อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

ความขัดแย้งของประชาติ

วาทกรรมโกหกจนลิ้นพันกันเอง

แนวทาง อุลามาอฺ

16 ชม.
นี่ไงครับ คลิปที่ญีแอบอกว่า การขัดแย้งกันของโลกมุสลิม ก้อเพราะว่า เกิดจากที่เรามัวแต่เรียนเกี่ยวกับวิจัยมนุษย์ ด้านฟิกห์ ด้านเตาฮิ้ด ความแตกแยกเลยไม่สิ้นสุด..(อัสตัฆฟิรุ่ลลอฮ)
( ตลกจริงๆ ทั้งๆที่สี่มัสหับอยู่ด้วยกันมาไม่เคยขัดแย้งเลยนับพันปี ก่อนวะฮาบีจะเกิดเสียด้วยซ้ำ
อีกอย่าง มนุษย์ที่ว่านั้น เค้าคือปราชน์มุจตะฮิดนะครับ เมื่อใดที่ละทิ้งอุลามาอฺแล้ว เราก้อเป็นได้แค่ตามญีแอแหละครับพี่น้อง )
ทั้งๆคีลาฟอุลามาอ์คือเราะหฺมัตแด่เราคนเอาวาม แต่ญีแอก้อยังสร้างความคลุมเครือสร้างฟิตนะห์
ตัวเองแน่นจริง ถึงขนาดอิสติมบาตหุกุ่มจากกุรอ่านหะดิษด้วยตัวเองจริงๆหรือ?
ไม่ถึงขั้น เอื้อมไม่ถึง .. แต่กลับตะกั้บบุรแบบหวานๆ นะอูซุบิลลาฮ !
((ช่างน่าสมเพสเวทนาจริงๆ))

@@@@

ชี้แจง
น่าสมเพทยิ่งนัก วันๆ ได้แต่เอาอุลามาอฺมาโจมตี ดร. อิสมาแอล ลุตฟี ท่านไม่เคยมานั่งโจมตีใครในเฟส แต่พวกนี้ คิดจะทำลายและดิสเครดิต แต่.. เมื่อโกหกมันก็ทำให้ลิ้นอาชาอิเราะฮขี้ขลาดคนนี้ ลิ้นพันกันเอง
นายนาปลอม แกนนำอาชาอิเราะฮ นามว่า แนวทาง อุลามาอฺ อ้างว่า
"ทั้งๆที่สี่มัสหับอยู่ด้วยกันมาไม่เคยขัดแย้งเลยนับพันปี "
ขอตอบว่า "โกหก" เพราะ ถ้าไม่ขัดแย้งหรือเห็นต่างมันจะเกิดเป็นสี่มัซฮับหรือ ความจริงมีมากกว่าสี่มัซฮับด้วยซ้ำ ? โอ้ลิ้นพันกันเองแล้ว ท่าน แนวทาง อุลามาอฺ
การเห็นต่างมันเกิดทุกยุคทุกสมัย แต่พวกเขาเห็นต่าง แต่ไม่แตกแยก เป็นศัตรูทำลายกัน อย่างที่นาย แนวทาง อุลามาอฺ ทำอยูขณะนี้
นาย นามปลอม แนวทาง อุลามาอฺ อ้างว่า ทั้งๆคีลาฟอุลามาอ์คือเราะหฺมัต"
ขอตอบว่า
นาย แนวทาง อุลามาอฺ อ้างหะดิษเฎาะอีฟมาเป็นศาสนาครับ
โดยอ้างหะดิษต่อไปนี้
اختلاف أمتي رحمة
"ความขัดแย้งของประชาติของฉันนั้น เป็นความเมตตา"
วิจารณ์หะดิษข้างต้น
เช็คอัลบานีย์ กล่าวว่า
و لقد جهد المحدثون في أن يقفوا له على سند فلم يوفقوا لا أصل له
“เป็นหะดิษไม่มีที่มา และบรรดานักหะดิษได้พยายามที่จะค้นให้พบสายรายงานของมัน ปรากฏว่าพวกเขาไม่พบ – สิลสิละฮอัลอะหาดิษเฎาะอีฟะฮ 1/141
อัลกอสิมีย์ กล่าวว่า
ذكر بعض المفسيرين هنا ما روي من حديث (( اختلاف أُمتي رحمة
ولا يُعرف له سندٌ صحيح ، ورواه الطبراني والبيهقي في المدخل بسندٍ ضعيف ، عن ابن عباس
บรรดานักตัฟสีรบางส่วน ได้ระบุไว้ ณ ที่นี้ คือ สิ่งที่ได้รายงานจากหะดิษ (ความขัดแย้งของประชาติของฉันนั้น เป็นความเมตตา") และไมเป็นที่รู้กันว่ามันมีสายรายงานที่เศาะเฮียะ และอัฏฏอ็บรอนีย์และอัลบัยฮะกีย์ ได้รายงานมัน ในหนังสือ อัลมัดคอ็ล ด้วยสายรายงานที่เฏาะอีฟ จากอิบนิอับบาส.(1) – มุหาสินุตตะอฺวี้ล 4/928
………….
(1) หะดิษที่อัฏฏอ็บรอนีย์และอัลบัยฮะกีย์ ได้รายงานมัน ในหนังสือ อัลมัดคอ็ล ด้วยสายรายงานที่เฏาะอีฟ จากอิบนิอับบาสคือ
إن أصحابي بمنزلة النجوم في السماء، فأيما أخذتم به، اهتديتم، واختلاف أصحابي لكم رحمة؛
แท้จริง บรรดาสาวกของฉัน อยู่ในฐานะประดุจดวงดาวบนท้องฟ้า ดังนั้นที่ใหนก็ตาม ที่พวกท่านเอามันมา พวกท่านจะได้รับการชี้นำ และการขัดแย้งของเหล่าสาวกของฉัน เป็นความเมตตาต่อพวกท่าน”
.............
ปิดตานั่งเทียนด่าวะฮบีย์ จนลิ้นพันกันเอง แถมเอาหะดิษเฎาะอีฟมาสนับสนุนการตักลิดมัซฮับอีก -วัลอิยาซุบิลละฮ น่าเวทนาจริงๆ

