อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อัล-อะชาอิเราะฮฺ สำนักคิดใช้เหตุผลทางปัญญาก่อนหลักฐาน




วิภาษนิยม
สำนักอัล-อะชาอิเราะฮฺ


อัล-อะชาอิเราะฮฺ (اَلأَشَاعِرَةُ) (Ash'aris) คืออะไร มีประวัติความเป็นมาและมีแนวคิดอย่างไร และมีบทบาทอย่างไรกับมุสลิมบ้านเรา มุสลิมบางท่านอาจคงไม่ทราบเลยว่า อัล-อะชาอิเราะฮฺ คืออะไร? มาเกี่ยวข้องกับมุสลิมบ้านเราได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ที่มุสลิมหลายท่านได้สัมผัสมาแล้ว นั้นก็คือ ซิฟาต(คือคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์อัลลอฮ์ตามที่พระองค์ได้ทรงแจ้งไว้)ของอัลลอฮ์ หรือที่มุสลิมบ้านเราเรียกกันว่า ซิฟัตวาญิบ 20 (คุณลักษณะจำเป็นที่อัลลอฮ์ต้องมี) , ซิฟัตญาอิช(คุณลักษณะเป็นไปได้ที่อัลลอฮ์จะมี) และ ซิฟัตมุสตะฮีล(คุณลักษณะเป็นไปไม่ได้ที่อัลลอฮ์จะมี) ซึ่งได้ศึกษามาจากโรงเรียนตาดีกา(Tadika, เป็นคำย่อจากภาษามาเลย์ tama didikkan kanak kanak)หรือฟัรดูอีน หรือสถาบันการศึกษาปอเนาะ(PONDOK) นั้นเอง แต่มุสลิมบางท่านอาจคงไม่รู้ ว่าซิฟัตเล่านี้  เกี่ยวข้องกันประการใดกับ อัล-อะชาอิเราะฮฺ...!!!

ฟัรดูอีน
เด็กนักเรียนตาดิกา


และเมื่อมุสลิมบ้านเรา สังกัดมัซฮับชาฟีอีเป็นส่วนใหญ่ แล้วทำไมมุสลิมบ้านเราจึงมาเกี่ยวข้องกับ อัล-อะชาอิเราะฮฺ ด้วย ขอกล่าวในที่นี้ว่า กลุ่มอัล-อะชาอิเราะฮฺ นี้จัดอยู่ในกลุ่มอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺและสังกัดอยู่ในมัซฮับทั้ง 4 ทางด้านนิติศาสตร์(ฟิกฮฺ) แต่สำหรับอากีดะฮ์( عقيدة ){ความเชื่อการศรัทธา} ของกลุ่มอัล-อะชาอิเราะฮฺ นั้น สังกัดตามมัซฮับของอิหม่ามอบุลหะซัน อัลอัชอะรีย์  สำหรับท่านอิหม่ามชาฟีอีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอากีดะฮ์ ของกลุ่มอัล-อะชาอิเราะฮฺ แต่ประการใด อันเนื่องจากก่อนที่จะเกิดแนวคิด อากีดะฮ์ อย่าง อัล-อะชาอิเราะฮฺ ท่านอิหม่ามชาฟีอีได้กลับไปสู่ความเมตตาต่อพระองค์อัลลอฮ์หลายทศวรรษแล้ว ท่านอิหม่ามชาฟีอีท่านเป็นชาวสลัฟ[กลุ่มชนมุสลิมีนที่อยู่ในช่วง 300 ปี หลังจากที่ท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เสียชีวิตไปแล้ว] ท่านเกิดปีที่ 160 ฮิจเราะฮ์ศักราช และท่านเสียชีวิตในปี 204 ฮิจเราะฮ์ศักราช  อะกีดะฮฺของ อิหม่ามอัซ-ซาฟิอียฺ เป็นอะกีดะฮฺตามแนวทางอะหฺลิสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺของผู้คนในยุคสลัฟศอลิหฺ รุ่นตาบิอีนและตาบิอิตตาบิอีน   สำหรับ ท่านอิหม่ามอบุลหะซัน อัลอัชอะรีย์ ผู้ก่อตั้งสำนักคิดอัล-อะชาอิเราะฮฺ ท่านเป็นชาวเคาะลัฟ(กลุ่มชนมุสลิมีนที่อยู่ในช่วงหลัง 300 ปี ) ท่านเกิดปีที่ 260 ฮิจเราะฮ์ศักราช และท่านเสียชีวิตในปี  324  ฮิจเราะฮ์ศักราช  กลุ่มอัล-อะชาอิเราะฮฺ มีอากีดะฮ์บางเรื่องไม่เหมือนแนวทางอะหฺลิสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺของผู้คนในยุคสลัฟศอลิหฺ รุ่นตาบิอีนและตาบิอิตตาบิอีน ซึ่งท่านอิหม่ามชาฟีอียึดถืออยู่ อันได้แก่ เหตุผลทางปัญญาต้องมาก่อนหลักฐานอัลกุรอาน และหะดิษ , ปฏิเสธในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอานุภาพและความประสงค์ของอัลลอฮฺ คือปฏิเสธคุณลักษณะอิคติยาริยะฮฺ , ยอมรับในคุณลักษณะของอัลลอฮฺเพียงเจ็ดประการ ส่วนคุณลักษณะอื่นๆ ของอัลลอฮฺพวกเขาจะทำการตะอ์วีล (ตีความ) หรือตัฟวีฎ (มอบหมายในความหมายว่าอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงรู้) , จำกัดนิยามคำว่า “อัล-อีหม่าน” (การศรัทธา) ว่าหมายถึง การเชื่อมั่นด้วยจิตใจเท่านั้น เป็นต้น

นิยาม และผู้ก่อตั้งสำนักคิดอัล-อะชาอิเราะฮฺ 

อัล-อะชาอิเราะฮฺ คือมุสลิมคณะหนึ่งที่พาดพิงไปยังอิหม่ามอบู อัล-หะสัน อัล-อัชอะรีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ซึ่งจะใช้วิธีการยืนยันเรื่องหลักศรัทธาและโต้ตอบฝ่ายที่มีทัศนะขัดแย้งกับตนตามแนวทางของอะฮฺลุลกะลาม (นักวิภาษวิทยา)

ผู้ก่อตั้ง คือ อิหม่ามอบู อัล-หะสัน อะลีย์ บิน อิสมาอีล อัล-อัชอะรีย์ เกิดที่เมืองบัศเราะฮฺ เมื่อปี  ฮ.ศ. 260 ท่านพำนักที่เมืองบัฆดาด (แบกแดด) ประเทศอิรักและเสียชีวิตที่นั่น เมื่อปี ฮ.ศ. 324 ท่านเติบโตอยู่กับพ่อเลี้ยงที่ชื่อว่า อบู อะลีย์ อัล-ญุบบาอีย์ ซึ่งเป็นผู้นำแนวคิด “อัล-มุอฺตะซิละฮฺ” ท่านได้รับแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺจากเขาผู้นี้ จนกระทั่งท่านเป็นผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญและเป็นหนึ่งในแกนนำแนวคิดมุอฺตะซิละฮฺ
และท่านได้ผันตัวเองออกจากแนวคิดมุอฺตะซิละฮฺในเวลาต่อมา อันเนื่องด้วยท่านเริ่มมีความเคลือบแคลงใจในบางปัญหาและมีทัศนะของตนเองในปัญหานั้นๆ  และท่านได้ฝันเห็นท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านนบีได้กล่าวกับท่านว่า"จงยึดแบบอย่าง (ซุนนะฮฺ) ของท่านนบี"  


اَلأَشَاعِرَةُ

นักวิจัยค้นคว้ามีทัศนะแต่งต่างกันถึงสำนักคิดของท่านอบู อัล-หะสัน อัล-อัชอะรีย์ บางคนกล่าวว่าท่านผันแปรไปสู่สำนักคิดอัล-กุลลาบิยะฮฺ และต่อมาผันแปรสู่แนวทางสะลัฟ ซึ่งเป็นทัศนะของนักวิชาการส่วนหนึ่ง บางคนกล่าวว่าท่านได้ผันแปรสู่สำนักคิดอัล-กุลลาบิยะฮฺและยึดมั่นกับแนวคิดนี้อย่างถาวร และท่านมีทัศนะของตนเองโดยเฉพาะโดยมีแนวคิดก้ำกึ่งระหว่างมุอฺตะซิละฮฺกับแนวคิดของอัล-มุษบิตะฮฺ(กลุ่มแนวคิดที่ยืนยันในคุณลักษณะของอัลลอฮฺ) ซึ่งต่อมากลายเป็นแนวคิดอัล-อัชอะรีย์ นี่เป็นทัศนะของพวกอัล-อะชาอิเราะฮฺเอง
               ส่วนทัศนะที่กล่าวว่าท่านได้ผันแปรสู่แนวทางอัล-กุลลาบิยะฮฺ และต่อมาผันแปรสู่แนวทางของชาวสะลัฟ เป็นการยืนยันของอิหม่ามอบู อัล-หะสันเองในหนังสือ อัล-อิบานะฮฺ ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายที่ท่านแต่งขึ้น โดยในหนังสือดังกล่าวได้ระบุอย่างชัดเจนว่าท่านยึดมั่นตามสำนักคิดของอิหม่ามอะหฺมัด บิน หันบัล

