อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

กับดักนี้ ดูดี





.. นกน้อยตัวหนึ่งบินลงมาเกาะที่กิ่งไม้ มันสังเกตุเห็นกับดักนกบนผืนดิน มีรูปร่างหน้าตาชวนมอง มันจึงถามกับดักนกด้วยเพราะไม่รู้จักมันว่า "เจ้าคือตัวอะไรอะ"

.. เจ้ากับดักตอบเจ้านกตัวนั้นว่า "ข้าก็เป็นหนึ่งจากปวงบ่าวของอัลเลาะฮฺซ.บ."

.. เจ้านกฟังดูจึงเริ่มสนใจเจ้าตัวกับดักนั้นมากขึ้น มันจึงถามกับดักด้วยความชื่นชมว่า "ทำไมเจ้าจึงหมอบอยู่ที่พื้นดิน ทำไมหลังของเจ้าจึงดูโค้งเช่นนั้น และไม้ตรงนั้นเจ้าเอาไว้ทำอะไร"

.. เจ้ากับดักตอบเจ้านกว่า "ข้าอยู่ติดดินเพื่อแสดงถึงความนอบน้อมต่ออัลเลาะฮฺซ.บ. หลังของข้าโค้งงอก็ด้วยความยำเกรงพระองค์ และไม้ที่เจ้าเห็นคือไม้เท้าของข้าเอง เอาไว้ช่วยพยุงตัวข้าไว้"

.. เจ้านกเริ่มเลื่อมใสกับดักมากขึ้นๆ และมันจึงเอ่ยถามกับดักว่า "แล้วข้าวตรงนั้น เจ้าเอาไว้ทำอะไร"

.. กับดักตอบว่า "ข้านำมาไว้เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ต้องการมัน"

.. เจ้านกถามว่า "ข้าขอลงไปกินมันได้ไหม"

.. กับดักตอบว่า "ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง"

.. แล้วเจ้านกก็รีบลงไปจิกเหยื่อล่อนั้นกินอย่างลืมตัว ทันใดนั้นเองกับดักก้อคลุมตัวนกตัวนั้นไว้อย่างไม่มีทางหนีไปไหนได้ มันตะโกนเยาะเย้ยเจ้านกตัวนั้นว่า "เจ้าอยากจะพูดอะไรก็เชิญ เจ้าไม่รอดแน่"

.. เจ้านกจึงเอ่ยคำขอต่ออัลเลาะฮฺซ.บ.เป็นครั้งสุดท้ายว่า "โอ้อัลเลาะฮฺ ฉันขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ จากบุคคลเยี่ยงเจ้า พูดจาตลบแตลง ตบตาผู้คน แต่การกระทำที่แท้จริงของเจ้าเลวทรามยิ่งนัก"

.................................................


* กับดัก คือ ดุนยาและสิ่งยั่วยวน
* นก คือ เราทุกคน

>> เราทุกคน ต้องระวังตัวเองจากการล่อลวงของสิ่งชั่วร้ายให้มากๆ
>> เราทุกคน ต้องประคับประคองตัวเอง ให้มั่นคงบนความถูกต้องให้ได้
>> เราทุกคน ต้องสำนึกเสมอว่า สิ่งยั่วยวนเหล่านั้น คือมารร้าย คือซัยตอน

...* ขอให้เราทุกคนไม่ลุ่มหลงจนติดกับดักนั้นด้วยเทอญ อามีน อามีน อามีน *...

อ.อับดุลเลาะฮ์ หนูรัก




วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

กรณีไม่ปิดโทรศัพท์ ขณะกำลังละหมาด


ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อัสลามูอลัยกุมครับอาจารย์
ขอถามปัญหาร่วมสมัยหน่อยครับ คือเวลาละหมาดบางคนไม่ได้ปิดโทรศัพท์มือถือ พอสายเข้าปรากฎว่าเสียงดนตรีดังมาก และทำลายสมาธิคนอื่นๆโดยเฉพาะอีหม่ามที่กำลังอ่านกุรอ่าน จึงมีข้อที่จะขอคำวินิจฉัยดังนี้ครับ
1 การละหมาดของเขาเสียหรือไม่ ถ้าเขาละหมาดต่อไปไม่ยอมปิด แล้วปล่อยให้เสียงดังต่อเนื่อง

