อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กฎเกณฑ์ของการอ้างหลักฐานด้วยกับกุรอานและซุนนะห์






กฎเกณฑ์ของการอ้างหลักฐานด้วยกับกุรอานและซุนนะห์ จากกฎต่างๆที่ซึ่งนักวิชาการได้วางเอาไว้ มีดังต่อไปนี้


กฎที่หนึ่ง : ยอมจำนนโดยสิ้นเชิงต่อดำรัสของอัลลอฮ์และวจนะของท่านร่อซูล


ดังที่อัลลอฮ์ตะอาลา ตรัสไว้ความว่า

“ไม่บังควรแก่ผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง เมื่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ได้กำหนดกิจการใดแล้ว

สำหรับพวกเขาไม่มีทางเลือกในเรื่องของพวกเขา”


[سورة الأحزاب : الآية 36]


          ดังนั้นการยอมจำนนต่อคำสั่งใด คำสั่งหนึ่งของอัลลอฮ์ และร่อซูล  จึงถึอว่าเป็นสิ่งจำเป็น ไม่อนุญาตให้มนุษย์คนใดจะมีอิสระในการเลือกว่าจะทำ หรือไม่ทำ


“ผู้ใดเชื่อฟังร่อซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮฺแล้ว”

[سورة النساء : الآية 80]


“และสิ่งใดที่ร่อซูลนำมาให้แก่พวกท่าน พวกท่านก็จงยึดมันไว้”

[سورة الحشر : الآية 7]


“ดังนั้นบรรดาผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเขา (มุฮัมมัด) จงระวังตัวเถิดว่า เคราะห์กรรมจะเกิดขึ้นแก่พวกเขา

หรือว่าการลงโทษอันเจ็บปวดจะเกิดขึ้นแก่พวกเขาเช่นกัน”

[سورة النور : الآية 63]


เช่นนี้แหละท่านอิหม่ามอะหมัด ได้กล่าวไว้ว่า ท่านรู้หรือไม่ว่าอะไรคือฟิตนะห์ ?


ฟิตนะห์ ก็คือ การตั้งภาคี



วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อย่าสร้างอุตริในศาสนา และการหลงผิด





จากหนังสือ "ริยาฎอัซซอลิฮีน" (สวรรค์ของกัลยาณชน) บทที่ 18 ของอีหม่าม อันนะวะวี

อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงกล่าวว่า
: فَسَقُوا أَنَّهُمْ لَا يُؤْمِنُونَ
ความว่า : “หลังจากสัจธรรมแล้ว อะไรเล่าที่ยังคงเหลืออยู่นอกจากความเท็จ”
(อัลกุรอาน ซูเราะฮ์ยูนุส 10 : 32)

مَّا فَرَّطْنَا فِي الْكِتَابِ مِن شَيْءٍ
“เรามิได้ละเลยสิ่งใดไว้ในคัมภีร์แห่งคำบัญชาของเรา”
(อัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัล-อันอาม  6 : 38)

فَإِن تَنَازَعْتُمْ فِي شَيْءٍ فَرُدُّوهُ إِلَى اللَّهِ وَالرَّسُولِ
“ดังนั้น หากสูเจ้าโต้แย้งกันในสิ่งใด จงอ้างมันกลับไปยังอัลลอฮ์ และรสูล”
(อัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัน-นิสา  4 : 59)

وَأَنَّ هَٰذَا صِرَاطِي مُسْتَقِيمًا فَاتَّبِعُوهُ وَلَا تَتَّبِعُوا السُّبُلَ فَتَفَرَّقَ بِكُمْ عَن سَبِيلِهِ
“และแท้จริงนี้คือทางของข้าอันเที่ยงตรงพวกเจ้าจงปฏิบัติตามมันเถิด และอย่าปฏิบัติตามหลาย ๆ ทาง เพราะมันจะทำให้พวกเจ้าแยกออกไปจากทางของพระองค์”
(อัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัล-อันอาม  6 : 153)

قُلْ إِن كُنتُمْ تُحِبُّونَ اللَّهَ فَاتَّبِعُونِي يُحْبِبْكُمُ اللَّهُ وَيَغْفِرْ لَكُمْ ذُنُوبَكُمْ وَاللَّهُ غَفُورٌ رَّحِيمٌ
“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮ์ ก็จงปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮ์ก็จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงอภัยให้แก่พวกท่านซึ่งโทษทั้งหลายของพวกท่าน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ”
(อัลกุรอาน ซูเราะฮ์อาน-อิมรอน  3 : 31)

ท่านหญิงอาอิชะห์ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮา) รายงานว่า
ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
مَنْ عَمِلَ عَمَلاً لَيْسَ عَليْهِ أمْرُنَا فَهُوَ رَدٌّ
“ผู้ใดกระทำสิ่งใดโดยสิ่งนั้นไม่ใช่งานของเรามันเป็นโมฆะ”
(บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ฮะดีษเลขที่ 3243)

النَّهْيُ عَنِ الابْتِدَاعِ فِيْ الدِّيْنِ

عَنْ اُمِّ المُؤْمِنِيْنَ اُمِّ عَبْدِ اللهِ عَائِشَةَ رَضِيَ اللهُ عَنْهَا قَالَتْ : قَالَ رَسُوْلُ اللهِ ﷺ :" مَنْ أَحْدَثَ فِيْ أَمْرِنَا هَذَا مَا لَيْسَ مِنْهُ فَهُوَ رَدٌّ " رَوَاهُ البُخَارِيُّ وَمُسْلِمٌ.وَفِيْ رِوَايَةٍ لِمُسْلِمٍ : " مَنْ عَمِلَ عَمَلاً لَيْسَ عَلَيْهِ أَمْرُنَا فَهُوَرَدٌّ " .

