อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

โต๊ะจีนฮะรอมตั้งแต่เมื่อไร?



หลังจากนั้นก็มีเสียงท้วงติงและวิพากษ์วิจารณ์ตามมาไม่ขาดสาย บ้างก็สนับสนุน บ้างก็คัดค้าน บางก็สงสัยว่า มันฮะล้าลหรือฮะรอม
เป็นเรื่องแปลกที่การจัดงานในรูปแบบดังกล่าวนี้ มิใช่เป็นการจัดครั้งแรกของโลก หรือเป็นครั้งแรกของเมืองไทย หรือเป็นครั้งแรกในแวดวงของชาวซุนนะห์ แต่การจัดงานในลักษณะนี้มีมานับครั้งไม่ถ้วน และโรงเรียนอนุรักษ์ฯ เองก็เคยจัดงานในรูปแบบนี้มาสองครั้งแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3
ขณะที่บัญญัติของศาสนาได้ถูกประทานมาเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว มิใช่เพิ่งจะถูกประทานลงมาเมื่อวาน จนทำให้เราในวันนี้ต้องออกอาการมึนงงว่า ฮาล้าลหรืออะไรฮะรอม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บัญญัติของศาสนานั้น มีผลบังคับใช้แก่มุสลิมทุกหมู่เหล่า ที่เราต่างก็อยู่ในข้อบัญญัติเดียวกัน ไม่ไดขึ้นอยู่กับว่าพวกเราหรือพวกเขา, สถาบันหรือองค์กรใด แต่ดูเหมือนปัญหาและข้อฮุก่มนี้จะพุ่งเป้ามาที่เราโดยตรงเป็นการเฉพาะ แต่เรายืนยันว่า ข้อบัญญัติเกี่ยวกับฮะล้าลและฮะรอมมีผลบังคับใช้กับมุสลิมทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด
มีผู้โพ้สถามว่า การจัดงาน"แบบโต๊ะจีน"หะล้าลแล้วหรือ
แต่เราจะถามว่า การจัดงาน"แบบโต๊ะจีน" ฮะรอมตั้งแต่เมื่อไหร่
ฮะล้าลและฮะรอมคือบัญญัติศาสนา ไม่ใช่เรื่องที่เรามาออกฮุก่มกันเอง มิใช่เรื่องที่เราจะเอามาวิจารณ์กันสนุกปากด้วยเหตุผลและความรู้สึกนึกคิดของเราเอง
เราไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนบัญญัติศาสนา โดยทำให้ของฮะรอมกลายเป็นของฮะล้าล ในทางตรงกันข้าม เราก็ไม่สามารถทำให้ของฮะล้าลกลายเป็นฮะรอมได้เช่นเดียวกัน
ฉะนั้นจึงขอเตือนผู้ที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ให้มีความละเอียดรอบคอบในการทำความเข้าใจตัวบทหลักฐาน และมีความละเอียดรอบคอบในการทำความเข้าใจต่อปัญหา (ที่ไม่ใช่ปัญหา) ที่บางคนจุดฉนวนขึ้นมาเป็นปัญหา แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้คนทั่วไปที่จะได้เรียนรู้ทำความเข้าใจในเรื่องนี้จากการชี้แจงทางวิชาการ
เพียงแต่ในหมู่ผู้ที่วิจารณ์ในเรื่องนี้นั้นมีทั้งผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นผู้รู้ ครู อาจารย์, มีทั้งผู้ที่ไม่ใช่ผู้รู้แต่กระทำตนดั่งผู้รู้, และมีผู้ที่ไม่รู้แต่อยากเรียนรู้
แต่เราเรียกร้องให้ผู้ที่ถูกเรียกว่า ผู้รู้ ครู อาจารย์ ได้นำเสนอตัวบทหลักฐาน และข้ออ้างอิงทางวิชาการด้วยตัวเอง มิเช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ของคนทั่วไปแบบสะเปะสะปะ ยิ่งจะสร้างความสับสนให้แก่สังคมมากยิ่งขึ้น
ผมเองไม่ได้อวดอ้างว่าเป็นผู้รอบรู้ แต่จะเจียดเวลามาชี้แจงทำความเข้าใจเป็นระยะๆ ตามแต่โอกาส อินชาอัลลอฮ์