2 การที่เขาพยามปิดโทรศัพท์โดยการล้วงกระเป๋าดึงโทรศัพท์ขึ้นมาสไลดหน้าจอ์เพื่อปิด โทรศัพท์ ให้เร็วที่สุด เขาจะเสียละหมาดหรือไม่ เพราะต้องทำหลายอิริยาบท

3 ถ้าจะแนะนำให้ลูกมะมูมในกรณีที่ไม่สามารถปิดโทรศัพท์มือถือได้ทันท่วงที และปล่อยให้เสียงดังอยู่นาน เราควรแนะนำให้เขาจัดการปิดโทรศัพท์นั้น ซึ่งเขาอาจจะต้องทำหลายอิริยาบท บางทีก็ต้องควักโทรศัพท์ ดูหน้าจอ และสไลด์ปิด ซึ่งอาจทำให้เขาเสียละหมาด เราควรแนะนำให้เขา ออกจากละหมาดไป เพื่อจัดการปิดโทรศัพท์ แล้วมาละหมาดใหม่จะได้หรือไม่ครับ
เพราะบางทีเสียงโทรศัพท์ดัง เขาก็ปล่อยให้ดัง แล้วละหมาดพร้อมคนอื่นต่อไป ทำให้คนอื่นมีความโกรธเคืองเนื่องจากเสียสมาธิ

ตอบ
วะอลัยกุมุสสลาม ..
ครับ
เรื่องตัวปัญหาในการทำลายสมาธิผู้ละหมาด - คือโทรศัพท์มือถือ - ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ตราบใดที่ผู้ใช้มันไม่ยอมปิดเครื่องก่อนเดินไปเข้าแถวละหมาด
สำหรับคำถามของคุณผมขอตอบให้ดังนี้

(1). ไม่มี "ละหมาด" ของใครเสียจากเสียงดังของเครื่องโทรศัพท์ขณะละหมาดหรอกครับ ที่เสียก็คือ "สมาธิ" ของผู้ร่วมละหมาดดังกล่าวมาแล้วนั่นแหละ

(2). การที่เขาล้วงมือลงไปหยิบโทรศัพท์เพื่อปิดเสียง ก็ไม่ทำให้เสียละหมาดเช่นเดียวกันครับ เพราะการกระทำดังกล่าวไม่เข้าข่ายการเคลื่อนไหวอริยาบถที่มากจนทำให้เสียละหมาดได้

และ (3). วิธีที่ดีที่สุด - นอกเหนือจากการเขียนเตือน
-ก็คือ อิหม่ามควรสั่งให้มะอฺมูมที่มีมือถือติดตัว ปิดเครื่องมือถือของตนก่อนตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอมครับ ..
ส่วนใครที่ลืมปิดเครื่องมือถือจนเกิดปัญหาคนโทรฯเข้ามาขณะกำลังละหมาดก็น่าเห็นใจเหมือนกัน เพราะเขาก็คงไม่รู้ล่วงหน้าหรอกว่าใครจะโทรเข้ามาตอนไหนบ้าง
เพราะฉะนั้น หากเขาอ้างว่าการลืมปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือก่อนละหมาดของเขา เป็นความสะเพร่าโดยสุจริต (เหมือนข้ออ้างของท่านอดีตนายกทักษิญเรื่องคดีซุกหุ้น)
ก็คงจะพอรับฟังได้กระมังครับ ...


การใส่หมวกเป็นซุนนะฮ์หรือไม่?



ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อาจารย์ครับ อยากทราบว่า การใส่หมวก และไม่ใส่หมวก เป็นซุนนะฮฺนบีทั้งสองเลยหรือไม่ครับ? ญาซากุมุลลอฮุคอยรอนครับ

ตอบ
การสวมหมวก ถ้าพูดตามหลักการจริงๆ จะเรียกว่าเป็นซุนนะฮ์ก็คงไม่ใช่ แต่ในการละหมาด การปิดศีรษะด้วยหมวกหรือสารบัน เป็นต้น ถือเป็นมารยาทในการเข้าเฝ้าอัลลอฮ์ซ.บ.ครับ เพราะท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. เห็นชายผู้หนึ่งละหมาดโดยไม่ปิดศีรษะ เมื่อเขาละหมาดเสร็จ ท่านจึงถามว่า ถ้าท่านออกไปหาประชาชนในสภาพ(เปิดศีรษะ)อย่างนี้ ท่านจะกล้าออกไปไหม ? ชายผู้นั้นตอบว่า คงไม่ครับ, ท่านอิบนุอุมุรฺ จึงกล่าวว่า ก็แล้วอัลลอฮ์น่ะ ไม่สมควรที่จะแต่งกายให้สวยงามเพื่อพระองค์ยิ่งกว่าอีกหรือ ?
.. วัลลอฮุ อะอฺลัมครับ ...