والله أعلم بالصواب

อะสัน หมัดอะดั้ม





ผู้ที่ยกย่อง อิบนุตัยมียะฮ โดยฉายาว่า "ชัยคุลอิสลาม"



เมื่อเขากล่าวหาคนที่ยกยกย่องอิบนุตัยมียะฮและชัยค์มุหัมหมัด ว่าเลวกว่าอิบลิส
การีม สุไลมาน

ใครเรียกอิบนุตัยมียะห์หรือ มุฮัมหมัดบินอับดุลวาฮาบว่าชัยคุลอิสลาม มันเลวพอๆกับอิบลิส
@@@@@

ชี้แจง
ไปเจอคนเสียสติ เขียนข้อความด่าทอว่า "ใครเรียกอิบนุตัยมียะห์หรือ มุฮัมหมัดบินอับดุลวาฮาบว่าชัยคุลอิสลาม มันเลวพอๆกับอิบลิส"
จึงขอชี้แจง เพื่อบอกให้พี่น้องทราบโดยทั่วกันว่า "คนที่ยกย่อง อิบนุตัยมียะฮ โดยฉายาว่า "ชัยคุลอิสลาม" คือปราชญที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ของตัวอย่าง 2 ท่าน คือ
ชัยค์ ญะลาลุดดีน อัสสะยูฏีย์(ร.ฮ) ปราชญ์มัซฮับชาฟิอี ซึ่งมี่ชีวิตระว่างปี ฮ.ศ 849-911 ได้ชมเชยท่านชัยคุลอิสลามอิบนุตัยมียะฮ(ร.ฮ) ไว้ดังนี้
ابن تيمية ، الشيخ ، الإمام ، العلامة ، الحافظ ، الناقد ، الفقيه ، المجتهد ، المفسر البارع ، شيخ الإسلام ، علَم الزهاد ، نادرة العصر ، تقي الدين أبو العباس أحمد المفتي شهاب الدين عبد الحليم بن الإمام المجتهد شيخ الإسلام مجد الدين عبد السلام بن عبد الله بن أبي القاسم الحراني .
อิบนุตัยมียะฮ อัช-ชัยค์ , อัล-อิหม่าม , ,อัลอัลลามะฮ ,อัลหาฟิซ ,อันนากิด(นักวิจารณ์),อัล-มุฟัสสิีรอัลบาเรียะ(นักอรรถาธิบายอัลกุรอ่านที่ยอดเยี่ยม) ,ชัยคุลอิสลาม ,ผู้ทรงความรู้ที่สมถะ ,เป็นผู้ที่หาหายากในยุคสมัย ,ตะกียุดดีน,อะบุลอับบาส อะหมัด อัลมุฟตี ชิฮาบุดดีน อับดุลหะลีม บิน อิหม่ามอัลมุจญตะฮีด ชัยคุลอิสลาม ,มัจญุดดีน อับดุสสลาม บิน อับดิลละฮ บิน อะบิลกอซิม อัลหะรอนีย์... ดู เฏาะบะกอ็ตอัลหุฟฟาต ของชัยค์อัสสะยูฏีย์ หน้า 520-521
2.อิบนุเราะญับ (ร.ฮ) ฮ.ศ 736-785 ปราชญมัซฮับหัมบะลีย์ ที่มีชื่อเสียง เขายกย่องอิบนุตัยมียะฮว่า
أَحْمَد بْن عَبْد الحليم بْن عَبْد السَّلام بْن عَبْد اللَّهِ بْن أَبِي القاسم بْن الخضر بن محمد ابن تيمية الحراني، ثُمَّ الدمشقي، الإِمَام الفقيه، المجتهد المحدِّث، الحافظ المفسر، الأصولي الزاهد، تقي الدين أَبُو الْعَبَّاس، شيخُ الإِسْلام،
อะหมัด บิน อับดิลหะลีม บิน อับดิสสลาม บิน อับดิลละฮ บิน อะบีลกอสิม บิน อัลเคาะฎีร บิน มุหัมหมัด บิน ตัยมียะฮ อัลหะรอรีย์ ต่อมา อัดดะมัชกีย์ อิหม่ามอัลฟะกีฮ อัลมุจญตะฮิด อัลมุหัษดิษ อัลหาฟิซ อัลมุฟัสสิร อัลอุศูลีย์ อัซซาฮิด ตะกียุดดีนอัลอับบาส "ชัยคุลอิสลาม"
- ดู ซัยลุเฏาะบะกอตอัลหะนาบะละฮ 4/492-493
..........
ข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของถ้อยคำที่อิหม่ามอัสสะยูฏีย์ ปราชญ์คนสำคัญในมัซซฮับชาฟิอี และ อิบนุเราะญับ ปราชญ์มัซหัมบะลีย์ยกย่อง ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ โดยฉายา "ชัยคุลอิสลาม" แต่ การรีม สุไลมาน บอกว่า ใครเรียก อิบนุตัยมียะฮว่า "ชัยคุลอิสลาม เขาผู้นั้น เลวกว่าอิบลิส แสดงว่า นายการีม เขาได้กล่าวหาอิหม่ามสะยูฏีย์ ว่าเลวกว่าอิบลิส -นะอูซุบิลละฮ แสดงว่า เขาเสียสติไปแล้วจริงๆ

