อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561

ผู้หญิงที่รับนับถืออิสลามเป็นคนแรก




▪คนแรกที่ได้ทราบข่าวนี้จากท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลฯ คือ..
ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ-ภริยาของท่านเอง
เวลานั้นนางมีอายุได้ 55 ปี นางมีความเชื่อมั่นว่าเรื่องที่ท่านนบีฯ
ศ็อลฯ นำมาแจ้งนั้นเป็นความจริง นางได้ร่วมทุกข์สุขอยู่กับท่านมาแล้ว15 ปี เป็นที่รักแก่ท่านอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีวัยต่างกันก็ตาม

▪ท่านอับดุลลอฮ์ บินญอฺฟัร รายงานว่า
"ฉันได้ยินท่านอะลีย์พูดที่
เมืองกูฟะฮฺ
"ฉันได้ยินท่าน
รสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ กล่าวว่า
☆ผู้หญิงที่ประเสริฐในสมัยของเธอคือมัรฺยัม บินตุ อิมรอน
☆และที่ประเสริฐอีกในสมัยของ
เธอคือ เคาะดียะฮฺ บินตุ คุวัยลิด'"
(มุสลิม บทที่44
กิตาบุฟะฏออิลิสเศาะหาบะฮฺ
บาบที่11)
ท่านหญิงอาอิชะฮฺกล่าวว่า "ฉันไม่หึงภริยาคนใดของท่านนบีฯ ศ็อลฯ เว้นแต่ในกรณีของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ แม้ฉันไม่เคยพบเธอ"
เธอกล่าวต่อไปว่า
"เมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ
ศ็อลฯ เชือดแกะ ท่านก็บอกว่า ให้เอาเนื้อไปให้เพื่อนๆของเคาะดียะฮฺ'
เธอกล่าวอีกว่า"วันหนึ่งฉันรู้สึก
รำคาญฉันจึงพูดว่า
เคาะดียะฮฺ!! (เท่านั้นที่ท่านคิดถึงตลอดเวลา)'
ท่านรสูลุลลอฮฺ กล่าวว่า"ความรักของเธอนั้น(คือของเคาะดียะฮฺ) ได้ถูกมอบแก่ฉัน"
(มุสลิม บทที่44บาบที่11)
ท่านหญิงอาอิชะฮฺรายงานแล้ว นางฮาละฮฺ บินตุ คุวัยลิด
(น้องสาวของท่านหญิงเคาะดียะฮฺ)
ขออนุญาตเข้ามาพบท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ
ท่านก็นึกถึงการขออนุญาตของท่านหญิงเคาะดียะฮฺได้ ท่านดีใจ
ท่านพูดว่า 'โอ้ อัลลอฮฺ! นี่ฮาละ บินตุ คุวัยลิด นี่'
ฉันจึงหึงและพูดว่า
'ทำไมท่านยังนึกถึงหญิงแก่คนหนึ่งในบรรดาหญิงแก่ของพวกกุร็อยชฺที่มีเหงือกแดงเถือกและตายไปนานแล้ว ทั้งๆที่อัลลอฮฺทรงให้หญิงที่ดีกว่านางแก่ท่าน' "
(มุสลิม บทที่44 บาบที่11)
ทำไมท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลฯ จึงอยู่ร่วมครองเรือนกับท่านหญิงเคาะดียะฮฺนานถึง25ปี โดยที่ท่านไม่ได้แต่งงานอีกทั้งๆที่นางเองก็มีอายุมากกว่าท่านถึง 25 ปี?
▪หะดิษ ข้างต้นนั้นเป็นคำตอบในตัวที่ดีอยู่แล้ว




ความพอเพียง

قال النبي صلى الله عليه وسلم ((ليس الغنى عن كثرة العَرَض، ولكن الغنى غنى النفس)) متفق عليه.

ท่านนบีได้กล่าวว่า "ความพอเพียง(ที่แท้จริง)นั้นมิใช่ด้วยการมีทรัพย์สมบัติ แต่ทว่าความพอเพียง(ที่แท้จริง)นั้นคือความพอเพียงที่จิตใจ"
บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์และอิมามมุสลิม

ทีนี้เราลองมาพิจารณากันดูว่า...

กี่มากน้อยที่คนร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่เขาไม่สามารถกินอาหารที่เขาชอบได้ เพราะโรคประจำตัว ถึงจะมีเงินมากหรืออยากกินแค่ไหนก็กินไม่ได้

กี่มากน้อยที่คนยากจนไร้สมบัติ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่สามารถกินอาหารที่เขาชอบได้ เพราะไม่มีเงินซื้อ ถึงจะอยากกินแค่ไหนก็กินไม่ได้

ดังนั้นเราจะเห็นว่าไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ผลลัพธ์เหมือนกันถึงแม้จะต่างสาเหตุก็ตาม

ฉะนั้นตรงนี้บ่งบอกให้เรารู้ว่าความรวยความจนไม่สามารถชี้วัดความสุขหรือดับความปรารถนาได้อย่างแท้จริง แต่ทว่าความพอเพียงต่างหากที่ก่อให้เกิดความสุขและดับความปรารถนาอันไร้ขอบเขตอย่างไม่สิ้นสุดได้อย่างแท้จริง