การใช้ภาษาว่า โต๊ะจีน ราคา 3,000/โต๊ะ สำนวนนี้เป็นการขาย หรือเป็นการให้บริจาค ถ้าการบริจาค มีแบบอย่างไหม ที่กำหนดเงื่อนไขว่าต้องบริจาคตามที่ผู้รับริจาคกำหนด แล้วส่วนใหนเป็นบริจาค เพราะอาหารลงกระเพาะผู้ซื้อไปแล้ว มันทำให้มีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดประเด็น เพราะฉะนั้นต้องใจเย็นๆ แล้วอธิบายในเชิงวิชาการ ประกอบหลักฐาน ทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าเรามาตีโพยตีพาย มันไม่มีอะไรดีขึ้นมา ผมแสดงความเห็นไปเยอะไม่รู้ว่า ใครโกรธบ้าง ก็ต้องขอมาอัฟ แต่ผมถือว่า เวลาถูกผู้ไม่หวังดีโจมตี เราก็พลอยเจ็บไปด้วย ก็เหมือนกับหนังอามีน ผมแสดงความเห็นไปเยอะเหมือนกัน คงจะมีคนไม่ชอบแน่ ก็ต้องขอมาอัฟเช่นกัน


อูฐนี้ยังรู้จักสำนึกในพระผู้สร้าง



ใครที่ว่าอูฐนั้นเป็นสัตว์ " โง่ " ... !!!
แต่อูฐนี้ยังรู้จักสำนึกในพระผู้สร้างได้ดีกว่ามนุษย์บางคนยิ่งนัก ...
อูฐตัวนี้ร่วมละหมาดกับเจ้านายของมันในขณะนายของมันกำลังทำพิธีละหมาดอย่างน่าทึ่งเป็นที่สุด ...
อายอูฐไหมหละมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่อ้างตนว่าเป็นมุสลิม ... !!!

เมื่ออัลลอฮฺจะลงโทษด้วยโทษที่ครอบคลุมพวกเขาทั้งหมด




ทุกย่อมหญ้ามีแตเรื่องฟิตนะฮ์ สิ่งมะเซียะฮ์มีอยู่ทุกซองมุม แม้บริเวณใกล้มัสยิด มีการเชื่อสิ่งงมงาย วิงวอนขอจากผู้ตาย จากหลุมฝังศพ ผู้คนกำลังหลงดุนยา จนหลงลืมศาสนา ผู้นำศาสนากลับนิ่งเฉย ผู้รู้กลับทำไม่รู้ ปล่อยให้สังคมมุสลิมอยู่อยากตกต่ำอยู่เช่นนี้ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นหากพระองค์อัลลอฮ์ตะอาลาจะทรงลงบาลาในกลุ่มชนของพวกเขา

รายงานจากท่านหญิง ซัยนับ บินติ ญะหฺชิน เราะฎิยัลลอฮุอันฮาว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้เข้ามาหานางด้วยความตระหนกและกล่าวว่า

« لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ، وَيْلٌ لِلْعَرَبِ مِنْ شَرٍّ قَدِ اقْتَرَبَ، فُتِحَ الْيَوْمَ مِنْ رَدْمِ يَأْجُوجَ وَمَأْجُوجَ مِثْلُ هَذِهِ ». وَحَلَّقَ بِإِصْبَعِهِ الإِبْهَامِ وَالَّتِى تَلِيهَا. قَالَتْ فَقُلْتُ : يَا رَسُولَ اللَّهِ أَنَهْلِكُ وَفِينَا الصَّالِحُونَ؟ قَالَ : « نَعَمْ، إِذَا كَثُرَ الْخَبَثُ » [البخاري برقم 3346، ومسلم برقم 2880]

