อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

“นมแม่” ปาฏิหาริย์ตลอดกาล

โดย อ.บรรจง บินกาซัน



ใครที่ศึกษาประวัติศาสตร์ศาสนาจะพบว่า ศาสดาหรือนบีที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มีภารกิจเหมือนกันประการหนึ่ง นั่นคือ การเรียกร้องเชิญชวนมนุษย์สู่การศรัทธาในพระเจ้า และการฟื้นคืนชีพหลังความตายเพื่อรอรับการตัดสินจากพระเจ้าในสิ่งที่ตัวเองได้ทำไว้ ความศรัทธาดังกล่าวนี้เองที่เป็นรากฐานของทุกศาสนาและเป็นที่มาของคุณธรรมและจริยธรรม

แต่เนื่องจากมนุษย์มองไม่เห็นพระเจ้าและชีวิตโลกหน้า มนุษย์บางคนจึงไม่เชื่อและท้าทายศาสดาผู้อ้างตัวว่ามาจากพระเจ้า ดังนั้น ศาสดาทุกท่านจึงได้รับปาฏิหาริย์มาเป็นหลักฐานยืนยัน เช่น โมเสสใช้ไม้เท้าโยนลงไปบนพื้นแล้วไม้เท้านั้นกลายเป็นงู หรือการที่พระเยซูรักษาคนตาบอดให้มองเห็นได้

อย่างไรก็ตาม ปาฏิหาริย์ไม่อาจเกิดขึ้นตามความต้องการของศาสดาผู้เป็นมนุษย์ ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพระเจ้า เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็หมดไป

เนื่องจากปาฏิหาริย์อันเป็นหลักฐานยืนยันเดชานุภาพของพระเจ้าถูกประทานเฉพาะแก่ศาสดาของพระองค์เท่านั้น เมื่อสายโซ่แห่งการมีศาสดาสิ้นสุดลงตรงการเสียชีวิตของนบีมุฮัมมัด ปาฏิหาริย์ที่พระเจ้าประทานแก่ศาสดาของพระองค์ก็หมดลงไปด้วย แต่นั่นมิได้หมายความว่าปาฏิหาริย์ที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของพระเจ้าได้หมดไปโดยสิ้นเชิง

ถ้าปาฏิหาริย์หมายถึงสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจทำได้ โลกนี้มีปาฏิหาริย์ให้เราเห็นดาษดื่น แต่เพราะมันเกิดขึ้นทุกวัน เราจึงเห็นปาฏิหาริย์นั้นเป็นเรื่องธรรมดา หนึ่งในนั้นคือ นมแม่

นมแม่เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้จนกระทั่งถึงวันนี้แม้วิทยาศาสตร์ด้านอาหารจะเจริญก้าวหน้าเพียงใดก็ตาม และไม่มีผู้หญิงคนใดสามารถทำน้ำนมขึ้นมาในเต้านมของตัวเองได้ นมแม่จะมีก็ต่อเมื่อผู้หญิงตั้งครรภ์ เพราะการที่ผู้หญิงตั้งครรภ์หมายความว่าพระเจ้าได้ให้ชีวิตใหม่มาจุติในครรภ์ของผู้หญิงคนนั้น เมื่อพระเจ้าส่งชีวิตมา พระองค์ย่อมรับผิดชอบในชีวิตโดยการจัดเตรียมน้ำนมไว้ให้ล่วงหน้าก่อนที่ทารกนั้นจะเกิด ทั้งนี้เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงสร้างและผู้ประทานปัจจัยยังชีพ

นมแม่เป็นอาหารที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านโภชนาการของทารกและได้รับการป้องกันให้พ้นจากการติดเชื้อใดๆ เพราะนมแม่ออกจากอกแม่สู่ปากทารกโดยตรง ไม่มีส่วนผสมของเมลามีนเหมือนนมเทียมที่ผลิตมาจากจีน อุดมด้วยสารอาหารที่เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์สมองและการพัฒนาของระบบประสาท อาหารทารกที่ผลิตมาจากเทคโลยีปัจจุบันยังไม่สามารถทดแทนอาหารอันมหัศจรรย์นี้ได้

ยิ่งวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าเท่าใด ยิ่งมีการค้นพบคุณประโยชน์ของนมแม่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน การศึกษาวิจัยพบว่า เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่ได้รับการป้องกันจากการติดเชื้อทางระบบหายใจและระบบย่อยอาหาร ทั้งนี้เพราะสารต่อต้านเชื้อโรคในนมแม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อดังกล่าว ไม่เพียงเท่านั้น สารต่อต้านเชื้อโรคดังกล่าวในนมแม่ยังสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้แก่แบคทีเรียชนิดดีซึ่งเรียกว่า “นอร์มัล ฟลอรา” ขึ้นมาเป็นปราการป้องกันแบคทีเรีย ไวรัสและพยาธิที่เป็นอันตรายด้วย นอกจากนี้เป็นที่พิสูจน์กันมาแล้วว่าในนมแม่มีปัจจัยต่างๆที่ช่วยจัดการระบบป้องกันโรคติดเชื้อและทำให้ระบบนี้ทำงานปรกติ

