อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สิ่งที่ท่านนบี ซ.ล. เตรียมตัวปฎิบัติในช่วง 10 คืนสุดท้ายของรอมฎอน

สิ่งที่ท่านนบี ซ.ล. เตรียมตัวปฎิบัติในช่วง 10 คืนสุดท้ายของรอมฎอน

ท่านหญิงอาอิซะห์ได้เล่าให้ฟังถึงการจัดเตรียม การเตรียมตัวเป็นพิเศษ เพื่อต้อนรับ 10 คืนสุดท้าย เมื่อเวลาใกล้เข้ามาว่า
قالت عائشة : كان رسول الله صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إذا دخل العشر ، شد مئزره ، وأحيا ليله ، وأيقظ أهله . [ متفق عليه]
“ เมื่อ 10 คืนสุดท้ายได้มาถึง ท่านร่อซูล ซ.ล. จะทำร่างกายให้กระฉับกระเฉง ทำให้กลางคืนมีชีวิตชีวา และจะปลุกคนในครอบครัวให้ลุกขึ้นมา ” บันทึกโดยบุคคอรีและมุสลิม

อีกรายงานหนึ่งซึ่งมีความหมายเดียวกันกล่าวว่า
أحيا الليل ، وأيقظ أهله ، وجدَّ ، وشدَّ المئزر .
“ ท่านทำให้กลางคืนมีชีวิตชีวา ปลุกคนในครอบครัว ขยันขันแข็ง และทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง “
และมีอีกรายงานหนึ่งบันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ว่า
كان النبي يجتهد في العشر الأواخر ما لا يجتهد في غيره .
“ ปรากฏว่าท่านนบี ซ.ล.จะขยันขันแข็งเป็นพิเศษในช่วง 10 คืนสุดท้าย ซึ่งไม่เห็นท่านขยันอย่างนี้ในคืนก่อนๆ “

รายงานโดยท่านหญิงอาอิซะห์ กล่าวว่า
كان النبي صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بخلط العشرين بصلاة ونوم ، فإذا كان العشر – يعني الأخير – شمَّر وشد المئزر . [ أحمد ]
“ ปรากฏว่าในช่วง 20 คืนแรกของเดือนรอมฏอน ท่านนบี ซ.ล. จะละหมาดด้วย และพักผ่อนนอนหลับด้วย แต่เมื่อถึง 10 คืนหลัง คือช่วงสุดท้าย ท่านจะมีความกระฉับกระเฉง กระชับเสื้อผ้า เพื่อให้คล่องตัวในการทำอิบาดะฮมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ บันทึกโดยอิหม่ามอะห์หมัด

#เตรียมพร้อมกันหรือยัง

ช่างน่าอัปยศสิ้นดีต่อคนหนึ่งที่รอมฏอนมายังเขา

♥ โอ้ บ่าวของอัลลอฮ์  เมื่อจิตใจและหัวใจทั้งหลายไม่เกิดความหวั่นไหวที่จะกลับเนื้อกลับตัวและเสียใจในความผิดต่างๆในเดือนนี้ แล้วเมื่อไหร่ที่หัวใจจะสำนึกผิด?  และด้วยเหตุนี้แหละท่านนบี   จึงกล่าวว่า

((رَغِمَ أَنْفُ رَجُلٍ دَخَلَ عَلَيْهِ رَمَضَانُ ثُمَّ انْسَلَخَ قَبْلَ أَنْ يُغْفَرَ لَهُ)) رواه الترمذي وأحمد

"ช่างน่าอัปยศสิ้นดีต่อคนหนึ่งที่รอมฏอนมายังเขา แต่เขากลับไม่ได้รับการอภัยโทษ"

       เพราะนี่คือ ฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่แห่งการกลับเนื้อกลับตัว หัวใจที่หวั่นไหวนั้นต้องกลับสู่อัลลอฮ์  ด้วยกับการเชื่อฟังต่อพระองค์อย่างแท้จริง

วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

จำนวนร็อกอะฮ์ละหมาดตะรอเวี๊ยะห์



ท่านอัซ-ซุบกีย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ชัรฺหุ มินฮาจญ์” ว่า ...
وَرَأَيْتُ فِىْ كِتَابِ سَعِيْدِ بْنِ مَنْصُوْرٍ آثَارًا فِىْ صَلاَةِ عِشْرِيْنَ رَكْعَةً، وَسِتٍّ وَثَلاَثِيْنَ رَكْعَةً، لَكِنَّهَا بَعْدَ زَمَانِ عُمَرَ بْنِ الخْطَاَّب ِ...
“ฉันได้เห็นร่องรอย(คือรายงาน)ต่างๆมากมาย ในตำราของท่านสะอีด บินมันศูรฺ เรื่อง(การนมาซตะรอเวี๊ยะห์) 20 ร็อกอะฮ์ และ 36 ร็อกอะฮ์, แต่ทว่า ร่องรอยเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้น "หลัง" จากยุคของท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ.แล้ว” ...
(จากหนังสือ “อัล-มะศอเบี๊ยะห์ ฟีศ่อลาติตตะรอเวี๊ยะห์” ของท่านอัส-สะยูฏีย์ เล่มที่ 1 หน้า 543)

 ท่านอิบนุอบีย์อัด-ดุนยา ได้บันทึกไว้เช่นกันในหนังสือ “ฟะฎออิลุ รอมะฎอน” จากท่านฮุชัยม์ บินบะชีรฺ .. โดยสืบสายรายงานถึงท่านอะฏออ์ บินอบีย์รอบาห์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 114), ..
 และท่านยูนุส บินอุบัยด์ บินดีนารฺ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 139) ว่า ท่านทั้งสองเคยเห็นเศาะหาบะฮ์ (และตาบิอีน) นมาซ(ตะรอเวี๊ยะห์) กันในเดือนรอมะฎอน 20 ร็อกอะฮ์ ..
ท่านอะฏออ์ บินอบีย์รอบาห์เป็นตาบิอีนรุ่นกลางๆ, ส่วนท่านยูนุส บินอุบัยด์เป็นตาบิอีนรุ่นเยาว์ ซึ่งทั้ง 2 ท่านเกิดหลังจากการสิ้นชีวิตของท่านอุมัรฺแล้ว ...
(ท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. สิ้นชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ. 23) ...