ความแตกต่างระหว่างอัล-อะชาอิเราะฮฺรุ่นแรกกับอัล-อะชาอิเราะฮฺรุ่นหลัง

ผู้ที่ศึกษาแนวคิดของอิหม่ามอัล-อัชอะรีย์ จะพบข้อแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างทัศนะอัล-อะชาอิเราะฮฺรุ่นแรกกับอัล-อะชาอิเราะฮฺรุ่นหลัง
ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าอัล-อะชาอิเราะฮฺรุ่นหลังมิได้เจริญรอยตามแนวทางของอบู อัล-หะสันอย่างแท้จริง หากแต่พวกเขามีทัศนะที่ขัดแย้งกันในประเด็นปัญหาที่สำคัญ จนมีบางคนกล่าวว่า "หากอบู อัล-หะสันทราบว่าสิ่งที่อัล-อะชาอิเราะฮฺรุ่นหลังอ้างว่าทำตามแนวคิดของท่านนั้น แน่นอนท่านอิหม่ามจะต้องกล่าวตอบว่า “พวกท่านจงบอกแก่พวกเขาด้วยว่าฉันไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพวกท่าน”



>ยกตัวอย่างประเด็นปัญหาข้อแตกต่างของทัศนะอัล-อะชาอิเราะฮฺรุ่นแรกกับอัล-อะชาอิเราะฮฺรุ่นหลัง ดังต่อไปนี้

ตัวอย่างแรก ทัศนะเกี่ยวกับศิฟัต เคาะบะริยะฮฺ คือคุณลักษณะของอัลลอฮฺที่ไม่สามารถรู้ได้เองด้วยสติปัญญา แต่สามารถรู้ได้ด้วยหลักฐานจากอัลกุรอานและอัซ-ซุนนะฮฺ  เช่น พระพักต์ พระหัตถ์ทั้งสอง หรือ พระเนตร
 อิหม่ามอบู อัล-หะสัน มีทัศนะเกี่ยวกับประเด็นนี้เหมือนกับแนวคิดของอัล-กุลลาบิยะฮฺ คือ ยืนยันว่าคุณลักษณะเหล่านี้เป็นของอัลลอฮฺ อบู อัล-หะสันได้กล่าวยืนยันในหนังสืออัล-อิบานะฮฺ หน้าที่ 22 และหนังสือ ริสาละฮฺ อิลา อะฮฺลิ อัษ-ษัฆฺริ หน้าที่ 225-226

 ในขณะที่อัล-อะชาอิเราะฮฺรุ่นหลังจะทำการ ตะอ์วีล (ตีความ) คุณลักษณะดังกล่าวเป็นอย่างอื่น ดังที่อัล-อีย์ญีย์ได้กล่าวว่า ข้อที่ 5 คุณลักษณะพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ พระองค์ได้ตรัสว่า

ﭽ... ﭗ  ﭘ  ﭙ  ﭚﭛ   ... ﭼ الفتح: ١٠
ความว่า “พระหัตถ์ของอัลลอฮฺทรงอยู่เหนือมือของพวกเขา” (ซูเราะฮฺ อัลฟัตหฺ อายะฮฺที่ 10)

ﭽ ...ﯞ  ﯟ  ﯠ  ﯡ  ﯢ  ﯣ  ﯤﯥ  ... ﭼ ص: ٧٥
ความว่า “สิ่งใดหรือที่มายับยั้งไม่ให้เจ้าสุญูดแก่สิ่งที่ข้าสร้างมาด้วยสองพระหัตถ์ของข้า” (ซูเราะฮฺ ศอด อายะฮฺที่ 75)

อิหม่ามอบู อัล-หะสันได้ยืนยันในคุณลักษณะทั้งสองนี้ ซึ่งเป็นทัศนะของชาวสะลัฟ ในหนังสือบางเล่มของอัล-กอฎีย์ยังยืนยันถึงคุณลักษณะนี้ด้วย

แต่อัล-อะชาอิเราะฮฺส่วนใหญ่เห็นว่าคุณลักษณะดังกล่าวเป็นมะญาซ (คำอุปมา) ที่หมายถึง อานุภาพของพระองค์ โองการที่พระองค์บอกว่าได้สร้างด้วยสองพระหัตถ์ของพระองค์ หมายถึง สร้างด้วยอานุภาพที่สมบูรณ์ของพระองค์ (หนังสืออัลมะวากิฟ หน้าที่ 298)

ตัวอย่างที่ 2 คุณลักษณะอัล-อุลูว์ (การอยู่เบื้องสูง) และ อัล-อิสติวาอ์ (การอยู่เหนือพ้นบัลลังก์) 

อิหม่ามอบู อัล-หะสัน อัล-อัชอารีย์ ได้ยืนยัน  คุณลักษณะอัล-อุลูว์ และ อัล-อิสติวาอ์ของพระองค์เหนือพ้นบัลลังก์ ตามที่ปรากฏในหนังสืออัล-อิบานะฮฺ (หน้าที่ 105) ว่า หากมีคนถามว่า ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการอิสติวาอ์ของอัลลอฮฺ ก็จงตอบไปว่า พระองค์ทรงอยู่สูงเหนือพ้นบัลลังก์ตามสภาพที่เหมาะสมกับพระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสว่า

ﭽ ﮉ  ﮊ  ﮋ  ﮌ    ﭼ طه: ٥                                                                
ความว่า “ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงอยู่สูงเหนือพ้นบัลลังก์” (ซูเราะฮฺ ฏอฮา อายะฮฺที่ 5)

และในหนังสือมะกอลาต อัล-อิสลามียีน (หน้าที่ 260) ว่า โดยทั่วไปแล้วทัศนะของอะฮฺลุลหะดีษและสุนนะฮฺ คือ การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ บรรดามะลาอิกะฮฺของพระองค์ คัมภีร์ของพระองค์ และบรรดาเราะสูลของพระองค์ ...

และแท้จริงอัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า
ﭽ ﮉ  ﮊ  ﮋ  ﮌ    ﭼ طه: ٥
ความว่า “ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงอยู่สูงเหนือพ้นบัลลังก์” (ซูเราะฮฺ ฏอฮา อายะฮฺที่ 5)

นอกจากนั้นท่านยังได้โต้ตอบผู้ที่ตีความ อิสติวาอ์ ด้วยคำว่า อำนาจ ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสืออัล-อิบานะฮฺ (หน้าที่ 108) ว่า พวกมุอฺตะซิละฮฺ พวกญะฮฺมิยะฮฺ และพวกหะรูริยะฮฺ กล่าวว่าแท้จริงความหมายของโองการ
ﭽ ﮉ ﮊ  ﮋ  ﮌ  ﭼ
“(อัลลอฮฺ)ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงยึดครองเหนือบัลลังก์”

คำว่า “อิสตะวา” หมายถึง “อิสเตาลา” (การยึดครอง), “มิลกฺ” (การครอบครอง) และ ก็อฮรฺ (เอาชนะ) และอัลลอฮฺนั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง พวกเขาปฏิเสธการอยู่สูง(อิสติวาอ์) เหนือพ้นบัลลังก์ของอัลลอฮฺ ดังที่บรรดาผู้สัจจริงได้กล่าวไว้ และพวกเขายึดมั่นว่า อิสติวาอ์นั้นคือกุดเราะฮฺ (มีอำนาจเหนือ) ถ้าเป็นอย่างที่พวกเขากล่าวไว้ ก็จะไม่แตกต่างกันเลยระหว่างอะรัช (บัลลังก์) กับพื้นดินทั้งเจ็ดชั้น เพราะอัลลอฮฺทรงมีอำนาจเหนือทุกๆ สิ่ง

               นี่คือทัศนะของอิหม่ามอบู อัล-หะสัน อัล-อัชอะรีย์ ส่วนอัล-อะชาอิเราะฮฺรุ่นหลังมีแนวคิดตรงข้าม ดังที่ อัล-อีย์ญีย์กล่าวในหนังสือ อัล-มะวากิฟ หน้าที่ 297-298