เนื่องจากนมแม่ถูกออกแบบมาเป็นการเฉพาะสำหรับทารก มันจึงเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ทารกจึงใช้พลังในการย่อยน้อยลงซึ่งทำให้พลังที่เหลือถูกนำไปใช้เป็นพลังสำหรับการทำงานในด้านอื่นๆ เช่น การเจริญเติบโตและการพัฒนาอวัยวะของร่างกาย

นอกจากจะมีส่วนช่วยต่อสุขภาพของทารกแล้ว นมแม่ยังเปลี่ยนไปตามการเจริญเติบโตและอาหารที่ทารกต้องการตามขั้นตอนด้วย นมแม่รักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมเสมอและมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาสมองของทารกเพราะน้ำตาลและไขมันที่มีอยู่ในน้ำนม นอกจากนี้สารต่างๆที่มีอยู่ในนมแม่อย่างเช่นแคลเซียมยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากระดูกของทารกด้วย

ถึงแม้จะเรียกว่านม แต่อาหารอันมหัศจรรย์นี้ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยน้ำ นี่เป็นลักษณะที่สำคัญที่สุด เพราะนอกไปจากอาหารแล้ว ทารกยังต้องการของเหลวในรูปของน้ำด้วย นมแม่สามารถตอบสนองความต้องการของทารกได้อย่างสมบูรณ์และสะอาดถูกอนามัย

การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังแสดงให้เห็นว่าทารกที่ได้รับการเลี้ยงดูจากอกแม่จะมีวิวัฒนาการดีกว่าทารกที่เลี้ยงด้วยวิธีการอื่นจากนั้น ไอคิว (ความสามารถทางสติปัญญา) ของทารกที่ได้รับการเลี้ยงดูจากอกแม่นานเกินกว่าหกเดือนจะสูงกว่าทารกที่เลี้ยงด้วยวิธีการอื่นถึง 5 คะแนน แต่ถ้าทารกได้รับการเลี้ยงดูจากอกแม่น้อยกว่าแปดสัปดาห์ ทารกก็จะไม่แสดงออกให้เห็นถึงไอคิว

ที่สำคัญก็คือการให้ทารกได้ดื่มนมจากอกเป็นการสื่อและการสร้างความรักและความห่วงใยระหว่างแม่กับลูกในเวลาเดียวกัน มันเป็นสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็น แต่เป็นสายสัมพันธ์ที่ทำให้ทารกเพศชายเคารพเพศแม่เมื่อเขาโตขึ้น

ถ้านมแม่เป็นปาฏิหาริย์ประจักษ์ต่อสายตาถึงขั้นนี้แล้ว ใครที่ยังไม่ยอมจำนนต่อความจริงในการมีอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงสร้าง ผู้ประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงกรุณา ไม่รู้จะสรุปได้ไหมว่า คนผู้นั้นกินนมแม่ไม่เกินแปดสัปดาห์?



ขอขอบคุณข้อมูล : อาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน



วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

3 สิ่งนี้ ทำร้ายผู้อื่น


.. การเฝ้าตรวจสอบ

.. การเอาแต่ตำหนิ

.. การเปรียบเทียบผู้นั้นกับคนที่เด่นกว่า

..." 3 สิ่งนี้ อาจฆ่าความสุขของบุคคลนั้น และอาจทำลายความสุขของตัวเองด้วย พึงระวังพฤติกรรมเช่นนี้มากๆนะครับ ".

เมื่ออิบนุอับบาสเชื่อว่า อัลลอฮอยู่บนฟ้า


อิหม่ามบุคอรีได้รายงานว่า

أن ابن عباس قال: « لما كلم الله موسى كان النداء في السماء وكان الله في السماء » (البخاري: خلق أفعال العباد ص40).