ความว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ความหายนะนั้นเกิดแก่ชาวอาหรับ เพราะความชั่วที่ใกล้เข้ามา วันนี้กำแพง ยะอ์ญูด และ มะอ์ญูด ได้ถูกเปิดแล้วขนาดเท่านี้“ แล้วท่านทำเป็นรูปวงกลมระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วที่อยู่ถัดมา ท่านหญิง ซัยนับ บินติ ญะหฺชิน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้กล่าวว่า “ฉันได้กล่าวว่า โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ เราจะหายนะด้วยหรือ ในขณะที่ในหมู่พวกเรายังมีคนดี(ศอลิฮฺ)อยู่ด้วย? ท่านนบีตอบว่า “ใช่ ถ้าหากความชั่วนั้น มันมีจำนวนมาก“ (เศาะฮีหฺ อัลบุคอรีย์ 2/458 หมายเลข 3346 เศาะฮีหฺ มุสลิม 4/2208 หมายเลข 2880)

ท่านเราะสูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า

«إِنَّ النَّاسَ إِذَا رَأَوْا الظَّالِمَ فَلَمْ يَأْخُذُوا عَلَى يَدَيْهِ، أَوْشَكَ أَنْ يَعُمَّهُمْ اللَّهُ بِعِقَابٍ» [أبو داود برقم 4338]

ความว่า “แท้จริงเมื่อผู้คนเห็นผู้ที่กระทำการอธรรม แล้วพวกเขาไม่ช่วยกันห้ามปราบหยุดยั้งจากน้ำมือแห่งความชั่วของเขา เกือบแล้วที่อัลลอฮฺจะลงโทษด้วยโทษที่ครอบคลุมพวกเขาทั้งหมด(ทั้งคนดีและคนชั่วจะประสบกับมันทุกคน)” (สุนัน อบีดาวูด 4/122 หมายเลข 4338)



วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อ่านอัลกุรอานให้ลูกรักในครรภ์


อัลกุรอานคือคำตรัสของพระผู้เป็นเจ้า อัลกุรอานคือทางนำแก่มนุษยชาติ อัลกุรอานคือแนวทางในการดำรงชีวิตของมุสลิม

มารดาผู้ตั้งครรภ์สมควรอย่างยิ่งที่นางจะต้องอ่านอัลกุรอานเป็นประจำ
และสำหรับทารกนั้นเธอสามารถได้ยินเสียงจากภายนอกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะระยะพัฒนาการของเดือนที่ 5 เป็นต้นไป เธอจะจดจำเสียงของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ของเธอ

ซึ่งหากผู้เป็นเป็นแม่และผู้เป็นพ่อของเธอได้อ่านอัลกุรอานผ่านเข้าสู่ครรภ์ของมารดา ทารกจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายทันที ทารกบางคนถึงกับลืมตาโตหรือกระพริบตาเมื่อได้ยินเสียงนั้นๆ

 พลังเสียงอัลกุรอานนั้นทำให้หญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ได้สัมผัสอรรถรสของอัลกุรอาน ไม่ว่าจะช่วยกระตุ้นความปรารถนา กระตุ้นการเชื่อฟังและการปฏิบัติตาม กระตุ้นความหวาดกลัว และกระตุ้นให้คบคิดใคร่ครวญ เป็นต้น

เมื่อผู้เป็นแม่และผู้เป็นพ่อได้อ่านอัลกุรอานในครรภ์เป็นประจำ  จะทำให้เป็นการปลูกฝังให้ทารกนั้นได้สัมผัสอัลกุรอานตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

จึงสมควรอย่างยิ่งที่ผู้เป็นพ่อ และผู้เป็นแม่อ่านอัลกุรอาน หรือเปิดอัลกุรอานให้ทารกน้อยในครรภ์มารดาฟังเป็นประจำ