ความว่า: จากมารดาของศรัทธาชนทั้งหลาย อุมมุ อับดิลลาฮฺ นั่นคือท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮา เล่าว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ﷺ กล่าวว่า “ใครก็ตามที่อุตริในกิจการศาสนาของเรานี้ ซึ่งสิ่งที่เราไม่ได้สั่งใช้ ดังนั้นสิ่งที่อุตริขึ้นมานั้นย่อมถูกปฏิเสธ (และจะถูกประณาม)” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

และในการบันทึกของมุสลิมมีสำนวนว่า: “ใครก็ตามที่ปฏิบัติกิจการใดกิจการหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้สั่งใช้ ดังนั้นกิจการนั้นจะถูกปฏิเสธ” (กล่าวคือ คนผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบ หรือสิ่งอุตรินั้นจะถูกประณาม)


ญาบิรฺ เล่าว่า
เมื่อท่านรสูลุลลอฮ์ ﷺ   ได้กล่าวปราศรัยกับเรา ตาของท่านจะแดง น้ำเสียงจะดัง และท่านมีลักษณะคล้ายกับรู้สึกตื่นเต้น ราวกับว่าท่านกำลังเตือนเราถึงกองทัพศัตรูที่กำลังมุ่งหน้ามายังพวกเรา ท่านกล่าวว่า “ศัตรูของพวกท่านจะโจมตีในตอนเช้าหรือศัตรูจะบุกเข้ามายังพวกท่านในตอนเย็น”
นอกจากนี้ท่านกล่าวว่า “การมาของฉันและการเกิดขึ้นของวันแห่งการพิพากษานั้นอยู่คู่เหมือนกับนิ้วทั้งสองของฉัน (แล้วท่านก็ยกนิ้วชี้กับนิ้วกลางที่ไขว้กันให้ดู)”
ท่านกล่าวต่อไปอีกว่า
"คำพูดที่ดีที่สุดก็คือคำภีร์ของอัลลอฮ์
และทางนำที่ดีที่สุด ก็คือทางนำที่มุหัมหมัดได้แสดงไว้
การกระทำที่เลวที่สุด ก็คือการนำเอาสิ่งแปลกใหม่เข้ามาในความศรัทธาของอิสลาม
และสิ่งอุตริทุกอย่างก็เท่ากับการออกนอกศาสนา"
(หะดิษบันทึกโดยมุสลิม)






หะดิษว่าด้วยการขอดุอาอ์พร้อมยกมือหลังละหมาดฟัรฎู





ที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการรายงานหะดิษเกี่ยวกับยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดยี่สิบกว่าคนจากเศาะหาบะฮ์นั้น ถ้าเป็นจริง ก็คงไม่มีความขัดแย้งกันในเรื่องนี้ของนักวิชาการหรอกครับ

 
แท้จริงหะดิษที่กล่าวถึงเป็นเพียงการยกมือขอดุอาอ์โดยทั่วๆไปไม่ได้เจาะจงเฉพาะหลังละหมาดฟัรฎู หากเป็นการยกมือเป็นการเฉพาะวาระ ก็เป็นกรณีอื่นๆ เช่น กรณีช่วงในพิธีกรรมฮัจญ์ กล่าวคือ (1) ภูเขาเศาะฟา (2) ภูเขามัรฺวะฮฺ (3) ทุ่งอะเราะฟะฮฺ (4) มุซดะลิฟะฮ์ (5) เสาหินต้นแรก และ(6) เสาหินต้นที่สอง และอื่นๆจากการประกอบพิธีหัจญ์ก็คือ การยกมือขอฝน และการยกมือขอดุอาอ์กุนูต และในวาระอื่นๆ

(จากหนังสือ “ตัศฮีหุด ดุอาอฺ” หน้าที่ 115)


เช่น หะดิษที่รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮ์ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) ความว่า

“ท่านรสูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้มุ่งหน้าเข้านครมักกะฮ์ (เมื่อเข้ามักกะฮฺ) ท่านรสูลจึงมุ่งไปยังหินดำ และท่านก็ได้สัมผัสหินดำ จากนั้นท่านก็เฏาะวาฟ (เจ็ดรอบ เมื่อเสร็จจากเฏาะวาฟท่านจึงละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังมะกอมอิบรอฮีม) ท่านรสูลจึงมาที่ภูเขาเศาะฟาแล้วขึ้นไปยังภูเขา โดยมองไปยังบัยตุลลอฮ์พร้อมกับยกมือทั้งสองรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮ์ในสิ่งที่ท่านรสูลต้องการจะรำลึกและขอดุอาอฺยังพระองค์”

(บันทึกหะดิษโดยอีหม่ามอบูดาวูด ที่ 1869 อีหม่ามอะหฺมัด เลขที่ 10565 และอีหม่ามบัยหะกีย์ เลขที่ 18782)

 

สำหรับหะดิษที่กล่าวถึงการยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู ก็ปรากฏที่จะยกขึ้นต่อไปนี้

(1)

จากท่านอนัส บุตรของมาลิก อ้างถึงท่านรสูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า

“บ่าวคนใดก็ตามที่ยื่นมือทั้งสองของเขาทุกๆ หลังละหมาดพร้อมกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ พระเจ้าของฉัน...”