แท้จริงอิบนุอับบาสกล่าวว่า "เมื่ออัลลอฮทรงพูดกับมูซา ปรากฏว่าเสียงเรียกนั้น อยู่บนฟ้า และอัลลอฮนั้นทรงอยู่บนฟ้า -บุคอรี คอ็ลคุอัฟอาลิลอิบาด หน้า 40

والله أعلم بالصواب



วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

ศาสนาที่มาจากพระเจ้า




อาลี - เป็นคริสต์คาทอลิค
ฟาติมะ - เป็นพุทธ
มีฮาซัน - เป็นบุตรชาย

เราอยู่ร่วมกับสังคมมุสลิมมาเป็นเวลากว่า 2 ปี ที่พัฒนาการ ซอย 38
โดยอยู่ร่วมกับมุสลิมวัยรุ่น ที่มาเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
ช่วง 2 ปีที่อยู่ไม่ได้รู้สึกว่าอิสลามดีตรงไหน มุสลิมที่เราคลุกคลีสอนให้เรารู้ว่าอิสลามยุ่งยากมาก
แม้แต่เราไปยืมจานเขามาใส่กับข้าว เขาก็ไม่ให้เรากลัวเราเอาไปใส่หมู ถ้าเราเอาจานใส่หมูไปกินกับเขา เขาก็ต้องเอากระดาษหนังสือพิมพ์มารองจานที่เรากินเพื่อไม่ให้จานที่ใส่หมูของเราสัมผัสพื้นห้องของเขา
จนเราพูดกับสามีว่าเขาคนละพวกกับเรา ต่อให้คุยกันได้แต่พวกเขากับเราเหมือนอยู่คนละประเทศกัน

แต่เรื่องที่เขาอธิบายเรื่องคลุมผม และเรื่องหลักๆของอิสลามเรารับฟังได้อยู่
แต่เรื่องกินอาหารด้วยกันนี่รับไม่ได้ ที่สำคัญเราถามเรื่องอิสลามกับเขา
เขามักจะตอบไม่ได้และไม่ชัดเจน เหมือนกับว่าเป็นมุสลิมแค่นามบัตรเฉยๆ จากช่วงแรกๆที่เราถามเรื่องของอิสลามก็จบไปกลายเป็นคุยกันแต่เรื่องหนังเพลงเรื่องทางโลกทั่วไป

จากนั้นปีที่ 3 มาถึง ดิฉันและสามีย้ายลงมาอยู่ชั้น 1
แต่เดิมอยู่ชั้น 4 ได้คลุกคลี กับ บังคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นคนพุทธมาก่อน
บังคนนี้ทำให้ภาพอิสลามที่เห็นแก่ตัวเปลี่ยนไป แกทุ่มเท ใส่ใจเรา 2 สามีภรรยา
ต้องการอะไรในการย้ายและแต่งห้องแกก็หามาให้ มีอะไรแบ่งมาให้กินไม่ขาด
แกซื้อใจเรา 2 คนได้ และเราเริ่มรู้สึกดีกับอิสลามแล้วล่ะ
และสามีเล่าให้แกฟังเรื่องมุสลิมข้างบนว่าอิสลามยุ่งยาก อะไรๆก็ไม่ได้ ห้ามไปหมด
ทำให้รู้สึกว่าอะไรกันนักหนาอิสลาม แต่บังแกกลับบอกว่า ก็เพราะมันเป็นอย่างนี้น่ะสิ
คนต่างศาสนาถึงหนีกันหมด เกลียดอิสลามกันหมด ก็เพราะรู้แบบผิดๆ ปฏิบัติแบบผิด
จริง ๆ อิสลามง่ายนิดเดียว แกก็เริ่มบอกให้สามีฟังว่าจริงๆแล้วอิสลามดีและง่ายยังไง

บังชอบมาพูดเรื่องพระเจ้าให้สามีฟัง สามีก็คุยเรื่องพระเยซูสู่กันฟัง ไม่นานสามีก็มาพูดแปลก ๆ กับดิฉัน
สามีบอกว่าคริสต์กับอิสลามเหมือนกันมาก ฉันก็ไม่สนใจ ไร้สาระพระเจ้าบ้าบออะไรกัน
ฉันก็เถียงเอาเรื่องพุทธศาสนามาแย้ง จากนั้นทุกคืนถึง ตี 2 ตี 3 สงครามเรื่องศาสนาในมุ้งก็มีทุกคืน
เราทะเลาะกันบ่อย แทบทุกวัน วันหนึ่งสามีบอกเขาเข้าอิสลาม ดิฉันขอร้องอย่าได้ไหม ฉันรับไม่ได้
สามีก็ยอม สามีบอกว่าเขาเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง คริสต์ไม่รู้ว่าพระเจ้าคือใครกันแน่
แต่อิสลามตอบคำถามได้หมดทุกอย่าง สามียังบอกอีกว่าสิ่งที่พระเจ้าเกลียดที่สุด คือการกราบไหว้รูปปั้น
ไม่มีทางได้ขึ้นสวรรค์ สิ่งอื่นพระเจ้าอภัยโทษให้ได้ ยกเว้นเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น