ว่า “คุณลักษณะที่สาม อัล-อิสติวาอ์ ครั้นเมื่ออัลลอฮฺ ตะอาลาได้บอกถึงคุณลักษณะของอัล-อิสติวาอ์ ดังคำตรัสของพระองค์

ﭽ ﮉ  ﮊ  ﮋ  ﮌﭼ
ความว่า “ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงอยู่สูงเหนือพ้นบัลลังก์” (ซูเราะฮฺ ฏอฮา อายะฮฺที่ 5)

นักวิชาการอัล-อะชาอิเราะฮฺมีความเห็นในเรื่องนี้ต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า อิสติวาอ์ หมายถึง อิสตีลาอ์ (การครอบครอง) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของอัล-กุดเราะฮฺ (อานุภาพ) ดังคำกล่าวของนักกวี
قد استوى عمرو على العراق       من غير سيف ودم مهراق
ความว่า “แท้จริงอัมรฺได้ครอบครองแผ่นดินอิรัก โดยปราศจากการสู้รบและการนองเลือด” 


บางคนก็ตีความว่า อิสติวาอ์ในที่นี้หมายถึง อัล-ก็อศดฺ (มุ่งสู่) ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะอัล-อิรอดะฮฺ (ความประสงค์) ดังคำตรัสของพระองค์
ﭽ ...ﯴ  ﯵ  ﯶ  ﯷ...ﭼ
ความว่า “แล้วพระองค์ทรงมุ่งสู่ฟากฟ้า” (ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 5)
ซึ่งเป็นการตีความที่ห่างไกลมาก”


***จากทั้งสองตัวอย่างทำให้ทราบถึงความแตกต่างระหว่างแนวคิดของอิหม่ามอบู อัล-หะสันเอง กับแนวคิดอัล-อะชาอิเราะฮฺรุ่นหลังที่อ้างตนว่าเจริญรอยตามอิหม่าม อัลอัชอะรีย์
สำนักคิดใช้ปัญญานำหลักฐาน

แนวคิดและหลักการเชื่อมั่นของอัล-อะชาอิเราะฮฺ และการอภิปราย หลักคำสอน อัล-อะชาอิเราะฮของอัล-อะชาอิเราะฮฺยุคหลัง



ส่วนหนึ่งของหลักการเชื่อมั่นของอัล-อะชาอิเราะฮฺยุคหลัง ที่ยึดถือเป็นหลักการของสำนักคิดมีดังต่อไปนี้
เหตุผลทางปัญญาต้องมาก่อนหลักฐาน

เหตุผลทางปัญญาต้องมาก่อนหลักฐาน (จากอัลกุรอานและอัซ-ซุนนะฮฺ) คือ เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างหลักฐานและเหตุผลทางปัญญา ซึ่งจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกอันหนึ่งอันใดมาก่อน อัล-อะชาอิเราะฮฺได้นำกฎเกณฑ์คลุมเครือเหล่านี้มาเป็นหลักเกณฑ์ จึงต้องนำเหตุผลทางปัญญานำหน้าหลักฐาน และนำสิ่งเหล่านั้นมาตัวกำหนดแทนที่หลักฐาน ด้วยเหตุผลที่ว่า ปัญญานั้นเป็นสิ่งที่ไปใคร่ครวญหลักฐานว่าสมควรเชื่อหรือไม่ หากไปนำหลักฐานมาก่อนแสดงว่าเราไปทำลายการใคร่ครวญของสติปัญญา ซึ่งจะทำให้บทบัญญัติทั่วไปเป็นโมฆะหรือใช้ไม่ได้

อภิปลายประเด็น การใช้เหตุผลทางปัญญาก่อนหลักฐาน ตามกฎที่แนวคิดอัล-อะชาอิเราะฮฺ

ข้อโต้ตอบ : อะฮลุสสุนนะฮฺ กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างปัญญาที่สมบูรณ์ชัดเจน กับหลักฐานที่ถูกต้อง ในความเป็นจริงประเด็นดังกล่าวไม่เคยปรากฏขึ้นเลย
สติปัญญาได้เป็นสักขีพยานต่อความเป็นเราะสูลหรือนบีอย่างแท้จริง ดังนั้น อาศัยหลักดังกล่าวจึงจำเป็นต้องยึดความเป็นสักขีพยานของปัญญาในเรื่องนี้ ด้วยการเชื่อในสิ่งที่ท่านเราะสูลนำมาบอกทุกประการ และเชื่อฟังในสิ่งที่ท่านเราะสูลสั่งใช้ให้กระทำ เมื่อท่านเราะสูลบอกว่า อัลลอฮฺทรงดำรงอยู่เหนือพ้นฟากฟ้า ปัญญาก็จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่ท่านบอกด้วย หากเมื่อใดที่เหตุผลทางปัญญามานำหน้าหลักฐาน ก็เท่ากับว่าเป็นการกล่าวหาต่อการเป็นสักขีพยานของสติปัญญา ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายการเป็นสักขีพยานของสติปัญญาต่อความสัจจริงของท่านเราะสูล และเป็นการทำลายศาสนา


 ปฏิเสธในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอานุภาพและความประสงค์ของอัลลอฮฺ

 ปฏิเสธในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอานุภาพและความประสงค์ของอัลลอฮฺ คือปฏิเสธคุณลักษณะอิคติยาริยะฮฺ (สิทธิในการเลือกจะกระทำ) ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺยืนยันด้วยอาตมันพระองค์เอง เช่น คุณลักษณะอิสติวาอ์ (การอยู่สูงเหนือพ้นบัลลังก์) อัน-นุซูล (การเสด็จลงมายังฟากฟ้า) อัล-มะญีอ์ (การเสด็จมายังทุ่งมะหฺชัรฺ) อัล-กะลาม (การพูด) อัร-ริฎอ (ความพอพระทัย) และอัล-เฆาะฎ็อบ (ความกริ้ว) พวกเขาปฏิเสธคุณลักษณะเหล่านี้ในฐานะเป็นคุณลักษณะของอัลลอฮฺ โดยอ้างว่าการพาดพิงคุณลักษณะดังกล่าวต่ออัลลอฮฺ เท่ากับเป็นการกล่าวว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนสถานะกับอัลลอฮฺ ซึ่งคุณลักษณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นคุณลักษณะของสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง (ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะนำไปพาดพิงต่ออัลลอฮฺ)

อภิปลายประเด็น การปฏิเสธว่าอัลลอฮฺทรงกระทำในสิ่งที่พระองค์ประสงค์

ข้อโต้ตอบ : ประเด็นนี้เป็นหลักการเดิมของอัล-อะชาอิเราะฮฺที่ปฏิเสธว่าอัลลอฮฺทรงมีการเปลี่ยนแปลงสถานะ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่โมฆะ แท้จริงแล้วอัลลอฮฺทรงมีอำนาจที่สมบูรณ์ พระองค์ทรงกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ได้ทุกกาลเวลา ดังที่มีหลักฐานยืนยันจากอัลกุรอาน อัซ-ซุนนะฮฺ และมติเห็นพ้องของเศาะหาบะฮฺ ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า
ﭽ ﮐ  ﮑ  ﮒ  ﮓ  ﮔﮕ  ﮖ ﮗ  ﮘ  ﮙ  ﮚﭼ الرحمن: ٢٩
ความว่า “ผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินจะวอนขอต่อพระองค์ ทุกๆ ขณะพระองค์ทรงมีภารกิจ”  (ซูเราะฮฺ อัร-เราะหฺมาน อายะฮฺที่ 29)

ﭽ ...ﭹ   ﭺ  ﭻ  ﭼ  ﭽ  ﭾﭼ الطلاق: ١
ความว่า “บางทีอัลลอฮฺจะทรงปรับปรุงกิจการ (ของเขา) หลังจากนั้น” (ซูเราะฮฺ อัฏ-เฏาะลาก อายะฮฺที่ 1)


ยอมรับในคุณลักษณะของอัลลอฮฺเพียงเจ็ดประการ ส่วนคุณลักษณะอื่นๆ ของอัลลอฮฺพวกเขาจะทำการตะอ์วีล หรือตัฟวีฎ 


