อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สิ่งที่ทำให้เสียศิลอด




ตอบโดย. อ.อาลี เสือสมิง



สิ่งที่ทำให้เสียศีลอดคือ  กิน,  ดื่ม  และมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาที่ศาสนากำหนดให้ถือศีลอดโดยเจตนา  ส่วนการเจาะเลือดหรือการบริจาคเลือดขณะถือศีลอดนั้นทัศนะที่มีน้ำหนักถือว่าไม่ทำให้เสียศีลอด  แต่เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะจะทำให้ผู้ถือศีลอดอ่อนเพลีย  ส่วนการให้น้ำเกลือนั้นมีทั้งที่ว่าเสียและไม่เสีย  เอาเป็นว่า  ถ้าแย่ขนาดต้องให้น้ำเกลือก็ให้ละศีลอดเสียแล้วให้น้ำเกลือเพราะถือว่ามีอุปสรรคที่ศาสนาผ่อนปรนเอาไว้แล้ว  พ้นรอมาฎอนไปแล้วก็ให้ถือศีลอดชดใช้  (กอฎอ

น้ำลายบูดของผู้ถือศิลอด

ตอบโดย อ.อาลี เสือสมิง

🐼

ตอบ


الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

น้ำที่ไหลออกมาจากปากของคนที่นอนหลับในเวลานอนนั้น  ถือเป็นสิ่งที่สะอาดตามที่นักวิชาการฝ่ายอัชชาฟิอียะฮฺ  และอัลฮะนาบิละฮฺระบุเอาไว้อย่างชัดเจน  (มุฆนีย์  อัลมุฮฺต๊าจญ์  1/79,  กัชชาฟุ้ลกินาอฺ  ;  1/220)  นอกเสียจากว่า  ฝ่ายอัชชาฟิอียะฮฺและฝ่ายอัลมาลิกียะฮฺ  กล่าวว่า :  ถ้าหากน้ำที่ไหลจากปากคนนอนหลับนั้นออกมาจากกระเพาะอาหารโดยออกมามีกลิ่นเหม็นและสีขุ่นเหลือง  ก็ถือเป็นสิ่งสกปรก  (นะยิส)  แต่ถ้าน้ำนั้นออกมาจากที่อื่นที่มิใช่กระเพาะหรือสงสัยว่ามาจากกระเพาะหรือไม่ก็ถือว่าสะอาด  (อัลฟิกฮุ้ล-อิสลามี่ย์  1/166)

ดังนั้นน้ำลายบูดที่ไหลจากปากของคนนอนหลับและออกมาจากกระเพาะก็ถือว่าเป็นนะยิสโดยให้พิจารณาลักษณะของมัน  คือ  มีสีเหลืองและมีกลิ่นเหม็นทั้งนี้ในกรณีที่น้ำลายบูดนั้นได้ไหลออกมาจากปากของคนที่นอนหลับ  (หรือตื่นแต่ยังไม่ได้ล้างน้ำลายบูด)  แต่ถ้ายังอยู่ในปากแล้วกลืนลงคอไปก็ไม่เป็นไรเพราะมันยังอยู่ในที่ของมัน  ส่วนกรณีที่เผลอกลืนหรือไม่มีเจตนากลืนทั้งน้ำลายบูดและไม่บูดนั้นถือว่าไม่เสียศีลอดครับ  !

การหยอดน้ำตาเทียม เสียศิลอดหรือไม่






ในหนังสืออัลฟิกฮุลมันฮะญีย์  อะลา  มัซฮับอัลอิหม่ามอัชชาฟิอีย์  เล่มที่  2  หน้า  84  ระบุว่า 
“และหนึ่งหยดในลูกตานั้นไม่ทำให้เสียศีลอด  เพราะลูกตาเป็นทวารที่ไม่ได้ถูกเปิด”  ถ้าถือตามข้อความนี้  การหยอดน้ำตาเทียมในตอนกลางวันขณะถือศีลอดไม่ทำให้เสียการถือศีลอดแต่อย่างใด!