คำพูดนี้เป็นคำพูดที่มันหลอนอยู่ในใจฉัน ทุกวันเวลาเดินผ่านศาลพระภูมิ
มือฉันจะยกขึ้นไหว้แบบไม่ต้องสั่งเพราะมันอยู่ในสายเลือด แต่วันนี้ฉันแค่เดินผ่าน
และหันมองที่รูปปั้นเท่านั้น ในใจคิดว่า ไม่กล้าไหว้ ถ้าเกิดมีพระเจ้าขึ้นมาจริงๆ ซวยแน่

ฉันไม่ได้ไหว้พระและรูปปั้นมาหลายวันแล้ว และเริ่มทำใจยอมรับได้แล้วว่าสามีไม่ได้พูดเล่น
ฉันกลับไปบอกสามีว่า ฉันไม่ได้ไหว้รูปปั้นแล้ว แต่ขอเวลา 2 ปี ค่อยเข้าอิสลามนะ สามีก็ตกลง
จากนั้น ไม่นาน ฉันก็เริ่มสงสัย อิสลามมันมีอะไรแน่ ฉันถามสามีหลายอย่างเขาตอบไม่ได้
เขาให้ไปถามบัง ฉันหยิ่ง ฉันไม่ถาม แต่ ฉันเข้าอินเตอร์เน็ต

ฉันค้นหาคำว่าอิสลาม และเจาะลึกเข้าไปทุกทีๆ จากอดีตที่อิสลามบันทึก ปัจจุบันวิทยาศาสตร์คั้นพบ
ว่ามีจริง และ นั่นกลับตรงกับสิ่งที่พระเจ้าของอิสลามบอกไว้ น่าทึ่ง และฉันค้นพบเรื่องศาสนาพุทธของฉันว่า
หลาย ๆ คำ มีความหมายหมายถึงพระเจ้า ไม่ได ้หมายถึง สิทธัตถะ ศาสดาของศาสนาพุทธ น่าทึ่ง
และที่สำคัญ สิทธัตถะ ไม่เคยสั่งสอนให้ไหว้รูปปั้น ศาลพระภูมิ อะไรทั้งนั้น
ท่านยังบอกอีกว่า อย่าไปกราบไหว้มันเลย มันไม่ได้คุณประโยชน์อะไรกับเราหรอก
ใช่สิ ฉันเชื่อศาสดาของฉัน ฉันยิ่งมั่นใจว่าฉันจะไม่ไหว้ อีกอย่างฉันระลึกเสมอว่า
สิทธัตถะสอน ไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ ให้พิสูจน์ด้วยตนเองให้รู้แจ้งค่อยเชื่อ
นี่ไงฉันกำลังทำตามพระพุทธเจ้าของฉันสอน
และการทำตามพระพุทธเจ้าของฉันสอนนี้กำลังนำฉันมาสู่ความเชื่อใหม่

ใจฉันยอมรับแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกรัก รู้สึกแค่ว่าพระเจ้าคือคนแปลกหน้าเสมือนพ่อเลี้ยง
จะให้รักเหมือนพ่อแท้ๆ ได้ไง ทำไม่ได้ สามีจึงปรึกษาบัง บังบอกว่ารอให้ศรัทธาก่อนค่อยเข้า
หาศรัทธาให้เจอ ฉันบอกว่าตอนนี้ยังหาไม่เจอ จนวันหนึ่ง บังบอกให้คุยกับลูกเขย ของบังซึ่งคนนี้แน่นเรื่องศาสนา สามีก็ถามข้อข้องใจบังเขาก็เคลียร์ซะกระจ่างใจเลยที่เดียวเข้าใจอิสลามชัดเจนเข้าไปอีก ตาฉันถามละ

บังคะ หนูสงสัย พระเจ้าทำไมให้สวรรค์แค่มุสลิม แล้วคนอื่นที่ไม่เคยรู้เรื่องพระเจ้าล่ะ จะยุติธรรมกับเขาได้ยังไง
วันนั้นพระเจ้าจะทดสอบให้ลองเข้าประตูนรก สวรรค์ เพื่อดูหัวใจเขาว่าคนต่างศาสนาคนนั้น
จะเชื่อพระเจ้าไหม หากพระองค์สั่งให้เข้าประตูนรก หากเขาเข้าแสดงว่าเชื่อฟังประตูนรกนั้นจะเป็นประตูสวรรค์
แต่ถ้าใครทำตรงข้ามไม่เชื่อฟัง เห็นประตูนรกแล้วไม่เข้าทั้งที่พระเจ้าสั่ง แต่ไปเข้าประตูสวรรค์ นั่นล่ะคือประตูนรก บังยกตัวอย่าง
บัง หนูหาศรัทธาไม่เจอ บังพ่อตาบังบอกให้หาศรัทธาให้เจอก่อนค่อยเข้าก็ได้