ยอมรับในคุณลักษณะของอัลลอฮฺเพียงเจ็ดประการ ส่วนคุณลักษณะอื่นๆ ของอัลลอฮฺพวกเขาจะทำการตะอ์วีล (ตีความ) หรือตัฟวีฎ (มอบหมายในความหมายว่าอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงรู้) คุณลักษณะที่พวกเขายอมรับคือ อัล-อิลมฺ (ความรอบรู้) อัล-กุดเราะฮฺ (อานุภาพ) อัล-อิรอดะฮฺ (ความประสงค์) อัส-สัมอฺ (การได้ยิน) อัล-บะศ็อรฺ (การมองเห็น) อัล-กะลาม อัน-นัฟสีย์ (คำพูดที่ดำรงอยู่ด้วยอาตมันของอัลลอฮ) ส่วนคุณลักษณะอื่นๆที่นอกเหนือจากนี้พวกเขาจะตีความ เช่น การตีความคุณลักษณะอัล-เฆาะฎ็อบ (ความกริ้ว) ด้วยความหมายว่า ความประสงค์ที่จะลงโทษ   อัร-ริฎอ (ความพอพระทัย) ด้วยความหมายว่า ความประสงค์ที่จะให้ผลตอบแทน   อิสติวาอ์ของอัลลอฮฺเหนืออะรัช (บัลลังก์) ด้วยความหมายว่า การมีอำนาจและการครอบครอง และยังมีการตีความคุณลักษณะของอัลลอฮฺอื่นๆ อีกมากมาย


อภิปลายประเด็น การจำกัดจำนวนคุณลักษณะของอัลลอฮฺเพียง 7 ประการ
นั้นคือ อัล-หะยาฮฺ (ทรงมีชีวิต) อัล-อิลมฺ (ทรงมีความรู้) อัล-กุดเราะฮฺ (ทรงอานุภาพ) อัล-อิรอดะฮฺ (ทรงพระประสงค์) อัส-สัมอฺ (ทรงได้ยิน) อัล-บะศ็อรฺ (ทรงมองเห็น) และ อัล-กะลาม อัน-นัฟสีย์ (คำพูดที่ดำรงอยู่ด้วยอาตมัน ของอัลลอฮ) ส่วนคุณลักษณะอื่นๆ นั้นพวกเขาจะตีความเป็นอย่างอื่น

ข้อโต้ตอบ : แนวคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่าแปลกและขัดแย้งกันอย่างยิ่ง หากไม่แล้ว ทำไมพวกอัล-อะชาอิเราะฮฺจึงตีความคุณลักษณะ อัร-เราะหฺมะฮฺ (ความเมตตา) แต่ไม่ได้ตีความคุณลักษณะ อัส-สัมอฺ (ทรงได้ยิน) หากพวกเขากล่าวว่า คุณลักษณะ อัร-เราะหฺมะฮฺ (ความเมตตา) นั้น บ่งชี้ถึงความอ่อนโยนของจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับอัลลอฮฺ เพราะจะไปคล้ายคลึงกับคุณลักษณะของสรรพสิ่งที่ถูกสร้างมา ถ้าเช่นนั้นคุณลักษณะ อัส-สัมอฺ (ทรงได้ยิน) ก็ไม่สมควรใช้กับอัลลอฮฺเช่นกัน เพราะการยอมรับในคุณลักษณะของอัส-สัมอฺจะไปคล้ายคลึงกับคุณลักษณะของสรรพสิ่งที่ถูกสร้างมา หากพวกเขากล่าวว่า พวกเรายืนยันคุณลักษณะ อัส-สัมอฺที่เหมาะสมกับอัลลอฮฺ เราก็ขอตอบว่า ดังนั้น พวกท่านก็จงยืนยันคุณลักษณะอัร-เราะหฺมะฮฺที่เหมาะสมกับอัลลอฮฺดังที่พวกท่านได้ยืนยันคุณลักษณะของอัส-สัมอฺที่เหมาะสมกับพระองค์


จำกัดนิยามคำว่า “อัล-อีหม่าน” หมายถึง การเชื่อมั่นด้วยจิตใจเท่านั้น 


จำกัดนิยามคำว่า “อัล-อีหม่าน” (การศรัทธา) ว่าหมายถึง การเชื่อมั่นด้วยจิตใจเท่านั้น ดังนั้น ตามทัศนะของพวกเขา เมื่อมนุษย์เกิดศรัทธาและเชื่อมั่นด้วยใจ ถึงแม้ว่ามิได้กล่าวคำปฏิญาณตนด้วยกะลิมะฮฺ ชะฮาดะฮฺตลอดชีวิต และมิได้ปฏิบัติกรรมดีด้วยอวัยวะก็ถือว่าเป็นมุอ์มินผู้ศรัทธาที่รอดพ้นจากการลงโทษในวันอาคิเราะฮฺ  อัล-อีย์ญีย์ ได้กล่าวถึงนิยามอัล-อีหม่านในหนังสืออัล-มะวากิฟว่า นิยามของอัล-อีหม่าน ด้านวิชาการ ตามทัศนะของสำนักคิดพวกเรา(อัล-อะชาอิเราะฮฺ) และเป็นทัศนะของปราชญ์ (อิหม่าม) ส่วนใหญ่ เช่น ท่านอัล-กอฎีย์และอัล-อุสตาซ นั่นก็คือ อัล-อีหม่าน หมายถึง
التصديق للرسول فيما علم مجيئه به ضرورة،  فتفصيلا فيما علم تفصيلا، وإجمالا فيما علم إجمالا
“การศรัทธาต่อเราะสูลในสิ่งที่ท่านนำมาบอกเล่าในเรื่องที่จำเป็นพื้นฐาน ศรัทธาในรายละเอียดที่สามารถรู้ถึงรายละเอียด และศรัทธาแบบโดยรวมในคำสอนที่รู้แบบรวมๆ” (อัล-มะวากิฟ หน้า 384)

อภิปลายประเด็น การให้คำนิยาม อัล-อีหม่าน (ความศรัทธา) หมายถึง การเชื่อมั่นด้วยจิตใจเท่านั้น


ข้อโต้ตอบ : เป็นทัศนะที่ขัดแย้งกับอิจญ์มาอ์(มติเห็นพ้อง) และหลักฐานจากอัลกุรอานและอัซ-ซุนนะฮฺ ส่วนอิจญ์มาอ์นั้น อิหม่ามอัช-ชาฟิอีย์ได้กล่าวว่า เป็นอิจญ์มาอ์ของเศาะหาบะฮฺ อัต-ตาบิอีน และผู้คนหลังจากยุคนั้นที่ข้าพเจ้ามีชีวิตทันกับยุคของพวกเขาว่า “อัล-อีหม่าน คือ คำพูด การกระทำ และการตั้งใจ และอัล-อีหม่านจะไม่สมบูรณ์หากขาดไปอย่างหนึ่งอย่างใดจาก 3 ประการดังกล่าว” ดังนั้น ความเชื่อ การทำอะมัลที่ดี และการกล่าวคำปฏิญาณ (ชะฮาดะฮฺ) เป็นหลักการของอีหม่าน และถือว่าอีหม่านไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้องหากปราศจากสิ่งเหล่านั้น หลักฐานต่างๆ จากอัลกุรอานและสุนนะฮฺที่ยืนยันสนับสนุนการอิจญมาอ์ในเรื่องนี้มีมากมายเกินกว่าจะนับให้ครบถ้วนทีเดียว

การตีความในศิฟัตของอัลลอฮฺสำนักคิดอัล-อะชาอิเราะฮฺ เป็นแนวทางที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ ไม่เคยปรากฏในยุคชาวสะลัฟ

นับเป็นเรื่องที่น่าฉงนสนเท่ห์ที่สำนักคิดอัล-อะชาอิเราะฮฺเองยอมรับว่าการตีความในศิฟัต (คุณลักษณะ) ของอัลลอฮฺนั้น เป็นแนวทางที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่เคยปรากฏในยุคชาวสะลัฟ (กัลยาณชนรุ่นแรก) ไม่ว่าจะเป็นยุคของเศาะหาบะฮฺ หรือยุคของอัต-ตาบิอีน โดยพวกเขาได้สร้างวาทกรรมที่โดดเด่นว่า “แนวทางของชาวสะลัฟ (กัลยาณชนรุ่นแรก) เป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่า และแนวทางของชาวเคาะลัฟ (ชนรุ่นหลัง) เป็นแนวทางที่รอบรู้และฉลาดกว่า” กล่าวคือแนวคิดของการตีความในหมู่ชนรุ่นหลังย่อมรู้ดีและฉลาดกว่าแนวคิดของชนชาวสะลัฟที่มอบหมายข้อเท็จจริง  ซึ่งวาทกรรมนี้ส่อให้เห็นเจตนาดูแคลนแนวทางของชาวสะลัฟในความรู้และความเข้าใจของพวกเขาต่อเรื่องคุณลักษณะของอัลลอฮฺ การดูถูกดูแคลนเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นนอกจากด้วยปากของผู้ที่ไม่รู้ฐานะและสถานภาพชาวสะลัฟในความรู้ความเข้าใจในศาสนาอย่างแท้จริง