(บันทึกโดยอิบนุ สุนนีย์ จากหนังสือ “อะมะลุลเยามิ วัลลัยละติ” เลขที่ 138)

สายสืบหะดิษข้างต้นล้วนมาจากบรรดาผู้ถูกละทิ้ง บรรดาผู้เฎาะอิฟ และบรรดาผู้ซึ่งไม่ถูกรู้จัก

(2)

จากท่านอับดุลลอฮ์ บุตรของซุบัยร์ เล่าว่า

“แท้จริง เขาเห็นชายผู้หนึ่งยกมือทั้งสองของเขา เพื่อขอดุอาอฺก่อนละหมาดเสร็จ ดังนั้นเมื่อเขาละหมาดเสร็จ เขากล่าวแก่ชายผู้นั้นว่า แท้จริงท่านรสูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จะไม่ยกมือทั้งสองของท่าน ยกเว้น หลังละหมาดเสร็จแล้วเท่านั้น” (บันทึกโดยอัฏฏ็อบรอนีย์ ในหนังสือ “อัลมุอฺญะมุล กุบรอ” เล่ม 13 หน้า 129)

ท่านหัยษะมีย์ กล่าวในหนังสือ “มัญมุอุล ซุวาอิด” เล่ม 10 หน้า 169 ไว้ว่า นักรายงานหะดิษข้างต้นถือว่าเชื่อถือได้ แต่ทว่ามีการรายงานที่ขาดตอนระหว่างท่านมุหัมมัด บุตรของอบู ยะหฺยา อัลอัสละมีย์ กับท่านอับดุลลอฮ์ บุตรของอัซซุบัยร์ อีกทั้งนักรายงานที่ชื่ออิบนุ อบู ยะหฺยา ยังเป็นบุคคลที่ไม่ถูกรู้จัก ฉะนั้นถือว่าหะดิษข้างต้นขาดตอน (มุงเกาะฏิอฺ) และฎออีฟ

 

ส่วนหะดิษจากท่านยะซีด บุตรของอัลอัสวัด อัลอามิรีย์ เล่าว่า

“ฉันละหมาดศุบฮฺร่วมกับท่านรสูลุลลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เมื่อท่านให้สลามท่านก็หันหน้ามา (ยังพวกเรา)”

(บันทึกโดยอีหม่ามอะหฺมัด เล่ม 4 หน้า 160-161, อีหม่ามอบูดาวูด เล่ม 1 หน้า 236, อีหม่ามติริมิซีย์ เล่ม 1 หน้า 140 และท่านอิบนุ อบีย์ ชัยบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 306 และเล่ม 14 หน้า 186)


หะดิษข้างต้นไม่ได้บ่งชี้แต่อย่างใดว่าท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู


ส่วนกรณีท่านมุหัมมัด บุตรของอับดุรฺเราะหฺมาน เขียนในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า “ซุนนะฮฺในการยกมือทั้งสองขณะดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู โดยอ้างหะดิษที่บันทึกโดยอิบนุ อบีชัยบะฮ์ ดังสำนวนที่ว่า

“ฉันละหมาดศุบฮฺร่วมกับท่านรสูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เมื่อท่านให้สลาม ท่านก็หันหน้ามา (ยังพวกเรา) และยกมือทั้งสองเพื่อขอดุอาอ์”

สำนวนที่กล่าวว่า “และยกมือทั้งสองเพื่อขอดุอาอ์” ไม่พบในตัวบทของท่านอิบนุ อบี ชัยบะฮ์ (ดูหะดิษของท่านอิบนุ อบี ชัยบะฮ์ หะดิษที่ 3093) หรือในตัวบทของผู้อื่น ไม่ทราบว่าท่านมุหัมมัดบุตรของอับดุรฺเราะหฺมานนำมาเพิ่มในหนังสือของเขาได้อย่างไร” (หนังสือ “ตัศฮีหุด ดุอาอ์” หน้า 440-441)

หะดิษที่กล่าวเฉพาะเจาะจงให้ยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู มีอยู่เพียงเท่านี้ และเป็นหะดิษที่ไม่เศาะเฮียะฮ์

ดังนั้นหลักฐานที่กล่าวข้างต้น ล้วนแต่เป็นหะดิษที่ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงให้บรรดาผู้ละหมาดเสร็จแล้วยกมือขอดุอาอ์ อีกทั้งไม่พบหลักฐาแม้เพียงหะดิษเดียวที่อ้างว่าท่านรสูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)ยกมือขอดุอาอ์หรือสั่งใหยกมือขอดุอาอ์ หรือยอมรับการยกมือขอดุอาอฺหลังละหมาดฟัรฎูของบุคคลอื่น

เชคอับดุลอะซีซ บุตรของอับดุลลอฮ์ บุตรของบาซ กล่าวว่า

“ไม่พบ(ตัวบทหลักฐาน) ที่ถูกต้องจากท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่าด้วยการยกมือในการขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู และไม่พบ (ตัวบทหลักฐาน) ที่ถูกต้องจากบรรดาเศาะหาบะฮฺ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม) เช่นกันในสิ่งที่รับรู้มา...”

(หนังสือ อัลบิดอุวัลมุหฺดะษาต หน้า 499-500)

 

ส่วนหะดิษต่อไปนี้  ก็ระบุเพียงให้ขอดุอาอ์หลังละหมาด ไม่ได้ระบุให้ยกมือพร้อมขอดุอาอ์หลังละหมาดด้วย

ท่านอบูอุมามะฮ์ เล่าว่า

มีผู้กล่าวถามรสูลว่า “โอ้ท่านรสูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ดุอาอ์ใดที่รับฟังยิ่งกว่า ? ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)กล่าวตอบว่า : ดุอาอ์ในช่วงสุดท้ายของกลางคืน และในช่วงหลังละหมาดฟัรฎู” (บันทึกโดยติรฺมีซีย์ หะดิษที่ 3421 สถานะหะดิษหะซัน)

 