บังย้อนถามกลับว่า แล้วเชื่อไหม ว่าพระเจ้ามีจริง
เชื่อค่ะ
บังพูดว่า นั่นล่ะเขาเรียกว่า ศรัทธาแล้ว ศรัทธาคือความเชื่อไง

ฉันถามต่อว่า ยังไงก็ยังไม่อยากเข้าอยู่ดี ละหมาดก็ไม่เป็น เสื้อผ้าก็ไม่มี
อยากให้พร้อมให้เป็นก่อนค่อยเข้าไม่อยากให้มีบาปปนเปื้อน ทำบาปมาเยอะต้องการขาวสะอาดจริงๆ

บังบอกว่า ไม่ต้อง เข้าก่อนพร้อมเมื่อไรก็ค่อยทำ ละหมาดไม่เป็นก็เข้าได้ ค่อยๆศึกษาได้
ไม่จำเป็นต้องทำเป็นก่อนค่อยเข้า แล้วความรักในพระเจ้าจะเพิ่มมากขึ้นเอง"

ฉันลืมบอก วันนั้นเองเป็นวันที่ฉัน รับอิสลามพร้อมสามี คุณรู้ไหมวันนั้นเป็นวันอะไร วันมาฆบูชา วันพระใหญ่ ของชาวพุทธ ฉันไม่ได้ไปตักบาตรตอนเช้าเหมือนคนอื่น และตอนค่ำก็ไม่ได้ไปเวียนเทียนด้วย แต่คืนวันนั้นเองฉันกลับรับอิสลาม

ฉันอยากบอกว่า ฉันรับอิสลามเพราะความศรัทธาในศาสนา
ไม่ใช่รับเพราะดูการกระทำตัวของมุสลิมหรือถูกมุสลิมเป่าหูมา
เพราะฉันฟังจากมุสลิมแล้วฉันไม่ได้เชื่อ แต่ฉันไปศึกษาค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง
แล้วการศึกษาหาคำตอบของฉันนั้นทำให้ฉันทึ่งในหลักคำสอนที่ละเอียดอ่อนมาก
อิสลามสอนทุกเรื่อง และวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงตามที่อิสลามสอนมาแล้ว
เป็นเวลากว่าพันสี่ร้อยปี เช่น อิสลามห้ามผู้ชายใส่ทองมานานแล้ว
มาปัจจุบันวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็มาพิสูจน์ได้ว่า
ทองมีผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายจริง

และเรื่องที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการกำเนิดตัวอ่อน
ในคัมภีร์อัลกุรอาน อัลลอฮฺบอกไว้ชัดเจน ว่าก่อนจะเป็นทารกที่สมบูรณ์
์ในระบบอวัยวะมีส่วนเกิดก่อน เกิดหลัง นักวิทยาศาสตร์ก็มาค้นพบด้วยกล้องจุลทรรศน์
ทีหลังว่าตรงกับที่กุรอานกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยที่นักวิทยาศาสตร์ท่านนั้นบอกเองว่า
เป็นไปไม่ได้ที่คนโบราณสมัยก่อนจะรู้เรื่องราวในร่างกายมนุษย์ที่น่ามหัศจรรย์ได้ละเอียดขนาดนี้
สมัยก่อนไม่มีกล้องจุลทรรศน์ การแพทย์ก็ไม่ได้ก้าวหน้าเหมือนยุคนี้ คนที่จะรู้เรื่องราวและอธิบายการกำเนิดตัวอ่อนในครรภ์มารดาได้ตรงและละเอียดขนาดนี้คือคนที่สร้างมนุษย์เท่านั้น

นี่เพียงแค่ สองเรื่องเท่านั้นที่ฉันศ้นคว้าหาความจริง
สองเรื่องนี้ก็ระบุให้เห็นชัดเจนแล้วว่าอิสลามนี่ล่ะคือวิทยาศาสตร์ ล้วนๆ อธิบายได้หมดทุกอย่าง
ฉันยิ่งค้นคว้าฉันก็ยิ่งเข้าลึกเข้าไปในเรื่องราวการสอนของอิสลามและคำสอนนั้น
พระเจ้าสั่งให้นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมันพิสูจน์ได้หมดตามวิทยาศาสตร์ที่ฉันเชื่อ
อย่างนี้หรือเรียกว่างมงาย สิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ คนส่วนใหญ่เชื่อถือไม่ใช่หรือ
ก็อิสลามนี่ไงวิทยาศาสตร์ล้วนๆ แล้วทำไมยังว่าอิสลามงมงายกันอีก
แล้วหลายคนยังกราบไหว้สิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ นี่ยิ่งไม่หลงงมงายกว่าอีกหรือ
ฉันคิดนะว่า แม้อิสลามจะกราบไหว้พระเจ้าที่มองไม่เห็น ( ซึ่งดูงมงายในสายตาคนที่เชื่อเรื่องพระเจ้า )
แต่การไหว้พระเจ้าของอิสลามไม่ได้เสียเงิน ไม่ต้องซื้อของเซ่นไหว้ แค่ก้มๆเงย 5 เวลาต่อวัน
แล้วก็ทำความดี แค่นี้เอง ไม่เดือดร้อนกระเป๋าสตางค์ ระดับพระเจ้าแล้วท่านไม่กินของหยาบแบบเราหรอก
พระองค์อิ่มทิพย์ไม่มีอารมณ์ใฝ่ต่ำแบบพวกเราหรอก