กรณีมุสลีมะฮ์ไปเรียนต่อในต่างจังหวัด หรือต่างประเทศโดยไม่มีมะร็อม



อ.ปราโมทย์ ศริุทัย คุยกับคุณเจ้าฝ่าฝืนตัวน้อย อั้ลฟุวัยซิก
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
คุณเจ้าฝ่าฝืนตัวน้อย อั้ลฟุวัยซิก ถาม
กรณี เด็กต่างจังหวัดมาเรียนในกรุงเทพ หรือมาเรียนโรงเรียนศาสนาละครับ ท่าน อ.ปราโมทย์ที่เคารพครับ หรือแม้แต่กรณีที่ เด็กไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือแม่แต่ การไปทำฮัจย์หรืออุมเราะห์ พวกเธอไม่มีมะห์รอมมาด้วย จะตัดสินยังไงละครับ ท่านครับ ??
อย่างงี้ต้องยุบสถาบันสอนศาสนา ด้วยหรือไม่ครับ ??
::::::
อ.ปราโมทย์ ศริุทัย ตอบ
ที่คุณท้วงติงมาเป็นคนละกรณีกัน เพราะที่ท่านศาสดาห้ามก็คือห้ามสตรี "เดินทางไกล" โดยไม่มีมะห์รอม! ไม่ว่าจะเดินทางไปเพื่อการศึกษาหรือเพื่ออะไรก็ตาม เพราะฉะนั้น ถ้านักศึกษามุสลิมะฮ์ที่เดินทางไปศึกษาต่อกรุงเทพหรือต่างประเทศออกเดินทางโดยไม่มีมะห์รอมไปด้วย ก็มีความผิดฐานฝ่าฝืนข้อห้ามนี้ของท่านศาสดาแน่นอน.. ส่วนที่ว่า เมื่อเดินทางไปถึงสถานศึกษาหรือที่พักแล้ว ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งที่เธอจะอยู่หอพักคนเดียวหรือมีเพื่อนผู้หญิงกี่คนอยู่ด้วย ก็ไม่มีข้อห้ามและไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะอิสลามไม่มีบทบัญญัติห้ามมุสลิมะฮ์อยู่ตามลำพัง ไม่ว่าที่บ้านตนเองหรือที่บ้านพักของเธอที่ต่างจังหวัดก็ตาม ส่วนความกังวลของคุณที่ว่า เมื่อขาดมุสลิมะฮ์ซึ่งเดินทางโดยไม่มีมะห์รอมไปศึกษาอยู่ด้วยจะทำให้สถานศึกษามีนักเรียนน้อยลงจนถึงขนาดต้องทำให้ยุบสถาบันนั้น ผมว่าเราอย่าไปกังวลว่าสถานศึกษาเหล่านั้นจะยุบเพราะสาเหตุนี้เลยครับ เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว ถ้าจะห่วงก็ขอให้ห่วงลูกหลานมุสลิมะฮ์ของเราที่เดินทางไปศึกษาโดยไม่มีมะห์รอมกำกับไปด้วยเถอะ เพราะข้อเท็จจริงพวกเธอจำนวนมิใช่น้อยที่ไม่ได้เดินทางกันตามลำพังอย่างที่เข้าใจหรอก แต่มักมี "แฟน" ของพวกเธอกำกับไปด้วยต่างหาก ซึ่งผมถือว่า เป็นความผิดสองกระทงสำหรับพวกเธอเลยทีเดียว ข้อนี้แหละครับที่ผมเป็นห่วงที่สุด เป็นห่วงยิ่งกว่าสถาบันศึกษายุบเพราะไม่มีมุสลิมะฮ์พวกนี้ไปเรียนเสียอีก ..
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
คุณเจ้าฝ่าฝืนตัวน้อย อั้ลฟุวัยซิก ถาม
ท่าน อ. มีความเห็นอย่างไร กับ โรงเรียนสอนศาสนา ที่ออกทุนให้นักศึกษา หญิงไปเรียนต่อต่างประเทศ ทั้งๆที่รู้ว่า ไม่มีมะห์รอมไปด้วย จะว่าอย่างไรละครับ ?
:::
อ.ปราโมทย์ ศริุทัย ตอบ
ลักการคือหลักการ ส่วนการปฏิบัติของใครก็ตาม สถาบันใดก็ตาม หากขัดกับหลักการศาสนาก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้องทั้งนั้นแหละครับ เหมือนดั่งอ.บางท่านที่ห้ามนักเรียนสูบบุหรี่ บอกนักเรียนว่าสูบบุหรี่หะรอม แต่ตัวอ. เอง เล่นซะมวนต่อมวน อย่างนี้จะอ้างการกระทำของ อ.ท่านนั้นเป็นหลักฐานว่า สูบบุหรี่เป็นเรื่องถูกต้อง คงไม่ได้หรอกครับ ...
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
คุณเจ้าฝ่าฝืนตัวน้อย อั้ลฟุวัยซิก ถาม
ย่างนี้เท่ากับว่า อ. มีความเห็นว่า ทุกโรงเรียน ที่ส่งนักเรียนหญิงไปเรียนต่างประเทศ จงใจ และอนุญาติให้นักเรียนทำสิ่งที่หะรอมใช่มั๊ยครับ ? ทั้งๆที่รู้ว่ามันหะรอมหรือครับ ? อันนี้พูดรวมไปถึง สายเก่า สายใหม่ เลยนะครับ
ไม่คิดว่าทัศนะของ อ. คับแคบเกินไปหรือครับ ?
::::
อ.ปราโมทย์ ศริุทัย ตอบ
ผมไม่ได้ตอบตาม "ทัศนะ" ส่วนตัวของผมอย่างที่คุณอ้าง แต่ตอบตามหลักฐานจากหะดีษที่ถูกต้องและตามทัศนะที่สอดคล้องกับหลักฐาน ผมทราบครับว่ามีนักวิชาการบางท่านกล่าวอนุโลมในเรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของคุณหรือใครจะทำตามได้ แต่นั่นก็เป็นเพียง "ทัศนะ" ซึ่งผมไม่เคยเจอหลักฐานยืนยัน และนักวิชาการจำนวนมากก็คัดค้านเรื่องอนุญาตให้สตรีเดินทาง - แม้กระทั่งเดินทางไปทำหัจญ - โดยไม่มีมะห์รอมไปด้วย เพราะไม่มีหลักฐานยกเว้นเอาไว้ ตรงกันข้าม การที่ท่้านนบีย์สั่งให้เศาะหาบะฮ์ท่านหนึ่งงดการไปทำสงครามแล้วสั่งให้เขาทำหน้าที่มะห์รอมนำภรรยาไปทำหัจญ์แทน ก็ยิ่งตอกย้ำความถูกต้องของทัศนะนี้ยิ่งขึ้นครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม ......