รายงานจากท่านมุอาซ บุตรของญะบัล เล่าว่า

แท้จริง ท่านรสูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้จับมือเขาพลางกล่าวว่า “โอ้มุอาซ ฉันขอสาบานต่อพระองค์อัลลอฮ์ว่า แท้จริง ฉันรักท่าน และท่านรูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวต่อว่า โอ้มุอาซ ฉันขอสั่งเสียท่านว่า ท่านอย่าละทิ้งการกล่าวดุอาอฺทุกๆ เวลาหลังละหมาดว่า...” (บันทึกโดยอบูดาวูด,นะสาอีย์ ที่ 1286 และอะหฺมัด ที่ 21109)


ทั้งสองหะดิษดังกล่าวไม่ได้กล่าวอ้างหรือสนับสนุนให้มีการยกมือขณะขอดุอาอฺหลังละหมาด


สรุป
 1) การขอดุอาอ์พร้อมยกมือโดยทั่วไป และวาระอื่นๆ เช่น ขณะขอดุอาอ์ขอฝน หรือขอดุอาอ์กุนูต มีหลักฐานรองรับ  และเป็นซุนนะฮฺ

2) การขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู มีหลักฐาน และเป็นซุนนะฮ์

3) การยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู ที่ระเจาะจง มีหะดิษที่ไม่เศาะเฮียะฮ์  นักวิชาการจึงมีความขัดแย้งกันในเรื่องนี้  นักวิชาการบางท่านว่าไม่ต้องยกมือขณะขอดุอาอ์ บางท่านว่าอนุโลมให้ยกได้ แต่ไม่ต้องปฏิบัติเป็นประจำ และนักวิชาการบางท่านว่าสนับสนุนให้ยก โดยอาศัยหลักฐานการยกมือขอดุอาอ์โดยทั่วไปครับ 

ท่านมุบาร็อก ปูรีย์ยังได้อ้างหลักฐานจาก หะดีษที่ถูกต้อง (เศาะเหี๊ยะฮ์) หลายบท ที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เคยกล่าวถึงเรื่องการยกมือขอดุอาเอาไว้ (โดยมิได้กำหนดหรือจำกัดว่า เป็นดุอาชนิดใด และในกาลเทศะใด) มาสนับสนุนทัศนะนี้ ซึ่งท่านมุบาร็อก ปูรีย์ก็อนุโลมว่า การขอดุอา, ไม่ว่าจะหลังนมาซฟัรฺฎู หรือในกาลเทศะใด ก็ถือว่า เป็นดุอาเหมือนกัน จึงย่อมมีสิทธิ์ที่จะยกมือในการขอได้ ตามนัยกว้างๆของหะดีษที่ถูกต้องเรื่องการยกมือขอดุอาเหล่านั้น ...
แล้วท่านก็ได้กล่าวสรุปเอาไว้ในหนังสือดังกล่าว หน้า 202 ว่า ....

اَلْقَوْلُ الرَّاجِحُ عِنْدِيْ أَنَّ رَفْعَ اْليَدَيْنِ فِى الدُّعَاءِ بَعْدَالصَّلاَةِ جَائِزٌ لَوْفَعَلَهُ أَحَدٌ لاَ بَأْسَ عَلَيْهِ إنْ شَآءَ اللَّـهُ تَعَالَى
.....

“
ทัศนะที่มีน้ำหนักสำหรับฉันก็คือ การยกมือทั้งสองเพื่อขอดุอาหลังนมาซฟัรฺฎู เป็นที่อนุมัติ, สมมุติถ้ามีผู้ใดปฏิบัติมัน ก็ไม่มีบาปอันใดสำหรับเขา อินชาอัลลอฮ์”

 

สรุปแล้ว เรื่องที่ว่า จะอนุญาตให้มีการยกมือขอดุอาหลังนมาซฟัรฺฎูได้หรือไม่ ? จึงเป็นเรื่องการ “มองต่างมุม” ของนักวิชาการ

ท่านเช็ค อัช-เชากานีย์ ได้เสนอ “ทางออก” ไว้ในหนังสือ “นัยลุ้ล เอาฎอรฺ” เล่มที่ 4 หน้า 34 อย่างเป็นกลางๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ -- ในตอนอธิบายหะดีษของท่านอนัส บิน มาลิก ร.ฎ. ที่ว่า “ไม่เคยปรากฏว่า ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จะเคยยกมือทั้งสองของท่านในดุอาใดๆ นอกจากในการนมาซขอฝน, โดยท่านจะยกมือทั้งสองจนกระทั่งสามารถมองเห็นความขาวของรักแร้ทั้งสองของท่าน” --ว่า .....
وَالظَّاهِرُ اَنَّهُ يَنْبَغِى الْبَقَاءُعَلَى النَّفْيِ الْمَذْكُوْرِعَنْ أَنَسٍ، فَلاَ تُرْفَعُ الْيَدُفِىْ شَئْ ٍمِنَ اْلأدْعِيَِة إلاَّ فِى الْمَوَاضِعِ الَّتِىْ وَرَدَفِيْهَاالرَّفْعُ، وَيُعْمَلُ فِيْمَاسِوَاهَابِمُقْتَضَى النَّفْىِ
...

“
และตามรูปการณ์แล้วก็คือ ให้คงไว้ซึ่งการปฏิเสธ(การยกมือในการขอดุอาใดๆนอกจากดุอาขอฝน) ดังที่มีกล่าวไว้ในหะดีษของท่านอนัส, ดังนั้น จึงไม่ต้องยกมือในดุอาชนิดใดทั้งสิ้น เว้นแต่ในหลายๆกรณีที่มีรายงานมาว่า( ท่านนบีย์) เคยยกมือในดุอาเหล่านั้น, และให้ปฏิบัติในกรณีที่อื่นจากนี้ (คือ อื่นจากดุอาที่มีหลักฐานชัดเจนว่าท่านนบีย์ยกมือด้วย) ให้เป็นไปตามเป้าหมายแห่งการปฏิเสธนั้น (นั่นคือ ไม่ต้องยกมือในดุอาอื่นใดทั้งสิ้นนอกจากดุอาขอฝน และดุอาอื่นๆที่มีหลักฐานชัดเจนว่าท่านนบีย์เคยยกมือเท่านั้น)