ดังนั้น ที่ทั้งสองท่านอ้างว่า เคยเห็น "เศาะหาบะฮ์" และตาบิอีน(บางกลุ่ม)ทำนมาซตะรอเวี๊ยะห์ 20 ร็อกอะฮ์ (ถ้ารายงานนี้ถูกต้อง) ก็ต้องเป็นเหตุการณ์หลังจากยุคของท่านคอลีฟะฮ์อุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. อย่างแน่นอน ... ไม่ว่าการนมาซตะรอเวี๊ยะห์ 20 ร็อกอะฮจะเกิดขึ้นในสมัยท่านอุมัรฺ หรือสมัยหลังจากท่านอุมัรฺ และไม่ว่าใครจะเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมาก็ตาม ...

สิ่งที่นักวิชาการมีความเห็นสอดคล้องกัน และสามารถฟันธงได้ก็คือ นมาซตะรอเวี๊ยะห์ 20 ร็อกอะฮ์ เกิดขึ้นโดย "เศาะหาบะฮ์" ของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ...

และผู้ริเริ่มมันขึ้นมา อาจเป็นท่านอุบัยย์ บินกะอฺบ์ ร.ฎ.(ดังรายงานจากท่านอับดุลอะซีซ บินรุฟัยอฺ) และเป็นการกระทำหลังจากท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. สิ้นชีวิตไปไม่นาน จึงเป็นเหตุการณ์คาบเกี่ยวกับสมัยท่านอุมัรฺ ก็เป็นได้ ท่านอัล-บัยฮะกีย์ ได้กล่าวในหนังสือ "อัส-สุนัน อัล-กุบรออ์" เล่มที่ 2 หน้า 496 มีข้อความว่า ...
وَيُمْكِنُ الْجَمْعُ بَيْنَ الرِّوَايَتَيْنِ، فَإِنَّهُمْ كَاُنْوا يَقُوْمُوْنَ بِإِحْدَى عَشْرَةَ، ثُمَّ كَانُوْا يَقُوْمُوْنَ بِعِشْرِيْنَ وَيُوْتِرُوْنَ بِثَلاَثٍ وَاللهُ أَعْلَمُ
"เป็นไปได้ในการรวมสองรายงาน(ที่ขัดแย้งกัน)นี้ว่า พวกเขา (ประชาชนในสมัยท่านอุมัรฺ) เคยยืนนมาซ(ตะรอเวี๊ยะห์)กัน 11 ร็อกอะฮ์ก่อน, หลังจากนั้น พวกเขาก็ยืนนมาซ(ตะรอเวี๊ยะห์)กัน 20 ร็อกอะฮ์และนมาซวิเตรฺอีก 3 ร็อกอะฮ์ วัลลอฮุ อะอฺลัม" ... ท่านอัส-สะยูฏีย์ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-มะศอเบี๊ยะห์ ฟีศ่อลาติตตะรอเวี๊ยะห์” ซึ่งรวมชุดอยู่ในหนังสือ “อัล-หาวีย์ ลิ้ลฟะตาวีย์” เล่มที่ 1 หน้า 542 เพื่อท้วงติงท่านอัล-บัยฮะกีย์และท่านอื่นๆที่อ้างรายงานจากท่านอัซ-ซาอิบ บินยะซีด ร.ฎ. ด้วยสายรายงานที่ถูกต้องว่า พวกท่านได้นมาซตะรอเวี๊ยะห์ในสมัยท่านอุมุรฺ 20 ร็อกอะฮ์ โดยท่านอัส-สะยูฏีย์ ได้กล่าวท้วงติงว่า ...
وَلَكِنْ فِى الْمُوَطَّأِ وَفِىْ مُصَنَّفِ سَعِيْدِ بْنِ مَنْصُوْرٍ بِسَنَدٍ فِىْ غَايَةِ الصِّحَّةِ عَنْ السَّائِبِ بْنِ يَزِيْدَ إِحْدَى عَشْرَةَ رَكْعَةً ...
“แต่ .. มีปรากฏในหนังสืออัล-มุวัฎเฎาะอ์(ของท่านอิหม่ามมาลิก) และหนังสืออัล-มุศ็อนนัฟของท่านสะอีด บินมันศูรฺ “ด้วยสายรายงานที่ถูกต้องสุดๆ” (จากท่านมุหัมมัด บินยูซุฟ) จากท่านอัซ-ซาอิบ บินยะซีด(ที่กล่าว)ว่า (พวกเราทำตะรอเวี๊ยะห์กันในสมัยท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ) 11 ร็อกอะฮ์” ... จากคำสั่งของท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ.ที่สั่งท่านอุบัยย์และท่านตะมีมให้นำบรรดาเศาะหาบะฮ์นมาซตะรอเวี๊ยะห์กัน 11 ร็อกอะฮ์ ปรากฏว่า - ในช่วงแรกๆ - ท่านอุบัยย์ซึ่งเป็นอิหม่ามนำนมาซฝ่ายผู้ชายเลือกปฏิบัติตามข้อสาม .. คือใช้เวลานานมาก .. เพราะท่านนำพวกเขานมาซกันจนถึงเวลา(เกือบ)ปรากฏแสงอรุณจึงเสร็จสิ้นการนมาซ .. ดังรายงานที่ถูกต้องของท่านอิหม่ามมาลิกในหนังสือ อัล-มุวัฏเฏาะอ์ เล่มที่ 1 หน้า 137 หรือหะดีษที่ 248 ......