กรณีลูกดื่มนมจนเลยเวลาละหมาด


ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อัสลามูอาลัยกุม ดิฉันมีปัญหาขณะเลี้ยงลูก ที่จะให้อาจารย์ช่วยเสนอแนะค่ะ
1.บางครั้งลูกตื่นมาในช่วงเวลาละหมาดซุบฮฺ และต้องดื่มนม จนบางครั้งเลยเวลาละหมาดศุบฮฺ และดิฉันต้องละหมาดเมื่อเลยเวลาไปแล้ว หากเป็นละหมาดมัฆริบ ก็ต้องไปละหมาดในเวลาอีชา การละหมาดของดิฉันใช้ได้ไหมค่ะ

2. ดิฉันได้อ่านอัลกุรอาน ซูเราะห์อัล-อิคลาศ , ซูเราะห์อัล-ฟาลัก และซูเราะห์ อันนาซ แล้วเป่าลงในมือ หลังจากนั้นได้นำมาลูบตามตัวของลูก และอายะห์ กุรซียฺด้วย การกระทำเช่นนี้ทำได้ไหมค่ะ

3. ดิฉันได้อ่านอายะห์อัลกุรอาน เช่น อายะห์กุรซียฺ กลับไปกลับมา ให้ลูกขณะนอนอยู่ในเปล รวมถึงสำนวนอื่นๆ เช่น ตักบีรฺในวันอีด การอ่านเช่นนี้ทำได้ไหมค่ะ

ตอบ
วะอลัยกุมุสสลาม ..

(1) เรื่องลูกดื่มนมจนทำให้เลยเวลาละหมาดนั้น ขอเรียนว่า สำหรับในเวลาละหมาดซุบฮ์ คุณจะปล่อยให้แกดื่มนมจนเลยเวลาละหมาดไม่ได้หรอกครับ คุณต้องละหมาดในเวลาให้ได้และปล่อยให้แกร้องบ้างช่วงสั้นๆโดยคุณต้องพยายามละหมาดแบบกระชับที่สุดเพื่อทำเวลาให้น้อยที่สุด ส่วนในกรณีละหมาดมัคริบ ถ้าจำเป็นจริงๆ คือแกร้องไม่หยุดจนปลีกตัวไปละหมาดไม่ได้ คุณก็สามารถนำละหมาดมัคริบไปทำรวมกับละหมาดอิชาได้ครับ ..

(2) ซุนนะฮ์ในการอ่าน 3 ซูเราะฮ์นั้น ท่านนบีย์จะยกมือทั้งสองให้ฝ่ามือติดกัน แล้วท่านก็เป่าลงในฝ่ามือก่อน จากนั้นจึงอ่านทั้ง 3 ซูเราะฮ์นั้นตามลำดับ แล้วลูบไล้ตั้งแต่ศีรษะ ใบหน้า และเนื้อตัวก่อนนอน ทำอย่างนี้ 3 ครั้งครับ ส่วนอายะฮ์กุรฺซีย์ เท่าที่ผมจำได้ก็คือ ให้อ่านหลังละหมาด 5 เวลา, อ่านก่อนนอน และอ่านเช้าเย็น โดยไม่ต้องเป่าลงในฝ่ามือครับ ..

(3) อ่านอายะฮ์กุรฺซีย์หรืออัล-กุรฺอานบทใดให้เด็กเล็กแบเบาะได้ยินบ่อยๆก็ดีครับ ดีกว่ากล่อมให้แกหลับด้วยการร้องเพลงพุ่มพวง ดวงจันทร์ให้แกฟังอีก ...



กรณีเจ้าบ่าวใช้มือวางบนหน้าผากเจ้าสาวหลังจากนิกาห์เสร็จ



ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามูอาลัยกุม อาจารย์
ดิฉันเคยเห็นภาพ กรณีที่เจ้าบ่าว แตะหน้าผากเจ้าสาว แล้วขอดุอาอ์ การกระทำเช่นนี้มีแบบอย่างจากท่านนบี หรือบรรพชนยุคก่อนหรือไม่ค่ะ พอมีหลักฐานอ้างอิงไหม และดุอาอ์ขณะแตะหน้าผากเจ้าสาวว่าอย่างไร ค่ะ

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม ..
เรื่องเจ้าบ่าวใช้มือวางหรือแตะบนหน้าผาก(กระหม่อม)เจ้าสาวหลังจากนิกาห์เสร็จ(หรือขณะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก) เป็นซุนนะฮ์จากคำสั่งของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมครับ

เพราะท่านอับดุลลอฮ์ บินอัมร์ ร.ฎ. ได้รายงานจากคำสั่งของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมว่า ..
 "เมื่อคนใดจากพวกท่านนิกาห์กับสตรีใด หรือได้ซื้อคนรับใช้ (ทาส) คนใด ก็ให้เขาเอา (คือวางมือ) ที่หน้าผากของนาง, แล้วให้เขากล่าวพระนามอัลลอฮ์, และขอดุอาอ์ให้บังเกิดความจำเริญ(บะรอกัต)

 และให้เขากล่าวว่า .. اللهم إنى أسالك من خيرها وخير ما جبلتها عليه، وأعوذ بك من شرها وشرما جبلتها عليه .. 

"โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงข้าพระองค์วิงวอนขอต่อพระองค์ซึ่งส่วนดีของนางและส่วนดีของสิ่งที่พระองค์ประทานให้เป็นอุปนิสัยแห่งนาง และข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความชั่วของนางและความชั่วของสิ่งที่พระองค์ประทานให้เป็นอุปนิสัยแห่งนางด้วยเถิด ... "
บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ในหนังสือ "อัฟอาลุลอิบาด" หน้า 77, ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 2160, ท่านอิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 1918 และท่านผู้บันทึกอื่นๆด้วยสายรายงานที่สวยงามครับ ..

วัลลอฮุอะอฺลัม ...

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

คิดถึงป๊ะกับมะ


บรรจง บินกาซัน

ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวยากจน ป๊ะกับมะจบแค่ ป.4 มีลูกห้าคน ผมเป็นคนโต บ้านที่อาศัยอยู่เป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนโปร่งบนที่ดินเช่าประมาณ 22 ตารางวา แม้ข้าวของจะไม่แพงเหมือนสมัยนี้ แต่รายได้ของป๊ะจากการเป็นช่างซ่อมจักรเย็บผ้าก็ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงลูก มะจึงต้องช่วยป๊ะหารายได้เสริมด้วยการรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า ถึงกระนั้น ป๊ะกับมะก็ต้องใช้จ่ายอย่างกระเบียดกระเสียนเพื่อเก็บเงินไว้ให้ลูกเรียนหนังสือ ป๊ะย้ำกับพวกเราเสมอว่า ป๊ะไม่มีมรดกอะไรให้ลูก นอกจากการศึกษา ใครมือยาวสาวได้ก็สาวเอา

ป๊ะเตรียมผมให้เข้าเรียนชั้นประถมในโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยการปลุกผมแต่เช้าตรู่ให้ขึ้นมาทำข้อสอบความรู้ทั่วไปเท่าที่ป๊ะจะหามาให้ผมตอบเพื่อสอบแข่งขันกับลูกคนอื่นๆที่มีอันจะกิน เมื่อสอบเข้าได้ ผมก็เรียนอยู่ในโรงเรียนนี้ตั้งแต่ประถม จนจบมัธยมปลาย

หลังบ้าน ป๊ะเลี้ยงกล้วยไม้ไว้ร้านหนึ่งซึ่งมีทั้งพันธุ์มาดามและแคทลียา เมื่อมันออกดอก
ป๊ะจะตัดไปขายที่ตลาดบางรักเป็นรายได้เสริม ผมจำได้ว่าตอนนั้น ดอกกล้วยไม้เป็นที่ต้องการมาก เพราะในเวลานั้นยังไม่มีใครทำฟาร์มกล้วยไม้เป็นอุตสาหกรรมเหมือนในปัจจุบัน ดอกของมันจึงมีราคาดีโดยเฉพาะในตอนปลายปี

ข้างร้านกล้วยไม้ ป๊ะปลูกต้นไม้ที่เราเรียกกันว่าต้นเชอรี่ มันออกผลตลอดทั้งปี ผลสุกของมันมีรสเปรี้ยว ป๊ะจึงเก็บเอามาเคี่ยวกับน้ำตาลเป็นแยมทาขนมปังให้เรากิน รสชาติแยมที่ป๊ะทำอร่อยกว่าแยมในปัจจุบันที่มีส่วนผสมของเยลละตินและกลิ่นสีของผลไม้อย่างเทียบกันไม่ได้