ส่วนหะดิษที่มีการอ้างถึงการลูบ


....وقدروي عن ابن عمر انه قال مامد رسول الله ص يديه في دعاء قط فقبضهما حتى يمسحهماوجهه.... أخرجه الطبراني... แท้จริงเขาได้รายงานจากท่านอุมารว่าท่านรอซูลได้ยื่นสองมือของท่าน..ท่านยึดมันทั้งสองไว้(ไม่เอาลง)จงก่วาท่านได้ลูบหน้าด้วยมือทั้งสอง


หะดิษบทนี้นักวิชาการได้ตรวจสอบแล้วว่า มีข้อบกพร่องดังนี้

1) นักรายงานหะดิษที่ชื่อ หัมมาด บุตรของอีซา บุตรของอุบัยดะฮ์ เป็นบุคคลที่เฎาะอิฟ สถานะของเขาคือตาบิอีนรุ่นเล็ก เผ่าตระกูลอัลญุฮะนีย์ และในหนังสือ “ตักรีบุต ตะฮฺซีบ” กล่าวอย่างนั้นเช่นกัน

2) หนังสือ “ตะหฺฟะตุลอะหฺวะซีย์” เล่ม 9 หน้า 232 หะดิษที่ 3610 อธิบายว่าท่านหัมมาด บุตรของอีซา เป็นบุคคลฏออิฟ

3) อบูหาติม, อบู ดาวูด, หากิม, อัดดารุกุฏนีย์ และอิบนุหินบาน พวกเขากล่าวเกี่ยวกับหะดิษข้างต้นว่าเป็นหะดิษฎออิฟ

4) ชัยคุลหะดิษ มุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์ ถือว่าเป็นหะดิษฎออิฟ จากหนังสือ “เกาะอีฟุสุนะนิต ติรฺมิซีย์” หน้า 442 หะดิษที่ 671


หะดิษบทนี้และบทอื่นที่กล่าวเรื่องลูบหน้าหลังขอดุอาอ์ ไม่มีหะดิษที่เศาะเฮียะเลย

ส่วนหะดิษที่เศาะฮ์เฮียะที่กล่าวถึงยกมือขอดุอาอ์ ก็ไม่มีการกล่าวถึงการลูบหน้าสักบทเลย

ดังนักวิชาการได้กล่าวถึงเรื่องนี้บางท่าน คือ

 ท่านมะรูซีย์กล่าวไว้ในหนังสือละหมาดวิตรฺ หน้า 236 ว่า

“อิมามมาลิก ร่อหิมะฮุลลอฮฺ เคยถูกถามเกี่ยวกับบุคคลหนึ่งลูบด้วยมือทั้งสองของเขาภายหลังการขอดุอาอ์ อิมามมาลิกปฏิเสธสิ่งดังกล่าว พลางกล่าวว่า ฉันไม่ทราบ(ถึงหลักฐาน)”

-ท่านอิมามนะวะวีย์ ร่อหิมะฮุลลอฮฺ (สิ้นชีวิต ฮ.ศ.676) กล่าวว่า

“ไม่มีแบบฉบับในเรื่องการลูบภายหลังการขอดุอาอ์เมื่ออยู่นอกละหมาด”

วัลลอฮุ อะอฺลัม



วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560

การดะวะห์ โดยไม่สนใจเรื่องเตาฮีด







!!! เวลาอิหม่ามคุตบะห์ เรามักจะได้ยินบ่อยๆ สั่งใช้กันในเรื่องความดี ห้ามปรามความชั่ว แล้วก็ยกเอา การกินเหล้า น้ำกระท่อมมาเป็นตัวยืน น่าขำมาก แต่สาเหตุหลัก รากฐานของศาสนา คือ อัตเตาฮีด ไม่เคยพูด....อะไรมันจะใหญ่ไปกว่าการพูดเรื่องเตาฮีดอีกหรือในอิสลาม เรามาแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุ ซึ่งมันสวนทางกับท่านนบี ในการดะวะห์ ทำไมนบีไม่มาประกาศให้เลิกเหล้า เลิกมะซิยัตก่อน ก่อนจะดะวะห์เตาฮีด แต่ตรงกันข้ามกับการดะวะห์ของพวกเรา เราเรียกร้องให้มารวมตัวกัน โดยไม่สนใจเรื่องเตาฮีด ทำไมละ ก็เพราะเวลาพูดเรื่องเตาฮีด คนมันจะแตกแยกไง เลยรับไม่ได้ ก็เลยทำเบาๆกับเรื่องเตาฮีดซะ นี่คือการดะวะห์ของพวกเราในปัจจุบัน เอาจำนวนไว้ก่อน ปริมาณ มันไม่ใช่เครื่องติดสินในอิสลาม เตาฮีดที่ถูกต้องต่างหาก...อย่าได้หวังว่าอิสลาจะเข้มแข็ง ตราบใดก็ตาม หากเรายังไม่เข้าใจคำกล่าวกะลิม๊อฮุอย่างแท้จริง..อย่าได้ฝัน เพราะคำกล่าวนั้น มันเป็นกะลิม๊อฮเตาฮีด...