والله أعلم بالصواب

22/1/60





เมื่ออะชาอิเราะห์หมกเม็ดตัดตอนคำพูดอิหม่ามอบุลหะซันอัลอัชอะรีย์


มื่อเขาเอาท่อนหัวและหมกเม็ดส่วนกลางและหาง
แนวทาง อุลามาอฺ อะหฺลุซซุนนะห์ถูกใจเพจ
21 ธันวาคม 2016
ท่านอิหม่ามอะบุลหะซัน อัลอัชอะรีย์ ปราชน์ใหญ่ชั้นแนวหน้าของเราชาวอะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์ (ฮ.ศ. 260-324)
ได้กล่าวไว้ว่า
قَالَ اَهْلُ السُّنَّةِ وَاَصْحَابُ الْحَدِيْثِ لَيْسَ بِجِسْمٍ وَلاَ يُشْبِهُ الاَشْيَاءَ
ความว่า..
“ได้กล่าวโดยชาวอะฮฺลุสซุนนะฮ์และอะฮฺลุลหะดีษ อัลลอฮฺนั้นไม่ใช่ด้วยกับรูปร่าง และพระองค์ทรงไม่คล้ายกับสรรพสิ่งทั้งหลาย”
อัลอัชอะรีย์, มะกอล้าต อัลอิสลามียีน, หน้า 211.
...............................
ปล..ท่านเช็คซัลมาน อันนัดวีย์ อุลามาอฺที่ถูกขนานนาม จากบรรดาอุลามาอฺร่วมสมัยทั่วโลกว่า
"ราชสีห์แห่งอิเดีย"
ท่านได้กล่าวไว้ว่า ..
แนวทางอะชาอิเราะห์และมาตุรีดียะห์(อะห์ลุซซุนนะห์คณะเก่า)นั้น
คือแนวทางของบรรดาอุลามาอ์มากกว่า99เปอเซนต์บนหน้าโลก.
วัลลอฮุอะลัม
@@@@@@@@@@@@@
ข้างต้น นายนามปลอม แนวทาง อุลามาอฺ อะหฺลุซซุนนะห์ ได้ตัดเอาท่อนหัวของคำพูดอิหม่ามอบุลหะซันอัลอัชอะรีย์ แต่ได้หมกเม็ดท่อนกลางและท่อนปลายของประโยค มาดูเต็มๆ
وقال أهل السنة وأصحاب الحديث: ليس بجسم ولا يشبه الأشياء وأنه على العرش كما قال عز وجل: {الرحمن على العرش استوى} طه5،، ولا نقدم بين يدي الله في القول، بل نقول استوى بلا كيف.
وأنه نور كما قال تعالى: {الله نور السموات والأرض} النور35.
وأن له وجهاً كما قال الله: {ويبقى وجه ربك} الرحمن27.
وأن له يدين كما قال: {خلقت بيدي} ص75.
وأن له عينين كما قال: {تجري بأعيننا} القمر14.
وأنه يجيء يوم القيامة هو وملائكته كما قال: {وجاء ربك والملك صفاً صفاً} الفجر22.
وأنه ينزل إلى السماء الدنيا كما جاء في الحديث.
ولم يقولوا شيئاً إلا ما وجدوه في الكتاب، أو جاءت به الرواية عن رسول الله

ชาวอะห์ลุซซุนนะห์และปราชญ์ฮะดีษกล่าวว่า : พระองค์ทรงไม่มีตัวตน(เรื่อนร่างดั่งมนุษย์) และเราจะไม่เอาพระองค์ไปตัชบีฮิ์(เปรียบเทียบกับสิ่งถูกสร้าง) และดังนั้นพระองค์ทรงอยู่บนอะรัช ดั่งที่พระองค์(อัซซะวะญัล) กล่าวว่า
{الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى} [طه 20 : 5]
ผู้ทรงกรุณา ทรงดำรงอยู่เหนือบัลลังก์(ตอฮา 20 :5.)
และเราจะไม่ล้ำหน้าพระองค์(อวดรู้ไปกว่าพระองค์ -ผู้แปล) แต่พวกเราขอกล่าวว่า พระองค์ทรงสถิต(อิสตะวา)โดยไม่รู้วิธีของมัน และพระองค์ทรงมีนูร(รัศมี) ดั่งที่พระองค์ทรงตรัสว่า
{اللَّهُ نُورُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ} [النور 24 : 35].
อัลลอฮ์ทรงเป็นดวงประทีปแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน (อันนูร 24 : 35)
และพระองค์ทรงมีพระพักตร์ ดั่งที่พระองค์ทรงตรัสว่า
{ وَيَبْقَىٰ وَجْهُ رَبِّكَ ذُو الْجَلَالِ وَالْإِكْرَامِ } [الرحمن 55 : 27].
และพระพักตร์ของพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงโปรดปรานเท่านั้นที่จะยังคงเหลืออยู่ (อัรเราะห์มาน 55 : 27 )
และพระองค์ทรงมีพระหัตถ์ทั้ง 2 ดั่งเช่นที่พระองค์ทรงตรัสว่า
{خَلَقْتُ بِيَدَيَّ} [ص 38 : 75] .
ข้าได้สร้าง(อาดัม)ด้วยมือทั้งสองของข้า (ซ้อด 38 : 75)
และพระองค์ทรงมีพระเนตรทั้ง 2 ดั่งเช่นที่พระองค์ตรัสว่า
{تَجْرِي بِأَعْيُنِنَا} [القمر 54 : 14].
มัน (เรือ) ได้แล่นไปต่อหน้าเรา (อัลเกาะมัร 54 : 14)
และพระองค์ได้ทรงเสด็จมาในวันกิยามะห์พร้อมกับมลาอิกะห์ ดั่งคำตรัสของพระองค์ที่ว่า
{وَجَاء رَبُّكَ وَالْمَلَكُ صَفًّا صَفًّا} [الفجر 89 : 22].
และพระเจ้าของเจ้าเสด็จมาพร้อมทั้งมะลาอิกะฮฺด้วยเป็นแถว ๆ (อัลฟัญร์ 89 : 22)
และพระองค์ทรงเสด็จลงมายังฟากฟ้าของดุนยา ดั่งเช่นฮะดีษ(ภาคผลของการละหมาดตะฮัจยุด) และพวกเราจะไม่กล่าวสิ่งใด เว้นเจอมันจะมีอยู่ในอัลกุรอ่านหรือมีรายงานมาจากท่านนบีศ้อลลั้ลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม!!!
# มะกอลาต อัลอิสลามมี่ยีน วะอิคติลาฟฟิลมุศ้อลลีน เล่ม 1 หน้า 285
...............
ข้างต้นนาย นามปลอม แนวทาง อุลามาอฺ อะหฺลุซซุนนะห์ เอาตัดเอาแค่เฉพาะปลายๆนิดหนึ่ง ล้วหมกเม็ดส่วนที่เห็นว่ากระทบต่อแนวคิดตัวเอง นี่ขนาดอิหม่ามของตัวเองแท้ๆ ยังกล้าที่จะตัดตอนคำพูดของท่านได้ -นาอูซุบิลละฮ ขอเรียนว่า "เรื่องรูปร่าง" นั้น ไม่มีระบุไว้ในอัลกุรอ่าน ในเชิงปฏิเสธ หรือในเชิงการยืนยัน และไม่มีสะลัฟท่านใด ยืนยันว่า การยืนยันสิฟาตตามตัวบทคือการให้รูปร่างแก่อัลลอฮ ดังข้อความต่อมาของคำพูดท่านอิหม่ามอบูหะซันได้ยืนยันไว้ ตามตัวบทที่อัลลอฮตรัสไว้และท่านนบีกล่าวไว้ โดยไม่ตีความ(ตะวีล)แต่อาชาอิเราะฮได้ตัดข้อความต่อมาที่ท่านอยูหะซันกล่าว และหมกเม็ดไว้ นี่แหละคือพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ เพราะคิดว่าคนอาวามไม่รู้