เมื่อผู้ปฏิบัติตามบรรพชนยุคต้นกลับถูกเรียกว่าคณะใหม่


ปัญหาคือ คนที่ปฏิบัติตามแนวทางสะลัฟ คณะเก่า ถูกกล่าวหาว่าเป็นคณะใหม่ และ คนที่อ้างว่าเป็นคณะเก่าแต่อุตริบิดอะฮขึ้นใหม่มาอ้างเป็นคำสอนศาสนา โดยอ้างประเพณีนิยมปู่ย่าตายายเป็นแบบอย่าง นี่คือปัญหา

คำว่าเก่า ต้องมีมาแต่ก่อนคือ คำสอนอัลลอฮ สุนนะฮรอซูลและอิจญมาอฺของบรรพชนผู้ทรงธรรมยุคสะลัฟ

 และคำว่าใหม่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทีหลัง เช่นคำสอนที่เกิดขึ้นหลังจากศาสนาสมบูรณ์แล้ว

 ท่านอีหม่ามมาลิก(รอฮีมาฮุลลอฮฺ)ได้กล่าวว่า..

: "مَن ابتدع في الإسلام بدعة يراها حسنة فقد زعم أنَّ محمداً خان الرسالة؛ لأنَّ الله يقول: {الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ} ، فما لَم يكن يومئذ ديناً فلا يكون اليوم ديناً" الاعتصام للشاطبي (1/28) .

“ ผู้ใดที่ได้อุตริกรรมขึ้นในอิสลาม โดยมองสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี แน่นอน เขาได้อ้างว่า ท่านนบี ได้ทุจริตต่อสาส์นแห่งพระเจ้า เพราะอัลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้า “ ดั้งนั้น ถ้าวันนั้นมันไม่ได้เป็นศาสนา วันนี้มันก็ไม่ใช่ศาสนา “ (หนังสือ อัลอิอฺติศอม ของท่านอีหม่าม อัชชาฏีบีย์ )



อัลลอฮทรงมีเสียงที่ไม่เหมือนมัคลูค


อาชาอีเราะฮปฏิเสธ ว่า นบีมูซา ไม่ได้ยินเสียงอัลลอฮ เพราะคำพูดอัลลอฮ การเรียกอัลลอฮ ไม่มีเสียง แต่จนป่านนี้หาหลักฐานการยืนยันจากสะลัฟไม่ได้ แต่สำหรับเราผู้ยึดแนวสะสลัฟ ยืนยันว่า อัลลอฮตรัสด้วยเสียง ดังที่อิหม่ามบุคอรียืนยันไว้ดังนี้

หม่ามบุคอรีกล่าวว่าا
, وَيُذْكَرُ عَنِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِنَّهُ كَانَ يُحِبُّ أَنْ يَكُونَ الرَّجُلُ خَفيضَ الصَّوْتِ ، وَيَكْرَهُ أَنْ يَكُونَ رَفِيعَ الصَّوْتِ ، وَإِنَّ اللَّهَ عَزَّ وَجَلَّ يُنَادِي بِصَوْتٍ يَسْمَعُهُ مَنْ بَعُدَ كَمَا يَسْمَعُهُ مَنْ قَرُبَ ، فَلَيْسَ هَذَا لِغَيْرِ اللَّهِ عَزَّ وَجَلَّ ذِكْرُهُ , وَفِي هَذَا دَلِيلٌ أَنَّ صَوْتَ اللَّهِ لا يشبه أَصْوَاتَ الْخَلْقِ ، لأَنَّ صَوْتَ اللَّهِ جَلَّ ذِكْرُهُ يُسْمَعُ مِنْ بُعْدٍ كَمَا يُسْمَعُ مِنْ قُرْبِ ، وَأَنَّ الْمَلائِكَةَ يُصْعَقُونَ مِنْ صَوْتِهِ ، فَإِذَا تَنَادَى الْمَلائِكَةُ لَمْ يُصْعَقُوا ،