ใต้ร้านกล้วยไม้ มะเอาใบเตยมาปักไว้ ใบเตยได้รับน้ำผสมปุ๋ยที่ใช้รดกล้วยไม้ จึงแตกกองาม
วันเว้นวันจะมีแม่ค้าทำขนมมาขอซื้อเป็นประจำ

ใต้ถุนบ้าน ป๊ะทำกรงเลี้ยงไก่ไข่ไว้ประมาณ 10 ตัว มันออกไข่ให้เรากิน 6 - 7 ฟองทุกวัน
ที่บ้านจึงไม่ต้องซื้อไข่กิน เมื่อไก่ตายยกเล้า มะก็เอาเป็ดมาเลี้ยงแทน และมันก็ให้ไข่เรากินจนเหลือขาย หรือไม่ก็แบ่งปันให้เพื่อนบ้าน

ในยามขาดเงินโดยเฉพาะตอนเปิดเทอม ป๊ะจะขอเบิกแต๊ะเอียล่วงหน้าจากเจ้าของบริษัทที่ป๊ะทำงาน ป๊ะระวังเรื่องการยืมเงินเป็นอย่างมาก จนใครๆคิดว่าป๊ะรวย และบางครั้งป๊ะถูกเพื่อนเรียกว่า “เสี่ยซุ่ม” โดยหารู้ไม่ว่าป๊ะไม่ต้องการเสียชื่อเสียงเรื่องเงินทอง และย้ำสอนพวกเราเสมอว่า อย่าให้เรื่องเงินต้องทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย ป๊ะมีคติว่า ถ้าไม่เป็นหนี้ก็ถือว่ารวยแล้ว

ป๊ะไม่กินเหล้าและไม่เล่นการพนัน สูบบุหรี่บ้าง แต่ก็เลิกได้ จึงไม่ต้องเสียเงินกับสิ่งเหล่านี้

มะเคยถูกเพื่อนบ้านชวนให้ซื้อหวย แต่ป๊ะบอกมะให้เก็บเงินที่จะซื้อไว้ใส่กระปุกทุกงวด สามสี่เดือนก็จะได้รางวัลเอง และก็จริงอย่างที่ป๊ะพูด

เมื่อมะกำลังจะติดการใช้ผงชูรสในการทำอาหารเพราะการโฆษณา ผมบอกมะว่า ฝีมือของมะอร่อยแล้ว ไม่ต้องใช้ผงชูรส ผมพูดล้อเล่นกับมะว่า ถ้ามะไม่มีเสน่ห์ปลายจวัก มะก็มีลูกไม่ถึงห้าคนหรอก เท่านั้นเอง มะก็เลิกใช้ผงชูรส

ขณะที่อยู่ในชั้นประถมปลายและมัธยมต้น ช่วงปิดเรียนภาคฤดูร้อนเป็นช่วงที่เด็กๆเล่นว่าวกันแทบทุกแห่งและมีการแข่งขันตัดว่าวกัน ผมก็เป็นคนชอบเล่นว่าว แต่ผมไม่ยอมเสียเงินซื้อว่าว ผมทำว่าวเล่นเองโดยไปเก็บแกนตับจากมุงหลังคาที่ชาวบ้านทิ้งไว้ มาเหลาเป็นโครงและซื้อกระดาษว่าวมาแปะ กระดาษว่าวแผ่นหนึ่งทำว่าวได้สี่ตัว ทำหลายตัวก็ขายได้หลายบาท ปิดเทอม ผมจึงมีเงินเก็บเป็นของตัวเองบ้าง

