อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

ชุดที่ทุกคนไม่อยากใช้ แต่ทุกคนใช้


พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า


قُلْ إِنَّ الْمَوْتَ الَّذِي تَفِرُّونَ مِنْهُ فَإِنَّهُ مُلَاقِيكُمْ ۖ ثُمَّ تُرَدُّونَ إِلَىٰ عَالِمِ الْغَيْبِ وَالشَّهَادَةِ فَيُنَبِّئُكُم بِمَا كُنتُمْ تَعْمَلُونَ

จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด แท้จริงความตายที่พวกท่านหนีจากมันไปนั้น มันจะมาพบกับพวกท่าน แล้วพวกท่านจะถูกนำกลับไปยังพระผู้ทรงรอบรู้สิ่งเร้นลับและสิ่งเปิดเผย แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านตามที่พวกท่านได้ประกอบกรรมไว้- ญุมอะฮ/8

การเบี่ยงเบนทางเพศ และประชาติที่ถูกทำลาย


จากข่าวที่ชายมุสลิมคนหนึ่งที่เบี่ยงเบนทางเพศเรียนแบบความเป็นหญิง ได้แต่งตัวโดยเอาคลุมผม (อย่างฮิญาบ) เข้าประกวดทิฟฟานี่ (ประกวดกระเทย) อันสร้างความอัปยศเสื่อมเสียต่ออิสลามแล้ว ยังมีชายมุสลิมอีกคนที่ได้กระทำตัวเบี่ยงเบนทางเพศ ได้แต่งกายเอาผ้าคลุมผม มาคัดเลือกเกณฑ์ทหาร สร้างความเสื่อมเสียต่ออิสลามอีกครั้ง ซึ่งการเรียนแบบเพศตรงข้ามเช่นนี้เป็นที่ต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในอิสลาม หน่ำซ้ำยังแต่งกายคลุมผ้าคลุมผม ซึ่งบัญญัติใช้สำหรับหญิงมุสลิม ถือเป็นการดูถูกเยียดหยามอิสลามเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งปัจจุบัน การเบี่ยงเบนทางเพศ จากชายเป็นหญิง ( المخنث ) จากหญิงเป็นชาย ( المتر جلة) โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ยิ่งเพิ่มทวีคูณ ทั้งในสถาบันการศึกษา และกลุ่มวัยรุ่นทั่วไป ด้วยการจับกลุ่มของคนเบงเบนทางเพศด้วยกัน และออกอาการความเป็นกระเทยอย่างออกหน้าออกตา โดยที่ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชนผู้นำโรงเรียน หรือผู้นำศาสนา มิได้สนใจ ว่ากล่าวตักเตือน หรือแก้ปัญหามันแต่อย่างใดเลย


หากยังปล่อยเยาวชนมุสลิม ทำตัวเบี่ยงเบนเลียนแบบเพศตรงข้ามต่อไปเช่นนี้ สังคมมุสลิมย่อมเกิดวิกฤติการณ์ที่นำไปสู่ความเสื่อมถ่อย สร้างความอัปยศด้านจริยธรรม มีการรักร่วมเพศกันดาษดื่น และไม่สนใจต่อบทบัญญัติอิสลาม


การห้ามเบี่ยงเบนเลี่ยแบบเพศตรงข้างในอิสลาม

รายงานจากอิบนุ อับบาส  กล่าวว่า
"ท่านนะบี  ได้สาปแช่งบรรดากะเทยที่เดิมเป็นชาย และบรรดาชายเทียมที่เดิมเป็นหญิง โดยท่านได้กล่าวว่า พวกท่านจงไล่พวกเขาออกจากบ้านของพวกท่านและท่านนะบี  ได้ไล่นายคนหนึ่งออกไป และท่านอุมัรได้ไล่นายคนหนึ่งออกไป"
(บันทึกโดย บุคอรีย์)

  จากอบูฮุรอยเราะฮ์ รายงานว่า
"ท่านนะบี  ได้มีผู้พากะเทยมาหาท่าน โดยที่เขาได้ย้อมมือและเท้าทั้งสองข้างของเขาด้วยใบเทียนท่านนะบี  จึงกล่าวว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? มีผู้กล่าวขึ้นว่า โอ้ท่านเราะซูล  เขาเลียนแบบผู้หญิงครับท่านเราะซูล  จึงสั่งให้เนรเทศเขาออกไปอยู่ทีนะเกี๊ยะอ์เหล่าซอฮาบะฮ์กล่าวว่า โอ้ท่านเราะซูล  ให้พวกเราฆ่ามันหรือไม่ ?ท่านเราะซูล  กล่าวว่า แท้จริงฉันถูกห้ามไม่ให้ฆ่าบรรดาผู้ละหมาด""อบูอุซามะฮ์ กล่าวว่า นะเกี๊ยะอ์เป็นชื่อสถานที่ ที่ห่างจากมะดีนะฮ์ ไม่ใช่บะเกี๊ยะอ์"
(บันทึกโดยอบูดาวูด)

รายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนิ อัมรฺ อิบนิ อาศ เล่าว่า ฉันได้ยิน ท่านร่อซูล กล่าวว่า
“ไม่ถือว่าเป็นประชาชาติของฉัน ผู้ชายที่ทำตัวเป็นผู้หญิง และผู้หญิงที่ทำตัวเป็นผู้ชาย”
(บันทึกโดยอะหฺมัด : 6836 อัลญามิอุศเศาะฆีรอัซซุญูตียฺ : 7678 เศาะเหี๊ยะหุลญามิอฺอัลบานียฺ : 5433)