การอภิปรายคำพูดและหลักการเชื่อมั่นของอัล-อะชาริเราะฮฺในประเด็นที่ขัดแย้งกับแนวคิดของชาวสะลัฟ ทำให้เป็นที่ประจักษ์ชัดโดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ ถึงความปลอดภัยของแนวคิดของชาวสะลัฟจากความขัดแย้งและความสับสน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ วิทยปัญญาและความปลอดภัย

والله أعلم بالصواب



ส่วนหนึ่่งได้อ้างอิงมาจาก
 http://www.islamweb.net/media/index.php?page=article&lang=A&id=65287
แปลโดย : อันวา สะอุ

กดดาวน์โหลด PDF ได้ที่นี้





โรคเอดส์


การทำซินาเป็นบ่อเกิดโรคร้าย


ท่านรสูลุลลอฮ์ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม

لَمْ تَظْهَرِ الْفَاحِشَــةُ فِي قَوْمٍ قَطُّ حَتَّى يُعْلِنُوا بِهَا إِلاَّ فَشَا فِيْهِمُ الطَّاعُونُ وَالأَوْجَاعُ الََّتِيْ لَمْ تَكُنْ مَضَتْ فِي أَسْــلاَفِهِمْ الَّذِيْنَ مَضَوا ..." رواه الحَاكِم وَابْنُ مَاجَه

،ความว่า : การซินาจะไม่ปรากฏในกลุ่มชนใดๆเลย จนกระทั่งพวกเขามีการซินาเกิดกันอย่างเปิดเผย ก็จะเกิดโรคต่างๆตามมาและความอดอยากที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชนชาติก่อนๆ …” 
รายงานโดย อัลฮากิมและอิบนุมาญะ

<<<
โรคเอดส์ ไม่เคยปรากฏในชนยุคก่อนๆ เพราะ โรคเอดส์ พบครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2524 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาผู้ป่วยเป็นชายรักร่วมเพศป่วยเป็นปอดบวมจากเชื้อ นิวโมซีสตีสแครินิอาย(Pneumocystis Carinii) ทั้งที่เป็นคนแข็งแรงมาก่อน และไม่เคยใช้ยากดภูมิต้านทาน ผลการตรวจทาง ห้องปฏิบัติการพบว่าเซลล์ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานโรคไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ
"""
จากการศึกษาย้อนหลังพบว่า โรคนี้มีต้นกำเนิดจากประเทศแถบอาฟริกาตะวันตกในปี พ.ศ.2503 และต่อมาได้แพร่ไปยังเกาะไฮติ ทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย
.....
สำหรับผู้ป่วยเอดส์รายแรกในประเทศไทยนั้นเป็นชา่ยอายุ 28 ปี เดินทางไปศึกษาต่อที่อเมริกาและมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ เริ่มมีอาการ ใน พ.ศ.2526ได้รับการตรวจและรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอเมริกาพบว่าปอดอักเสบจากเชื้อ Pneumocystis Carinii
แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคเอดสจึงกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย ในปีพ.ศ.2527 และเสียชีวิตในเวลาต่อมาhttp://school.obec.go.th/wattiandad/text/aids.htm
++++++++++++++++++++++++++

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ชีวประวัติของอิหม่ามซาฟีอี



ชีวะประวัติท่านอิหม่ามชาฟีอี

ท่านอิหม่ามซาฟีอีมีนามแฝงว่า ท่านอาบูอับดุลเลาะห์ เกิดเดือนรอฮับ ปีที่ 160 ฮิจเราะห์ศักราชตรงกับปีที่ 767 มีลาดี

บิดาของท่านอิหม่ามเป็นชาวฮิยาดและยากจน เพราะเหตุนี้จึงได้อพยพจากนครมักกะห์สู่ประเทศชามและได้พักใช้ชีวิตอยู่ที่มณฑลฆุซซะห์ และมณฑลอัสกอลานี ซึ่งอยู่ในประเทศปาเลสไตย์ปัจจุบัน และต่อมาบิดาของท่านอิหม่ามได้ถึงแก่กรรมในขณะที่ท่านอิหม่ามซาฟีอีมีอายุได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สืบเชื่อสายจากทางบิดา

มูฮำหมัด บุตรของท่านอิดริส อิดริสบุตรอับบาซ อับบาซบุตรอุสมาน อุสมานบุตรชาเฟียด์ ซาเฟียอ์บุตรซาอิบ ซาอิบบุตรอับดุยาซีด อับดุยาซีดบุตรฮาซิม ฮาซิมบุตรมุตตอลิบ มุตตอลิบบุตรอัลดิมานาฟ

สืบเชื้อสายจากสามมารดา

มารดาอิหม่ามสืบเชื้อสายจากตระกูลอาซัด ซึ่งถือเป็นวงค์กระกูลที่มีเกียรติและประเสริฐ ที่ท่านร่อซู้ลลัลเลาะห์ได้ทรงรับรองไว้ว่า อัลอาซัด อัสดุลเลาะห์ การที่ท่านร่อซู้ลได้ฝากอัลอาซัดไปยังคำว่า อัลเลาะห์ ณ ที่นี้นั้น เปรียบได้ดังคำว่า บับตุ้ลเลาะห์ และ นาก่อตุ้ลเลาะห์

ภรรยาของอิหม่ามซาฟีอี

อิหม่ามได้ทำการสมรสกับพระนางฮามีดะห์ บุตรสาวของท่านนาเฟียอ์ หลานสาวของท่านอุสมาน บุตรท่านอัฟฟาน หลังจากที่ท่านอิหม่ามมาเล็ก ได้สิ้นพระชนม์แล้ว ( ถึงแก่กรรม) อายุของท่านอิหม่ามได้ 30 ปี โดยประมาณ

บุตรของอิหม่ามที่สืบเชื้อสายจากตระกูลอุสมาน บุตรท่านอัฟฟานได้แก่ อาบูอุสมาน มูฮำหมัด

ส่วนบุตรสาว ได้แก่ ฟาตีมะห์และไซหนับ หากแต่ขณะอาบูอุสมาน มูฮำหมัด นั้น มีตำแหน่งที่สูง เป็นถูงผู้พิพากษาของแคว้นฮาลิบ และอิหม่ามซาฟีอีได้มีลูกชายอีกคนหนึ่งกับภรรยาคนที่สอง ชื่อ ฮาซัน บุตรมูฮำหมัด บุตรอิดริส แต่ฮาซันได้เสียชีวิตขณะยังเด็กอยู่

เอกลักษณ์ประจำตัวที่เด่นชัดของอิหม่าม อิหม่ามซาฟีอีเป็นชายที่สูงใหญ่ มีมารยาทดีเลิศ และท่านเป็นคนรักเพื่อนฝูงและครอบครัว คนรอบข้าง เสื้อผ้าที่สวมใส่สะอาดหมดจด พูดจาฉะฉาน ชอบสร้างความดีต่อเพื่อนบ้าน ชอบย้อมผมสีแดง อ่านกุรอ่านเสียงไพเราะรื่นหู ทั้ง ๆ ที่อายุขณะนั้นท่านมีอายุเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้น นักวิชาการ นักปราชญ์ บรรดาอุลามาเหล่านั้นต้องการที่จะหลั่งน้ำตาอันเนื่องมาจากการยำเกรงอัลเลาะฮ์ ก็จึงมีการรวมตัวกันแล้วเอ่ยขึ้นว่า พวกเราทุก ๆ เราไปเถิด ไปหาเด็กคนนั้นเถิด หมายถึง อิหม่ามซาฟีอี เพื่อเราจะได้รับฟังการอ่านคัมภีร์อัลกุรอ่านจากเขา และจะเป็นเหตุให้พวกเราหลั่งน้ำตาเพราะเหตุการฟังการอ่านของเด็กผู้นั้น เมื่อพวกเขาเหล่านั้นได้เดินทางมาถึงที่หมายและได้สดับรับฟังการอ่านและได้ยินเสียงอันไพเราะของอิหม่าม น้ำตาของบุคคลเหล่านั้นก็ได้ไหลล้นเอ่อเต็มหน้าตักของพวกเขาเหล่านั้น อิหม่ามซาฟีอีเมื่อมองเห็นสภาพเช่นนั้นก็จึงหยุดอ่านกุรอ่านเนื่องจากมีความสงสารบุคคลเหล่านั้น