قال النبي صلى الله عليه وسلم ((وَمَنْ يَسْتَعْفِفْ يُعِفَّهُ اللَّهُ ، وَمَنْ يَسْتَغْنِ يُغْنِهِ اللَّهُ...)) متفق عليه.
ท่านนบีกล่าวว่า "ผู้ใดแสวงหาความเรียบง่าย อัลลอฮฺจะทรงให้เขามีความเรียบง่าย และผู้ใดแสวงหาความพอเพียง อัลลอฮฺจะทรงให้เขามีความพอเพียง"
บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์และอิมามมุสลิม

วัลลอฮฺ อะอฺลัม



اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ الْهُدَى، وَالتُّقَى، وَالْعَفَافَ، وَالْغِنَى





เลือกคบเพื่อนดี



              
*อัลลอฮ์มิได้ทรงห้ามสูเจ้า
(ที่จะคบค้าสมาคม/เป็นมิตร)

*กับบรรดาผู้ที่ มิได้รุกราน
(ต่อต้าน)สูเจ้า ในเรื่องศาสนา

*และมิได้ขับไล่สูเจ้า ออกจาก
แหล่งอาศัยของสูเจ้า

*ที่สูเจ้าจะทำความดีต่อพวกเขา
*และเที่ยงธรรมต่อพวกเขา

*แท้จริง อัลลอฮ์ทรงรัก
*ผู้มีความยุติธรรม
................
     *วจนะศาสดา*
-รู้ไหมหน้าที่ต่อเพื่อนบ้านนั้นมีอะไร?
..จงช่วยเหลือ เมื่อเขาต้องการ
..จงให้ เมื่อเขาขอ
..จงค้ำจุน เมื่อเขายากจน
..จงคิดถึง เมื่อเขาหายหน้าไป
..จงช่วยรักษา เมื่อเขาป่วยไข้
..จงตามไปส่งศพ เมื่อเขาตาย
..จงแสดงความเห็นใจ&ช่วยเหลือ
  เมื่อเขาประสบกับความวิบัติ
..จงอย่าสร้างสิ่งปลูกสร้างให้สูง
จนปิดทางลมบ้านผู้อื่นโดยเขาไม่อนุญาต
..อย่าสร้างความเดือดร้อนใดๆให้แก่เพื่อนบ้าน(เผาขยะรมควัน,จอดรถขวางประตู,ทำเสียงดังรบกวน!..ฯลฯ)
..ถ้าท่านซื้อผลไม้มา ก็จงแจกให้แก่เพื่อนบ้านด้วย แต่หากมีไม่พอ ก็อย่าปล่อยให้ลูกนำออกไปกินนอกบ้านให้ลูกเพื่อนเห็น จนเกิดความอยาก! (อบูซัยดฺ-บียฮะกีย์)

- ผู้ใดกินจนอิ่มท้องแล้วปล่อยให้เพื่อนบ้านอดอยากหิวโหยเขาคนนั้นไม่ใช่มุสลิม(ฏ็อบรอนีย์ บัยฮะกี)

-บุคคล2ประเภทที่จะไม่ได้รับความเมตตาจากอัลลอฮ์ในวันปรโลกคือ..ผู้ที่ตัดญาติมิตร &..ผู้ที่เป็นเพื่อนบ้านที่เลวร้าย(ดาเราะมีย์)









วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ชิริกในสังคมมุสลิม



ตัวอย่างการกระทำที่เป็นชิริกในสังคมมุสลิม


1-การกราบไหว้ บูชาเจว็ด รูปปั้น รูปภาพ บุคคล ครูบาอาจารย์ กษัตริย์ เสาหรือธง หรือสิ่งใดๆนอกเหนือจากอัลลอฮฺ รวมถึง คนที่ทำอิบาดะฮฺ เช่น ละหมาด จ่ายซะกาต ถือศีลอด ทำหัจญ์ หรืออิบาดะฮฺใดๆ เพื่อบูชาให้สิ่งอื่นจากอัลลอฮฺ อันนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำชิริก


การเคารพสักการะกุโบรฺหรือหลุมฝังศพ หรือการที่เชื่อว่าคนดีหรือคนศอลิหฺที่เสียชีวิตไปแล้วจะสามารถให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับคนที่มีชีวิตอยู่ได้ อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ ۞وَقَضَىٰ رَبُّكَ أَلَّا تَعۡبُدُوٓاْ إِلَّآ إِيَّاهُ﴾ [الإسراء: ٢٣] 

ความว่า “และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้น” [สูเราะฮฺอัล-อิสรออ์ อายะฮฺที่ 23]


3-การขอพร ขอดุอาอ์จากผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ เช่น จากนบี มลาอิกะฮฺ ญิน ชัยฏอน คนตาย รูปเจว็ด รูปปั้น รูปภาพ หรือสิ่งถูกสร้างที่ประหลาด เช่น วัวสองหัว ควายห้าขา เป็นต้น แม้ว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้วจะเป็นคนดีหรือคนศอลิหฺแค่ไหนหรือแม้แต่เป็นนบีก็ตามก็ถือว่าเป็นชิริกเช่นที่ร้ายแรงเช่นเดียวกัน อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ أَمَّن يُجِيبُ ٱلۡمُضۡطَرَّ إِذَا دَعَاهُ وَيَكۡشِفُ ٱلسُّوٓءَ وَيَجۡعَلُكُمۡ خُلَفَآءَ ٱلۡأَرۡضِۗ أَءِلَٰهٞ مَّعَ ٱللَّهِۚ قَلِيلٗا مَّا تَذَكَّرُونَ ٦٢ ﴾ [النمل: ٦٢] 
ความว่า “หรือผู้ใดเล่าจะตอบรับผู้ร้องทุกข์ เมื่อเขาวิงวอนขอต่อพระองค์ และทรงปลดเปลื้องความชั่วร้ายนั้น และทรงทำให้พวกเจ้า เป็นผู้ปกครองแผ่นดิน จะมีพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮฺอีกหรือ ?  ส่วนน้อยเท่านั้นที่พวกเจ้าจะใคร่ครวญ” [สูเราะฮฺอัน-นัมลฺ อายะฮฺที่ 62]