การทำลายล้างพวกรักร่วมเพศในประชาชาติยุคก่อน


เหตุการณ์ในลักษณะการสมสู่ผู้ชายด้วยกันนั้น ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคสมัยของนบีลูฏ อะลัยฮิสลาม ในเมืองสะดูม ซึ่งขณะนั้นพระองค์อัลลอฮฺ ทรงส่งท่านนบีลูฏ อะลัยฮิสลาม มาประกาศศาสนา โดยที่ท่านนบีลูฏ ได้เรียกร้องไปสู่การภักดีต่ออัลลอฮฺ และให้ระวังการลงโทษที่ยิ่งใหญ่จากอัลลอฮฺ  เนื่องด้วยกับพฤติกรรมอันโสมมนี้ ที่ทำลายกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติที่พระองค์อัลลอฮ์  ทรงสร้าง ผู้ชายคู่กับผู้หญิง
 ต่ปรากฏว่าการเรียกร้องและตักเตือนของนบีลูฏ อะลัยฮิสลาม นั้นไร้ผล เมื่อกลุ่มชนชาวสะดูมไม่เลิกพฤติกรรมอันโสมมนี้

พระองค์ อัลลอฮฺ  ทรงเล่าเหตุการณ์ในอดีตว่า

“และจงรำลึกถึงลูฏ ขณะที่เขาได้กล่าวแก่ประชาชาติของเขาว่า
ท่านทั้งหลายจะประกอบสิ่งชั่วช้าน่า รังเกียจ ซึ่งไม่มีคนใดในหมู่ประชาชาติทั้งหลายได้ประกอบมันมาก่อนพวกท่านกระนั้น ?

แท้จริง พวกท่านจะสมสู่เพศชายด้วยตัณหาราคะอื่นจากเพศหญิง ยิ่งกว่าพวกท่านยังเป็นพวกที่ละเมิดขอบเขตด้วย”
(อัลอะอฺรอฟ : 80-81)

“และ (จงรำลึกถึง) ลูฏ เมื่อเขากล่าวแก่หมู่ชนของเขาว่า พวกท่านกระทำการลามกทั้งๆ ที่พวกท่าน รู้เห็นอยู่กระนั้นหรือ ?

แท้จริง พวกท่านสมสู่พวกผู้ชายด้วยตัณหา แทนพวกผู้หญิงกระนั้นหรือ ? ยิ่งกว่านั้นพวกท่านเป็นหมู่ชนที่โง่เขลา”
(อันนัมลฺ : 54-55)

        ในเมื่อคำตักเตือนของนบีลูฏ ไม่สามารภทำให้ชาวเมืองสะดูมเชื่อฟังได้ และยังคงฝ่าฝืน อีกทั้งมีพฤติกรรมอันโสมมนี้ ดังนั้นสุดท้ายการลงโทษครั้งยิ่งใหญ่ของ อัลลอฮฺ  ต่อชาวสะดูมก็มาถึง

“และเราได้ให้ฝน ตกลงมาบนพวกเขาแล้วเจ้า จงดูเถิดว่า ผลสุดท้ายของบรรดาผู้กระทำผิดนั้นเป็น อย่างไร?”
(อัลอะอฺรอฟ : 84)

“หมู่ชนของลูฏได้ปฏิเสธต่อการตักเตือน  แท้จริง เราได้ส่งพายุหินจากท้องฟ้าลงบนพวกเขา นอกจากวงศ์วานของลูฏ เราได้ช่วยพวกเขาให้รอดพ้นในยามรุ่งสาง”
(อัลกอมัร : 3-4)


บทเรียนจากประวัติศาสตร์จากอัลกุรอ่านว่าด้วยจุดจบชาวปอมเปอี (Pompeii)

ตัดตอนและเรียบเรียงจากบางส่วนของหนังสือแปลเรื่อง ประชาชาติที่ถูกทำลาย- Perished Nation โดย ฮารูน ยะฮยา

ทำไมต้องศึกษาประวัติศาสตร์

นี่ คือส่วนหนึ่งจากเรื่องราวของประชาชาติต่างๆที่เราได้บอกเล่าเรื่องราวของพวก เขาแก่เจ้า ส่วนหนึ่งพวกเขายังคงอยู่ และอีกส่วนหนึ่งก็สูญสลายไปแล้ว และเราไม่ได้อธรรมต่อพวกเขา แต่ทว่าพวกเขาอธรรมต่อพวกเขาเอง และพระเจ้าที่พวกเขาวอนขออื่นจากอัลลอฮฺ นั้น จะไม่อำนวยประโยชน์อันใดแก่พวกเขาเลย เมื่อพระบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าของเจ้ามาถึง และพระเจ้าเหล่านั้นมิได้เพิ่มพูนอันใดแก่พวกเขานอกจากความพินาศ (ซูเราะฮฺ ฮูด: 100- 101)

การบรรยายถึงประชาชาติก่อนๆมีระบุไว้ในอัลกุรอานเป็น สัดส่วนที่มากสุด ซึ่งแน่นอนอย่างยิ่งในประเด็นนี้จึงจำเป็นที่เรานำมาขบคิด พิจารณาใคร่ครวญ เห็นได้ชัดว่าหลักๆแล้วประชาชาติเหล่านี้ปฏิเสธบรรดาศาสนทูตที่พระผู้เป็น เจ้าได้ประทานลงมายังหมู่ชนของพวกเขา ยิ่งกว่านั้นหมู่ชนเหล่านั้นยังแสดงความเป็นปรปักษ์ต่อเหล่าบรรดาศาสนทูตอีก ด้วย เนื่องจากความอหังการ์ของพวกเขาจึงกล้าท้าทายต่ออำนาจของอัลลอฮฺ พระองค์จึงทำลายล้างหมู่ชนเหล่านี้ให้หมดไปจากหน้าแผ่นดิน