อีมาม อันนะวะวีย์ กล่าวว่าละหมาดร่อฆออิบ ละหมาดนิศฟูชะอบาน เป็นบิดอะฮที่น่าเกลียด

อีมาม อันนะวะวีย์ -ร่อฮิมะฮุลลอฮ- ปราชญ์ใหญ่ในมัสฮับชาฟีอีย บอกว่าละหมาดร่อฆออิบ ละหมาดนิศฟูชะอบาน เป็นบิดอะฮที่น่าเกลียด ขออัลลอฮสาบแช่งคนที่อุตริละหมาดนี้

قال النووي رحمه الله في "المجموع" (3/548) :
" الصلاة المعروفة بصلاة الرغائب , وهي ثنتا عشرة ركعة تصلى بين
المغرب والعشاء ليلة أول جمعة في رجب , وصلاة ليلة نصف شعبان مائة ركعة وهاتان
الصلاتان بدعتان ومنكران قبيحتان ولا يغتر بذكرهما في كتاب قوت القلوب , وإحياء
علوم الدين , ولا بالحديث المذكور فيهما فإن كل ذلك باطل ، ولا يغتر ببعض من اشتبه
عليه حكمهما من الأئمة فصنف ورقات في استحبابهما فإنه غالط في ذلك , وقد صنف الشيخ
الإمام أبو محمد عبد الرحمن بن إسماعيل المقدسي كتابا نفيسا في إبطالهما فأحسن فيه
وأجاد رحمه الله " انتهى .
อิมาม อันนะวะวีย-ร่อฮิมะฮุลลอฮุตะอาลา –กล่าวว่า :การละหมาดที่เรียกกันว่า ละหมาดร่อฆออิบ มี 12 ร่อกะอัต ละหมาดช่วงระหว่างละหมาดมัฆริบกับละหมาดอิชาในคืนวันศุกร์แรกของเดือนร่อญับ ตลอดจน การละหมาดในคืนนิศฟุชะอบาน 100 ร่อกะอัต ละหมาดทั้ง 2 นี้เป็นบิดอะฮที่น่ารังเกียจและอย่าไปสำคัญผิดคิดว่ามันถูกเพราะมีกล่าวไว้ในหนังสือกูตุลกุลูบและอิหยาอุลูมิดดีน หรือมีหะดีสรายงาน เพราะว่าทั้งหมดเหล่านั้นเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น และอย่าคิดว่าการละหมาดนั้นเป็นเรื่องถูกเนื่องจากมีบรรดาอิมามหลายท่านที่คลาดเลื่อนในฮุก่มจนมีบางท่านได้แต่งบทความโดยสนับสนุนให้กระทำละหมาดทั้งสองดังกล่าว โดยเข้าใจว่าเป็นมุซตะหับ(สุนัต) เพราะแท้จริงแล้วถือว่าอิมามท่านนั้นผิดไปเสียแล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้ปรากฏว่า ท่านเชค อิมาม อะบู มุฮัมมัดอับดุรรอฮมาน บินอิสมาอีล อัลมักดิซีย์ ได้ประพันธ์หนังสือที่ทรงคุณค่าไว้เล่มหนึ่งโดยได้หักล้างหลักฐานการละหมาดทั้งสองนั้น ซึ่งท่านได้อธิบายไว้อย่างครบถ้วนสมบรูณ์ในเล่มดังกล่าวแล้ว .(ดูอัลมัจมูอเล่ม3/548)
وقال النووي – أيضاً - في "شرح مسلم" :
" قاتل الله واضعها ومخترعها , فإنها بدعة منكرة من البدع التي
هي ضلالة وجهالة وفيها منكرات ظاهرة . وقد صنف جماعة من الأئمة مصنفات نفيسة في
تقبيحها وتضليل مصليها ومبتدعها ودلائل قبحها وبطلانها وتضليل فاعلها أكثر من أن
تحصر " انتهى .
ท่านใด้กล่าวไว้อย่างรุนแรงใน ชัรหุมุสลิมว่า : ขออัลลอฮทรงสาบแช่งคนที่ทำและผู้ทีคิดค้นประดิษฐ์ละหมาดนี้ขึ้นมา เป็นการอุตริบิดอะฮที่น่ารังเกียจจากเรื่องอุตริต่างๆที่หลงผิดและโง่เขลาซึ่งรูปแบบการละหมาดนั้นมีสิ่งที่น่าเกลียดอย่างชัดเจน แน่นอนว่ามีอิมามกลุ่มหนึ่งใด้ประพันธ์ตำราที่ทรงคุณค่าเอาใว้โดยได้ชี้ให้เห็นถึงความน่าเกลียด ความหลงผิดของผู้ที่ปฏิบัติและผู้ที่คิดอุตริละหมาดนี้ และหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความน่าเกลียด ความเท็จ ความหลงผิดของผู้ปฏิบัติละหมาดนี้นั้นมีมากมายเกินจะนับได้.





วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แบบอย่างของชาวสลัฟ





กลุ่มชนสลัฟ พวกเขาได้ล่วงลับไปแล้ว


 แต่ร่องรอยแห่งความดีของพวกเขา


 ยังถูกบันทึกเอาใว้ ในความทรงจำในหน้าประวัติศาสตร์


 เพราะสิ่งทีพวกเขากระทำเอาใว้ ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์


 เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่เปี่ยมล้น ด้วยจริยธรรม


  แล้วอัลลอฮ์ ก็รักษาสิ่งเหล่านั้น ให้ชนรุ่นหลังได้เห็นเป็นแบบอย่างทีไม่เลือนลางจางหายไป


 แต่การกระทำของเราวันนี้ และการงานของเรานั้น


 จะเป็นแบบอย่างให้แก่คนอนาคต ได้หรือไม่


เพราะส่วนใหญ่เกิด จากอารมณ์ และขาดความย่ำเกรงอีกต่างหาก


.......
แด่ผู้ศรัททาทุก ท่าน ช่วงยามเช้าอันบริสุทธิ์


  อ.อัชอารี  มณีโสภา





วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

คุณป้าป.4 พิสูจน์ "พระเจ้ามีจริง"