4-เฏาะวาฟกุโบรฺ ก็ถือเป็นชิริกเช่นกัน จนถึงขั้นที่บางคนจะทำการของผู้ที่ตนเองคิดว่าเป็นคนดีคนศอลิหฺหรือเป็นโต๊ะครูผู้มีความรู้หรือโต๊ะวลี ยืนเคารพกุโบรฺด้วยความคุชูอฺ นอบน้อมต่ำต้อยต่อหน้ากุโบรฺ บางคนเอาใบหน้าไปสัมผัสกับกุโบรฺหรือแม้แต่สุญูดต่อกุโบรฺ โดยอ้างว่าเป็นการแสวงหาบารอกัตแต่ไม่ได้เคารพบูชาแต่อย่างใด บางคนจะลูบเช็ดกุโบรฺ จูบกุโบรฺเสมือนว่าเป็นหินดำที่กะอฺบะฮฺ บางคนจะโกนหัวต่อหน้ากุโบรฺเสมือนว่าไปทำหัจญ์หรืออุมเราะฮฺ จนถึงขั้นที่ได้มีการแต่งหนังสือตำรับตำราในหัวข้อ “การทำหัจญ์ที่กุโบรฺและหลุมฝังศพบรรดาวลี” เพราะพวกเขาเชื่อว่า บรรดาวลีสามารถควบคุมดูแลสิ่งต่างๆในจักรวาล สามารถให้คุณให้โทษได้ทั้งๆที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ وَإِن يَمۡسَسۡكَ ٱللَّهُ بِضُرّٖ فَلَا كَاشِفَ لَهُۥٓ إِلَّا هُوَۖ وَإِن يُرِدۡكَ بِخَيۡرٖ فَلَا رَآدَّ لِفَضۡلِهِۦۚ يُصِيبُ بِهِۦ مَن يَشَآءُ مِنۡ عِبَادِهِۦۚ وَهُوَ ٱلۡغَفُورُ ٱلرَّحِيمُ ١٠٧ ﴾ [يونس: ١٠٧] 
ความว่า “และหากอัลลอฮฺจะทรงให้ทุกข์ภัยประสบแก่เจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ปลดเปลื้องมันได้นอกจากพระองค์ และหากพระองค์ทรงปรารถนาความดีแก่เจ้าแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดกีดกันความโปรดปรานของพระองค์ได้ พระองค์ทรงให้ประสบแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” [สูเราะฮฺยูนุส อายะฮฺที่ 107]

บางคนถึงขั้นที่ขอดุอาอฺต่อกุโบรฺให้หายป่วย ให้ได้ลูก ให้ได้ริซกีทรัพย์สินเงินทอง บางคนจะกล่าวต่อกุโบรฺว่า โอ้ท่าน ฉันจากบ้านมาไกลมาหาท่าน ขอท่านจงอย่าได้ทำให้ฉันผิดหวังเลย ทั้งๆ ที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

﴿ وَمَنۡ أَضَلُّ مِمَّن يَدۡعُواْ مِن دُونِ ٱللَّهِ مَن لَّا يَسۡتَجِيبُ لَهُۥٓ إِلَىٰ يَوۡمِ ٱلۡقِيَٰمَةِ وَهُمۡ عَن دُعَآئِهِمۡ غَٰفِلُونَ ٥ ﴾ [الأحقاف: ٥] 

ความว่า “และใครเล่าจะหลงทางมากไปกว่าผู้ที่วิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺที่มันจะไม่ตอบรับ  (การวิงวอนของ)  เขาจนถึงวันกิยามะฮ์ และพวกมันเฉยเมยต่อการวิงวอนขอของพวกเขา” [สูเราะฮฺอัล-อะหฺกอฟ อายะฮฺที่ 5]

ท่านนบีมุหัมมัดก็ยังได้เตือนมิให้กระทำเหล่านี้เพราะจะทำให้คนๆ นั้นต้องตกนรก 

«مَنْ مَاتَ وَهْوَ يَدْعُو مِنْ دُونِ اللَّهِ نِدًّا دَخَلَ النَّارَ» [البخاري]

“ผู้ใดที่เสียชีวิตในสภาพที่เขาดุอาอฺต่อสิ่งภาคีอื่นนอกจากอัลลฮฺจะตกนรก” [บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ]