จากจุดนี้ จึง "อาจจะ" เป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงจำนวนร็อกอะฮ์ของนมาซตะรอเวี๊ยะห์จาก 11 เป็น 20 ภายหลังก็เป็นได้ ท่านอิบนุตัยมียะฮ์กล่าวว่า ...
وَأُبَىُّ بْنُ كَعْبٍ لَمَّا أَقَامَ بِهِمْ وَهُمْ جَمَاعَةٌ وَاحِدَةٌ لَمْ يُمْكِنْ أَنْ يُطِيْلَ بِهِمُ الْقِيَامَ، فَكَثَّرُوْاالرَّكَعَاتِ لِيَكُوْنَ ذَلِكَ عِوَضًا عَنْ طُوْلِ الْقِيَامِ، .................فَإِنَّهُ كَانَ يَقُوْمُ بِاللَّيْلِ إِحْدَى عَشْرَةَ رَكْعَةً أَوْ ثَلاَثَ عَشْرَةَ رَكْعَةً، ثُمَّ بَعْدَ ذَلِكَ كَانَ النَّاسُ بِالْمَدِيْنَةِ ضَعُفُوْا عَنْ طُوْلِ الْقِيَامِ، فَكَثَّرُوْاالرَّكَعَاتِ، حَتىَّ بَلَغَتْ تِسْعًا وَثَلاَثِيْنَ ...
“และท่านอุบัยย์ บินกะอฺบ์นั้น เมื่อท่านนำพวกเขานมาซ(ตะรอเวี๊ยะห์)เป็นญะมาอะฮ์เดียว ท่านก็ไม่อาจนำพวกเขายืนนมาซนานๆได้ พวกเขาจึงเพิ่มจำนวนร็อกอะฮ์ให้มากขึ้นเพื่อเป็นการทดแทนจากการยืนนานๆ, .................. เนื่องจากท่านอุบัยย์เคยยืนนมาซยามค่ำคืนเพียง 11 ร็อกอะฮ์หรือ 13 ร็อกอะฮ์ หลังจากนั้น(คือหลังจากเคยเพิ่มจาก 11 ร็อกอะฮ์เป็น 23 ร็อกอะฮ์แล้ว) ชาวเมืองมะดีนะฮ์ยังรู้สึกอ่อนล้าจากการยืนนมาซนานๆ พวกเขาจึงเพิ่มร็อกอะฮ์ให้มากขึ้นอีกจนถึง 39 ร็อกอะฮ์” ...
(จากหนังสือ “มัจญมูอุ้ลฟะตาวีย์” ของท่านอิบนุตัยมียะฮ์ เล่มที่ 23 หน้า 113) ... เมื่อ “เหตุผล” ที่ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนร็อกอะฮ์ให้มากขึ้นเพื่อทดแทนการยืนนมาซในแต่ละร็อกอะฮ์นานๆดังยุคแรกๆหมดไปแล้ว ผมจึงอยากถามว่า ...

เป็นความผิดฉกรรจ์นักหรือหากผู้ใดจะหันกลับไปนมาซตะรอเวี๊ยะห์ 11 ร็อกอะฮ์ เพื่อเป็นการปฏิบัติตาม "ซุนนะฮ์” ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และปฏิบัติตาม "คำสั่ง" ของท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ.?? ... เราจะนำเอาหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมที่ว่า .. "และทางนำที่ "ดีเลิศ" ที่สุด ก็คือทางนำของมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม" .. ไปวางไว้ตรงไหน ? ท่านอัส-สะยูฎีย์ได้บันทึกในหนังสือ “อัล-มะศอเบี๊ยะห์ ฟี ศ่อลาติตตะรอเวี๊ยะฮ์” (เล่มที่ 1 หน้า 542 จากหนังสือ “อัล- หาวีย์ ลิ้ลฟะตาวีย์”) ว่า ...
وَقَالَ الْجُوْرِىُّ _ مِنْ أَصْحَابِنَا _ عَنْ مَالِكٍ أَنَّهُ قَالَ : اَلَّذِىْ جَمَعَ عَلَيْهِ النَّاسَ عُمَرُ بْنُ الْخَطَّابِ أَحَبُّ إِلَىَّ، وَهِىَ إِحْدَى عَشْرَةَ رَكْعَةً! وَهِىَ صَلاَةُ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، قِيْلَ لَهُ : إِحْدَى عَشْرَةَ رَكْعَةً مَعَ الْوِتْرِ؟ قَالَ : نَعَمْ، وَثَلاَثَ عَشْرَةَ قَرِيْبٌ، قَالَ : وَلاَ أَدْرِىْ مِنْ أَيْنَ أُحْدِثَ هَذَاالرُّكُوْعُ الْكَثِيْرُ؟ ...
ท่านอัล-ญูรีย์ซึ่งเป็นนักวิชาการมัษฮับของเราท่านหนึ่ง(คือมัษฮับชาฟิอีย์) กล่าวรายงานมาจากท่านอิหม่ามมาลิกว่า ..
“สิ่งซึ่งท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ.ได้ให้ประชาชนกระทำร่วมกันเป็นสิ่งที่ฉันชอบที่สุด นั่นคือ 11 ร็อกอะฮ์! และนั่นก็เป็นนมาซของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม, มีบางคนกล่าวถามท่านว่า .. 11 ร็อกอะฮ์พร้อมกับวิตรี่ด้วยใช่ไหม? .. ท่านตอบว่า ใช่, และ 13 ร็อกอะฮ์ก็ใกล้เคียงกัน, (ท่านอิหม่ามมาลิกกล่าวต่อไปว่า) .. “ฉันไม่รู้เลยว่า จำนวนร็อกอะฮ์อันมากมายเหล่านี้ มันถูกริเริ่มมาจากไหน?” ...
ขนาดท่านอิหม่ามมาลิก (เกิดปี ฮ.ศ. 93 สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 179) ซึ่งถือว่าเป็นคนในยุคแรกๆยังไม่ทราบเลยว่า จำนวนร็อกอะฮ์ของนมาซตะรอเวี๊ยะห์ที่ทำกัน 23 ร็อกอะฮ์บ้าง, 39 ร็อกอะฮ์บ้างนั้นใครคือผู้ริเริ่มขึ้นมา และริเริ่มขึ้นมาสมัยไหน ...
แล้วพวกเราในยุคหลังๆนี้จะไป "ฟันธง" ได้อย่างไรว่า เป็นการกระทำโดยคำสั่งของท่านอุมัรฺ ?? หรือในสมัยของของท่านอุมัรฺ ?? ...