อัลกุรอานได้บอกให้เรารู้ว่าทุกๆกรณีที่ความหายนะกำลังจะประสบแก่หมู่ชนใด หมู่ชนหนึ่ง หมู่ชนนั้นจะได้รับคำเตือนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้คนในหมู่ชนนั้นได้สำนึก ตัวอย่างเช่น สิทธิหลังจากโองการที่ว่าด้วยการทำลายล้างแก่ยิวกลุ่มหนึ่งที่ทำการต่อต้าน อัลลอฮฺ ซึ่งมีระบุไว้ในอัลกุรอานว่า “ดังนั้น เราได้ทำให้จุดจบของพวกเขา เป็นการเตือนแก่บรรดาผู้คนในเวลานั้น และแก่คนรุ่นหลัง และเป็นข้อตักเตือน สำหรับผู้ที่สำรวมตนจากความชั่ว (ซูเราะฮฺ อัลบากอเราะฮ:66)”



ทะเลสาบแห่งลูฏ

บทความนี้ เราได้ฉายภาพสังคมในยุคโบราณที่ถูกทำลายลงไปเนื่องจากพวกเขาทำการท้าทายต่อ อำนาจของอัลลอฮฺ จุดประสงค์ของเราก็เพื่อชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้นั้น เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนทุกยุคสมัย เพื่อให้พวกเขาได้ตระหนักถึงคำเตือนจากพระผู้เป็นเจ้า

เหตุผลประการ ถัดมาเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการทำลายล้างเหล่านั้นได้รับการบันทึกไว้ในอัล กุรอานอย่างชัดแจ้ง แสดงให้เห็นว่าอัลกุรอานนั้นสัจจริงตลอดกาล อีกทั้งเป็นคัมภีร์ที่ได้รับการรักษาไม่ให้มีการปลอมปน เปลี่ยนแปลง หรือการแก้ไขใดๆ

ในคัมภีร์อัลกุรอานได้รับรองไว้ว่าโองการต่างๆของพระองค์นั้นจะได้รับการ รักษาและเป็นความจริงตลอดกาล สัญญาณต่างๆจะเริ่มปรากฏมาให้มนุษย์ได้เห็น “และจงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ พระองค์จะทรงให้พวกเจ้าเห็นสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ แล้วพวกเจ้าก็จะรู้จักกัน และพระเจ้าของเจ้ามิได้เป็นผู้ทรงเพิกเฉย ต่อสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (ซูเราะฮฺ อัลนัมลุ์-93)

อีกทั้งเพื่อเป็นการให้ได้รู้และจำแนกพวกเขาเหล่านั้นว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ยึดถือแนวทางใดมาใช้ในการดำเนินชีวิต
แทบ ทุกมหันตภัยที่ทำลายล้างหมู่ชนต่างๆจะมีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่อัลกุรอาน ได้ “ระบุไว้” และ “ได้จำแนกไว้” เนื่องจากการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีในยุคสมัยใหม่

ในการศึกษานี้ เราได้ทำการเชื่อมโยงกับอีกบางหมู่ชนที่ได้อยู่ในกรณีศึกษาเดียวกันตามที่ ระบุไว้ในอัลกุรอานถึงการทำลายล้างหมู่ชนนั้นๆในลักษณะเดียวกัน (จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกล่าวถึงบางสังคม ชุมชน ที่เชื่อมโยงกันกับเหตุการณ์ในอัลกุรอาน

แต่อัลกุรอานไม่ได้กล่าวถึงสังคมหรือชุมชนนั้นๆโดยตรง หนังสือเล่มนี้จะครอบคลุมในสังคมดังกล่าวเช่นกัน อัลกุรอานไม่ได้ระบุเวลาและสถานที่อย่างเจาะจงเฉพาะให้แก่หมู่ชนนั้นๆ แต่อัลกุรอานได้กล่าวถึงพฤติกรรมของหมู่ชนนั้นๆที่แสดงออกถึงการปฏิเสธและ ตั้งตนเป็นศัตรูต่อพระผู้เป็นเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ มหันตภัยต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นการทำลายล้างประชาชาติเหล่านี้จากหน้าแผ่นดิน

ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องนำคำตักเตือนดังกล่าวมาขยายผลถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับหมู่ชนต่างๆ)
จุด ประสงค์หลักของเราเพื่อฉายภาพที่อัลกุรอานได้นำเสนอสัจธรรมเกี่ยวกับหมู่ชน เหล่านั้นโดยผ่านการคิดใคร่ครวญจนเกิดการค้นพบ และดังนั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าศาสนาของอัลลอฮฺ นั้นเป็นสัจธรรมแก่มนุษย์ทุกคนทั้งที่เป็นผู้ศรัทธาและปฏิเสธศรัทธา


จุดจบชาวปอมเปอี (Pompeii) ที่คล้ายกับประชาชาติลูฏ





อารยธรรมอันรุ่งเรืองของเมืองปอมเปอีก่อนภัยพิบัติ

  อัลกุรอานบอกให้เรารู้ว่าคำดำรัสในอัลกุรอานนั้นเป็นจริงอยู่เสมอไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายของอัลลอฮฺ ได้ ดังอายะฮที่ว่า
และ พวกเขาได้สาบานต่ออัลลอฮฺ ด้วยการสาบานอย่างแข็งขันว่า หากมีผู้ตักเตือนมายังพวกเขา แน่นอนพวกเขาก็จะเป็นประชาชาติหนึ่งที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องยิ่ง (กว่าประชาชาติอื่นๆ) ครั้นเมื่อได้มีผู้ตักเตือนมายังพวกเขา มันมิได้เพิ่มสิ่งใดแก่พวกเขานอกจากการเตลิดหนี *