4-เฏาะวาฟกุโบรฺ ก็ถือเป็นชิริกเช่นกัน จนถึงขั้นที่บางคนจะทำการของผู้ที่ตนเองคิดว่าเป็นคนดีคนศอลิหฺหรือเป็นโต๊ะครูผู้มีความรู้หรือโต๊ะวลี ยืนเคารพกุโบรฺด้วยความคุชูอฺ นอบน้อมต่ำต้อยต่อหน้ากุโบรฺ บางคนเอาใบหน้าไปสัมผัสกับกุโบรฺหรือแม้แต่สุญูดต่อกุโบรฺ โดยอ้างว่าเป็นการแสวงหาบารอกัตแต่ไม่ได้เคารพบูชาแต่อย่างใด บางคนจะลูบเช็ดกุโบรฺ จูบกุโบรฺเสมือนว่าเป็นหินดำที่กะอฺบะฮฺ บางคนจะโกนหัวต่อหน้ากุโบรฺเสมือนว่าไปทำหัจญ์หรืออุมเราะฮฺ จนถึงขั้นที่ได้มีการแต่งหนังสือตำรับตำราในหัวข้อ “การทำหัจญ์ที่กุโบรฺและหลุมฝังศพบรรดาวลี” เพราะพวกเขาเชื่อว่า บรรดาวลีสามารถควบคุมดูแลสิ่งต่างๆในจักรวาล สามารถให้คุณให้โทษได้ทั้งๆที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ وَإِن يَمۡسَسۡكَ ٱللَّهُ بِضُرّٖ فَلَا كَاشِفَ لَهُۥٓ إِلَّا هُوَۖ وَإِن يُرِدۡكَ بِخَيۡرٖ فَلَا رَآدَّ لِفَضۡلِهِۦۚ يُصِيبُ بِهِۦ مَن يَشَآءُ مِنۡ عِبَادِهِۦۚ وَهُوَ ٱلۡغَفُورُ ٱلرَّحِيمُ ١٠٧ ﴾ [يونس: ١٠٧] 
ความว่า “และหากอัลลอฮฺจะทรงให้ทุกข์ภัยประสบแก่เจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ปลดเปลื้องมันได้นอกจากพระองค์ และหากพระองค์ทรงปรารถนาความดีแก่เจ้าแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดกีดกันความโปรดปรานของพระองค์ได้ พระองค์ทรงให้ประสบแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” [สูเราะฮฺยูนุส อายะฮฺที่ 107]

บางคนถึงขั้นที่ขอดุอาอฺต่อกุโบรฺให้หายป่วย ให้ได้ลูก ให้ได้ริซกีทรัพย์สินเงินทอง บางคนจะกล่าวต่อกุโบรฺว่า โอ้ท่าน ฉันจากบ้านมาไกลมาหาท่าน ขอท่านจงอย่าได้ทำให้ฉันผิดหวังเลย ทั้งๆ ที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

﴿ وَمَنۡ أَضَلُّ مِمَّن يَدۡعُواْ مِن دُونِ ٱللَّهِ مَن لَّا يَسۡتَجِيبُ لَهُۥٓ إِلَىٰ يَوۡمِ ٱلۡقِيَٰمَةِ وَهُمۡ عَن دُعَآئِهِمۡ غَٰفِلُونَ ٥ ﴾ [الأحقاف: ٥] 

ความว่า “และใครเล่าจะหลงทางมากไปกว่าผู้ที่วิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺที่มันจะไม่ตอบรับ  (การวิงวอนของ)  เขาจนถึงวันกิยามะฮ์ และพวกมันเฉยเมยต่อการวิงวอนขอของพวกเขา” [สูเราะฮฺอัล-อะหฺกอฟ อายะฮฺที่ 5]

ท่านนบีมุหัมมัดก็ยังได้เตือนมิให้กระทำเหล่านี้เพราะจะทำให้คนๆ นั้นต้องตกนรก 

«مَنْ مَاتَ وَهْوَ يَدْعُو مِنْ دُونِ اللَّهِ نِدًّا دَخَلَ النَّارَ» [البخاري]

“ผู้ใดที่เสียชีวิตในสภาพที่เขาดุอาอฺต่อสิ่งภาคีอื่นนอกจากอัลลฮฺจะตกนรก” [บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ]



โชคราง



ความเชื่อของมุสลิมคือ ไม่ว่าจะสิ่งดีหรือสิ่งไม่ดีที่มาประสบกับเราล้วนแล้วแต่มาจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้น ซึ่งความเชื่อเกี่ยวกับคำทำนายทายทัก โชคลาง ของขลัง ฮวงจุ้ย ล้วนแล้วแต่เป็นความเชื่อของญาฮิลียะห์ ที่อิสลามได้ยกเลิกและต่อต้านอย่างรุนแรง แต่ก็ยังคงหลงเหลือมาในยุคปัจจุบัน ด้วยกับความอุตสาหะพยายามของชัยฏอนในการเผยแพร่ให้ผู้คนหลงไหล และออกจากจากความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวที่ท่านนบี  ได้นำมาเผยแผ่ให้แก่เรา เพื่อจะดึงผู้คนที่หลงผิดไปอยู่กับพวกมันมากทีสุดในนรกญะฮันนัม



        ดังนั้นชัยฏอนจึงอาศัยหนทางแห่งความเชื่อในการดึงมนุษย์ให้หลงผิดในทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ในสังคมมุสลิมยังหลงงมงายกับความเชื่อโชคลางดังกล่าวอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งใครที่มาเตือนด้วยกับหลักการที่ถูกต้อง ถึงกับต้องตัดขาดกันเลยทีเดียว