والله أعلم بالصواب

อะสัน หมัดอะดั้ม
22/1/60

หมายเหตุ
1. ที่ระบายสีแดง คือส่วนที่อาชาอิเราะฮเอามาอ้าง
2. และที่ระบายสีเหลือง เขาตัด




ท่านนบีรังเกียจการเป่าเครื่องเป่าและการเล่นดนตรี



ท่านอิบนุอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า :

"ฉันเห็นท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เอานิ้วมือของท่านอุดหูเมื่อท่านได้ยินการเป่าเครื่องเป่า และการเล่นดนตรี"
{บันทึกโดย อิมามอบูดาวู๊ด (4943) อิมามอะหมัด (2/8) และเชคอัลบานีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮ์ ระบุว่าหะดีษนี้ซอเฮียะ}

ไม่ทราบเหตุผลอันใด ที่พวกเขาทำไม่รู้ไม่ชี้ เอาหูทวนลม กับคำสอน แบบอย่างการกระทำของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ถึงได้เมินเฉย และกระทำออกหน้าออกตา เป็นผู้นำดีดกีตา เล่นเสียงดนตรี ต่อลูกศิษย์ลูกหาอย่างออกสื่อเช่นนี้???  แต่ที่แน่ๆ ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) รังเกียจกับสิ่งเหล่านี้แน่นอน....








การทำบุญบ้านคนตายในมุมมองปราชญ์มัซฮับทั้งสี่


เห็นมีละแบหลายท่านออกมาปกป้องประเพณีกินบุญบ้านผู้ตายกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะเป็นของรักของหวงไม่อยากให้เสียของรักของชอบไป ที่ใครมาต่อต้าน ก็จะโดนข้อหาฉกรรจ์ คือ ไอ้พวกวะฮบีย์ พวกไม่รักพ่อแม่พี่น้อง” จึงขอนำเสนอข้อเท็จจริงทางวิชาการให้ผู้อ่านศึกษากัน ส่วนใครจะยอมรับหรือไม่ มันไม่ใช่หน้าที่ของผู้เขียน เพราะการฮิดายะฮให้มนุษย์มีความศรัทธาในทางที่ถูกต้องนั้น เป็นหน้าที่และสิทธิของอัลลอฮแต่เพียงผู้เดียวดังที่พระองค์ตรัสว่า

إِنَّكَ لَا تَهْدِي مَنْ أَحْبَبْتَ وَلَكِنَّ اللَّهَ يَهْدِي مَن يَشَاءُ وَهُوَ أَعْلَمُ بِالْمُهْتَدِينَ

[28.56] แท้จริง เจ้าไม่สามารถที่จะชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่ผู้ที่เจ้ารักได้แต่อัลลอฮ์ทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง

มุมมองปราชญ์มัซฮับทั้งสี่ในกรณีครอบครัวผู้ตายเลี้ยงอาหาร

1.มัซฮับหะนะฟีย์

อิบนุอาบิดีน (ปราชญ์มัซฮับหะนะฟียฺ) กล่าวว่า

وَيُكْرَهُ اتِّخَاذُ الضِّيَافَةِ مِنْ الطَّعَامِ مِنْ أَهْلِ الْمَيِّتِ، لِأَنَّهُ شُرِعَ فِي السُّرُورِ لَا فِي الشُّرُورِ، وَهِيَ بِدْعَةٌ مُسْتَقْبَحَةٌ! وَرَوَى الْإِمَامُ أَحْمَدُ وَابْنُ مَاجَهْ بِإِسْنَادٍ صَحِيحٍ عَنْ جَرِيرِ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ قَالَ " كُنَّا نَعُدُّ الِاجْتِمَاعَ إلَى أَهْلِ الْمَيِّتِ وَصُنْعَهُمْ الطَّعَامَ مِنْ النِّيَاحَةِ"
และการเลี้ยงอาหารแขก จากฝ่ายครอบครัวผู้ตายนั้น เป็นมักรูฮ(น่ารังเกียจ) เพราะแท้จริงมัน(การเลี้ยงอาหารแก่แขก)นั้น ถูกบัญญัติในโอกาสมีความยินดี ไม่ใช่ในยามทุกข์ และมันคือ บิดอะฮที่น่าเกลียด และอิหม่ามอะหมัด,อิบนุมาญะฮได้รายงานด้วยสายรายงานที่เศาะเฮียะจากอิบนุญะรีร บินอับดุลลอฮ ว่าเขากล่าวว่า ““พวกเรานับว่า การไปชุมนุมกัน ที่ครอบครัวผู้ตาย และทำอาหารเลี้ยงกันหลังจากมัน (หลังจากการตาย)นั้น เป็นส่วนหนึ่งจากอัลนิยาหะฮ(หมายถึง การร้องให้คร่ำครวญถึงผู้ตายที่ต้องห้าม ) - ดู รอดดุลมุหตาร อาลัดดุรริลมุคตาร เล่ม 6 หน้า 666