ด้วยการหยิ่งยะ โสในแผ่นดิน และการวางแผนชั่ว แต่แผนชั่วนั้นจะไม่ห้อมล้อมผู้ใด นอกจากเจ้าของของมันเท่านั้น พวกเขาจะคอยอะไรอีกเล่า นอกจากแนวทางของบรรพชน ดังนั้น เจ้าจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของอัลลอฮฺ และเจ้าจะไม่พบการบิดเบือนในแนวทางของอัลลอฮฺ แต่ประการใด * (ซูเราะฮฺ อัลฟาฏิร 42-43)

แน่นอนที่สุดว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ การบิดเบือนใดๆ ในแนวทางหรือกฎหมายของอัลลอฮฺ”

ไม่ว่าใครก็ตามที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกฎหมายของพระองค์และทำการต่อต้าน พระองค์ แน่นอนอย่างยิ่งพวกเขาต้องได้รับจุดจบเช่นเดียวกัน ชาวปอมเปอีก็เช่นกัน พวกเขาเป็นตัวแทนของความเสื่อมของอาณาจักรโรมัน พวกเขาลุ่มหลงในการสมสู่แบบวิปริต จุดจบของชาวปอมเปอีจึงมีลักษณะคล้ายกับประชาชนของลูฏ

มหันตภัยภูเขาไฟฟิสยูเฟียส (Vesuvius)ระเบิดแก่ชาวปอมเปอี




ภาพฝาผนังปอมเปอี

สภาพชาวเมืองโดนลาวาครอกในลักษณะร่วมเพศ

  ภูเขาไฟฟิสยูเฟียสเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอิตาลี ในเมืองเนพลัส (Naples) เป็นภูเขาไฟที่สงบมากว่าสองพันปี คำว่า ฟิสยูเฟียสมีความหมายว่า “ภูเขาแห่งคำตักเตือน” ซึ่งสมเหตุสมผลแล้วที่กล่าวเช่นนั้น มหันตภัยที่ประสบกับชาวโซดอมและโกโมรอฮ (Sodom and Gomorrah) มีความคล้ายคลึงกับมหันตภัยที่ทำลายชาวปอมเปอี

ทางขวาของแนวภูเขาไฟฟิสยูเฟียสนั้นเป็นที่ตั้งของเมืองเนพลัส และทางตะวันออกของภูเขาไฟเป็นที่ตั้งของเมืองปอมเปอี

เมื่อภูเขาไฟระเบิดลาวาและเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลไหลท่วมบริเวณโดยรอบ เหตุการณ์การระเบิดของภูเขาไฟฟิสยูเฟียสเกิดขึ้นเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ไหลท่วมคร่าชีวิตชาวเมืองดังกล่าว มหันตภัยครั้งนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนชาวเมืองไม่ทันตั้งตัว

ผู้ คนในเมืองดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติในขณะที่เกิดลาวาไหลท่วมโดยที่ไม่ทัน รู้ตัว ทำให้เราสามารถเห็นวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของพวกเขาเมื่อสมัยสองพันปีก่อนที่ อยู่ภายใต้การห่อหุ้มของลาวาราวกับว่าพวกเขาได้รับการแช่แข็งไว้ในสภาพดัง กล่าว

การศึกษาสภาพสังคมของชาวปอมเปอีที่ถูกฝังไว้ใต้ลาวาที่ แข็งตัวนั้นจะเห็นว่ามันเต็มไปด้วยสารัตถะ จากบันทึกทางประวัติศาสตร์แสดงให้เราทราบว่า เมืองดังกล่าวเป็นศูนย์กลางของความบันเทิงเริงรมย์และความวิตถาร เมืองดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในนามเมืองแห่งโสเภณี ซึ่งมีซ่องจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วเมืองอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายเพศชายตาม ขนาดจริงจะถูกแขวนไว้ที่ประตูของซ่องโสเภณี วัฒนธรรมของชาวปอมเปอีมีพื้นฐานความเชื่อแบบ มิเธอิก (Mithraic) อวัยวะเพศและการร่วมประเวณีจะไม่มีการปิดบังแต่เป็นเรื่องเปิดเผย ธรรมดาทั่วไป
แต่ทว่าลาวาแห่งภูเขาไฟฟิสยูเฟียสได้ไหลท่วมไปทั้งเมืองทำให้เมืองทั้งเมือง ถูกลบออกไปจากแผนที่โลกโดยใช้เวลาเพียงประเดี๋ยวเดียว ประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือไม่มีผู้ใดหลบหนีพ้น จากลาวาของภูเขาไฟฟิสยูเฟียสได้แม้เพียงคนเดียว ราวกับว่าพวกเขาไม่ทันได้สังเกตความหายนะที่กำลังจะมาประสบเลย

มีบางครอบครัวกำลังนั่งรับประทานอาหารถูกลาวาครอกกลายเป็นสุสานหินในบัดดล สุสานหินจำนวนมากที่ค้นพบมีลักษณะการร่วมเพศของร่างสองร่างเป็นเพศเดียวกัน อีกทั้งมีคู่ของเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงจำนวนหนึ่งอยู่ในลักษณะร่วมเพศกัน อีกด้วย ศพมนุษย์ปอมเปอีที่ถูกทำให้เป็นหินด้วยลาวาภูเขาไฟเหล่านี้มีสภาพสมบูรณ์มาก