ซาอุุให้สัญชาติซากิร ไนค์


ดร.ซากิร ไนค์ ครูสอนศาสนาอิสลามชาวอินเดีย ได้รับสัญชาติซาอุดิอาระเบีย หลังเขาถูกทางการอินเดียที่ปกครองโดยกลุ่มฮินดูหัวรุนแรงออกหมายจับข้อหาหนักจนไม่สามารถอยู่ในอินเดียต่อไปได้

เครือข่ายเฝ้าระวังตะวันออกกลางรายงานว่า แหลงข่าวในอาหรับระบุว่า กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลอาซิส ได้เข้าแทรกแซงวิกฤติของ ดร.ซากิร ไนค์ ด้วยการมอบสัญชาติซาอุดิอาระเบียให้กับเขา เพื่อปกป้องเขาจากการจับกุมของตำรวจสากล

เมื่อเดือนที่แล้วศาลอินเดียได้ออกหมายจับ ดร.ซากิร ไนค์ เป็นครั้งที่สองโดยกล่าวหาว่า เขามีความเชื่อมโยงกับการก่อการร้าย และการฟอกเงิน ทำให้ ดร.ซากิร ตัดสินใจไม่เดินทางกลับไปยังอินเดียบ้านเกิด และได้พักอยู่ในมาเลเซียในเวลานั้น หลังจากเมื่อ 5 ปีที่แล้วเขาเคยได้รับสิทธิจากรัฐบาลมาเลเซียในการอยู่อาศัยถาวรในประเทศได้

ครูสอนอิสลามวัย 51 ปีเดินทางออกจากอินเดียเมื่อปีที่แล้วก่อนที่จะมีการออกหมายจับ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเขาหนีหมายจับในข้อหาก่อการร้ายของทางการอินเดีย โดยอ้างว่าผู้ที่ก่อเหตุโจมตีกรุงธากาของบังกลาเทศได้แรงบันดาลใจมาจากเขา

สื่อมวลชนของอินเดียรายงานว่าทางการอินเดียกำลังดำเนินการขอเพิกถอนหนังสือเดินทางของดร.ซากิร ไนค์ และขอให้ทางตำรวจสากลออกหมายแดงตามจับเขา เชื่อกันว่าปัจจุบัน ดร.ซากิร ไนค์ ได้ย้ายไปพักอาศัยอยู่ในประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่เขาจะถูกบังคับให้ต้องเดินทางออกจากที่นั่นหากทางการอินเดียเพิกถอนหนังสือเดินทางของเขา แต่ทางสำนักงานหนังสือเดินทางดูเหมือนจะคาดไม่ถึงว่ารัฐบาลซาอุดิอาระเบียจะมอบสัญชาติให้กับดร.ซากิร ไนค์

หากร่างของฉันถูกกาฝั้นและฝังในวันนี้

หากร่างของฉันถูกกาฝั้นและฝังในวันนี้(ซิกรุลเมาต์ รำลึกถึงความตาย)
ฉันได้จบชีวิตลงแล้วร่างของฉัน
กำลังจะถูกกลบทีละนิดๆจนมิดร่าง"""ทุกคนกำลังจะเดินจากฉันไป และ ฉันก็ได้ยินเสียงทุกอย่าง
ก้าวของพวกเขาอย่างชัดเจน ฉัน
กำลังถูกปล่อยให้อยุ่อย่างโดดเดียวตามลำพัง ในสถานทีทีแสนจะ
มึดมิด ทีทีฉันไม่เคยเจอมาก่อน
ฉันกำลังรอคอยการถูกสอบสวน
จากมลาอีกะห์ การเตาบัตและสำนึกผิด ย่อมไม่มีผลอะไรแล้ว
ในเวลานี้เสียงแห่งการขออภัยก็
ไม่มีโอกาสได้ยินอีกต่อไปแล้ว ฉันถูกปล่อยให้อยุ่อย่างโดดเดียวตามลำพัง อย่างแท้จริง......
โอ้อัลลอฮ หากพระองค์ทรงให้โอกาสกับฉันอีกวันสองวันเพือทีฉันจะปรับปรุงตัวเอง
ทีฉันได้ล่วงเกินและซอเล็ม(ทำร้าย)ต่อพวกเขาพวกเขาต้องทุกข์ระทมเพราะการกระทำของฉัน
ฉันจะคืนทรัพย์สินทุกอย่างทีฉัน
เก็บสะสมมาอย่าง ไม่ชอบธรรมและสกปรก......
โอ้อัลลอฮ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดให้โอกาสแก่ฉันสักวันสองวันเพือฉันจะได้ปัฎิบัติช่วยเหลือต่อ บิดามารดา ผู้
เป็นทีรักของฉัน ทีฉันเคยก้าวร้าว
และ พฤติกรรมทีหยาบคายต่อท่านทั้ง
สองตลอดมา เพือฉันจะได้ขอมาอัฟต่อท่านทั้งสอง ทำไมฉันจึงไม่สำนึกถึงความรักทีท่านทั้งสองได้ทุมเทกับฉัน ทำไมฉันไม่สำนึกถึงความเมตตาอันยิ่งใหญ ของพระองค์ทีมีต่อฉัน.......
โอ้อัลลอฮ ขอพระองค์ได้ทรงให้
โอกาสฉันอีกสักวันสองวันได้ไหม เพือฉันได้มีเวลาอยุ่ร่วมกับครอบครัวของฉัน ร่วมกันทำ อามัลอีบาดะห์ ซุยุตต่อพระองค์ ทีผ่านมาฉันไม่เคยมีเวลาให้กับพวกเขาเพือร่วมกัน ทำอีบาดะห์ต่อพระองค์เลย
ฉันรู้สึกสำนึกผิดทีฉันได้ปล่อยให้
อายุของฉันได้ผ่านมาอย่างไร้ค่า
และสูญเปล่าแต่...เมือฉันได้ถูกฝัง ณ วันเวลานี้ทุกอย่างก็สายไปแล้ว
นอกจากเฝ้าคอยเหตุการต่างๆทีจะเกิดขึ้นกับฉัน หลังจากนี้จนถึงวันทีถูกรวมในทุ่งมะฮชัร...
โอ้อัลลอฮ ฉันขอฝากสลามฉันไปยังเพือนสนิทมิตรสหายทีคอยตักเตือนฉัน แท้จริงแล้ว เพือนทีดีทีสุด คือเพือนทีคอยเตือนสติให้นึกถึงความตาย