ที่ประเทศรัสเซีย ก่อนที่คอมมิวนิสต์จะล่มสลาย คอมมิวนิสต์ต่อต้านศาสนาและเรื่องพระเจ้า เป็นเรื่องปกติ
ครั้งหนึ่ง ผู้นำประเทศได้จัดปราศรัย เพื่อจะกล่อมความคิดของประชาชนไม่ให้เชื่อพระเจ้า โดยเชิญนักวิชาการมา 3 อาชีพ เพื่อจะเปลี่ยนความคิดของคนไม่ต้องการไม่รู้จักพระเจ้า
คนแรกที่ถูกเชิญมา คือ นักบินอวกาศ

นักบินอวกาศ ก็พูดขึ้นมาบอกว่า "พี่น้อง ประชาชนชาวรัสเซียทั้งหลาย ผมเป็นนักบินอวกาศ จักรวาลนี้ไม่มีพระเจ้าหรอก เพราะผมท่องอวกาศไปหลายสิบเที่ยวแล้ว ผมยังไม่เห็นพระเจ้าเลย"
"ผมไปดวงจันทร์ ดาวอังคาร ผมก็ยังไม่เห็นพระเจ้าเลย ถ้าพระเจ้ามีจริง ผมคงเห็นแล้ว ผมออกไปนอกโลกแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นสวรรค์กับนรกเลย เป็นความว่างเปล่า เพราะถ้ามันมี ผมจะต้องเห็น"
"ผมเป็นนักวิชาการ ถูกเลือกมาโดยประเทศ ให้ไปท่องอวกาศ ไปหลายสิบเที่ยวแล้ว พระเจ้าไม่มีหรอก หยุดความคิดนั้นเถอะ … "

ทุกคนเงียบ ไม่มีใครปรบมือให้

ต่อมา คนที่ 2 ขึ้นมา ผมเป็นหมอ
เรียนมา 6 ปี ได้ปริญญาตรี ผมมีความคิดความอ่าน โลกนี้ไม่มีพระเจ้า ผมเห็นด้วยกับนักบินอวกาศ มนุษย์เกิดมาจากสัตว์ วิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน ใช้ได้


มนุษย์ตายแล้วตายเลย มนุษย์ไม่มีจิตวิญญาณ ผมผ่าตัด ตั้งแต่กบ คางคก แมลงสาบ หนู ไปจนถึงมนุษย์
ผ่า มนุษย์มาหลายรายแล้ว บางคนผ่าแล้วก็รอด บางคนผ่าแล้วก็ตาย ศพก็เคยผ่า
บางคนผ่าตัดแล้วตาย ผมไม่เคยเห็นจิตวิญญาณเป็นอย่างไรเลย ไม่เคยเห็นจิตวิญญาณมาเดินผ่าน หรือมาล่องลอยเลย ผมไม่เคยเห็นเลย ตั้งแต่ผมเป็นแพทย์เป็นหมอ มนุษย์ไม่มีจิตวิญญาณหรอก ถ้ามีจิตวิญญาณ ผมคงเห็นแล้ว
ดั้งนั้น มนุษย์ไม่มีจิตวิญญาณ เรื่องพระเจ้าก็ไม่มี เพราะพระเจ้าเป็นพระวิญญาณ หยุดความคิดที่จะเชื่อพระเจ้าเถิด...

พูดจบไม่มีใครปรบมือให้

คนที่ 3 ขึ้นมา เป็นนักวิทยาศาสตร์
ผมเห็นด้วยกับนักบินอวกาศ และแพทย์
ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย ผมเชี่ยวชาญการทดลองมาโดยตลอด สิ่งใดก็ตามที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักการของวิทยาศาสตร์ หรือห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แสดงว่าสิ่งนั้นไม่มีจริง มนุษย์อุปโลทขึ้นมาทั้งนั้น เรื่องพระเจ้าก็เหมือนกัน ไม่มีจริงหรอก

พอพูดจบทั้ง 3 คน ที่ประชุมเงียบ โฆษกก็ถามว่า มีใครอยากจะพูดบ้างไหม ?


มีป้าคนหนึ่ง จบ ป. 4 ขอขึ้นมาพูด ...
คุณป้าไม่เห็นด้วยเลย กับคนมีปัญญาทั้ง 3 คนนี้ คนมีความรู้ 3 คนนี้
คุณป้าของถามหน่อย ...
ขอเชิญนักบินอวกาศขึ้นมาบนเวที

บ้านป้า มีบ่อน้ำแห้งเหือดที่ไม่มีน้ำ อยู่ด้านหลังบ้าน มองลึกลงไปก้นบ่อ ลึก 10 เมตร ไม่มีน้ำ ปรากฏว่ามีกบตัวหนึ่งอยู่ในก้นบ่อ กบตัวนี้ เมื่อมองขึ้นมาทีไรก็เห็นแต่ท้องฟ้า ถูกไม่ถูก เพราะมันอยู่ก้นบ่อ มันมองขึ้นมาก็เห็นแต่ปากบ่อและท้องฟ้า มืดบ้าง สว่างบ้าง
กบมันก็พูดบอกว่า ฉันคิดว่า โลกนี้ ไม่มีบ้าน ไม่มีทะเล ไม่มีต้นไม้หรอก เพราะฉันมองเห็นทีไร ก็เห็นแต่ท้องฟ้า และนั่นคือความจริง
อยากจะถามนักบินอวกาศว่า กบคิดแบบนี้ถูกต้องมั้ย? เป็นความจริงมั้ย?