อย่างไรที่ถือว่ามีการเหนียตศิลอดแล้ว


ตอบโดย อ.อาลี เสือสมิง

🐠

ตอบ

อัรรอฟีอีย์กล่าวว่า  :  และสิ่งนี้คือสิ่งที่ถูกต้อง  หากการถือศีลอดผุดขึ้นในใจเขาตามลักษณะต่างๆ  ที่ถูกพิจารณา  ทั้งนี้เป็นเพราะว่า  เมื่อเขาทานอาหารสุโฮร์เพื่อที่จะทำการถือศีลอดอย่างนั้นอย่างนี้  แน่แท้เขามีเจตนามุ่งหมายแล้ว  (กิตาบ  อัลมัจญ์มูอฺ  เล่มที่  6/314) 

ดังนั้นถ้าผู้ทานอาหารสุโฮร์รู้ตัวและมีสติว่าตนทานอาหารสุโฮร์เพื่อจะถือศีลอดฟัรฎูในเดือนรอมาฎอนโดยคอยระวังแสงอรุณจะปรากฏก็ย่อมถือว่า  เขามีเจตนา  (เหนียต)  ครบถ้วนแล้วตามเงื่อนไขนักวิชาการระบุเอาไว้คือ  มีเจตนาที่หัวใจและมีการระบุเจาะจงคือ  การถือศีลอดนั้นเป็นฟัรฎูในเดือนรอมาฎอนและการตั้งเจตนา  (เหนียต)  นั้นเกิดขึ้นในเวลากลางคืน

เวลาเหนียตศิลอดเดือนร่อมาฎอน


🌻สงสัยอยู่ตั้งนาน ทำไมต้องเนียตว่าศิลอดในวันพรุ่งนี้ ทั้งที่เมื่อเข้าเวลามัฆริบก็เป็นวันนี้แล้ว🌻

🐝ตอบโดยอ.อาลี เสือสมิง

ตอบ


บวชนะซัร  บวชกอฎอร่อม่าฎอนหรือบวชในเดือนร่อมาฎอน  กรณีนี้จำเป็นต้องเหนียตในเวลากลางคืนเท่านั้น ซึ่งเวลากลางคืนที่ว่านี้ก็คือ  นับตั้งแต่หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเรื่อยไปจนถึงก่อนแสงอรุณจริงขึ้น  ดังนั้นถ้าผู้ที่จะบวชเหนียตถือบวชนับตั้งแต่เวลาหลังมัฆริบก็ถือว่า  มีเหนียตในเวลากลางคืนแล้ว  ถ้าเหนียตตอนตี  4  ซึ่งเป็นเวลาก่อนแสงอรุณขึ้นยังเป็นเวลากลางคืนอยู่  ก็ถือว่ามีเหนียตในเวลากลางคืนเช่นกัน


ประเด็นที่ถามถึงจึงน่าจะเป็นศัพท์แสงที่ใช้คือคำว่า  “พรุ่งนี้” ถ้าเหนียตตอนหลังอิชาอฺก็น่าจะใช่  เพราะว่ายังไม่เข้าวันใหม่คือยังคงเป็นวันนี้อยู่  แต่ถ้าเหนียตตอนตี  4  ซึ่งเป็นเวลาหลังเที่ยงคืนไปแล้วจะเหนียตว่า  พรุ่งนี้ได้อย่างไร  เพราะจริงๆมันเป็นวันนี้แล้ว  นี่เป็นสิ่งที่ชวนให้น่าคิด  แต่ถ้าคิดดีๆ  การเหนียตในเวลาหลังอิชาอฺก็ต้องถือว่าเป็นการเหนียตถือบวชในวันนี้เช่นกันเพราะตามคติการนับวันตามแบบอิสลาม  ถือว่าเมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้าแล้วก็เข้าวันใหม่แล้ว  เพราะกลางคืนมาก่อนกลางวัน  เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนช่างคิด  ชอบตั้งแง่เพราะถ้าเถรตรงช่วงที่ว่าก็คงต้องเหนียตตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ตกดิน  เพราะเมื่อดวงอาทิตย์ตกดินวันพรุ่งนี้หรือวันใหม่ก็มาถึงแล้ว  ตกลงจะเอาอย่างไรดี  ทั้ง ๆ ที่หลักการบอกว่าต้องเหนียตในเวลากลางคืน  มิใช่เหนียตในเวลากลางวัน





