
حَيَّ عَلَى الصَّلَاةِ
หัยยะ อะลัล ฟะลาหฺ (มาสู่ความสำเร็จกันเถิด)
حَيَّ عَلَى الفَلَاحِ
ก็อดกอมะติศ เศาะลาฮฺ (การละหมาดได้เริ่มแล้ว)
قَدْ قَامَتِ الصَّلاةُ
ก็อดกอมะติศ เศาะลาฮฺ
قَدْ قَامَتِ الصَّلاةُ
อัลลอฮุอักบัรฺ
اللهُ أَكْبَرُ
อัลลอฮุอักบัรฺ
اللهُ أَكْبَرُ
ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ)
لا إلَـهَ  إلَّا الله


(เป็นหะดีษหะสันเศาะฮีหฺที่บันทึกโดยอบู ดาวูด หมายเลข 499)

ลักษณะที่สอง มีทั้งหมด สิบเจ็ดประโยคเป็นอิกอมะฮฺของอะบี มะหฺซูเราะฮฺ ดังที่มีรายงานดังนี้
التكبير أربعاً، والتشهدان أربعاً، والحيعلتان أربعاً، وقد قامت الصلاة مرتين، والتكبير مرتين، ولا إله إلا الله مرة
ความว่า “กล่าวคำตักบีรฺสี่ครั้ง กล่าวคำสองชะฮาดะฮฺสี่ครั้ง กล่าวคำสองหัยอะละฮฺสี่ครั้ง กล่าวคำว่า ก็อดกอมะติศเศาะลาฮฺ สองครั้ง กล่าวคำตักบีรฺอีกสองครั้งและกล่าวคำว่า ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ หนึ่งครั้ง (เป็นหะดีษหะสันเศาะฮีหฺที่บันทึกโดยอบูดาวุด หมายเลข(502)และอัตติรมิซียฺ หมายเลข(192)

ลักษณะที่สาม มีทั้งหมดสิบประโยค (เหมือนกับลักษณะที่หนึ่ง แต่ตัดคำตักบีรฺในตอนท้ายออกหนึ่งประโยค) มีคำกล่าวดังนี้
الله أَكْبَرُ، الله أَكْبَرُ، أَشْهَدُ أَنْ لَا إلَـهَ إلَّا الله، أَشْهَدُ أَنَّ مُـحَـمَّداً رَسُولُ الله، حَيَّ عَلَى الصَّلَاةِ، حَيَّ عَلَى الفَلَاحِ، قَدْ قَامَتِ الصَّلاةُ، قَدْ قَامَتِ الصَّلاةُ، الله أَكْبَرُ، لَا إلَـهَ إلَّا  الله
(เป็นหะดีษหะสันที่บันทึกโดยอบู ดาวูด หมายเลข 510 และบันทึกโดย อัน-นะสาอีย์ หมายเลข(628)

สุนัตให้อิกอมะฮฺด้วยลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมด บางครั้งใช้ลักษณะนี้ บางครั้งใช้ลักษณะนั้น ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งสุนนะฮฺในทุกลักษณะ และเป็นการฟื้นฟูสุนนะฮฺในทุกรูปแบบที่บัญญัติไว้ ตราบใดที่ไม่กลัวเกิดฟิตนะฮฺ

สุนัตให้กล่าวดุอาอ์และละหมาดสุนัต ในระหว่างอะซานและอิกอมะฮฺ

อนุญาตให้ใช้เครื่องขยายเสียงในการอะซาน อิกอมะฮฺ ละหมาดและคุฏบะฮฺเมื่อเห็นควรใช้ แต่ถ้าหากว่านำมาซึ่งความเดื่อดร้อนและรบกวนจำเป็นต้องใช้

ผู้ที่อะซานคือผู้ที่อิกอมะฮฺ
สุนัตให้ผู้ที่อะซานและอิกอมะฮฺเป็นบุคคลคนเดียวกัน และมุอัซซินนั้นมีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นในเรื่องการอะซาน ส่วนอิมามนั้นมีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นในเรื่องการอิกอมะฮฺ ฉะนั้นมุอัซซินจะอิกอมะฮฺไม่ได้ นอกจากอิมามจะให้สัญญานก่อน หรือเห็นอิมามมา หรือว่าเห็นอิมามลุกขึ้นยืนเพื่อนำละหมาด เป็นต้น
สุนัตให้กล่าวแต่ละประโยคของคำอะซานด้วยลมหายใจเดียวต่อหนึ่งประโยค นอกจากคำว่า อัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ สองประโยคนี้ให้กล่าวติดต่อกันด้วยลมหายใจหนึ่งครั้ง แต่บางครั้งก็กล่าวแต่ละประโยคต่างหากได้ และผู้ที่ได้ยินเสียงอะซานก็กล่าวตอบรับในลักษณะเดียวกัน ส่วนอิกอมะฮฺให้กล่าวแต่ละประโยคนั้นไม่ปรากฎหลักฐานจากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)ว่ามีคำกล่าวตอบรับสำหรับผู้ได้ยินคำอิกอมะฮฺแต่อย่างใด