เมื่อเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลาย ทุกวันเสาร์และระหว่างปิดภาคเรียน ผมจะไปช่วยน้าชายที่เปิดร้านรับบรรจุหีบห่อให้พวกทหารอเมริกันที่มาพักในเมืองไทยระหว่างสงครามเวียตนาม ค่าแรงขั้นต่ำในตอนนั้นวันละ 20 บาท แต่สิ่งที่ได้มากกว่าค่าแรงในการทำงานก็คือ ผมได้มีโอกาสฝึกสนทนากับฝรั่งต่างชาติที่มาใช้บริการ โดยไม่ต้องไปเสียงสตางค์เรียนถึงเมืองนอก

เมื่อเรียนจบมัธยมปลาย เพื่อนร่วมชั้นแทบทั้งหมดไปเรียนกวดวิชาเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยกัน จำได้ว่าค่าเรียนกวดวิชาช่วงสั้นๆเวลานั้นเป็นเงิน 300 บาท มันไม่มากสำหรับคนมีฐานะ แต่สำหรับบ้านผมแล้ว มันเป็นเงินจำนวนมาก มะบอกให้ผมไปเรียนกวดวิชา จะหาเงินมาให้ เพราะมะอยากเห็นลูกเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่ผมบอกมะว่าให้เก็บเงินไว้เป็นรางวัลแก่ผมเมื่อผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ดีกว่า ผมจะไปทำงานที่ร้านของน้าชายและกลับมาดูหนังสือในตอนเย็น แต่เมื่อผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ ผมก็ไม่ได้เรียกร้องรางวัลอะไรจากมะ

ระหว่างที่เรียนในปีสอง มีคนมาติดต่อให้ผมไปช่วยสอนชาวอเมริกันคนหนึ่งที่ต้องการฝึกพูดและอ่านภาษาไทยในตอนเย็น ชาวอเมริกันคนนี้เคยเรียนภาษาไทยจนสามารถอ่านและพูดได้บ้างแล้ว แต่ยังต้องการประสบการณ์ในการพูดมากขึ้น ผมได้ค่าจ้างไปนั่งคุยภาษาไทยกับฝรั่งเป็นเงิน 75 บาทต่อสองชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ดีมากในเวลานั้น แต่ที่สำคัญก็คือการได้เป็นผู้ฝึกชาวอเมริกันคนนั้นให้พูดภาษาไทย ได้ทำให้ผมมีทักษะในการพูดคุยและฟังภาษาอังกฤษมากขึ้น จนหลายคนคิดว่าผมจบมาจากต่างประเทศ

แม้จะจบแค่ ป.4 และมีฐานะยากจน แต่ป๊ะกับมะก็สามารถกัดฟันเลี้ยงดูและส่งเสียลูกเรียน
จนจบขั้นอุดมศึกษาทุกคน โดยไม่เป็นหนี้ใคร

ในวันที่ผมรับปริญญา ความภาคภูมิใจในความสำเร็จของลูกทำให้มะกล่าวว่า มะมีลูกน้อยเกินไป

ปัจจุบัน ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท เงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท ในขณะที่ผมจบการปริญญาตรี เงินเดือนเริ่มต้นของข้าราชการในขณะนั้นคือ 1,250 บาท ถ้าจะพูดกันในเชิงเศรษฐกิจแล้ว ผมกล้าพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า ป๊ะกับมะของผมเป็นผู้ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง

วันนี้ มรดกการศึกษาที่ป๊ะและมะให้ผมไว้ นอกจากจะตกถึงผมแล้ว ยังแตกหน่อ ออกช่อเป็นหนังสือนับร้อยเล่ม เป็นวิทยาทานสู่ผู้คนอีกมากมาย

หลับให้สบายนะครับ ป๊ะ กับ มะ ทุกครั้งหลังนมาซ ผมไม่เคยลืมที่จะขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺว่า

“ร็อบบิฆฟิรฺลี วะลิวาลิดัยย่ะ วัรฺฮัมฮุมา กะมา ร็อบบะยานี เศาะฆีรอ”

(ข้าแต่พระผู้อภิบาล โปรดอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ และแก่บิดามารดาของข้าพระองค์ และโปรดทรงเมตตาแก่ท่านทั้งสอง ดุจดังที่ท่านทั้งสองเลี้ยงดูข้าพระองค์เมื่อครั้งเยาว์วัยด้วยเทอญ...อามีน)