ในขณะที่อิหม่ามมีอายุได้ 2 ขวบ มารดาของท่านได้พาอิหม่ามออกเดินทางสู่นครมักกะห์อิมูกัสรอมะห์ มารดาอิหม่ามได้หยุดพักอยู่ที่ และหลังจากนั้นก็มาหยุดพักที่มัสยิดฮารอมที่มีนามว่า ซะอ์มุ้ลคีฟ

เมื่ออิหม่ามซาฟีอีมีความปราดเปรื่อง มีไหวพริบดี มารดาจึงส่งไปเรียนหัดประพันธ์ หากแต่ว่าสภาพคล่องทางการเงินไม่เพียงพอ จึงเลิก พักการเรียนในขณะหนึ่ง อันเนื่องจากมวลเหตุการบกพร่องดังกล่าวมา จึงเป็นสาเหตุให้ท่านอิหม่ามมีความมุ่งมั่นมานะพยายามศึกษาเล่าเรียนอย่างสุดความสามารถในการศึกษาเล่าเรียน และทำตัวให้ใกล้ชิดต่อคณาจารย์ให้มากที่สุด เพื่อจะได้คำสั่งสอนที่มีน้อยนักที่เด็กวัยเพียงเท่านี้จะสามารถทำได้ ในขณะที่อาจารย์ไม่อยู่ อิหม่ามก็ยังคงทบทวนบทเรียนอย่างต่อเนื่องเหมือนกับอาจารย์ปรากฏตัวอยู่ การปฏิบัติดังกล่าวนั้นจึงทำให้อิหม่ามมีความแตกฉานและด้านวิชาการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งนักเรียนที่เรียนอยู่ด้วยกันมีความรักท่านและศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่าน และเชื่อฟังคำพูดของท่าน เมื่ออิหม่ามมีอายุได้ 7 ปี หรือ 9 ปี ท่านมีความสามารถในการท่องจำกุรอ่านได้หมดทั้งเล่ม หลังจากนั้นท่านได้เข้าศึกษาที่มัสยิดอัลฮารอม ท่านก็ได้มุ่งมั่นทำการศึกษาด้านภาษา วิชาสาขาทุกแขนง จนกระทั่งมีความปราดเปรื่องด้านภาษาอาหรับ เป็นเพราะเหตุที่ได้มารวมกันหลายเผ่าพันธุ์ หลายหมู่เหล่า ที่ได้เข้ามาศึกษาที่มักกะห์ จึงทำ

เริ่มการศึกษา

ให้ท่านได้รับส่วนดีจากการสนิทสนมและรู้จักบุคคลหลายหมู่เหล่าหลายภาษาในขณะนั้น ในด้านความรู้อย่างสมบูรณ์แบบและครบวงจร อาทิ วิชาฝึกฮาดิษ ตับซีร และอุลูมอัลกุรอ่าน


อาจารย์ของท่านที่นครมาดีนะห์

ท่านอิหม่ามซาฟีอีได้เล่าเรียนกับท่านอิหม่ามมาลิก บุตรท่านอานัส ท่านอิบรอฮีมบุตรท่านซาอัด อัสอัสซอรี ท่านอับดุลอาซีซบุตรท่านมูฮำหมัดอัลตราวัสดี อ่านอิบรอฮีมบุตรท่านอาบียะห์ยาอัลอาซาบี ท่านมูฮำหมัดบุตรท่านซาอีด บุตรชายท่านอาบีฮัดบิก ท่านอับดุลเลาะห์บุตรท่านนาเฟียอ์ อัสซออี

อาจารย์ที่ประเทศเยเมน

ท่านอิหม่ามได้ศึกษาวิชาฝึกฮาดิษจากท่านมูตริฟ บุตรท่านมาซิน ท่านฮีซาม บุตรท่านยูซุฟ ซึ่งท่านเป็นผู้พิพากษาที่ตำบลซอนอาอ์และท่านอุมารบุตรอาบีซาลามะห์ ซึ่งเป็นสาวกของท่านอิหม่ามอาซาดี ท่านยะห์ยาบุตรท่านฮิซานเป็นเพื่อนของท่านลีซบุตรชายซาอัด

อาจารย์ที่ประเทศอิรัก

ได้ศึกษาวิชาอัลฮาดิษ ฟิก อูลูมุ้ลกุรอ่าน จากท่านวาเดียอ์ บุตรชายท่านยัดเราะห์ และท่านอามูอุซามะห์ คือ ฮัมมาด บุตรท่านอุซามะ ซึ่งเป็นเพื่อนของท่านอิสมาอีล บุตรท่านอิลยะห์ อับดุลวาฮาบ บุตรท่านอับดุลมายิด ทั้งหมดนั้นเป็นชาวมัสเราะห์

สรุป

อาจารย์ของท่านอิหม่ามรวมทั้งสิ้น 19 ท่าน

คณาจารย์จากมักกะห์อัลมูกัรรอมะห์ 5 ท่าน

คณาจารย์จากนครมาดีนะห์ 6 ท่าน

คณาจารย์จากเยเมน 4 ท่าน

คณาจารย์จากอิรัก 4 ท่าน

นักเรียนและลูกศิษย์ของท่านอิหม่ามซาฟีอีมีจำนวนมากและที่มีชื่อเสียงอยู่แนวหน้า คือ

อิหม่ามอะหมัดอิบนิฮัมบัล

ท่านฮาซันบุตรมูฮำหมัดอิสซอบบาห์

อัซซะฟารอนี

ท่านฮูเซนอัลการอบีซี

ท่านดาบูซูรเราะห์ หรือ อิบรอฮีม

ท่านอาบูอิบรอฮีม หรือ อิสมาแอล

บุตรยะห์ยาอัลมาซานี

ท่านอาบูมูฮำหมัด หรือ ท่านรอบีอะห์

บุตรสุไลมานอัลยีซี

ท่านอาบูฮัรมาละห์บุตรยะห์ยา

บุตรอับดุลเลาห์อัตตะห์ยีบี

ท่านอาบูบูซุบ หรือ ยูนุส บุตรท่านอับดุลยะอ์ลา

มูฮำหมัดบุตรอับดุลเลาะห์บุตร

อับดุลวาฮิบอัลมิซรี

และท่านสุดท้าย ท่านอับดุลเลาะห์ คือ ซุบีระฮลฮาบีดี

ในวันที่ 28 เดือนเชาวาล ปีที่ 198 ฮิจเราะห์ศักราช

อิหม่ามได้ประเศอียิปต์พร้อมกับท่านอับบาซบุตรมูซา ซึ่งเป็นผู้ปกครองประเทศอียิปต์ขณะนั้น จากการแต่งตั้งของมะมูน

ท่านอับบาสมีจุดประสงค์ให้ท่านอิหม่ามพักแรมที่จวนของท่านฐานะแขกผู้มาเยือนและในฐานะนักวิชาการที่มีชื่อเสียงขณะนั้น

อิหม่ามปฏิเสธที่จะพัก แต่ปรารถนาที่จะพักที่บ้านวงศ์ญาติของท่าน เพราะปฏิบัติตามการปฏิบัติของท่านนบีมูฮำหมัดซ้อลลอลเลอฮิอาลัยฮิวาลัสลำ ที่พระองค์ไม่ยอมหยุดพักบ้านใคร นอกจากบนีนัจยาดซึ่งเป็นวงศ์ญาติของท่าน

อิหม่ามซาฟีอีได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม เช่น อัลฮัจยะห์ อัรรีซาละห์ ยามีอัลอิสมิ อัลอุม อิมลาอัสสอฆีร อัลอามาลีอัลกุบรอ อัลบุวัยตี มัสอับของอิหม่ามยึดถือตามอัลกีตามอัสเซ็นนะห์ อัลอิจมาอ์ และอัลดียาส

การถึงแก่อสัญกรรม

อิหม่ามซาฟีอีใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอียิปต์รวมเวลาถึง 5 ปีกับ 9 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 28 เดือนเชาวาล ปีที่ 198 ถึงปีที่ 204 เดือนรอยับ ท่านเป็นทั้งนักเขียน นักประพันธ์ นักกวี และได้สอนหนังสือนักเรียนนักศึกษา ณ ประเทศแห่งนั้นมาโดยตลอด