ลักษณะการอาซานในยามฝนตกหรือในสภาพอากาศที่หนาวจัด
สุนัตให้ผู้ที่อะซานช่วงที่มีสภาพอากาศที่หนาวจัดหรือในค่ำคืนที่ฝนตก เป็นต้น กล่าวหลังจากคำสองหัยอะละฮฺหรือหลังจากอะซานเสร็จสิ้นแล้ว ด้วยคำที่ปรากฏในสุนนะฮฺดังนี้
أَلَا صَلُّوا فِي الرِّحَالِ
คำอ่าน อะลา ศ็อลลู ฟิรฺ ริหาล
ความว่า “แต่ทว่าพวกท่านจงละหมาดในที่อาศัยของพวกท่านเถิด“(มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัล-บุคอรีย์ เลขที่ : 666 และมุสลิม เลขที่: 697)

صَلُّوا فِي بُيُوتِكُمْ
คำอ่าน ศ็อลลู ฟี บุยูติกุม
ความว่า “พวกท่านจงละหมาดในที่บ้านของพวกท่านเถิด“ (มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัล-บุคอรีย์ เลขที่ : 901 และมุสลิม เลขที่: 699)

บางครั้งใช้ลักษณะนี้บ้าง บางครั้งใช้ลักษณะนั้นบ้าง ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งสุนนะฮฺในทุกลักษณะ
ส่วนผู้ใดที่ต้องการมาละหมาดที่มัสญิดในสภาพอาการดังกล่าวก็ถือว่าได้ทำตามบทบัญญัติหนึ่งสำหรับเขาถึงแม้ว่าจะลำบากก็ตาม

หุก่มการอะซานและอิกอมะฮฺในเวลาเดินทาง
มีรายงานจากท่านมาลิก บิน อัลหุวัยริษ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า มีชายสองคนมาหาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ซึ่งชายสองคนนี้มาบอกว่าจะเดินทางไกล ท่านนบีก็ได้กล่าวแก่เขาสองคนว่า
«إذَا أَنْتُـمَا خَرَجْتُـمَا فَأَذِّنَا، ثُمَّ أَقِيمَا، ثُمَّ لِيَؤُمَّكُمَا أَكْبَرُكُمَا»
ความว่า “เมื่อท่านทั้งสองออกเดินทางแล้ว ก็จงอะซาน หลังจากนั้นก็จงอิกอมะฮฺ แล้วให้ผู้ที่อาวุโสกว่าเป็นอิมาม” (มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัล-บุคอรีย์ เลขที่ : 630 สำนวนนี้เป็นของอัล-บุคอรีย์และมุสลิม เลขที่: 674)

หุก่มการอะซานและอิกอมะฮฺในการละหมาดต่างๆ
สำหรับการละหมาดต่างๆนั้น หากพิจารณาในด้านการบัญญัติการอะซานและอิกอมะฮฺมี 4 สถานะ คือ
หนึ่ง การละหมาดที่มีบัญญัติการอะซานและอิกอมะฮฺ ได้แก่ละหมาดห้าเวลา และละหมาดญุมุอะฮฺ
สอง การละหมาดที่มีบัญญัติการอิกอมะฮฺแต่ไม่มีอะซาน ได้แก่ ละหมาดที่รวมกับละหมาดก่อนหน้า และละหมาดชด
สาม การละหมาดที่มีคำประกาศที่เฉพาะ ได้แก่ ละหมาดกุสูฟ(สุริยุปราคา) และละหมาดคุสูฟ(จันทรุปราคา)
สี่ การละหมาดที่ไม่มีบัญญัติทั้งอะซานและอิกอมะฮฺ ได้แก่ ละหมาดสุนัต ละหมาดญะนาซะฮฺ ละหมาดอีดทั้งสองวัน และละหมาดขอฝน เป็นต้น

والله أعلم بالصواب


มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัตตุวัยญิรีย์
แปลโดย : ดานียา เจะสนิ
ผู้ตรวจทาน : ซุฟอัม อุษมาน
ที่มา : หนังสือมุคตะศ็อร อัลฟิกฮิล อิสลามีย์


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