2. มัซฮับมาลิกีย์

มุหัมหมัด บิน มุหัมหมัด บิน อับดุรเราะหมาน อัลหะฏอ็บ กล่าวว่า

وَيَجُوزُ حَمْلُ الطَّعَامِ لِأَهْلِ الْمَيِّتِ فِي يَوْمِهِمْ وَلَيْلَتِهِمْ وَاسْتَحَبَّهُ الشَّافِعِيُّ وَالْأَصْلُ فِيهِ مَا رَوَاهُ عَبْدُ اللَّهِ بْنُ جَعْفَرٍ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ «اصْنَعُوا لِآلِ جَعْفَرٍ طَعَامًا فَإِنَّهُمْ فَاجَأَهُمْ أَمْرٌ شَغَلَهُمْ» خَرَّجَهُ أَبُو دَاوُد، لِأَنَّ ذَلِكَ زِيَادَةٌ فِي الْبِرِّ وَالتَّوَدُّدِ لِلْأَهْلِ وَالْجِيرَانِ. ِ .
..
และการพาอาหารไปให้แก่ครอบครัวผู้ตาย ในตอนกลางวันและกลางคือนของพวกเขานั้น เป็นที่อนุญาต และอัชชาฟิอี ได้ชอบ(ส่งเสริม)ให้ปฏิบัติมัน และ ที่มา(หลักฐาน)ในมัน(ในการส่งเสริมให้นำอาหารเลี้ยงครอบครัวผู้ตาย)คือ สิ่งที่อับดุลลอฮ บิน ญะอฟัรได้รายงานมัน ว่า แท้จริง นบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “พวกท่านจงทำอาหารไปให้แก่ครอบครัวยะอฟัร เพราะแท้จริงพวกเขา นั้น เรื่องที่ทำให้พวกเขาสาละวน(หมายถึง การตาย) ได้มาประสบกับพวกเขา –บันทึกโดย อบูดาวูด เพราะดังกล่าวนั้น (หมายถึงการนำอาหารไปเลี้ยงครอบครัวผู้ตาย) เป็นการเพิ่มในความดีงามและ ความรักใคร่แก่ครอบครัวผู้ตายและเพื่อนบ้านใกล้เคียง

أَمَّا إصْلَاحُ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا وَجَمْعُ النَّاسِ عَلَيْهِ فَقَدْ كَرِهَهُ جَمَاعَةٌ وَعَدُّوهُ مِنْ الْبِدَعِ ; لِأَنَّهُ لَمْ يُنْقَلْ فِيهِ شَيْءٌ وَلَيْسَ ذَلِكَ مَوْضِعَ الْوَلَائِمِ

สำหรับ การที่ครอบครัวผู้ตาย เตรียมอาหาร และ การชุมนุมของบรรดาผู้คน บนมัน นักวิชาการคณะหนึ่ง ได้ถือว่ามันเป็นมักรูฮ และ นับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งจากบิดอะฮ เพราะ ไม่มีสิ่งใด(หมายถึงไม่มีหลักฐานใดๆ) ถูกรายงานในมัน และดังกล่าวนั้น ไม่ใช่สถานที่จัดเลี้ยงอาหาร - ดู มะวาฮิบุลญะลีล 2/229

3.มัซฮับหัมบะลีย์

อัลบะฮูตีย์ (ปราชญ์มัซฮับฮัมบะลี)กล่าวว่า

وَيَنْوِي فِعْلَ ذَلِكَ لِأَهْلِ الْمَيِّتِ ( لَا لِمَنْ يَجْتَمِعُ عِنْدَهُمْ ، فَيُكْرَهُ ) لِأَنَّهُ مَعُونَةٌ عَلَى مَكْرُوهٍ ، وَهُوَ اجْتِمَاعُ النَّاسِ عِنْدَ أَهْلِ الْمَيِّتِ نَقَلَ الْمَرُّوذِيُّ عَنْ أَحْمَدَ هُوَ مِنْ أَفْعَالِ الْجَاهِلِيَّةِ ، وَأَنْكَرَ شَدِيدًا ، وَلِأَحْمَدَ وَغَيْرِهِ عَنْ جَرِيرٍ وَإِسْنَادُهُ ثِقَاتٌ قَالَ : " كُنَّا نَعُدُّ الِاجْتِمَاعَ إلَى أَهْلِ الْمَيِّتِ وَصَنْعَةَ الطَّعَامِ بَعْدَ دَفْنِهِ مِنْ النِّيَاحَةِ " .
และให้เขาเนียตการกระทำดังกล่าว(การเลี้ยงอาหาร) ให้แก่ครอบครอบครัวผู้ตาย (ไม่ใช่ให้แก่ผู้ที่มาชุมนุม ณ ที่พวกเขา (หมายถึงที่ครอบครัวผู้ตาย)เพราะเป็นมักรูฮ(เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ) เพราะแท้จริง มันเป็นการข่วยเหลือ บนสิ่งที่เป็นมักรูฮ คือ การชุมนุมของบรรดาผู้คน ที่ครอบครัวผู้ตาย ,อัลมัรวะซีย์ ได้รายงานจากอะหมัดว่า (เขากล่าวว่า) มันคือ ส่วนหนึ่งจากการกระทำของพวกญาฮิลียะฮ และเขาได้คัดค้านอย่างรุนแรง และรายงานของอะหมัดและคนอื่นจากเขา จากญะรีร ด้วยสายรายงานที่เชื่อถือได้ กล่าวว่า (พวกเรานับว่า การไปชุมนุมกัน ที่ครอบครัวผู้ตาย และทำอาหารเลี้ยงกันหลังจากมัน (หลังจากการตาย)นั้น เป็นส่วนหนึ่งจากอัลนิยาหะฮ(หมายถึง การร้องให้คร่ำครวญถึงผู้ตายที่ต้องห้าม) – - ดู กัชชาฟุลกินาอฺ ของอัลบะฮูตีย์ เล่ม 2 กิตาบุลญะนาอิซ

4. มัซฮับชาฟีอีย

อิบนุหะญัร อัลฮัยตะมีย(ปราชมัซฮับชาฟิอี) กล่าวว่า

وَمَا اُعْتِيدَ مِنْ جَعْلِ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا لِيَدْعُوا النَّاسَ عَلَيْهِ بِدْعَةٌ مَكْرُوهَةٌ كَإِجَابَتِهِمْ لِذَلِكَ، لِمَا صَحَّ عَنْ جَرِيرٍ كُنَّا نَعُدُّ الِاجْتِمَاعَ إلَى أَهْلِ الْمَيِّتِ وَصُنْعَهُمْ الطَّعَامَ بَعْدَ دَفْنِهِ مِنْ النِّيَاحَةِ