ในความจมปลักอยู่กับสิ่งงมงายดังกล่าว ได้มีคนถามผู้รู้เกี่ยวกับปัญหา ท่านเชคตอบคำถามดังกล่าวไว้ว่า



         คำถาม : สำหรับคนที่มีความเชื่อ หรือเชื่อลางร้าย หรือทำนายทายทัก หรือสงสัยว่าจะส่งผลเสียให้เกิดแก่เขา เช่นเจ็บไข้ได้ป่วย หรืออื่นๆ จากบางวัน หรือบางเดือน หรือบางตัวเลข และเวลาต่างๆ หรืออื่นจากนี้ หรือจากการเข้าบ้านนั้นจะเป็นอย่างนั้น สวมเสื้อสีนี้จะเป็นอย่างนี้ อนุญาติหรือไม่ ?



         คำตอบ : ทั้งหมดที่พูดมาไม่อนุญาติทั้งสิ้น ทว่ามันเป็นประเพณีของชาวญาฮิลียะห์ที่งมงาย(ยุคก่อนอิสลามจะมา) เมื่ออิสลามมาเพื่อปฏิเสธและล้มเลิกมัน  แน่นอนว่าหลักฐานมากมายชัดเจนว่าได้ห้ามสิ่่งดังกล่าว เพราะมันคือการตั้งภาคี และมันไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์หรือให้โทษ เพราะไม่มีผู้ที่ให้ หรือไม่ให้ ผู้ให้ประโยชน์ หรือให้โทษ นอกจากอัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น



พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า



"และหากว่าอัลลอฮ์ ทรงให้ความเดือดร้อนอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เจ้า แล้วก็ไม่มีผู้ใดจะเปลื้องมันได้ นอกจากพระองค์เท่านั้น

และหากพระองค์ทรงให้ความดีอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เจ้า แท้จริงพระองค์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง"



ในฮะดิษ อิบนิ อับบาส ร่อฏิยัลลอฮุอันฮู่มา แท้จริง ท่านนบี  กล่าวว่า

         "หากประชาชาตินี้รวมตัวกันในการที่จะให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าด้วยสิ่งใด พวกเขาก็ไม่ให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าได้ เว้นเสียแต่ว่า อัลลอฮ์ได้บันทึกสิ่งนั้นไว้ให้แก่เจ้าแล้ว และหากประชาชาตินี้รวมตัวกันในการที่จะให้เกิดโทษแก่เจ้าด้วยกับสิ่งใด พวกเขาก็ไม่อาจให้เกิดโทษแก่เจ้าได้ เว้นแต่อัลลอฮ์จะบันทึกสิ่งนั้นไว้ให้แก่เจ้าแล้ว ปากกาถูกยกแล้ว และน้ำหมึดก็แห้งแล้ว"


จากอบีฮุร็อยเราะห์ แท้จริงท่านนบี  กล่าวว่า

"ไม่มีโรคระบาด ไม่มีลางร้าย ไม่มีนกฮูก และไม่มีเดือนซอฟัร"


ในบางรายงาน "และไม่มีดวงดาว (เชื่อดวงดาว) และไม่มีภูติผีปีศาจ"

(บันทึกโดยบุครีย์และมุสลิม)



        ท่านนบี  ได้ห้ามการเชื่อลางร้าย และได้กล่าวไว้ในฮะดิษ และบอกว่าแท้จริงแล้วมันไม่มีจริงและไม่มีผลร้ายใดๆ ทว่ามันคือความเข้าใจผิดและจินตนาการที่เลวร้ายเท่านั้น และคำกล่าวของท่านนบี  ที่ว่า "และไม่มีเดือนซอฟัร" ท่านนบี  ได้ห้ามในสิ่งที่บรรดาชนในยุคญาฮิลียะห์ได้เชื่อว่าจะเกิดลางร้ายขึ้นในเดือนซอฟัร(เดือนที่สองในปฏิทินอิสลาม) พวกเขากล่าวกันว่ามันคือ"เดือนแห่งความโชคร้าย" และท่านนบี  ก็ได้ห้ามสิ่งดังกล่าวและยกเลิกมัน



       และท่านก็ได้กล่าวว่า เดือนซอฟัร เหมือนเดือนอื่นๆจากเดือนทั้งหลาย ไม่มีผลใดๆในการได้รับความดีหรือผลักไสความชั่ว  เช่นเดียวกันกับวัน เดือน ปีทั้งหลายก็ไม่แตกต่าง ซึ่งปรากฏว่าชาวญาฮิลียะห์นั้นเชื่อลางร้ายในวันพุธ เชื่อว่าจะเกิดลางร้ายเกี่ยวกับการแต่งงานในเดือนเชาวาล(เดือนที่สิบ)แบบเจาะจง


จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ กล่าวว่า

ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์  ได้ทำการแต่งงานกับฉันในเดือนเชาวาลและร่วมหอกับฉันในเดือนเชาวาล


ดังนั้น ณ ท่านนบี  แล้วจะมีภริยาของท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์คนใดเล่าจะโชคดีไปกว่าฉัน


อุรวะฮ์กล่าวว่า ท่านหญิงอาอิชะฮ์ชอบที่จะให้บรรดาสตรีของนางเข้า(เรือนหอ)ในเดือนเชาวาล"

รายงานโดยมุสลิม (2551)