ไม่จริง .... เพราะว่ากบมองเห็นแค่จุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น มันไม่ได้เห็นภาพรวมทั้งหมด แล้วก็สรุปว่า โลกนี้ไม่มีทะเล ไม่มีต้นไม้

บางทีนักบินอวกาศก็เหมือนกบนั่นแหละ มองเห็นแค่จุดๆ เดียว แล้วบอกว่า ทั้งโลกนี้ ไม่มีพระเจ้า และพระเจ้าจะอยู่ตรงไหน บางทีเราก็โง่เหมือนกบ เรามองแค่จุดใดจุดหนึ่ง เพราะว่าเราจำกัด เราเป็นมนุษย์ตัวเล็ก แต่จะพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
กบเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แต่ไปพิสูจน์ว่าโลกนี้ไม่มี เพราะตัวเองมองไม่เห็น การที่มองไม่เห็น ไม่ใช่ว่าสิ่งนั้นไม่มีจริง




นักบินอวกาศคิดอย่างไร ?
จริงครับ ... เดินคอตก ลงเวทีไป

ป้า ป.4 ก็เรียนเชิญท่านที่ 2 ขึ้นมา คือ นายแพทย์
ขอเชิญขึ้นหมอขึ้นเวทีหน่อยซิ...
คุณหมอมีแม่มั้ย ?
มีซิครับ... ไม่อย่างนั้น ผมจะเกิดมาได้อย่างไร
แล้วคุณหมอ คิดว่า คุณแม่ของคุณหมอ รักคุณหมอมั้ย ?
รักซิครับ ...
เอาล่ะ ถ้าคุณหมอผ่าตัดร่างกายของคุณแม่ คุณหมอช่วยแยกแยะหน่อยซิค่ะ ว่าความรักของคุณแม่ที่มีต่อคุณหมอ มันอยู่ส่วนไหนของร่างกาย ช่วยหยิบมาให้ฉันดูหน่อย
โฮ...คุณป้า เสียสติป่าว หัวใจ ตับ ไตไส้พุง อวัยวะอื่น พอหาได้ แต่ความรักมันมี แต่มันหาไม่ได้ จะหยิบมาเป็นชิ้นเป็นก้อนไม่ได้

ก็นั้นไง ... สิ่งที่เรามองไม่เห็น สิ่งที่เราผ่าตัด เราพิสูจน์ไม่ได้ อย่าสรุปว่ามันไม่มีจริง ความรักมันมีจริง แต่คุณหมอหยิบขึ้นมาไม่ได้ ใช่มั้ย จากร่างกายของคุณแม่ ทั้งที่คุณแม่รักคุณหมอ
ฉันใดก็ฉันนั้น ความรักของพระเจ้า หรือพระเจ้าเอง เราไม่สามารถจับมาเป็นตัวเป็นตน เป็นก้อน เป็นกล่องได้ ดังนั้น อย่าสรุปมั้วๆ ว่า พระเจ้าไม่มี คุณหมอเห็นด้วยมั้ย
เห็นด้วยครับ ...


คุณหมอ เดินคอตก เดินจากเวทีไป

ป้า ป. 4 ก็เรียนเชิญ บุคคลที่ 3 นักวิทยาศาสตร์
ขอเชิญนักวิทยาศาสตร์ ผู้เก่งกล้าในการทดลองขึ้นมาบนเวที
คุณมีสมมติฐานบอกว่า สิ่งใดที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ด้วยหลักการหรือห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ สิ่งนั้นไม่มีจริงใช่มั้ย ?
ใช่ครับ ...
เอาล่ะ... คุณเก่งในการพิสูจน์น้ำใช่มั้ย ?
ใช่ครับ ...
คุณเคยเห็นคุณแม่ร้องไห้ตอนที่คุณเป็นเด็กๆ มั้ย ?
เคยครับ ...
บางครั้งคุณแม่เสียใจเพราะคุณประพฤติตัวไม่เหมาะสมใช่มั้ย ? พอตอนเราเป็นเด็ก บางครั้งเราดื้อ
ใช่ครับ ...
น้ำตาของคุณแม่ประกอบด้วยอะไรบ้าง ?
แน่นอน ประกอบด้วย น้ำ
น้ำ ประกอบด้วย H2 + O ไฮโดรเจน 2 ส่วน ออกซิเจน 1 ส่วน ผสมกัน เป็นน้ำ และคงประกอบด้วยเกลือด้วย เพราะน้ำตาคุณแม่มันเค็มๆ

แต่คุณป้าบอกว่า มันไม่เพียงเท่านั้น น้ำตาของคุณแม่ ประกอบด้วยน้ำ ประกอบด้วยเกลือ แต่มันมากกว่านั้น ประกอบด้วยความเสียใจ ประกอบด้วยความน้อยใจ ประกอบด้วยความเศร้าใจ ที่เจือปนออกมา แต่ไม่สามารถแยกสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยเครื่องและอุปกรณ์ที่ทำการทดลองในห้องแล็ป


จริงหรือไม่จริง นักวิทยาศาสตร์ ?
จริงครับ ...

ฉันใดก็ฉันนั้น ความรักของพระเจ้า หรือพระเจ้าเอง ไม่สามารถใช้อุปกรณ์ที่เล็กๆ ที่มนุษย์คิดขึ้นมา เพื่อจะมาแยกแยะ ให้ได้ไฮโดรเจน ออกซิเจน ถ้าคุณนักวิทยาศาสตร์ยังแยกไม่ได้เลย ว่าความเศร้าของคุณแม่อยู่ในส่วนไหนของน้ำตา แต่มันมีอยู่แน่นอน มันเจือปนออกมา
ถูกไม่ถูก ?
ใช่ครับ ...

นักวิทยาศาสตร์เดินลงจากเวที ด้วยอาการคอตก

ทั้งที่ประชุมปรบมือกันใหญ่
คุณป้า ป. 4 สามารถหักล้างทางตรรกะให้กับนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักบินอวกาศได้






เครดิต : ดาบแห่งอัลเลาะห์ อะคาเดมี่