ฉันคิดไปอีกว่าตอนที่ฉันกราบไหว้รูปปั้นนั้น ไหว้ทำไม
ถ้าเป็นระดับเทพยดาแล้ว ทำไมต้องกินของเซ่นไหว้ด้วย
ถ้ากินของที่มนุษย์กิน ก็เท่ากับว่าเทพเหล่านั้นไม่ได้ต่างกับมนุษย์เลย
เมื่อไม่ต่างแล้วจะให้ความสำคัญ เคารพกราบไหว้ทำไม มีแต่เสียเงิน
เอาไปบริจาคช่วยเหลือคนจนดีกว่าเสียอีก แล้วลองไม่เซ่นไหว้สิ มันก็มาเข้าสิง
ทำให้เรากลัว มันจะได้กินของจากเราอีก นั่นหรือพระเจ้าที่แท้จริง ต้องขอมนุษย์กินด้วยหรือ
มีคนว่าฉันงมงายเรื่องพระเจ้า
ฉันอยากย้อนถามกลับไปว่า ที่พวกชาวคริสต์ล่ะ พวกคุณชอบไม่ใช่หรือ
ประเพณีการแต่งงานของเขา การแต่งตัวของเขา วัฒนธรรมของฝรั่งคนทั่วโลกก็นำมาใช้แล้วคิดว่าหรูหราทันสมัย คุณลืมอะไรไปหรือเปล่า พวกเขาส่วนมากเป็นคริสต์นะ แล้วคริสต์นับถืออะไร พระเจ้าไง นั่นไง อย่างนี้ชาวคริสต์ก็งมงายสินับถือพระเจ้าด้วย แต่ทำไมไม่ว่าคริสต์งมงายล่ะ ทีอิสลามเชื่อเรื่องพระเจ้ากลับถูกว่า หรือเพราะอิสลามแต่งตัวโบราณ ไม่ใส่สูตรหรูๆ เลยถูกเหมาว่างมงาย วัดกันที่การแต่งกายนั่นเอง

อิสลามละหมาด 5 เวลาโดนว่าว่ายุ่งยากเรื่องมาก เขาไปทำความดีในมัสยิดนะ
แต่ทีคนส่วนมากไปกินเหล้า เที่ยว ไม่เห็นจะโดนว่าเลย โลกนี้มันเห็นผิดเป็นชอบหมดแล้วจริงๆ
ความชั่วถูกยกให้ถูกต้อง เช่นการพนัน หวย ก็ถูกเอามาขายเสรี พออิสลามต่อต้าน ก็ว่าไม่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย
จะปรับไปทำไม ปรับไปทำความชั่วนี่นะ น่าภูมิใจเหลือเกิน
ผู้หญิงมุสลิมคลุมผม แต่งตัวมิดชิดก็ถูกตำหนิ แนะนำให้นุ่งน้อยห่มน้อย ให้นำไปสู่การถูกข่มขืน นี่มันดีหรือกับการให้ปรับตัวเข้ากับสมัยใหม่ น่าสมเพศกับกลุ่มชนที่คิดได้แค่นี้

ศาสนาที่มาจากพระเจ้าย่อมไม่มีที่ติ
แต่ถ้าเป็นศาสนาที่มนุษย์คิดขึ้นมาเองคงตอบคำถามทุกข้อสงสัยไม่ได้ เพราะมนุษย์ไม่ได้เป็นคนสร้างทุกอย่างบนโลกนี้ แต่พระเจ้าซี่งเป็นผู้ที่สร้างย่อมรู้ดีและอธิบายความจริงได้ชัดแจ้งกว่ามนุษย์คนใด

ฉันและสามีเป็นมุสลิมแล้ว และฉันพึ่งรู้เดี่ยวนี้เองว่า สังคมมุสลิมเป็นสังคมที่ช่วยเหลือกันอย่างมาก
ช่วยกันด้วยหัวใจบริสุทธิ์จริงๆ มีปัญหานิดเดียวแต่พี่น้องมุสลิมมาหามาช่วยถึงที่ ไม่เคยทอดทิ้งฉันและสามีเลย
ฉันไม่เคยอยู่ในสังคมแบบนี้ สังคมที่ไม่กล้านินทา ไม่กล้าคิดร้ายต่อพี่น้องของเขาเอง เขายำเกรงพระเจ้าในทุกกริยาอาการแม้แต่ความคิด เขาทำดีกับพี่น้องมุสลิมเพื่อถวายพระเจ้าของเขา เขาไม่ทำชั่วเพราะยำเกรงพระเจ้าของเขา