ต่อมาท่านได้ล้มป่วยโดยมีเลือดกำเดาไหล เหตุมาจากเป็นโรคริดสีดวงทวาร จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถออกมาทำการสอนหนังสือแก่นักศึกษาและประชาชนได้ ขณะนั้นท่านมาซาห์ซึ่งเป็นคนหนึ่งในจำนวนลูกศิษย์ของท่านและเอ่ยปากถามท่านอิหม่ามว่า ท่านสบายดีหรือ ท่านอิหม่ามตอบว่า ดี แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าหากฉันสิ้นอายุไปแล้ว ดวงวิญญาณของฉันจะถูกนำไปสวรรค์อันพึงพอใจหรือไปนรกที่ต้องเสียใจ ขณะนั้นท่านก็ได้เพ่งเล็งไปดูผู้ที่อยู่รอบข้างท่านและวงศ์ญาติของท่าน และครอบครัวของท่านว่า เมื่อฉันได้จากโลกนี้ไปแล้ว พวกท่านจงไปหาผู้ปกครองเมืองและจงขอร้องเขาให้มาอาบน้ำฉัน

และในท้ายของเดือนรอยับปีที่ 204 ฮิจเราะห์ของคืนวันศุกร์หลังละหมาดอีซา ต่อหน้าลูกศิษย์ของท่านจำนวนหนึ่งที่สำคัญ คือ ท่านรอเบียอ์ ยีซี ต่อการถึงแก่กรรมของท่านอีหม่ามก็ได้กระจายปกคลุมไปทั่วแคว้นแดนอียิปต์ เมื่อทุก ๆ คนได้รับทราบข่าว ต่างก็เศร้าโศกเสียใจเป็นล้นพ้น จึงได้ออกมาเพื่อแสดงความเสียใจและเพื่อที่จะหาบร่างของท่านไปอยู่ในที่ที่ดีที่สุด ต่อมาทุก ๆ คนก็ต้องผิดหวังมิอาจทำได้อันสืบเนื่องจากประชาชนที่ได้รับทราบข่าวก่อนหน้านี้ได้ออกมาเนืองแน่น

ตอนเช้าของวันศุกร์ผู้ปกครองเมืองก็ได้ออกมาเพื่ออาบน้ำให้อิหม่ามตามที่ได้รับวาซีฮัตเอาไว้ ผู้ปกครองเมืองได้ถามแก่ญาติว่า ท่านอิหม่ามมีหนี้สินบ้างหรือเปล่า ทางญาติจึงตอบว่ามี ผู้ปกครองจึงได้ทำการชดใช้หนี้สินแทนให้แด่อิหม่าม พอใช้หนี้สินเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงกล่าวว่า นี่และคือความหมายที่ท่านบอกให้ฉันมาอาบน้ำให้

หลังจากละหมาดอัลฮัสริเสร็จสิ้นแล้ว ศพของท่านอิหม่ามซาฟีอีก็ได้เริ่มเคลื่อนออกจากที่พักและเมื่อได้เคลื่อนศพออกมาถึงที่ถนนที่มีนามว่า ถนนอัสซัมบิดะห์นาฟีซะห์ นางเจ้าของชื่อถนนก็ออกมาและขอให้ผู้ที่แบกหาม ในขณะที่ท่านอิหม่ามซาฟีอีได้ละหมาดอยู่ที่มัสยิดขณะนั้นท่านได้พบกับชายคนหนึ่งนั่งอยู่ระหว่างกุโบร์นบีกับมินบัร หน้าตาสดใส เสื้อผ้าขาวสะอาด ละหมาดได้ถูกต้องสวยงาม ฉันจึงถามคนที่อยู่ที่นั่นว่า คนนั้นชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ก็ได้รับคำตอบว่า อยู่ที่อิรัก

อิหม่ามซาฟีอีถามว่า ที่ใดของอิรัก เขาตอบว่า เมืองกูฟะห์ อิหม่ามถามว่า ผู้ที่มีความรู้นั้นและสั่งสอนในแก่นแท้ของกุรอ่านและสุนนะของท่านร่อซุ้ลลุ้ลเลาห์สอลลัลลอรุอาลัยฮิวาลัสลัม บอกฉันว่า ท่าน ท่าน มูฮำหมัดบุตรฮาซัน ท่านอาบูยูซุมเพื่อนของอิหม่ามฮานาฟี

อิหม่ามซาฟีอีกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะกลับไปกูฟะห์เมื่อใด พวกเขาทั้งหลายกล่าวแก่ฉันว่า รุ่งสางของวันใหม่ เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ไปหาท่านอิหม่ามมาเล็ก ฉันก็กล่าวแก่ท่านอิหม่ามมาลิกว่า แท้จริงฉันได้ออกจากเมืองมักกะห์เพื่อศึกษาวิชาความรู้โดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีเกียรติทั้งหลาย และฉันคงมีโอกาสกลับสู่มักกะห์เพื่อศึกษาเล่าเรียนอีกครั้งหนึ่งหากมีวาสนา อิหม่ามมาลิกกล่าวแก่ฉันว่าท่านไม่ทราบหรือว่าแท้จริงบรรดามาลาอีกะห์ได้ใช้ปีกโอบล้อมแก่ผู้ศึกษาเล่าเรียนเพราะเหตุพึงพอใจผู้ศึกษาเล่าเรียน

อิหม่ามซาฟีอีกล่าวว่า ขณะที่ฉันได้ตัดสินใจจะเดินทาง อิหม่ามมาลิกก็ได้เตรียมท่านอิหม่ามให้นำศพของท่านอิหม่ามเข้าบ้าน เพื่อทำการละหมาดให้อิหม่าม หลังจากที่เธอได้ละหมาดเสร็แล้ว จึงขอให้อิหม่ามได้รับความเมตตาจากอัลเลาะฮ์และขอดุอาอ์ให้ หลังจากนั้นศพก็จึงเคลื่อนไปยังกุรอฟะห์ ซึ่งทราบขานกันดีโดยทั่วไปในขณะนั้นว่า ตุรุบะห์เอาลาดอับดุล อิกัม และ ณ ที่นี่ ที่ท่านอิหม่ามได้ถูกฝังอยู่ ณ ที่แห่งนี้ หลังจากฝังแล้ว จึงถูกชายานามใหม่ว่า ตุรบะห์อัซซาฟีอี ตาบจนถึงทุกวันนี้

สรุปชีวะประวัติทางด้านการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง

ปรากฏว่าการออกหาวิชาของอิหม่ามเต็มไปด้วยความยากลำบาก การออกหาวิชาความรู้ขั้นแรกนั้นที่นครมดีนะห์ ได้เล่าเรียนกับอิหม่ามมาลิกและท่องจำมูวัตเตาะอ์และอิหม่ามมาลิกได้ให้เกียรติอิหม่ามซาฟีอีโดยให้อิหม่ามซาฟีอีนั่งแทนที่ของท่านและให้อิหม่ามซาฟีอีอ่านมูวัตให้ประชาชนฟังและอธิบายอย่างชัดเจน อิหม่ามซาฟีอีได้อยู่กับท่านอิหม่ามมาลิกที่มาดีนะห์ประมาณ 8 เดือน

การออกเดินทางไปยังอิรัก ( แบกแดด)

ตามปกติแล้วชาวอียิปต์จะมุ่งสู่นครมดีนะห์ หลังจากทำฮัจยีเสร็จสิ้นเพื่อทำการละหมาดที่มัสยิดนบีมูฮำหมัดศอลลัลลอฮอะลัยฮิวาซัลลัม เพื่อมารับฟังมูวัตเตาะห์ของอิหม่ามมาลิก อิหม่ามซาฟีอีได้กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้สอนมูวัตเตาะแด่เขาเหล่านั้นเพื่อท่องจำ ส่วนหนึ่งจากพวกเหล่านั้นคือ อัลดุลเลาะห์บุตรฮาคัม อัชฮับบุตรกอเซ้ม ท่านลิซบุตรซาอัด

แปลโดย… อีหม่ามมาริก เดชะคุ้ม
นำเสนอโดย… อ. อิสมาแอล ดำสำราญ

กรณีไปร่วมงานศพของเพื่อนต่างศาสนิก



การแต่งกายในชุดดำโดยมีความเชื่อว่าใส่เพื่อไว้ทุกข์ในวาระโอกาสที่ไปร่วมงานศพของเพื่อนต่างศาสนิก ถือว่าผิดต่อหลักการอิสลาม แต่ถ้าใส่ตามปกติโดยไม่มีความเชื่อในสิ่งนั้นว่าไว้ทุกข์ให้ผู้ตาย และเผอิญวันนั้นใส่ชุดดำพอดี แล้วไปในงานศพ ในลักษณะเช่นนี้ ไม่เป็นความผิดในหลักการศรัทธา ซึ่งความเชื่อที่ว่าใส่เพื่อไว้ทุกข์ให้กับผู้ตายนั้น อาจจะทำให้ความศรัทธาของเราตกบกพร่องได้ ทางที่ดีแล้วควรแต่งกายในลักษณะสุภาพเรียบร้อย และไม่ควรใช้สีดำในวันนั้น