ใบหน้าของศพบางศพแสดงออกว่าเขารู้สึกงงงวงและตกใจอย่างมาก
ประเด็นที่ยาก จะเข้าใจต่อหายนะของชาวปอมเปอีในครั้งนี้ก็คือ ทำไมคนเป็นพันๆคนจึงรอให้เกิดมหันตภัยถึงแก่ชีวิตโดยไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ต่อสิ่งผิดปกติใดๆก่อนเลย
ประเด็นการหายสาบสูญไปของชาวปอมเปอีคล้ายกันกับที่ได้นำเสนอไว้ในอัลกุรอาน เกี่ยวกับการทำลายล้างเพราะอัลกุรอานได้ชี้เฉพาะลงไปด้วยการใช้คำว่า “การทำล้างอย่างทันทีทันใด” ต่อการเกิดขึ้นของมหันตภัยดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ในอัลกุรอานได้อธิบายไว้ในซูเราะฮฺยาซีนถึงการตายของ “ชาวเมือง” หมดสิ้นภายในครั้งเดียว ปรากฎการณ์ดังกล่าวได้บอกไว้ในอายะฮต่อมา ดังนี้

มันไม่ใช่อื่นใดเลย นอกจากเสียงกัมปนาทเพียงครั้งเดียว แล้วเมื่อนั้นพวกเขาก็ดับเงียบ
ในอายะฮที่31 ซูเราะฮฺ อัลเกาะมัร ได้กล่าวเรื่องดังกล่าวไว้อีกครั้งถึง “การทำลายล้างอย่างทันทีทันใด” ในการทำลายล้างชาวษะมูต
แท้จริง เราได้ส่งเสียงกัมปนาทเพียงครั้งเดียวลงบนพวกเขา แล้วพวกเขากลายเป็นเช่นเศษไม้แห้ง

การตายของชาวปอเปอีเป็นการตายแบบทันทีทันใดเช่นเดียวกันกับที่อัลกุรอานได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้
ทั้ง หมดที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่ชาวปอมเป อีในอดีตได้ประสบแม้แต่น้อย หมู่บ้านของชาวเนบลัสได้กลายเป็นสถานบันเทิงอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่ได้นำบทเรียนที่ชาวปอมเปอีในอดีตได้ประสบ

บนเกาะแคปรี (Capri) ได้กลายเป็นสวรรค์ของชาวรักร่วมเพศ อันเป็นธุรกิจการท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อ ไม่เพียงแต่เกาะแคปรีและประเทศอิตาลีเพียงเท่านั้น แต่ทว่าเกือบทั้งโลกกลับให้การยอมรับการเสื่อมโทรมทางศีลธรรมเช่นนี้

อีกทั้งผู้คนต่างไม่ยอมนำบทเรียนจากประชาชาติโบราณมาคิดใคร่ครวญ
และ เสียงกัมปนาทได้คร่าบรรดาผู้อธรรม แล้วพวกเขาได้กลายเป็นผู้นอนพังพาบตายในบ้านของพวกเขา ประหนึ่งว่า พวกเขามิได้เคยอยู่ในนั้นมาก่อน

พึงทราบเถิด! แท้จริงษะมูตนั้นปฏิเสธศรัทธาพระเจ้าของพวกเขา พึงทางเถิด! จงห่างไกลจากความเมตตาเถิดสำหรับษะมูต (ซูเราะฮฺ ฮูด: 67-68)






วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

ดุอาอ์ขอให้ได้สามี ภรรยาที่ดี


เรียบเรียงจากคำถามหมายเลข 6585
คำถาม:
อยากจะทราบว่ามีดุอาอ์หรือการละหมาดที่เราจะใช้ขอให้ได้สามี/ภรรยาเป็นการเฉพาะหรือเปล่า อะไรบ้างที่จะทำให้เรารู้ว่าคนๆ นั้นเป็นคนที่ใช่สำหรับเรา? เราสามารถหาคำตอบโดยอาศัยอัลกุรอานเป็นสิ่งชี้นำได้หรือไม่?
คำตอบ:
อัลฮัมดุลิลละฮฺ
เท่าที่เราทราบนั้น ไม่มีดุอาอ์สำหรับเรื่องนี้เป็นการเฉพาะที่มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ครับ แต่คุณสามารถขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺให้ประทานคู่ครองที่ดีให้แก่คุณได้
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สอนดุอาอ์ อัล-อิสติคอเราะฮฺ เอาไว้ให้พวกเรา ซึ่งนั่นหมายถึงการขอให้อัลลอฮฺเลือกในสิ่งที่ดีสุดทั้งต่อดีนและดุนยาให้แก่เราในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีนหรือเรื่องดุนยา ดุอาอ์บทนี้มีรายงานจากญาบิรฺ อิบนุ อับดุลลอฮฺ เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ ซึ่งกล่าวไว้ว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยสอนพวกเราให้ขอทางนำ (อิสติคอเราะฮฺ) ในทุกๆ เรื่อง เหมือนดังที่ท่านสอนสูเราะฮฺจากอัลกุรอานให้แก่พวกเรา ท่านกล่าวว่า ‘เมื่อใดที่คนหนึ่งในหมู่พวกท่านกังวลเกี่ยวกับเรื่องใด ให้เขาละหมาดสองร็อกอัตที่ไม่ใช่ละหมาดฟัรฎู จากนั้นให้เขากล่าวว่า
اللَّهُم إِني أَسْتَخِيرُكَ بعِلْمِكَ
อัลลอฮุมมะ อินนี อัสตะคีรุกะ บิอิลมิก
โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอในสิ่งที่ดีสุดจากพระองค์ด้วยความรู้ของพระองค์
وأستقدِرُكَ بقُدْرِتك
วะอัสตักดิรุกะ บิกุดเราะติก
และฉันขอวิงวอนต่อพระองค์ให้กำหนดสิ่งที่ดีที่สุด ด้วยเดชานุภาพของพระองค์
وأَسْأَلُكَ مِنْ فضْلِكَ العَظِيم
วะอัสอะลุกะ มินฟัดลิกิลอะซีม
และฉันขอต่อพระองค์จากความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
فإِنَّكَ تَقْدِرُ ولا أَقْدِرُ
ฟะอินนะกะ ตักดิรุ วะลาอักดิรฺ
และแน่แท้ พระองค์ทรงมีความสามารถ แต่ฉันนั้นไม่มี
وتعْلَمُ ولا أَعْلَمُ
วะตะอฺละมุ วะลาอะอฺลัม
และพระองค์ทรงรู้ แต่ฉันไม่รู้
وَأَنتَ علاَّمُ الغُيُوبِ
วะอันตะ อัลลามุลฆุยูบ
และพระองค์ทรงรู้ในสิ่งที่เร้นลับทั้งมวล
اللَّهُمَّ إِنْ كنْتَ تعْلَمُ أَنَّ هذا الأمرَ
อัลลอฮุมมะ อินกุนตะ ตะอฺละมุ อันนะ (ฮาซัลอัมรฺ)
โอ้ อัลลอฮ์ หาก (การงานนี้) ในความรู้ของพระองค์นั้น
خَيْرٌ لي في دِيني وَمَعَاشي وَعَاقِبَةِ أَمْرِي
ค็อยรุนลี ฟีดีนี วะมะอาชี วะอากิบะติ อัมรี
เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวฉัน ทั้งในเรื่องศาสนา และการใช้ชีวิต และบั้นปลายชีวิตของฉัน
فاقْدُرْهُ لي وَيَسِّرْهُ لي
ฟักดุรฺฮุลี วะยัสสิรฺฮุลี
ขอพระองค์ทรงกำหนดสิ่งนี้ให้แก่ฉันเถิด และโปรดทำให้มันง่ายดายแก่ฉัน
ثمَّ بَارِكْ لي فِيهِ
ษุมมะ บาริกลีฟีฮฺ
และโปรดให้มีความจำเริญแก่ฉันในกิจการนั้นด้วย
وَإِن كُنْتَ تعْلمُ أَنَّ هذَا الأَمْرَ
วะอินกุนตะ ตะอฺละมุ อันนะ (ฮาซัลอัมรฺ)
และหาก (การงานนี้) ในความรู้ของพระองค์นั้น
شرٌّ لي في دِيني وَمَعاشي وَعَاقبةِ أَمَرِي
ชัรรุนลี ฟีดีนี วะมะอาชี วะอากิบะติ อัมรี
เป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับฉันในทางศาสนา การใช้ชีวิต และบั้นปลายชีวิตของฉัน
فاصْرِفهُ عَني
ฟัศริฟฮุ อันนี
ขอให้สิ่งนั้นออกห่างไปจากฉัน
وَاصْرفني عَنهُ
วัศริฟนีอันฮุ
และให้ฉันออกห่างจากสิ่งนั้น
وَاقدُرْ لي الخَيْرَ حَيْثُ كانَ
วักดุรฺ ลิยัลค็อยรฺ หัยซุ กานะ
และขอพระองค์ทรงบันดาลความดีให้แก่ฉันไม่ว่าจะ ณ แห่งหนใดก็ตาม
ثمَّ أرضني به
ษุมมะ อัรฺดินีบิฮฺ
และให้ฉันพอใจกับสิ่งนั้นด้วยเถิด
(รายงานโดย อัลบุคอรี, 1109)
ในการมองหาคู่ครองสำหรับทั้งชายและหญิงนั้น ไม่มีเรื่องอะไรที่สำคัญมากไปกว่าเรื่องศาสนาและมารยาท
สำหรับสามี ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แนะนำผู้ปกครองของผู้หญิงว่า
“เมื่อมีคนที่ท่านพอใจในศาสนาและมารยาทของเขามาหาพวกท่าน (มาสู่ของลูกสาว) ก็จงให้เขาสมรสกับนางเสียเถิด หากพวกท่านปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นก็จะเกิดฟิตนะฮฺ (ความวุ่นวาย) ขึ้นบนหน้าแผ่นดิน และจะมีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวง” (อัตติรมีซี, 1084; อิบนุมาญะฮฺ, 1967)
สำหรับภรรยา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ให้คำแนะนำเอาไว้ว่า
“สตรีจะถูกเลือกสมรสด้วยสี่ประการคือ ความร่ำรวย วงศ์ตระกูล ความสวยงาม และศาสนา ดังนั้นจงรับเอาหญิงที่มีศาสนาเถิด แล้วมือทั้งสองของท่านจะประสบแต่ความดี” (อัลบุคอรี, 4802: มุสลิม, 1466)
อัลฮาฟิซ อิบนุหะญัร กล่าวว่า: ความหมายก็คือ สิ่งที่เหมาะสมแก่ชายที่มีศาสนาและมีเกียรตินั้นคือการที่ศาสนาจะต้องเป็นสิ่งที่เขาคำนึงถึงมากที่สุดในทุกๆ เรื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกคู่ชีวิต ด้วยเหตุนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงสั่งใช้ให้เขาแสวงหาหญิงที่ดีมีศาสนา เพราะศาสนาคือเป้าหมายสูงสุดสำหรับเขา (ฟัตฮุลบารี 9/135)
และสำหรับส่วนที่สองในคำถามของคุณที่พูดถึงการให้อัลกุรอานเป็นสิ่งชี้นำนั้น หากคุณหมายถึงการใช้อัลกุรอานเพื่อการทำนายในเชิงโหราศาสตร์ นั่นถือว่าหะรอมครับ หนึ่งในเรื่องอุติกรรมที่คนทำกันก็คือการสุ่มเปิดมุสหัฟ (ตัวเล่มอัลกุรอาน) หากว่าเขาเห็นอายะฮฺที่พูดถึงความเมตตาหรือรางวัล เขาก็จะคิดว่านั่นหมายถึงสิ่งที่พวกเขากำลังอยากได้อยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดี เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่มีหลักฐานรองรับในศาสนานะครับ นี่คือหนึ่งในวิธีที่พวกชัยฏอนใช้หลอกบ่าวที่ศรัทธาของอัลลอฮฺให้หลงทาง
แต่หากการให้อัลกุรอานเป็นสิ่งชี้นำนั้นหมายถึงการเชื่อฟังและปฏิบัติตามบทบัญญัติในอัลกุรอาน เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือวิถีที่จะนำพาความสุขที่แท้จริงมาให้ครับ ซึ่งความสุขที่นอกเหนือไปจากหนทางนี้นั้นไม่มี และหนทางที่ว่านี้ก็คือการยึดมั่นในอัลกุรอานและสุนนะฮฺ สำหรับมนุษย์แล้วนี่คือทางเดียวที่จะทำให้พวกเขาได้รับทางนำและการช่วยเหลือจากอัลลอฮฺในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ เกี่ยวกับเรื่องนี้อัลลอฮฺได้ตรัสไวว่า
ذَلِكَ الْكِتَابُ لاَ رَيْبَ فِيهِ هُدًى لِّلْمُتَّقِينَ
นี่คือคัมภีร์ที่ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยอยู่ในนั้น มันเป็นทางนำสำหรับผู้ที่ยำเกรง
 (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:2)
إِنَّ هَـذَا الْقُرْآنَ يهْدِي لِلَّتِي هِيَ أَقْوَمُ
แท้จริง อัลกุรอานนี้นำสู่ทางที่เที่ยงตรงยิ่ง
(อัลอิสรออ์ 17:9)