สำหรับ สิ่งที่เป็นประเพณี จากการที่ครอบครัวผู้ตายทำอาหาร และเชิญบรรดาผู้คน บนมันนั้น เป็นบิดอะฮที่น่ารังเกียจ เช่นเดียวกัน การตอบรับคำเชิญพวกเขา สำหรับดังกล่าว เพราะ มีสิ่งที่เศาะเฮียะ รายงานจาก ญะรีร “ว่า (พวกเรานับว่า การไปชุมนุมกัน ที่ครอบครัวผู้ตาย และทำอาหารเลี้ยงกันหลังจากมัน (หลังจากการตาย)นั้น เป็นส่วนหนึ่งจากอัลนิยาหะฮ(หมายถึง การร้องให้คร่ำครวญถึงผู้ตายที่ต้องห้าม) – ดู ตุคฟะตุลมุหตาจญ ฟี ชัรห มินฮาจญ เล่ม 3 หน้า 208


ชัยค์ซะกะรียาอันอันศอรีย (ร.ฮ)ปราชญ์มัซฮับชาฟิอีกล่าวว่า

وَأَمَّا تَهْيِئَةُ أَهْلِهِ طَعَامًا لِلنَّاسِ فَبِدْعَةٌ مَذْمُومَةٌ ذَكَرَهُ فِي الرَّوْضَةِ

และสำหรับการที่ครอบครัวผู้ตายเตรียมอาหารสำหรับผู้คน นั้น คือบิดอะฮที่ถูกตำหนิ ซึ่งเขาได้ระบุมันใน(หนังสือ)อัรเราเฎาะฮ – ดูอัลเฆาะรอ็ร อัลบะฮียะฮ ฟี ชัรห อัลบะฮญะติลอัลวัรดียะฮ 2/125


>>>>>>>

จากทัศนะของปราชญ์สี่มัซฮับข้างต้น เป็นที่ชัดเจนว่า การทำบุญเลี้ยงอาหารบ้านผู้ตายและเชิญผู้คนมาชุมนุมรับประทานกัน เป็นมักรูฮ และเป็นบิดอะฮ ไม่มีแบบอย่างจากนบี ศอลฯ ไม่มีหนทางใดที่จะหาข้ออ้างให้มันเป็นสุนนะฮได้ นอกจากผู้ที่ส่งเสริมการทำบิดอะฮเท่านั้น

والله أعلم بالصواب




ฉันกลัวว่าตนเองจะทำความผิดบาป


มีผู้กล่าวถาม 'อบีดะฮฺ บินติ อบีกิลาบ' ว่า
“ท่านปรารถนาสิ่งใด?”
เธอตอบว่า “ความตาย”
ผู้นั้นจึงถามต่อว่า “ทำไมเล่า?”

เธอตอบว่า
“ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ
เพราะทุกเช้าที่ฉันตื่นขึ้นมา
ฉันกลัวว่าตนเองจะทำความผิดบาปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตในอาคิเราะฮฺของฉัน”

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

ข้อควรปฏิบัติสำหรับบุคคลทั่วไปเมื่อเยี่ยมผู้ป่วยใกล้สิ้นใจ


โดย อ.อับดุลลอฮฺ สุไลหมัด


1 - แนะนำให้ผู้ป่วยหรือผู้ใกล้สิ้นใจนอนท่าตะแคงขวาหันหน้าไปทิศกิบละฮ์เท่าที่สามารถจะทำได้
หากไม่สามารถก็ให้อยู่ในท่าหรืออิริยาบถที่ผู้ป่วยหรือผู้ใกล้สิ้นใจรู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด แต่สมควรพยายามให้อวัยวะส่วนมากในร่างกายได้หันไปทิศกิบละฮ์ เพราะทิศกิบละฮ์คือทิศที่ประเสริฐที่สุด เป็น ทิศสำหรับมุสลิมทุกคน ทั้งคนเป็นและคนตาย ดังปรากฏรายงานจากท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล) ว่า

قِبْلَتُكُمْ أَحْيَاءًا وَأَمْوَاتًا

ความหมาย “ กะอฺบะฮ์ คือกิบละฮ์ของทั้งคนเป็นและคนตาย ” บันทึกโดยอาบูดาวูด และมีรายงานจากท่านอาบีกอตาดะฮ์ (ร.ด) ว่า เมื่อครั้งที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล) เดินทางมาถึงเมืองมะดีนะฮ์ ท่านได้ถามหาสหายคนหนึ่งของท่านที่ชื่ออัลบะรออฺอิบนุมะอฺรู้ร (ร.ด) จากนั้นมีผู้รายงานให้ท่านรอซูล (ซ.ล) ทราบ ว่าบะรออฺ (ร.ด) ได้เสียชีวิตแล้วและมีคำสั่งเสียไว้ 2 ประการ คือ
(1)ยกทรัพย์สินจำนวน 1 ใน 3 ของทรัพย์สินทั้งหมดให้ท่านรอซูล และ
(2)ให้จัดท่านอนหันหน้าสู่ทิศกิบละฮ์ให้ขณะใกล้จะสิ้นใจท่านรอซูล (ซ.ล) จึงกล่าวตอบว่า أَصَابَ الْفِطْرَةَ “ บะรอฮ์ทำถูกต้องแล้ว (คือตรงตามซุนนะฮ์) และข้าพเจ้าขอยกทรัพย์สินจำนวนนั้นทั้งหมดคืน...!!!ให้แก่ทายาทของเขา ” .................. .บันทึกโดย..อัลบัยหะกีย์และท่านอัลหากิมระบุว่าเป็นหะดีษซอเหียะห์ได้มาตรฐาน

ท่านอิหม่ามอะหมัด ..ได้รายงานไว้อีกว่า เมื่อครั้งที่ท่านหญิงฟาติมะฮ์บุตรีของท่านรอซูล (ซ.ล) จะเสียชีวิต นางได้นอนหันหน้าไปทางทิศกิบละฮ์และใช้มือด้านขวาหนุนศีรษะไว้ ท่านหุซัยฟะฮ์ (ร.ด) ก็เคยสั่งกำชับแก่ญาติและบุคคลทั่วไปไว้ว่า “ เมื่อฉันใกล้สิ้นใจ พวกท่านจงให้ฉันหันหน้าไปทิศกิบละฮ์ด้วย ” นักวิชาการในยุคสะลัฟหลายท่านได้อธิบายเสริมว่า ท่านอนตะแคงขวาหันหน้าสู่ทิศกิบละฮ์นี้เฉพาะผู้ที่มีความสามารถจะทำได้ หากไม่สามารถทำได้ก็ให้นอนหงายตามสะดวก แต่ให้ ยืดปลายเท้าไปทางทิศกิบละฮ์ และหนุนศีรษะให้สูงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาได้มองไปทางทิศกิบละฮ์