สำหรับกรณีที่เราไปงานศพของคนต่างศาสนิกเราสามารถทำได้ แต่ให้เราไปปลอบใจญาติของผู้ตาย โดยนำเงินไปช่วยครอบครัวผู้ตายได้ เช่น บางครั้งผู้ตายอาจมีลูกที่ต้องมีค่าใช้จ่าย เป็นต้น จากนั้นเราก็ขอตัวกลับ โดยเราจะต้องไม่ไปร่วมพิธีกรรมของพวกเขาโดยเด็ดขาด

ส่วนกรณีที่เรารู้ว่าสตางค์ที่เราให้เขานั้น เขานำไปทำบุญอย่างเดียว เช่นนำไปเลี้ยงพระ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา เช่นนี้เราก็ให้ไม่ได้
والله أعلم

เลิกกินมะเดื่อ...เพราะนัฟซูเป็นต้นเหตุ



ท่านมาลิก บิน ดีนาร์กำลังเดินอยู่ในตลาด
ท่านเห็นผู้ขายกำลังขายลูกมะเดื่อ แล้วท่านก็รู้สึกหิวอยากกินลูกมะเดื่อ แต่ตอนนั้น ท่านไม่มีเงินเพื่อที่จะซื้อมัน ท่านจึงบอกกับผู้ขายว่าท่านจะมาจ่ายในวันถัดไป
ผู้ขายก็ไม่ยอมขายให้ แล้วท่านก็ถอดรองเท้าของท่าน เพื่อที่จะทำแทนเป็นทรัพย์สิน ผู้ขายก็ยืนยันปฏิเสธอีกครั้ง จนในที่สุด ท่านก็เดินจากตลาดไป

ผู้คนที่อยู่ใกล้คนขายลูกมะเดื่อก็มาบอกแก่เขา เพื่อให้เขาได้รับรู้ว่า คนที่ต้องการกินลูกมะเดื่อเมื่อกี๊นั้น เป็นท่านมาลิก บิน ดีนาร์
เมื่อผู้ขายได้รับรู้ถึงท่านมาลิก เขาก็เลยสั่งให้ลูกน้องเขาขนลูกมะเดื่อเต็มรถเข็น เพื่อเอาไปให้ท่านมาลิก และเสนอเงื่อนไขแก่คนทำงานว่า เขาจะปล่อยลูกน้องที่ทำงานให้กับเขาเป็นอิสระ ลูกน้องเขาก็เลยขนลูกมะเดื่อแล้วเอาไปให้แก่ท่านมาลิก เพื่อที่ตัวเขาจะได้เป็นอิสระ
ท่านมาลิกจึงกล่าวว่า : คุณกลับไปยังนายคุณเลยไป แล้วช่วยบอกนายคุณด้วยว่า คนที่ชื่อมาลิก บิน ดีนาร์จะไม่มีวันกินลูกมะเดื่ออีกต่อไป เพราะว่าฉันได้ห้ามตัวฉันและนัฟซูของฉันกินลูกมะเดื่อยันจนถึงวันกียามัต
ลูกน้องผู้ขายมะเดื่อก็กล่าวว่า : นี่ท่าน โปรดรับสิ่งนี้เถอะนะ เพราะมันจะทำให้ฉันได้เป็นอิสระ
ท่านมาลิกจึงตอบว่า : ถ้าหากว่ามันทำให้คุณต้องเป็นอิสระ แต่มันจะทำให้ฉันต้องตกเป็นทาสอย่างน่าอนาถ

เพราะว่าท่านมาลิกมองถึงนัฟซูของท่านได้หยามตัวท่าน และท้องของท่านได้หมิ่นตัวท่าน ท่านจึงบังคับนัฟซูของท่านด้วยการเลิกกินลูกมะเดื่ออย่างเด็ดขาดในที่สุด


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


บทความดีๆโดย : المرأة العفيفة كنز الرجل
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

“ซะบีฮะฮ์”วิธีการเชือดสัตว์ของอิสลาม



วิธีการเชือดสัตว์ไม่เพียงแต่จะมีมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดทางด้านวิทยาศาสตร์อีกด้วย
คำว่า “ซัยกัยตุม” ในภาษาอาหรับมาจากรากรากคำว่า “ซะกาฮ์” ซึ่งแปลว่าทำความสะอาด ได้ถูกนำมาใช้ในการเชือดสัตว์ในรูปของคำว่า “ตัซกียะฮ์” วิธีการเชือดสัตว์ของอิสลามจำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
1.สัตว์ต้องถูกเชือดด้วยมึดที่คมและรวดเร็วเ เพื่อที่สัตว์จะเจ็บปวดน้อยที่สุด
2.การเชือดต้องตัดหลอดลมและเส้นเลือดที่คอ “ซะบีฮะฮ์” เป็นคำภาษาอาหรับที่หมายถึง “สิ่งที่ถูกเชือด” ดังนั้น การเชือดจึงต้องเชือดที่คอ เพื่อตัดหลอดลมและเส้นเลือดใหญ่ ทำให้สัตว์โดยไม่ตัดไขสันหลัง
3.เลือดสัตว์ต้องไหลออกอย่างสมบูรณ์ก่อนที่หัวของสัตว์จะถูกตัดขาด วัตถุประสงค์ก็คือ เพื่อที่จะให้เลือดไหลออกมามากที่สุด เพราะเป็นพาหะอย่างดีสำหรับจุลชีพ ไขสันหลังจะต้องไม่ถูกตัด เพราะเส้นประสาทไปสู่หัวใจอาจถูกทำลายในระหว่างการเชือด ซึ่งทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทำให้เลือดในเส้นเลือดหยุดนิ่ง

เนื้อที่เชือดโดยวิธีการของอิสลามยังคงความสดใสได้นานกว่า เนื่องจากการไม่มีเลือดหลงเหลืออยู่ในเนื้อ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการเชือดแบบอื่น

และการเชือดอย่างรวดเร็วที่คอเป็นการตัดการไหลของเลือดไปยังประสาทของสมอง ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดความเจ็บปวด ดังนั้น สัตว์จึงไม่รู้สึกเจ็บปวด ในขณะที่กำลังจะตาย สัตว์จะดิ้น บิดเบี้ยวตัว สั่นและเตะ นั้นไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด แต่เนื่องจากการหดตัวและผ่อนคลายของกล้ามเนื้ออันเนื่องมาจากการไหลของเลือดออกจากร่างกาย
والله أعلم

การแก้ปัญหาของเจ้าม้า



ด้วยความประสงค์ของพระองค์ อัลลอฮฺฮูอักบัร "
......................................................
มีชาวนาคนหนึ่ง เลี้ยงม้าไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว

วันหนึ่งชาวนาได้พา เจ้าม้าแก่ออกไปข้างนอก

ด้วยความโง่เขลาของมัน ดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่ง

มันร้องครวญครางเป็นเวลานานมาก

ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา

และในที่สุด....

ชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า...

เจ้าม้าก็แก่เกินไปแล้ว อีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบ

ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าม้า ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้าน

เพื่อมาช่วยกลบบ่อ จากนั้นทุกคนจึงใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ

ครั้งแรก เมื่อดินไปถูกหลังม้า มันตกใจมาก

และรู้ชะตากรรมของตนทันที

มันร้องโหยหวนทันที

สักพักหนึ่ง...ทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าม้าเงียบไป

หลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สัก สองสามพลั่ว

ก็เหลือบมองลงไปในบ่อ

ก็พบกับความประหลาดใจที่ว่า ....

>> ทุกครั้งที่ทุกคนสาดดินไปถูกหลังม้า

มันจะสะบัดดินออกจากหลัง

แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น

ยิ่งทุกคนพยายาม เร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไร

มันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากยิ่งขึ้น

ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจ

ที่เจ้าม้า ในที่สุดก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อ

ได้ด้วยพระประสงค์และความเมตตาจากอัลลอฮฺ

อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

และ มนุษย์เช่นเราหล่ะ ยามคราวมีปัญหาเรื่องราวต่างๆ

เราได้ใช้สติปัญญา ความมานะ อดทน มอบหมายการงานไว้ที่พระองค์กันไหม

อัลลอฮ์ ทรงตรัสเกี่ยวกับพระองค์ว่า

“และพระองค์คืออัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์

สำหรับพระองค์เท่านั้น บรรดาการสรรเสริญในโลกหน้า

และการชี้ขาดนั้นเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้น

และยังพระองค์เท่านั้น พวกเจ้าจะถูกนำกลับ

(อัลกอศ็อศ 70)