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

ท่านั่งที่อัลลอฮ์ทรงโกรธกริ้วเป็นท่านั่งที่เลียนแบบพวกยิว



ท่านอัชชะรี๊ด บิน สุวัยดฺ กล่าวว่า : ท่านร่อซู้ล ผ่านมาที่ฉัน ขณะที่ฉันกำลังนั่งพิงโดยท้าวมือซ้ายไปด้านหลัง ท่านกล่าวกับฉันว่า :

أتقعد قِعْدة المغضوب عليهم “

"ท่านจะนั่งอยู่ในท่านั่งของพวกที่ถูกกริ้ว
กระนั้นหรือ”

(บันทึกโดยอิมาม อะบูดาวูด)

ท่านอัฎฎีบียฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า ความหมายของพวกที่ถูกกริ้ว คือพวกยิว และสำหรับการเจาะจงท่านั่งดังกล่าวมีความหมายใน 2 ประเด็นคือ

1. ท่านั่งนี้เป็นท่าที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกริ้ว

2. มุสลิมคือ ผู้ที่อัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานให้ ดังนั้น จึงสมควรที่เขาจะออกห่างจากการเลียน
แบบผู้ที่พระองค์ทรงกริ้วและทรงสาป
แช่งไว้

ท่านอัลกอรียฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวเสริมว่า : การที่พวกยิวถูกเจาะจงถึงในที่นี่ก็เพราะ ลักษณะเด่นของพวกเขาที่อัลลอฮฺทรงกริ้วนั้นครอบคลุมและเด่นชัดกว่าพวกกุฟฟาร
อื่นๆที่มีความโอหัง ทั้งนี้เพราะ ความยโสโอหังของพวกยิวเป็น
ที่ประจักษ์ชัดทั้งในท่านั่งและท่าเดิน
ของพวกเขา

ชัยคุลอิสลาม อิบนิ ตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า : มีรายงานจากท่านอิบนิอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมาว่า ท่านเห็นชายคนหนึ่งนั่งพิงด้วยมือซ้ายขณะละหมาด ท่านจึงบอก “ท่านอย่านั่งท่านี้ เพราะมันเป็นท่านั่งของพวกที่ถูกลงทัณฑ์ ”

อีกรายงานหนึ่งระบุว่า :

" تلك صلاة المغضوب عليهم " “นี่เป็นการละหมาดของพวกที่ถูกกริ้ว”

อีกรายงานหนึ่งระบุว่า :

" نهى رسول الله صلى الله عليه وسلم أن يجلس الرجل في الصلاة وهو معتمد على يده "

“ ท่านร่อซู้ล ห้ามไม่ให้คนใดนั่งพิงมือของเขา
ขณะละหมาด”

( บันทึกโดย อิมาม อบูดาวูด)

ในหะดีษนี้ได้ห้ามนั่งท่าดังกล่าวด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นท่านั่งของผู้ถูกลงทัณฑ์ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะออกห่างจาก
วิถีปฏิบัติของพวกเขา

มีผู้ถามท่านเชค บินบาส ว่า : ท่านั่งที่ห้ามนี้ห้ามนั่งเฉพาะในละหมาดหรือเป็นการห้ามโดยรวม ?

ท่านเชคตอบว่า : มีหะดีษระบุห้ามนั่งในท่านี้จริง และเป็นการห้ามนั่งโดยรวมทั้งในและนอกละหมาด เพราะฉะนั้น ใครที่ต้องการนั่งพิงแขน ก็จงนั่งพิงทางด้านขวา หรือพิงทั้งสองข้างพร้อมกัน

ท่านเชค อิบนิ อุซัยมีน กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : ท่านั่งเช่นนี้เป็นท่านั่งที่ท่านนบี ได้บรรยายลักษณะว่าเป็นท่านั่งที่ถูกกริ้ว ส่วนการท้าวทั้งสองมือไปด้านหลังแล้วนั่ง
พิงนั้น ถือว่าไม่เป็นไร และถึงแม้ว่าจะท้าวแขนข้างขวาข้างเดียว
ก็ไม่เป็นไรเช่นกัน เพราะท่านั่งที่ท่านนบี อธิบายว่าป็นท่าที่ถูกกริ้วนั้น คือ การใช้มือซ้ายท้าวไปทางด้านหลัง และวางฝ่ามือกับพื้นแล้วนั่งพิง และท่านเชคยังกล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ในฟัตวา

“นูรุน อะลา ดัรบฺ” ว่า : ความหมายของหะดีษนี้ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว หมายถึง ไม่ให้นั่งเอนโดยที่มือซ้ายพิงอยู่กับพื้น มีคำถามถามท่านเชคว่า : แล้วถ้าหากว่านั่งท่านี้โดยเจตนาเพียงนั่ง
พักและไม่ได้คิดเลียนแบบพวกยิวจะบาป
หรือไม่ ?