เมื่อได้เข้ามาคลุกคลีกับมุสลิม ทำให้ได้รู้หลายๆอย่างว่าข่าวที่ประโคมตามทีวีว่ามุสลิมก่อการร้ายหัวรุนแรงนั้น
จริงๆแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลย ทำไมเขาต้องทำแบบนั้น ถ้าพ่อแม่ฉันถูกฆ่า น้องสาวถูกลากไปข่มขืนต่อหน้าต่อตา ก็ไม่แปลกนะที่ฉันจะลุูกมาต่อสู้แบบนั้นมุสลิมไม่ได้คิดจะทำสงครามง่ายๆหรอก
ถ้าเขาไม่ถูกรุกรานเกินทนได้จริง ๆ เพราะศาสนาอิสลามไม่ได้สอนให้ทำสงครามง่ายๆ
ภาพทหารอเมริการุกราน ฆ่ามุสลิมที่บริสุทธิ์ ข่มขืนผู้หญิงมุสลิม ฆ่าพ่อของลูกเล็กๆที่ยังแบเบาะ
ฆ่าแม่ของเด็กน้อยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือแม้แต่เด็กตัวเล็กที่ถูกฆ่าด้วยความตั้งใจ
ทำไมมันหาดูยากนัก ทำไมมันไม่ถูกแพร่ภาพไปทั่วโลกบ้าง มุสลิมตัดคอตัวประกันคนเดียวเป็นข่าวถูกประณามทั่วโลก ทหารอเมริกาฆ่ามุสลิมไปกี่พันหมื่นครอบครัวทำไมมันไม่ถูกประณามบ้าง
มันก็ได้แค่พูดว่าเป็นความผิดพลาด แล้วให้ข้อมูลเท็จตลอด
ฆ่าไปเป็นร้อยแต่บอกว่ามุสลิมตายไม่ถึง 10 ทำนองนี้เสมอ

ถ้าคุณได้เห็นภาพลับต่างๆที่อเมริกา ยิว อังกฤษ เดนมาร์ก หัวโจกเหล่านี้ทำเลวไว้กับมุสลิม
แล้วคุณจะรู้ว่าสิ่งที่คุณรู้เกี่ยวมุสลิมก่อการร้ายนั้นคุณคิดผิด คุณบริโภคข่าวเท็จตลอด ฉันขอพรต่อพระเจ้าของฉัน ให้ความเลวของชนชาติ ที่รังแกอิสลาม มันถูกประณามและประจักษ์แก่สายตาคนทั่วโลก เพื่อที่คนพวกนั้นจะได้ตาสว่าง


....................................
Cr:line Boonyarit Bilmad



โปรดดุอาให้แก่พี่น้องของเรา



 (ขอตะโกนร้องว่า) พี่ น้ อ ง
.. โปรดดุอาให้แก่พี่น้องของเรามากๆนะครับ
.. ที่ภาคใต้ - ที่พม่า - ที่เยเมน - ที่ซีเรีย - ที่ปาเลสไตน์ - ที่อิรัก - ที่อียิปต์ - ที่อาฟริกา และทุกๆที่บนโลกใบนี้
.. ดุอาขอให้พี่น้องมุสลิมพ้นจากเภทภัยทุกชนิด พ้นจากการอธรรม
.. ดุอาขอให้พี่น้องมุสลิมได้รับการอภัยโทษ ได้รับพระเมตตา
.. ดุอาขอให้มวลมุสลิม ยิ่งใหญ่และเกรียงไกร
.. ดุอามากๆนะครับ

".. ดุอาต้นนี้ ขอให้อิสลามและมุสลิมสงบสุข ยิ่งใหญ่เกรียงไกร .."