วัลลอฮุอะอฺลัม – และอัลลอฮฺนั้นทรงรู้ดีที่สุด
IslamQ&A


ชัยคฺ มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัลมุนัจญิด

สัจธรรมยังคงเป็นสัจธรรมเสมอ



ท่านอิบนุหัซมิน(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน) กล่าวว่า

[الحق حق وإن استقبحه الناس، والباطل باطل وإن استحسنه الناس، فصح أن الاستحسان شهوة، واتباعُ للهوى وضلال، وبالله تعالى نعوذ من الخذلان] (196/2) من الإحكام في أصول الأحكام

ความจริง คือ ความจริง แม้ว่า มนุษย์ จะเกลียดชังมัน(หาว่าไม่ดี)ก็ตาม และ ความเท็จ คือ ความเท็จ แม้ว่ามนุษย์จะคิดเห็น ว่าดีก็ตาม ดังนั้น ที่ถูกต้องคือ การใช้ความ คิดเห็นว่าดี นั้น คือ ตัณหา คือ การตามอารมณ์ และเป็นการลุ่มหลง เราขอความคุ้มต่ออัลลอฮ ให้พ้นจากความผิดหวังทั้งหลายด้วยเถิด - อัลอะหกาม ฟีอุศูลุ้ลอะหกาม เล่ม 2 หน้า 196

 อิหม่ามฟัครุซรอซีย์ กล่าวว่า

الْحَقُّ مِنَ اللَّهِ ، وَالْبَاطِلُ مِنَ الشَّيْطَانِ

สัจธรรมมาจากอัลลอฮ และความเท็จ มาจากชัยฏอน – ตัฟสีร อัลกะบีร อรรถาธิบายอายะฮที่ 60 ซูเราะฮอาลิอิมรอน

والله أعلم بالصواب

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

อิสลามสอนให้ตามคนส่วนมากจริงหรือ?




มีผู้อ้างหะดิษต่อไปนี้ว่า เป็นหลักฐานให้ตามคนส่วนมาก คนส่วนมากไม่ผิด คือหะดิษที่ว่า รายงานจากหะดิษอะนัส บิน มาลิกที่ว่า

سَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَقُولُ إِنَّ أُمَّتِي لَا تَجْتَمِعُ عَلَى ضَلَالَةٍ فَإِذَا رَأَيْتُمْ اخْتِلَافًا فَعَلَيْكُمْ بِالسَّوَادِ الْأَعْظَمِ
ข้าพเจ้าได้ยินรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ อุมมะฮของฉันจะไม่รวมกันบนการหลงผิด ดังนั้น เมื่อพวกท่านเห็นการขัดแย้งกัน พวกท่านจงปฏิบัติตาม หมู่คณะส่วนใหญ่ – อิบนุมาญะฮ

>>>>>>>>>>>>>
ชี้แจง
หะดิษข้างต้นเป็นหะดิษเฎาะอีฟ ดังรายละเอียดข้างล่าง
ท่านอัสสะนะดีย์ กล่าวว่า

وَفِي الزَّوَائِدِ فِي إِسْنَادِهِ أَبُو خَلَفٍ الْأَعْمَى وَاسْمُهُ حَازِمُ بْنُ عَطَاءٍ وَهُوَ ضَعِيفٌ وَقَدْ جَاءَ الْحَدِيثُ بِطُرُقٍ فِي كُلِّهَا نَظَرٌ قَالَهُ شَيْخُنَا الْعِرَاقِيُّ فِي تَخْرِيجِ أَحَادِيثِ الْبَيْضَاوِيِّ .
และระบุในหนังสือ อัซซะวาอิด ว่าในสายรายงานของมัน มีผู้รายงานชื่อว่า อบูคอ็ลฟิ อัลอะอฺมา โดยที่ชื่อของเขาคือ หาซิม บิน อะฏออฺ เขาเป็นผู้ที่หลักฐานอ่อน(เฎาะอีฟ) และ หะดิษนี้ได้มีมาด้วยหลายสายรายงาน ในมันทั้งหมดนั้น ต้องพิจารณาให้รอบคอบ อาจารย์ของเรา อัลอิรอกีย์ ได้กล่าวมันเอาไว้ใน ตัคริญิ อะหาดิษ อัลบัยฎอวีย์ – ดู หาชิยะฮอัสสะนะดีย์ หะดิษหมายเลข 3950 بَاب السَّوَادِ الْأَعْظَمِ