ท่านเชค อิบนิ อุซัยมีน กล่าวตอบว่า : หากเจตนาเช่นนั้นจริงๆ ก็ให้ท้าวแขนด้วยมือขวาด้วยอีกข้างหนึ่งถึงจะไม่เป็นที่ต้องห้าม

(ร่วมนำเสนอสิ่งดีๆ โดย เพจศาสนาอิสลาม - الإسلام)
ที่มา Al Assari Al Ameen

........

ฮุก่มการนั่งท้าวมือซ้ายไปด้านหลัง

แปลและเรียบเรียง อุมมุ อุ้ลยา

ผมมีคำถามเกี่ยวกับหะดีษที่ปรากฏในหนังสือ “ริยาฎุซซอลิฮีน” ที่ว่า ท่านอัชชะรี๊ด บิน สุวัยดฺ กล่าวว่า : ท่านร่อซู้ล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผ่านมาที่ฉัน ขณะที่ฉันกำลังนั่งพิงโดยท้าวมือซ้ายไปด้านหลัง ท่านกล่าวกับฉันว่า :

أتقعد قِعْدة المغضوب عليهم “ท่านจะนั่งอยู่ในท่านั่งของพวกที่ถูกกริ้วกระนั้นหรือ”

(บันทึกโดยอิมาม อะบูดาวูด)

คำตอบ

คำถามคือ หะดีษนี้ถูกต้องเชื่อถือได้หรือไม่ ? และการนั่งท้าวแขนซ้ายไปด้านหลังถือว่า หะรอม หรือ มักรู๊ฮฺ ? กรุณานำเสนอความเห็นของอุละมาอฺในประเด็นนี้ด้วยครับ ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนความดีให้แก่ท่าน

ประการแรก

เราขอตอบว่าหะดีษนี้เป็นหะดีษศ่อเฮียะฮฺ ท่านอิมามอะฮฺมัด อิมามอบูดาวูดและท่านอิบนิฮิบบานได้บันทึกไว้ในตำราศ่อเฮียะฮฺของพวกท่าน ท่านอัลฮากิมกับท่านอัซซะฮะบียฺได้ยืนยันความถูกต้องของหะดีษนี้ เช่นเดียวกับอิมามนะวะวียฺได้ยืนยันไว้ใน “ริยาฎุซซอลิฮีน ท่านอิบนิ มุฟลิฮฺยืนยันไว้ใน “อาดาบ อัชชัรอียะฮฺ” และเชค อัลอั้ลบานียฺยืนยันไว้ในศ่อเฮียะฮฺ อบีดาวูด

ท่านอัฎฎีบียฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า ความหมายของพวกที่ถูกกริ้ว คือพวกยิว และสำหรับการเจาะจงท่านั่งดังกล่าวมีความหมายใน 2 ประเด็นคือ

1. ท่านั่งนี้เป็นท่าที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกริ้ว

2. มุสลิมคือ ผู้ที่อัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานให้ ดังนั้น จึงสมควรที่เขาจะออกห่างจากการเลียนแบบผู้ที่พระองค์ทรงกริ้วและทรงสาปแช่งไว้

ท่านอัลกอรียฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวเสริมว่า : การที่พวกยิวถูกเจาะจงถึงในที่นี่ก็เพราะ ลักษณะเด่นของพวกเขาที่อัลลอฮฺทรงกริ้วนั้นครอบคลุมและเด่นชัดกว่าพวกกุฟฟารอื่นๆที่มีความโอหัง ทั้งนี้เพราะ ความยโสโอหังของพวกยิวเป็นที่ประจักษ์ชัดทั้งในท่านั่งและท่าเดินของพวกเขา

ชัยคุลอิสลาม อิบนิ ตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า : มีรายงานจากท่านอิบนิอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมาว่า ท่านเห็นชายคนหนึ่งนั่งพิงด้วยมือซ้ายขณะละหมาด ท่านจึงบอก “ท่านอย่านั่งท่านี้ เพราะมันเป็นท่านั่งของพวกที่ถูกลงทัณฑ์ ”

อีกรายงานหนึ่งระบุว่า :

" تلك صلاة المغضوب عليهم " “นี่เป็นการละหมาดของพวกที่ถูกกริ้ว”

อีกรายงานหนึ่งระบุว่า :

" نهى رسول الله صلى الله عليه وسلم أن يجلس الرجل في الصلاة وهو معتمد على يده "

“ ท่านร่อซู้ล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามไม่ให้คนใดนั่งพิงมือของเขาขณะละหมาด”

( บันทึกโดย อิมาม อบูดาวูด)

ในหะดีษนี้ได้ห้ามนั่งท่าดังกล่าวด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นท่านั่งของผู้ถูกลงทัณฑ์ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะออกห่างจากวิถีปฏิบัติของพวกเขา

มีผู้ถามท่านเชค บินบาส ว่า : ท่านั่งที่ห้ามนี้ห้ามนั่งเฉพาะในละหมาดหรือเป็นการห้ามโดยรวม ?

ท่านเชคตอบว่า : มีหะดีษระบุห้ามนั่งในท่านี้จริง และเป็นการห้ามนั่งโดยรวมทั้งในและนอกละหมาด เพราะฉะนั้น ใครที่ต้องการนั่งพิงแขน ก็จงนั่งพิงทางด้านขวา หรือพิงทั้งสองข้างพร้อมกัน


.................