        และนี่ก็เหมือนกันกับ ลางร้ายของพวกรอฟิเฎาะ ที่เรียกว่า อัลอะชะเราะห์ และความโกรธเกลียดของพวกเขาต่อวันนี้ และการเป็นศัตรูต่อพวกเขา คือ สิบคนที่ได้รับข่าวดีว่าเป็นชาวสวรรค์จากซอฮาบะห์ของท่านนบี  นี่คือความโง่และสติปัญญาที่เบาบางของพวกเขา และคำพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ท่าน อิบนุตัยมียะห์ได้เขียนไว้มากมายในหนังสือของท่าน (อัลมินฮาจ) ในการตอบโต้พวกรอฟิเฎาะห์


        เช่นเดียวกันกับบรรดาผู้ที่เชื่อในเรื่องดวงดาว เอามาอนุมานเข้ากับวันเวลา และรู้สึกว่าจะได้รับลางร้าย และเวลานั้นดี เวลานี้ไม่ดี ข้อตัดสินดังกล่าวในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับดวงดาวนั้นไม่ได้ถูกปิดบังเลยแม้แต่น้อยจากหลักการของอิสลามว่าเป็นเรื่องที่ต้องห้าม และมันคือสิ่งหนึ่งจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ และคำพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมากมาย ทุกเรื่องราวที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมของชาวญาฮิลียะห์ ซึ่งบทบัญญัติอิสลามได้ปฏิเสธและยกเลิกมันโดยสิ้นเชิง


        ท่านอิบนุก็อยยิม ร่อฮิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า โชคลาง คือ ลางร้ายที่มาจากการมองเห็น หรือได้ยิน ดังนั้นเมื่อมนุษย์ถูกใช้งาน และเขาก็กลับมาจากการเดินทาง (ไปๆมาๆด้วยกับการเชื่อโชคลาง) หรือ ปฏิเสธที่จะทำมันอันเนื่องจากลางร้าย แน่นอนว่าเขาติดกับดักของการตั้งภาคีแล้ว ทว่าเขานั้นได้พึ่งพิงและเขาได้ถอนตัวออกจากการมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา และเปิดประสู่ความหวาดกลัว และผูกพันกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ และลางร้ายจากสิ่งที่เขาเห็น หรือ ได้ยิน ตัดขาดออกจากจุดยืนที่ว่า


{إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ} فاتحة 6

"เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ"

{فَاعْبُدْهُ وَتَوَكَّلْ عَلَيْهِ} هود 123

"ดังนั้นจงภักดีต่อพระองค์ และมอบหมายต่อพระองค์"

، {عَلَيْهِ تَوَكَّلْتُ وَإِلَيْهِ أُنِيبُ} هود 88

"แด่พระองค์ฉันขอมอบหมายและยังพระองค์เท่านั้นฉันกลับไปหา"


        หัวใจของเขาก็กลายเป็นว่าถูกแขวนไว้กับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ ทั้งด้านเคารพภักดี และการมอบหมาย และก็จะมาทำลายหัวใจและความศรัทธา และเขายังคงมุ่งเป้าหมายไปสู่ลางร้าย และเขับเคลื่อนไปทุกทิศทางที่ชัยฏอนก็มีอำนาจเหนือเขา มันเป็นผู้ที่ทำลายศาสนาและดุนยา กี่มากน้อยแล้วที่ได้รับความวิบัติด้วยสาเหตุดังกล่าว และขาดทุนทั้งดุนยาและอาคิเราะห์ และหลักฐานห้ามจากโชคลางและลางร้ายเป็นที่รู้จักกันดีและมีอย่างมากมาย



       จากคำฟัตวาจากท่านเชคก็ได้ชี้ชัดแล้วว่า การเชื่อเรื่องโชคลางเป็นหนึ่งจากการตั้งภาคีที่นับว่าเป็นบาปที่พระองค์อัลลอฮ์จะไม่อภัยโทษให้แก่เขาเป็นอันขาด ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า


"แท้จริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้มีภาคี ขึ้นแก่พระองค์ และพระองค์ทรงอภัยให้แก่สิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์

และผู้ใดให้มีภาคีขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอนเขาก็ได้อุปโลกน์บาปกรรมอันใหญ่หลวงขึ้น"

(นิสาอ์ 48)




       และถ้าหากเราจะศึกษาจริงๆ เราก็จะพบว่า การเชื่อโชคลางนั้นเป็นหลักคำสอนของศาสนาอื่น ที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลามอย่างแน่นอน





วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

การละหมาดคุซูฟ​(จันทรุปราคา)



- เป็นซุนนะฮ์มุอั๊กกะดะฮ์​ (ท่านนบีเน้นให้กระทำ)

- ซุนนะฮ์​ให้ทำการละหมาดแบบญะมาอะฮ์

- ให้ประกาศขณะจะละหมาดว่า​   اَلصَّلاَةُ جَامِعَةً

“อัซซอลาตุญามิอะฮ์” " ละหมาดรวมกัน"

- ให้ละหมาดเหมือนละหมาดซุนนะฮ์ร่อวาติ๊บทั่วๆไป

แต่มีการเพิ่มการรุกัวะ 1 ครั้ง ในแต่ละร๊อกอัต

#วิธีการละหมาด:

1. เหนียต
2. ยืนตรงหันหน้าเข้าหากิ๊บละฮฺ
3. ตักบี๊ร
4. อ่านดุอาอ์อิสติฟต๊าห์​ กล่าวอะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนิรร่อญีม​ บิซมิลลาฮิรเราะห์มานิรร่อฮีม
5.อ่านอัลฟาติฮะฮ์​ ต่อด้วยซูเราะฮ์ยาวๆ
6. รุกัวะ
7. ยืนตรง กล่าวสะมิอั้ลลอฮุลิมันฮะมิดะฮ์ ร็อบบะนา​ ละกั้ลฮัมดุ
8. อ่านอัลฟาติฮะฮ์ต่อด้วยซูเราะฮ์​(ยาวน้อยกว่าครั้งแรก)​
9. รุกัวะ
10. ยืนตรง กล่าวสะมิอั้ลลอฮุลิมันฮะมิดะฮ์​ ร็อบบะนา​ ละกั้ลฮัมดุ
11. สุญูด
12.​ นั่งระหว่างสุญูด
13.​ สุญูด​
(ให้การอ่านซูเราะห์  การรุกัวะและการสุญูด ในครั้งที่ 2 นั้นนานน้อยกว่าครั้งแรก)​ เป็นอันเสร็จร๊อกอะฮ์ที่หนึ่ง
14.ทำเช่นขั้นตอนที่​ 2-13 อีกครั้ง นับเป็นร็อกอะฮ์ที่สอง
15. นั่งตะซะฮุด
16. อ่านอัตตะฮียาต ซอละวาตท่านนบี
17. ให้สลาม
18. คุฏบะฮ์โดยอิหม่าม ( เมื่อละหมาดเสร็จแล้ว)

#ชอบให้รำลึกถึงอัลลอฮ์_ขออภัยโทษต่อพระองค์

#และดุอาอ์ให้มากๆ

วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

พึงสอนเตาฮีดแก่บรรดาลูกหลานของพวกท่า



📍พึงสอนเตาฮีดแก่บรรดาลูกหลานของพวกท่าน ด้วยกับการเน้นย้ำ คำถามต่าง ๆ ดังต่อไปนี้...

1 คำถาม : จากที่ไหนที่พวกเรายึดมั่น ในหลักความเชื่อของพวกเรา?
คำตอบ : จากอัล-กุรอ่าน และอัซ-ซุนนะฮฺ

2 คำถาม : อัลลอฮฺอยู่ที่ไหน?
คำตอบ : อัลลอฮฺทรงอยู่บนฟ้าเหนือบัลลังก์

3 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่าน ว่าแท้จริงอัลลอฮฺอยู่เหนือบัลลังก์?
คำตอบ : الرحمن على العرش استوى (อัรรอฮมานุอะลั้ลอัรชิสตะวา) "ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์" (ฏอฮา : 5)

4 คำถาม : อะไรคือความหมายของคำว่า อิสตะวา ?
คำตอบ : สูงส่ง และอยู่สูงที่สุด

5 คำถาม : ทำไมอัลลอฮฺถึงต้องสร้างญินและมนุษย์ ?
คำตอบ : เพื่อให้เคารพอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ โดยต้องไม่มีภาคีชิริกต่ออัลลอฮฺ

6: คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านว่าอัลลอฮฺสร้างญินและมนุษย์มาเพื่อเคารพอิบาดะฮฺต่อพระองค์?
คำตอบ : وما خلقت الجن والإنس إلاليعبدون วะมาค่อลักตุ้ลญินนิวัลอินส อิลลาลิยะอฺบุดูน (และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์มาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อให้เคารพภักดีต่อข้า) (อัซซาริยาต : 56)

7 คำถาม : อะไรคือความหมายของคำว่า يعبدون ยะอฺบุดูน(พวกเขาเคารพสักการะ) ?
คำตอบ: คือ ยุวะฮฺฮิดูน(พวกเขาจะอิบาดะฮฺแด่อัลลอฮฺองค์เดียว)

8 คำถาม : อะไรคือความหมายของ ลาอิลาฮะอิ้ลลั้ลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ)?
คำตอบ :  ไม่มีผู้ถูกเคารพกราบไหว้วอนขออย่างแท้จริง นอกจากอัลลอฮฺ

9 คำถาม : อะไรคือสิ่งที่ใหญ่ที่สุดของการอิบาดะฮฺ ?
คำตอบ : อัตเตาฮีด การให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ

10 คำถาม : อะไรคือสิ่งที่ใหญ่ที่สุดของความชั่วช้า ?
คำตอบ : ชิริก การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ

11 คำถาม : อะไรคือ เตาฮีด ?
คำตอบ : ทำให้อัลลอฮฺเป็นหนึ่งเดียวในการอิบาดะฮฺ (เคารพสักการะ)

12 คำถาม : อะไรคือชิริก (การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ)
คำตอบ : การเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮฺ ร่วมกับอัลลอฮฺ

13 ประเภทของ เตาฮีดมีเท่าไหร่?
คำตอบ : มีสามประเภท

14 คำถาม : อะไรคือประเภทของเตาฮีด?
คำตอบ : 1- เตาฮีด อัรรุบูบียะฮฺ 2- เตาฮีด อัลอุลูฮียะฮฺ 3- เตาฮีด อัลอัสมาอฺ วัสสิฟาต