อย่างไรก็ตาม เรามาดูว่า “ดำใหญ่ หรือ หมู่คณะส่วนใหญ่ คือใคร
อิสหาก บิน รอฮะวียะฮ กล่าวว่า
لو سألت الجهال عن السواد الأعظم لقالوا جماعة الناس، ولا يعلمون أن الجماعة عالم متمسك بأثر النبي صلى الله عليه وسلم وطريقه فمن كان معه وتبعه فهو الجماعة
ถ้าท่านถามบรรดาพวกโง่เขลา เกี่ยวกับความหมายคำว่า “ดำใหญ่” พวกเขาก็จะกล่าวว่า “ คือ หมู่คณะของผู้คน(ทั่วไป) และพวกเขาไม่รู้ว่า แท้จริง หมู่คณะ นั้น คือ ผู้รู้ที่ยึดถือ ด้วยร่องรอยของนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และแนวทางของท่านนบี ดังนั้น ผู้ใด อยู่พร้อมกับนบีและปฏิบัติตามท่าน เขาคือ หมู่คณะ(อัลญะมาอะฮ” - บันทึกโดย อบูนะอีม ใน อัลหุลลียะฮ เล่ม 9 หน้า 239

อิหม่ามอิบนุกอ็ยยิม ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน กล่าวว่า
واعلم أن الإجماع والحجة والسواد الأعظم هو العالم صاحب الحق , وإن كان وحده وإن خالفه أهل الأرض
พึงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริง การลงมติ (อัลอิจญมะอฺ) หลักฐาน และหมู่คณะส่วนใหญ่ คือ ผู้รู้ ที่เป็นผู้อยู่บนความถูกต้อง แม้ว่าเขา เพียงคนเดียวก็ตาม และแม้ชาวโลกจะแตกต่าง(เห็นต่าง)กับเขาก็ตาม – ดู เอียะลามุลมุวักกิอีน เล่ม 3 หน้า 398

>>>>>>>
สรุป ความถูกต้อง ไม่ได้วัดกันที่คนปฏิบัติจำนวนมาก และคนจำนวนมากไม่ได้เป็นมาตรฐานวัดความถูกต้องเสมอไป

والله أعلم بالصواب

อะสัน หมัดอะดั้ม


หน้าที่ในการให้การศึกษาด้านสติปัญญาแก่บุตร



บิดามารดา หรือผู้ปกครองของเด็ก มีหน้าที่รับผิดชอบในการให้การศึกษาด้านสติปัญญาแก่บุตของตน นั้นคือการ การให้ความรู้เกี่ยวกับอิสลามพร้อมกับวิทยาการสมัยใหม่ ไม่ว่าการให้การศึกษาอันเป็นรากสำคัญทั้งความในเรื่องของในโลกนี้ และโลกหน้า

รายงานจากท่านอนัส (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม) เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"การแสวงหาความรู้นั้นถูกกำหนดให้กับมุสลิมทุกคน" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอิบนุ มาญะฮฺ)

การให้แสงสว่างทางสติปัญญา นั้นคือการให้บุตรจงรักภักดีต่ออิสลาม มีอัลกุรอานเป็นหลักแห่งการดำเนินชีวิต ประวัติศาสนตร์อิสลามเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจ วัฒนธรรมอิสลามเป็นตัวผลักดันให้มีความกระตือรืนร้นน้นในกิจกรรมอิสลาม ไม่ว่าด้วยการสอนเชิงวิชาการ การเป็นแบบอย่างที่ดี การให้ความรู้อย่างลึกซึ้ง และการให้คบเพื่อนที่ดี

การให้ความรู้ด้านสภาพจิต โดยเน้นที่สุขภาพจิตใจของบุตร ละการต่อสู้กับความชั่วร้ายที่พยายามที่จะทำลายสติปัญญา ความทรงจำ และร่างกาย เช่น การดื่มสุรา การสำเร็จความใคร่ของตัวเอง การสูบบุหรี่ ละการผิดประเวณี เป็นต้น



วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

โดดเดี่ยวบนทางนำ ดีกว่าอยู่กับหมู่คณะที่หลงทาง




อิบนุมัสอูด (ร.ฎ) กล่าวว่า

الْجَمَاعَةِ مَا وَافَقَ الْحَقَّ وَلَوْ كُنْتَ وَحْدَكَ

อัลญะมาอะฮ คือ สิ่งที่ตรงกับความจริง แม้ว่าท่านจะอยู่โดดเดี่ยวก็ตาม

رواه اللالكائي في شرح أصول اعتقاد أهل السنة والجماعة (1/122 - رقم160)، وصحح سنده الشيخ الألباني كما في تعليقه على مشكاة المصابيح (1/61)، ورواه الترمذي في سننه (4/467)

อัล-ฟุฎัยลฺ บิน อิยาฎ กล่าวว่า
عَلَيْكَ بِطَرِيْقِ الْهُدَىَ وَإِنْ قَلَّ الْسَّالِكُوْنَ ، وَاجْتَنِبْ طَرِيْقِ الْرَّدَى وَإِنْ كَثُرَ الْهَالِكُونَ

ท่านจงยืนหยัด ด้วยหนทางที่เป็นทางนำ แม้ว่า จะมีผู้ดำเนินตามมีจำนวนน้อยก็ตาม และท่านจงห่างใกลหนทางแห่งความเสียหาย แม้ว่า บรรดาผู้ที่หายนะจะมีจำนวนมากก็ตาม

ذكره الشاطبي في الاعتصام (1/83)، والنووي في المجموع (8/275)، وفي الإيضاح (ص219)، والسيوطي في الأمر بالإتباع والنهي عن الإبتداع (ص152).


والله أعلم بالصواب