ท่านเชค อิบนิ อุซัยมีน กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : ท่านั่งเช่นนี้เป็นท่านั่งที่ท่านนบี ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้บรรยายลักษณะว่าเป็นท่านั่งที่ถูกกริ้ว ส่วนการท้าวทั้งสองมือไปด้านหลังแล้วนั่งพิงนั้น ถือว่าไม่เป็นไร และถึงแม้ว่าจะท้าวแขนข้างขวาข้างเดียวก็ไม่เป็นไรเช่นกัน เพราะท่านั่งที่ท่านนบี ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อธิบายว่าป็นท่าที่ถูกกริ้วนั้น คือ การใช้มือซ้ายท้าวไปทางด้านหลัง และวางฝ่ามือกับพื้นแล้วนั่งพิง และท่านเชคยังกล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ในฟัตวา

“นูรุน อะลา ดัรบฺ” ว่า : ความหมายของหะดีษนี้ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว หมายถึง ไม่ให้นั่งเอนโดยที่มือซ้ายพิงอยู่กับพื้น มีคำถามถามท่านเชคว่า : แล้วถ้าหากว่านั่งท่านี้โดยเจตนาเพียงนั่งพักและไม่ได้คิดเลียนแบบพวกยิวจะบาปหรือไม่ ?

ท่านเชค อิบนิ อุซัยมีน กล่าวตอบว่า : หากเจตนาเช่นนั้นจริงๆ ก็ให้ท้าวแขนด้วยมือขวาด้วยอีกข้างหนึ่งถึงจะไม่เป็นที่ต้องห้าม

ประการที่สอง

นักวิชาการระบุว่าท่านั่งนี้เป็นท่านั่งที่น่ารังเกียจ ไม่ควรกระทำ (มักรู๊ฮฺ) ซึ่งท่านอิมามอบูดาวูดได้ตั้งชื่อบทหนึ่งในตำราสุนันของท่านว่า : “ บทว่าด้วยท่านั่งที่น่ารังเกียจ ” (โดยระบุหะดีษนี้ได้บทดังกล่าว)

อิบนิ มุฟลิฮฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า : เป็นที่น่ารังเกียจ (มักรู๊ฮฺ) ที่จะนั่งพิงโดยท้าวมือซ้ายไปด้านหลัง

เชค อับดุลมุฮฺซิน อัลอับบ๊าด กล่าวว่า : บางครั้งมั๊กรูฮฺอาจมีความหมายว่าหะรอม หรืออาจหมายถึงมั๊กรูฮฺที่ใช้ให้ออกห่างจากสิ่งนั้นเสีย แต่หะดีษนี้ระบุถึงท่านั่งของพวกที่ถูกกริ้ว จึงหมายความถึงการห้ามนั่งในท่าดังกล่าว

สรุปว่า ท่านั่งนี้ (นั่งพิงแขนซ้ายไปด้านหนัง) เป็นท่าที่ห้ามนั่งทั้งในและนอกละหมาด และห้ามนั่งไม่ว่าจะจงใจเลียนแบบพวกยิวหรือพวกอื่นๆ ที่ยโสโอหัง หรือไม่มีเจตนาจงใจก็ตาม คำจำกัดความของการนั่งท่านี้คือ ท่านั่งของพวกที่ถูกกริ้วและเป็นท่านั่งของพวกที่ถูกลงทัณฑ์ จึงส่งผลให้การห้ามปฏิบัติในที่นี้มีน้ำหนักมากกว่าการบ่งว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจ ไม่ควรกระทำ (มักรู๊ฮฺ) เพียงอย่างเดียว และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้รอบรู้อย่างที่สุด

..............

ท่านนบีไม่ชอบท่านั่งเเบบนี้. เพราะอะไร.?
ท่านั่งโดยเอามือซ้ายยันพื้นนั้นเป็นสิ่งที่ท่านนบีไม่ชอบอย่างยิ่ง ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า อิสลาม คือ การทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วอิสลามไม่ใช่แค่เรากับอัลลอฮฺเท่านั้น แต่อิสลามครอบคลุมถึงวิถีชีวิต ตลอดจนถึงมารยาทที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ฮาดิษความว่า Al Syarid bin Al Suwaid กล่าวว่า : ท่านนบีเดินผ่านฉัน และเห็นฉันนั่งอยู่ท่านี้ (ฉันนั่งโดยเอามือซ้ายไว้ข้างหลังและยันลงบนพื้น) และท่านนบีกล่าวกับฉันว่า ท่านนั่งในท่าที่นั่งของคนที่ถูกลงโทษ (dimurkai) หรือ ? รายงานจาก Ahmad, และ Abu Daud. ได้รับการยอมรับโดย Al-Albani
และอีกหนึ่งรายงานจาก Abu Daud กล่าวว่า “อย่านั่งในท่านี้เพราะท่านี้เป็นการนั่งของคนที่ถูกลงโทษ” ฮาดิษนี้ได้รับการยอมรับโดย al-Albani
Syeikh Ibnu Uthaimin ได้กล่าวว่า การนั่งในท่าดังกล่าวที่ท่านนบีได้กล่าวว่าเป็นการนั่งในท่าของคนที่ถูกลงโทษ แต่ท่านั่งโดยเอามือทั้งสองวางใว้ด้านหลังและยันกับพื้นนั้นไม่เป็นไร หรือ นั่งในท่าที่เอามือขวาไว้ด้านหลังก็ไม่เป็นไร
การนั่งในท่านี้บางอุลามาอฺได้ให้ทัศนะว่าเป็นสิ่งที่มักโรฮฺ และเป็นการนั่งของคนยิ่งยโส ดังนั้นเมื่อท่านนบีได้ให้คำแนะนำกับเรา ในเรื่องท่านั่งที่เราควรละเลย เราก็ควรปฎิบัติ เพราะทุกย่างก้าวในการดำเนินชีวิต อิสลามได้ระบุหมดแล้ว และสิ่งที่อิสลามได้ระบุไว้นั้นไม่ได้มีจุดประสงค์ให้เราลำบากเสมอไป อาจจะมีข้อดีในเรื่องสุขภาพ และเรื่องสังคมก็อาจได้