สิ่งที่ท่านนบี ซ.ล. เตรียมตัวปฎิบัติในช่วง 10 คืนสุดท้ายของรอมฎอน

สิ่งที่ท่านนบี ซ.ล. เตรียมตัวปฎิบัติในช่วง 10 คืนสุดท้ายของรอมฎอน

ท่านหญิงอาอิซะห์ได้เล่าให้ฟังถึงการจัดเตรียม การเตรียมตัวเป็นพิเศษ เพื่อต้อนรับ 10 คืนสุดท้าย เมื่อเวลาใกล้เข้ามาว่า
قالت عائشة : كان رسول الله صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إذا دخل العشر ، شد مئزره ، وأحيا ليله ، وأيقظ أهله . [ متفق عليه]
“ เมื่อ 10 คืนสุดท้ายได้มาถึง ท่านร่อซูล ซ.ล. จะทำร่างกายให้กระฉับกระเฉง ทำให้กลางคืนมีชีวิตชีวา และจะปลุกคนในครอบครัวให้ลุกขึ้นมา ” บันทึกโดยบุคคอรีและมุสลิม

อีกรายงานหนึ่งซึ่งมีความหมายเดียวกันกล่าวว่า
أحيا الليل ، وأيقظ أهله ، وجدَّ ، وشدَّ المئزر .
“ ท่านทำให้กลางคืนมีชีวิตชีวา ปลุกคนในครอบครัว ขยันขันแข็ง และทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง “
และมีอีกรายงานหนึ่งบันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ว่า
كان النبي يجتهد في العشر الأواخر ما لا يجتهد في غيره .
“ ปรากฏว่าท่านนบี ซ.ล.จะขยันขันแข็งเป็นพิเศษในช่วง 10 คืนสุดท้าย ซึ่งไม่เห็นท่านขยันอย่างนี้ในคืนก่อนๆ “

รายงานโดยท่านหญิงอาอิซะห์ กล่าวว่า
كان النبي صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بخلط العشرين بصلاة ونوم ، فإذا كان العشر – يعني الأخير – شمَّر وشد المئزر . [ أحمد ]
“ ปรากฏว่าในช่วง 20 คืนแรกของเดือนรอมฏอน ท่านนบี ซ.ล. จะละหมาดด้วย และพักผ่อนนอนหลับด้วย แต่เมื่อถึง 10 คืนหลัง คือช่วงสุดท้าย ท่านจะมีความกระฉับกระเฉง กระชับเสื้อผ้า เพื่อให้คล่องตัวในการทำอิบาดะฮมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ บันทึกโดยอิหม่ามอะห์หมัด

#เตรียมพร้อมกันหรือยัง

ช่างน่าอัปยศสิ้นดีต่อคนหนึ่งที่รอมฏอนมายังเขา

♥ โอ้ บ่าวของอัลลอฮ์  เมื่อจิตใจและหัวใจทั้งหลายไม่เกิดความหวั่นไหวที่จะกลับเนื้อกลับตัวและเสียใจในความผิดต่างๆในเดือนนี้ แล้วเมื่อไหร่ที่หัวใจจะสำนึกผิด?  และด้วยเหตุนี้แหละท่านนบี   จึงกล่าวว่า

((رَغِمَ أَنْفُ رَجُلٍ دَخَلَ عَلَيْهِ رَمَضَانُ ثُمَّ انْسَلَخَ قَبْلَ أَنْ يُغْفَرَ لَهُ)) رواه الترمذي وأحمد

"ช่างน่าอัปยศสิ้นดีต่อคนหนึ่งที่รอมฏอนมายังเขา แต่เขากลับไม่ได้รับการอภัยโทษ"

       เพราะนี่คือ ฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่แห่งการกลับเนื้อกลับตัว หัวใจที่หวั่นไหวนั้นต้องกลับสู่อัลลอฮ์  ด้วยกับการเชื่อฟังต่อพระองค์อย่างแท้จริง