2 - ให้พูดแต่สิ่งที่ดีเป็นบะรอกะฮ์มงคลและวิงวอนขอดุอาอ์แก่ผู้ป่วยหรือผู้ใกล้สิ้นใจ

ท่านรอซูล (ซ.ล)ได้กล่าวแนะนำไว้ว่า

إِذَا حَضَرْتُمْ الْمَرِيضَ أَوْ الْمَيِّتَ فَقُولُوا خَيْرًا فَإِنَّ الْمَلاَئِكَةَ يُؤَمِّنُونَ عَلَى مَا تَقُولُون

ความหมาย “ เมื่อพวกท่านไปเยี่ยมคนป่วยหรือคนตาย พวกท่านจงพูดแต่เฉพาะสิ่งที่ดี เพราะแท้จริง แล้วบรรดามะลาอิกะฮ์จะกล่าวอามีนตามสิ่งที่พวกท่านพูด ” บันทึกโดยมุสลิม

3 - เตือนให้ผู้ป่วยและผู้ใกล้สิ้นใจมีสติและอดทนอดกลั้นต่อความเจ็บปวดให้มากที่สุด
 ให้เต็มใจและพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ให้นึกถึงการกำหนด (ตักดีร) และความประสงค์ของอัลลอฮ์ไว้เป็นสำคัญ ขออิสติฆฟารและเตาบะฮ์ให้มากๆ และให้พยายามนึกคิดแต่เฉพาะสิ่งที่ดี นึกถึงความดีและผลบุญของการซอบัรอดทน พยายามอย่าโวยวายและโอดครวญอย่างไม่เหมาะสม
 ท่านอับดุลลอฮ์อิบนุอับบาส (ร.ด) รายงานว่า ในอดีตมีสตรีนางหนึ่งเจ็บป่วยมาก เมื่อนางมีโอกาสได้พบกับท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล) นางจึงเล่าอาการของนางให้ท่านรอซูล (ซ.ล) ฟังและขอร้องให้ช่วยขอดุอาอฺจากอัลลอฮ์ให้นางหายป่วย ท่าน รอซูล (ซ.ล) จึงกล่าวกับนางว่า

إِنْ شِئْتِ دَعَوْتُ اللهَ فَشَفَاكِ وَإِنْ شِئْتِ فَاصْبِرِي ْوَلاَ حِسَابُ عَلَيْكِ
ความหมาย “ ได้สิ หากเธออยากหายป่วยเราจะวิงวอนขอจากอัลลอฮ์ให้เธอหายป่วย แต่ถ้าเธออดทนและยอมเจ็บป่วยตามเดิม เธอจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกสอบสวนถึงความสุขสบายที่เธอเคยได้รับ ” นางตอบกับท่านรอซูลว่า ดิฉันยินดีเจ็บป่วยต่อไปเช่นนี้ ดิฉันจะอดทนให้ถึงที่สุด ดิฉันจะได้ไม่ต้องถูกสอบสวนอะไรมากมาย และมี
รายงานจากท่านญาบีร (ร.ด) ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล) กล่าวว่า

لاَ يَمُوْتَنَّ أَحَدُكُمْ إِلاَّ وَهُوَ يُحْسِنُ الظَّنَّ بِاللهِ
ความหมาย “ ผู้หนึ่งผู้ใดอย่าได้เสียชีวิต จนกว่าเขาจะมีความนึกคิดที่ดีต่ออัลลอฮ์เสียก่อน ..
“ บันทึกโดยมุสลิม ...
ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงมาก สามารถพูดจาและช่วยตัวเองได้บ้างตามสมควร หากกังวลใจและวิตกมาก และไม่อาจทราบได้ว่าจะมีโอกาสหายป่วยหรือจะเสียชีวิตให้มอบหมายต่ออัลลอฮ์กล่าวอิสติฆฟารขออภัยโทษจากอัลลอฮ์ เพราะถือว่ายังไม่สายเกินไปที่จะสารภาพผิดและกลับเนื้อกลับตัว ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล) กล่าวว่า
إِنَّ اللهَ يَقْبَلُ تَوْبَةَ الْعَبْدِ مَا لَمْ يُغَرْغِرْ
และให้อ่านดุอาอฺบทที่ท่านรอซูล (ซ.ล) ได้แนะนำไว้ดังนี้
اَللَّهُمَّ أَحْيِنِيْ مَا كَانَتِ الْحَيَاةُ خَيْرًا لِيْ ، وَتَوَفَّنِيْ مَا كَانَتِ الْحَيَاةُ خَيْرًا لِيْ
ความหมาย “ โอ้อัลลอฮ์ ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์มีชีวิตต่อไป หากการมีชีวิตเป็นสิ่งที่ดีมีคุณแก่ตัวข้าฯ และโปรดให้ข้าฯเสียชีวิตเถิด หากการเสียชีวิตเป็นสิ่งที่ดีมีคุณกับตัวข้าฯ “ บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ และมุสลิม