اَللّهُمَّ أَعِزَّ الْإِسْلَامَ وَالْمُسْلِمِيْنَ ، وَأَذِلَّ الشِّرْكَ وَالْمُشْرِكِيْنَ ، وَدَمِّرْ أَعْدَاءَكَ
أَعْدَاءَ الدِّيْنِ ، وَاجْعَلْ هذَا الْبَلَدَ آمِناً مُطْمَئِنًّا وَسَائِرَ بِلَادِ الْمُسْلِمِيْنَ
بِرَحْمَتِكَ يَا أَرْحَمَ الرَّاحِمِيْنَ
(คำอ่าน)
"อัลลอฮุมม่า อ้าอิซซั้ลอิสลาม่า วั้ลมุสลี่มีน ว่าอ้าซิ้ลลัซซิ้รก้า วั้ลมุซรี่กีน ว่าดัมมิ๊รอ๊ะดาอ้าก้า อ๊ะดาอั๊ดดีน วัจญฺอั้ล ฮาซั้ลบ้าล่าด้า อามี่นัน มุตม่าอินนัน ว่าซาอี่ร่อ บี้ลาดิ้ลมุสลี่มีน บี้เราะหฺม่าตี้ก้า ยาอั๊รห้ามั๊รรอหี้มีน"
(ความหมาย)
"โอ้อัลเลาะฮฺ โปรดให้อิสลามและบรรดามุสลิมยิ่งใหญ่เกรียงไกร โปรดให้การตั้งภาคีและบรรดาผู้ตั้งภาคีตกต่ำ โปรดทำลายศัตรูของพระองค์ ศัตรูของศาสนา และโปรดให้ประเทศนี้และประเทศมุสลิมทุกประเทศปลอดภัยและสงบสุข ด้วยพระเมตตาของพระองค์ โอ้ผู้ทรงเมตตายิ่งเหนือผู้มีเมตตาทั้งมวล"

... อามีน อามีน อามีน ...


.............................
อ.อับดุลเลาะห์ หนูรัก




วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

เมื่อชีวิตถึงช่วงที่มืดมนที่สุด




มีผู้หญิงคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า...
สามีฉันเสียชีวิตตนที่ฉันอายุ 30 มีลูก 5 คน
ในตอนนั้นฉันรู้สึกเศร้าเสียใจ ทุกสิ่งทุกอย่างมืดมนไปหมด
ฉันคิดว่าทำไมฉันถึงโชคร้ายเช่นนี้ ลูกๆ ยังเด็ก เงินก็ไม่มี
จนวันหนึ่งฉันได้เปิดวิทยุ ได้ยินชัยค์ท่านหนึ่งกล่าวว่า...
ท่านรอซูล (ซ.ล.) กล่าวว่า
"ใครก็ตามที่วิงวอนขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺเป็นประจำ
อัลลอฮฺจะให้เขากับทางออกจากทุก ๆ ทางตันและจะให้พ้นจากทุกๆ
ความหม่นหมองและพระองค์จะประทานปัจจัยยังชีพแก่เขาอย่างที่คาดไม่ถึง"
ดังนั้นฉันได้ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺอย่างมากมาย
และบอกให้ลูกๆ ทำเช่นเดียวกัน
เพียง 6 เดือนหลังจากนั้น
มีนักพัฒนาที่ดินกลุ่มหนึ่ง
มาขอซื้อทรัพย์สินเก่าของเราด้วยเงินหลายล้าน
ลูกชายของฉัน
เป็นคนแรกของหมู่บ้านที่ท่องจำอัลกุรอ่านได้ทั้งหมด
ครอบครัวของเราได้รับความเมตตาโปรดปรานจากอัลลอฮฺ
พระองค์ทรงปัดเป่าความกังวลและความทุกข์ยากทั้งหลาย
หมดไปจากชีวิตของฉันและตอนนี้ฉันกลายเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุด
(เรื่องจากหนังสือ "เธอ หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก")
บางครั้งอัลลอฮฺทรงพรากเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากคุณ
…เพื่อที่ว่าคุณอาจหันกลับสู่พระองค์
และบางครั้งอัลลอฮฺทรงส่ง "คนบางคน" มา
…เพื่อบั่นทอนคุณ สร้างความผิดหวังให้กับคุณ
เพราะพระองค์ต้องการสอนให้คุณรู้ว่า...
…คุณไม่ควรคาดหวังที่จะพึ่งพาผู้ใดก็ตาม นอกจากพระองค์
และแท้จริงแล้วอัลลอฮฺย่อมไม่มีทางที่จะสร้างความผิดหวังให้กับคุณ


.............................
อับดุลรอมาน หะระตี





สองประการหากยึดถือล้วไม่ลุ่มหลง



ท่านนบีศอลฯ ได้กล่าวไว้ว่า:


«تَرَكْتُ فِيكُمْ أَمْرَيْنِ لَنْ تَضِلُّوا مَا تَمَسَّكْتُمْ بِهِمَا كِتَابَ اللَّـهِ وَسُنَّةَ نَبِيِّهِ»
ความว่า: “ฉันได้ทิ้งไว้ให้แก่พวกเจ้าสองอย่าง ซึ่งพวกเจ้าจะไม่ลุ่มหลงหากพวกเจ้ายึดมันไว้ ทั้งสองนั้นก็คือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ และแนวทางของนบีของพระองค์” (อัล-มุวัฎเฏาะอ์ ของอิมามมาลิก)