และได้ถูกระบุจากนบี ศอ็ลฯ ว่า ท่านชอบให้บรรดาผู้คนพูดเสียงเบาๆ และไม่ชอบ ให้เป็นเสียงดัง และแท้จริงอัลลอฮผู้ทรงเกรียงไกร และทรงสูงส่ง ทรงเรียก ด้วยเสียง ที่ผู้อยู่ใกล ได้ยิน เหมือนกับผู้ที่อยู่ใกล้ ดังนั้น กรณีนี้ ย่อมไม่ใช่(เสียง)ของผู้อื่นจากอัลลอฮ ผู้ซิ่ง เกียรติของพระองค์ ทรงเกรียงไกร และทรงสูงส่ง และในหะดิษนี้ เป็นหลักฐาน แสดงบอกว่า แท้จริงเสียงของอัลลอฮ ไม่คล้ายคลึงกับบรรดาเสียงของมัคลูค เพราะเสียงของ อัลลอฮ ผู้ซิ่ง เกียรติ์ของพระองค์ ทรงเกรียงไกร และทรงสูงส่ง ถูกได้ยินจากที่ใกล เหมือนกับได้ยินจากที่ใกล้ และแท้จริง บรรดามลาอิกะฮ พวกเขาเป็นลม/เกิดอาการงงงวย อันเนื่องมาจากได้ยินเสียงอัลลอฮ เพราะ เมื่อมลาอิกะฮเรียก ก็ไม่ถูกทำให้พวกเขา(บรรดาบ่าว) เป็นลม /หรือเกิดอาการงงงวย - - คอ็ลคุอัฟอาลิลอิบาด หน้า 149 หะดิษหมายเลข 173
...................


ข้างต้นเป็นอะกีดะฮอิหม่ามบุคอรี ท่านเชื่อว่าอัลลอฮทรงมีเสียง แต่ไม่เหมือนมัคลูค เพราะเสียงอัลลอฮนั้น ผู้อยู่ใกลได้ยิน เหมือนกับผู้ที่อยู่ใกล้ๆ แต่อะชาอิเราะฮปฏิเสธ คำว่าเสียง ในสิฟัตกะลาม (ทรงพูด)ของอัลลอฮ -นอูซุบิลละฮ




ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนอัลลอฮ์


ประโยคสั้นๆ ที่อัลลอฮได้ทรงสอนไว้เป็นข้อสรุป ไว้แล้วเพื่อปิดประตูการจินตนาการหรือเข้าใจไปว่า พระเจ้าทรงเหมือนมัคลูค
คือ อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
: ﴿لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ
﴾ ความว่า "ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น" (ซูเราะฮฺ อัชชูรอ : 11)

และถ้าเรียนตะดีกา ก็มีคำสอนให้เด็กท่องคือ
 مخالفته تعالى للحوادث ة
ทรงแตกต่างจากสิ่งใหม่
แต่ยังมีคนคิดจะจินตนาการอยู่ร่ำไป แถมวิตกจริตว่า เกรงว่าจะเข้าใจว่าทรงเหมือนมัคลูค จึงใช้เหตุผลทางตรรกวิทยาตีความตัวบท แล้วไปหุกุมว่าผู้ที่ไม่ตีความมีอะกีดะฮลุ่มหลง
 นี่คือปัญหาที่ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก และบานปลายไปสู่ความแตกแยกของอุมมะฮ

ทำไมนบี ศอลฯ และบรรดาเศาะหาบะฮจึงไม่ตีความอายาตสิฟาต
ก็เพราะอัลลอฮสรุปไว้ชัดเจนแล้ว และนบีรักอุมมะฮมากที่สุด ท่านจะไม่ปล่อยให้คำสอนเป็นปริศนา เพื่อนำไปสู่ฟิตนะหรอก
 แต่ฟิตนะ เกิดจากไม่ยอมสยบอยู่กับคำสอนโดยสิ้นเชิงต่างหาก