15 คำถาม : อะไรคือคำนิยามของเตาฮีด อัรรุบูบียะฮฺ?
คำตอบ : การให้อัลลอฮฺเป็นหนึ่งเดียวในการกระทำของพระองค์ เช่นในเรื่องของ การสร้าง(ดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ และสิ่งมหัศจรรย์อื่นๆ)และในการให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเรา

16 คำถาม : อะไรคือคำนิยามของเตาฮีด อัลอุลูฮียะฮฺ ?
คำตอบ : การทำให้อัลลอฮฺเป็นหนึ่งเดียวในการอิบาดะฮฺเคารพสักการะ

17 คำถาม : อัลลอฮฺมีพระนามและคุณลักษณะใช่หรือไม่?
คำตอบ : ใช่

18 คำถาม : จากที่ไหนที่พวกเรายึดถือว่าอัลลอฮฺมีพระนามและคุณลักษณะ?
คำตอบ : จากอัลกุรอ่านและซุนนะฮฺ

19 คำถาม : สามารถเปรียบเทียบคุณลักษณะของอัลลอฮฺ กับคุณลักษณะของเราได้ไหม?
คำตอบ : ไม่ได้

20 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านเกี่ยวกับคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ว่าห้ามนำมาเปรียบกับคุณลักษณะของเรา?
คำตอบ : ليس كمثله شيء وهو السميع البصير ลัยสะกะมิสลิฮี ชัยอุน วะฮุวัสสะมีอุ้ลบะสีร (ไม่มีสิ่งใดเสมือนเหมือนพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น) (อัชชูรอ : 11)

21 คำถาม : อัลกุรอ่านคือคำพูดของใคร ?
คำตอบ : คือคำพูดของอัลลอฮฺ

22 คำถาม : อัลกุรอ่านเป็นสิ่งที่ถูกประทาน หรือสิ่งถูกสร้าง ?
คำตอบ : คือสิ่งที่ถูกประทาน และเป็นคำพูดของอัลลอฮฺที่แท้จริงด้วยตัวอักษร และเสียง

23 คำถาม : อะไรคือการฟื้นคืนชีพ
คำตอบ : การมีชีวิตของมนุษย์หลังจากการตายไปแล้วของพวกเขา

24 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านว่า พวกปฏิเสธศรัทธาได้ปฏิเสธการฟื้นคืนชีพ?
คำตอบ : زعم الذين كفروا أن لن يبعثوا ซะอะมัลละซีนะ กะฟะรู อัลลันยุบอะซู (พวกปฏิเสธกล่าวอ้างว่าพวกเขาจะไม่ถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง) (อัตตะฆอบุน : 7)

25 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านว่าอัลลอฮฺจะทรงฟื้นคืนชีพพวกเรา?
คำตอบ : قل بلى وربي لتبعثن  กุลบะลา วะร็อบบี ละตุบอาซุนนะ (จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด หาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอสาบานต่อพระเจ้าของข้าพระองค์ พวกท่านจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน) (อัตตะฆอบุน : 7)

26 คำถาม : รุก่นต่างๆของอิสลามมีเท่าไหร่?
คำตอบ : มี 5 ข้อ

27 คำถาม : รุก่นต่างๆของอีหม่านมีเท่าไหร่?
คำตอบ : มี 6 ข้อ

28 คำถาม : รุก่นต่างๆของ อัลอิฮฺซาน มีเท่าไหร่ (และอัลอิฮฺซานคืออะไร -เพิ่มเติม)?
คำตอบ : มีข้อเดียว (อัลอิฮฺซาน คือ การทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ เสมือนว่าเราเห็นพระองค์ และถึงแม้เราจะไม่เห็นพระองค์แต่พระองค์ทรงเห็นเรา - ผู้แปลทำการเพิ่มเติม)

29 คำถาม : อะไรคือนิยามของคำว่าอิสลาม ?
คำตอบ : การถวายใจแด่อัลลอฮฺด้วยการให้เอกภาพต่อพระองค์และยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ด้วยการภักดี และให้หลุดพ้นจากชิริก การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ

30 คำถาม : อะไรคือคำนิยามของอีหม่าน?
คำตอบ : คือกาที่ท่านต้องศรัทธาต่ออัลลอฮฺและบรรดามะลาอิกะฮฺ และบรรดาคัมภีร์ และศรัทธาต่อวันสุดท้าย และการกำหนดสภาวะการณ์ทั้งคงามดีและความชั่ว ด้วยอัลลอฮฺ
และอีหม่านคือการเชื่อมั่นด้วยกับหัวใจ และคำพูดด้วยกับลิ้น และการกระทำด้วยร่างกาย อีหม่านจะเพิ่มพูนด้วยการการภักดี และจะลดซึ่งการฝ่าฝืนอัลลอฮฺ

31 คำถาม : เราเชือดสัตว์พลี และสุหยูดเพื่อใคร?
คำตอบ : อัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น โดยไม่มีชิริกต่อพระองค์

32 คำถาม : อนุญาตหรือไม่ ที่จะเชือดสัตว์พลี และสุหยูดให้กับผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ?
คำตอบ : ไม่

33 คำถาม : อะไรคือข้อตัดสินเกี่ยวกับคนที่เชือดสัตว์พลีและสุหยูดให้กับผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ?
คำตอบ : ชิริกใหญ่

><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><

🔻แปลจากเพจ :
قناة سوكنة السلفية