แปลและเรียบเรียงโดย Imron Berita Muslim
อ้างอิงจาก binusrah.blogspot.kr


หุก่มในการพาเด็กเล็กเข้ามาที่มัสญิด

ชัยคฺ อัลบานียฺ
______________________________
ผู้ถาม: โอ้...ชัยคฺของเรา มีเด็กเล็กที่ยังไม่ถึงวัยที่สามารถแยกแยะได้(ยังไม่พ้น อะกิล บะลิฆ) ขออนุญาตให้ละหมาดที่มัสญิดกับพ่อได้หรือไม่?
ชัยคฺ อัลอัลบานียฺ: สะลัฟในยุคแรก หัวหน้าของพวกเขาคือนบีของเรา ﷺ เคยอนุญาตให้พวกเขาพาเด็กๆเข้ามัสญิดของท่าน ﷺ
ศอหาบะฮฺท่านหนึ่งรายงานว่า วันหนึ่งเขาละหมาดอัสรฺหลังนบี ﷺ และท่านได้สุญูดนานมากในบางร็อกอะฮฺ และมันไม่ใช่ละหมาดสุหนัต ศอหาบะฮฺจึงเงยหน้าดูว่านบียังสบายดี เขากลัวว่าท่านจะเสียชีวิตขณะสุญูด เขาประหลาดใจที่พบว่า อัลหะสัน และอัลหุซัยนฺ ... แล้วเขาลงไปสุญูดต่อ
พวกเขาถามว่า "ท่านสุญูดในละหมาดนานมาก..." นบี ตอบว่า: "ลูกๆของฉันขี่หลังฉันอยู่ ฉันไม่อยากรบกวนพวกเขา..." เด็กเหล่านี้เคยไปที่มัสญิดเพื่อละหมาด อย่างที่คุณบอก มันไม่ใช่วัยที่จะแยกแยะอะไร
ผู้ที่ละหมาด ไม่ว่าชายหรือญิง ที่ไม่พาลูกๆมามัสญิด มันไม่ใช่ทางนำของนบี ﷺ
มีสายรายงานไม่ศอฮีหฺ "จงเก็บทารกของท่าน คนบ้าของท่าน คนชั่วของท่าน และการซื้อขายของท่าน ให้ห่างไกลจากมัสญิดของท่าน..." แม้ว่า ส่วนท้ายของหะดีษจะศอฮีหฺ โดยการพิสูจน์ของนักหะดีษท่านอื่นๆ มันจะไม่ถูกซ่อนจากท่าน อินชาอัลลอฮฺ
ประเด็น นบี ﷺ ไม่เคยห้ามพาเด็กๆไปมัสญิด ท่านอนุญาต ท่านมีหุก่มพิเศษในเรื่องนี้ เมื่อท่านรับรู้มารดาที่ละหมาดตามหลังท่าน และเด็กๆเริ่มร้อง นบี ﷺ "ฉันได้ยินเสียงเด็กร้อง ฉันจึงละหมาดสั้นลง เพราะฉันไม่ต้องการจะให้เกิดลำบากแก่แม่ของพวกเขา"
ท่านอ่านกุรอ่านสั้นๆ เพื่อให้มารดาดูแลลูกๆของนาง ท่าน ﷺ ไม่เคยทำดั่งอิม่ามโง่ๆทำ และกล่าวว่า: "ทำไมเจ้าเอาลูกของเจ้ามาในมัสญิด มันรบกวนเรา" และอื่นๆ ท่านนบี ﷺ ไม่เคยทำอะไรแบบนี้
เด็กๆ โตมาในบรรยากาศของอิสลาม และไปที่มัสญิด แม้เพียงแค่ไปเล่นสนุก มันเป็นสถานที่ที่ดีกว่าที่อื่นๆ นบี ﷺ ถูกถามว่า: "สถานที่ดีที่สุดและเลวที่สุด?" และท่าน ﷺ ตอบว่า: "สถานที่ที่ดีที่สุดคือมัสญิด และสถานที่ที่เลวที่สุดคือตลาด"
ถ้าเด็กโตมาเช่นนี้ เขามีความต้องการไปมัสญิด มากกว่าเดินตามท้องถนนหรือหุบเขา นี่คือบะรอกะฮฺและข่าวดีที่ดีเลิศ
ดังนั้น พ่อ รวมถึงแม่ ควรจะเล่งเห็นประโยชน์จากสถานการณ์นี้ และช่วยให้เขาได้ไปมัสญิดอย่างสะดวก ดังนั้นถ้าเด็กๆ และไม่เป็นที่ต้องสงสัยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น เช่น ทำบางอย่างในขณะละหมาด หรือเล่นกันในขณะละหมาด และสิ่งที่เกิดกับหัวหน้าของมนุษยชาติ ﷺ ประสบเช่นบางครั้งปีนขึ้นไปขี่หลัง(อย่างท่านหะสัน-หุซัยนฺทำ) และท่าน ﷺ ก็ไม่เคยดุด่าว่าพวกเขา แต่แท้จริง ท่านได้นำพาหุก่มพิเศษมา(การสุญูดนาน) เช่นเดียวกับที่ฉันได้บอกไป ท่าน ﷺ ละหมาดสั้นๆ เมื่อตอนที่ได้ยินเสียงเด็กร้อง
ถ้าเป็นทุกวันนี้ คงมีการกระโกนด่ามาจากทุกมุมของมัสญิด "ท่านทำให้การละหมาดของเรายาวนานเกินไป โอ้...ชัยคฺ...เด็ก ทำไมท่านพาเด็กเข้ามาในมัสญิด?"
พวกเขาไม่รู้จักทางนำของรอซูลุลลอฮฺ ﷺ พวกเขาไม่รู้ถึงความเมตตาและความโอบอ้อมที่มีต่ออุมมะฮฺของท่าน และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้ตรัสจริง เมื่อพระองค์ได้ตรัสว่า
بِالْمُؤْمِنِينَ رَءُوفٌ رَّحِيمٌ
"...เป็นผุ้เมตตา ผู้กรุณาสงสาร ต่อผู้ศรัทธา" (อัตเตาบะฮฺ: 128)
_____________
สรุปจากเทปเสียง ซิลซิละตุลฮุดา วันนูรฺ 668