4 - เมื่อมีผู้ป่วยอยู่ในสภาพที่หมดโอกาสหายและอยู่ในวาระสุดท้ายใกล้จะหมดลมหรือสิ้นใจแล้ว สมควรให้คนหนึ่งคนใดในที่นั้นทำการตัลกีน ( تَلْقِـيْن )
 คือ นำกล่าวหรือสอนผู้ใกล้จะสิ้นใจให้กล่าวกะลิมะฮ์เตาฮีดตามว่า ( لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللهُ ) โดยไม่ต้องนำกล่าวคำว่า ( مُحَمَّدٌ رَسُوْلُ اللهِ ) ดังมีรายงานจากอาบีสะอีดอัลคุดรีย์ (ร.ด) ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล) กล่าวว่า
لَقِّنُوْامَوْتَاكُمْ قَوْلَ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللهُ
ความหมาย “ พวกท่านจงนำคนใกล้สิ้นใจกล่าวคำปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ” บันทึกโดยมุสลิม
และเมื่อผู้ใกล้สิ้นใจกล่าวกะลิมะฮ์ตามเรียบร้อยแล้วก็ไม่ต้องนำกล่าวหรือบอกซ้ำอีก และห้ามนำกล่าวอย่างเซ้าซี้หรือจู้จี้กับผู้ป่วย เพราะเกรงว่าอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหงุดหงิดและไม้เต็มใจกล่าวตาม แต่ถ้ายังไม่กล่าวตามก็ให้บอกและนำกล่าวคำกะลิมะฮ์นั้นซ้ำอีกครั้งหนึ่งด้วยเสียงที่ดังชัด เจนพอประมาณเพื่อจะได้ยินและกล่าวตามได้ง่ายขึ้น และไม่จำเป็นต้องบอกซ้ำอีกหลายๆครั้ง
นอกจากว่าผู้ใกล้สิ้นใจนั้นได้กล่าวหรือพูดคำพูดอื่นๆออกมา ทั้งนี่เพราะจุดประสงค์ก็คือเพื่อต้องการให้ประโยคคำพูดสุดท้ายคือการกล่าวกะลีมะฮ์เตาฮีด เพราะผู้ที่เสียชีวิตโดยมีคำพูดประโยคสุดท้ายก่อนสิ้นใจว่า ( لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللهُ ) เขามีโอกาสได้รับการอภัยโทษและความกรุณาจากอัลลอฮ์ และจะได้เข้าสวรรค์ของพระองค์ ดังปรากฏในรายงานของท่านอิบนิอับบาส (ร.ด) ว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล) กล่าวว่า
لَقِّنُوْامَوْتَاكُمْ شَهَادَةَ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللهُ فَمَنْ قَالَهَا عِنْدَ مَوْتِهِ وَجَبَتْ لَهُ الْجَنَّةُ
ความหมาย “ พวกท่านจงนำคนใกล้สิ้นใจกล่าวคำปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ทั้งนี้เพราะว่าใครก็ตามที่กล่าวคำปฏิญาณนี้ขณะสิ้นใจ สวรรค์ย่อมได้แก่เขาอย่างแน่นอน ” บันทึกโดยอัดฏ็อบรอนีย์ และท่านมุอาซอิบนุญะบัล (ร.ด) รายงานจากท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล) ว่า
مَنْ كَانَ آَخِرُ قَوْلِهِ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللهُ دَخَلَ الْجَنَّةَ
ความหมาย “ ผู้ใดที่คำพูดสุดท้ายของเขา -ก่อนสิ้นใจ- คือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ เขาจะได้เข้าสวรรค์ ”
บันทึกโดย..อะหมัดและอาบูดาวูด
ส่วนการอ่านซูเราะฮ์ “ ยาซีน ” นั้น โดยอาศัยตัวบทหะดีษจากรายงานของท่านมะอฺกิลบิน ยะซาร (ร.ด) ว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล) กล่าวว่า
“ยาซีน คือห้วใจของอัลกุรอาน ไม่ว่าบุคคลใดก็ตามที่อ่านยาซีนด้วยความมุ่งหวังต่ออัลลอฮ์และโลกอาคิเราะฮ์ เขาจักต้องได้รับการอภัยโทษ และพวกท่านจงอ่านยาซีนให้แก่ผ็ใกล้ตายของพวกท่าน ” บันทึกโดยอะหมัด,อาบูดาวูดและอันนะซาอีย์
นักวิชาการผู้ชำนาญศาสตร์หะดีษตั้งแต่ยุคสะลัฟมีความเห็นและคำอธิบายเป็น 2 ส่วน กล่าว คือ นักวิชาการส่วนมากระบุว่าหะดีษบทนี้เป็นหะดีษฏออีฟ(อ่อน) ไม่ได้มาตรฐานตามเงื่อนไขของการพิจารณาหะดีษ จึงไม่สามารถนำมาเป็นตัวบทในการอ่านซูเราะห์ยาซีนให้แก่ทั้งผู้ใกล้ตายและคนตายได้ ท่านอิหม่ามนะวะวีย์ได้ระบุในหนังสือ “อัลอัซการ” ไว้อย่างชัดเจนว่าหะดีษบทดังกล่าวนี้เป็นหะดีษฏออีฟ ในขณะที่นักวิชาการส่วนน้อย เช่น
ท่านอิบนุหิบบานและอัลหากิมมีความเข้าใจว่าหะดีษบทนี้เป็นหะดีษซอเหียะห์ ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ แต่คำว่า مَوْتَاكُمْ (เมาตา) นั้นมิได้หมายถึงคนตาย แต่หมายถึงเฉพาะคนใกล้ตายหรือใกล้สิ้นใจเท่านั้น ดังนั้นคนที่ตายไปแล้วจึงไม่สามารถอ่านซูเราะฮ์ยาซีนให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยคำอธิบายและความเข้าใจของนักวิชาการกลุ่มใดก็ตาม ท่านอิหม่ามอัชเชากานีย์กล่าวว่า ชาวสะลัฟบางท่านเห็นควรให้อ่านซูเราะฮ์ ” อัรเราะอฺดุ ” ( الرَّعْدُ ) ให้ผู้ใกล้สิ้นใจฟัง เพราะจะช่วยให้ผู้ใกล้สิ้นใจหมดลมโดยไม่ทุกข์ทรมานและเจ็บปวดแต่อย่างใด ทั้งนี้อาศัยรายงานของอิหม่ามอาบีชัยบะฮ์และอัลมัรวะซีย์จากท่านญาบิรอิบนิเซด (ตาบีอีน) ว่าท่านญาบิรสนับสนุนให้อ่าน ซูเราะฮฺ ” อัรเราะอฺดุ ” ให้แก่ผู้ที่กำลังจะสิ้นใจ เพราะจะช่วยให้การถอดวิญญาณนั้นง่ายดาย ไม่เจ็บ ปวดทรมาน อีกทั้งยังเป็นคุณและผลดีต่อผู้ใกล้ตายอีกด้วย ( ตัฟซีรฟัตหุลก้อดีรรฺ 3/90) ...

..###ทุกชีวิต..ต้องลิ้มรสการตาย....