อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

ไม่มีแนวคิดยกย่องนบีด้วยการทำละคร



มีวิธีการที่จะเผยแพร่ศาสนา ยกย่องท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ให้คนอาวามเข้าใจกิตาบุลลอฮ และสุนนะฮนบี ทั้งมากมายที่ไม่สุ่มเสียง และเข้าถึงคนอาวามได้ดีกว่า เช่น เอาเงินเป็นสิบๆล้านที่คุณสร้างหนัง ส่งวิทยากรไปบรรยาย ตามสถานที่ต่างๆ จัดพิมพ์เอกสารอะกีดะฮสะลัฟแจก เป็นต้น ทำไมคิดสร้างละคร สร้างหนัง

นอกจากนี้คนระดับชาวบ้านตามชนบท บางคนแม้เงินที่จะเสียค่ารถไปฟังบรรยายศาสนาตามงานการกุศล ก็ไม่พอ ใหนจะค่ารถ ใหนจะกิน ใหนจะบริจาค ไม่ต้องพูดถึงการซื้อจานดาวเทียมมาติด เพื่อดูหนังอามีน ของพระเอกเรย์ หรอก แต่ถ้าใครสักคน เป็นวิทยากรไปเยี่ยมเขา ไปให้ความรู้เรื่องอะกีดะฮและหลักปฏิบัติแก่เขา โดยเขาไมต้องลงขันออกตังค์ ยอมดีกว่า

ใช้อาจารย์ เงินสามารถขับเคลื่อนงานศาสนาหรือช่วยเหลือคนยากจนอย่างจริงจังยังดีกว่าไปจ้างกาเฟรมาพูดว่าอิสลามสวยงามเพื่อเรียกร้องอิสลาม สุดท้ายเขาก็ยังเป็นกาเฟรเหมือนเดิม ทำให้คนกาเฟรสามารถคิดได้ไปอีกว่าขนาดเรย์ที่ทำหนังเรื่องนี้ยังไม่เข้ารับอิสลามเลย แล้วจะให้ใครไปรับ. ความจริงการดะวะในรูปแบบที่สุ่มเสี่ยงไม่มีในร่องรอยของบรรดาอุลามะ คือการเชื่อว่าการดะวะแบบอุลามะหรือชนสลัฟหรือแนวทางเดิมๆยังไม่เพียงพอ ต้องใช้แนวทางของคนอื่นมาให้อิสลามสมบูรณ์ หากเชื่อเช่นนี้คงแย่แน่ๆ ต่อให้ไม่เชื่อเช่นนี้ สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นชาวซุนนะที่จะต้องออกมาปกป้องคอยแก้ข้อผิดพลาดของกลุ่มคนที่ทำอะไรตามอารมณ์อีก แทนที่จะต่อสู้กับเหล่าบิดอะก็มากพอแล้ว








ถ้าเรื่องศาสนา แล้วมาอ้างถ้าไม่มีหลักฐานห้ามทำได้ คำว่า “แบบอย่างนบี” มันจะมีความหมายอะไร




สุนนะฮคือ สิ่งที่เราปฏิญานตนในประโยคที่สอง
การรับรองมุหัมหมัด บุตร อับดุลลอฮ ว่า เป็นศาสนทูต (รอซูล)
ไม่ใช่แค่พูดด้วยปลายลิ้น แต่ต้องปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของประโยคนี้ด้วย
เรื่อง อิบาดะฮในอิสลาม
ต้องมีตัวบทที่เป็นคำสั่งจากอักุรอ่านและอัสสุนนะฮ

الأعمال الدينية لا
يجوز أن يتخذ شيء منها سببا إلا أن تكون مشروعة فإن العبادات مبناها على التوقيف

บรรดาการงานที่เกี่ยวกับศาสนานั้น
ไม่อนุญาตให้สิ่งใดๆจากมันถูกเอามาเป็น มูลเหตุ
(ให้กระทำ)นอกจาก มันเป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติไว้
เพราะแท้จริงบรรดาอิบาดะฮนั้นรากฐานของมันถูกวางอยู่บนการรอคำสั่ง -
อัลอาดาบอัชชัรอียะฮ ของอิบนุมุฟลิห เล่ม 2หน้า 265

อัสสัรเคาะสีย์ กล่าวว่า

ولا مدخل للرأي في
معرفة ما هو طاعة الله، ولهذا لا يجوز إثبات أصل العبادة بالرأي.

และไม่มีช่องทางใดๆสำหรับความคิดเห็น
ในเรื่องการรู้จักสิ่งที่มันเป็นการภักดีต่ออัลลอฮ เพราะเหตุนี้
จึงไม่อนุญาตให้รับรองรากฐานการอิบาดะฮ ด้วยการใช้ความคิดเห็น – ดู
อุศูลุอัสสัรเคาะสีย์ เล่ม 2 หน้า 122

หมายความว่า ในเรื่อง การอิบาดะฮนั้น ไม่เปิดโอกาสให้นำความคิดเห็นมากำหนดบทบัญญัติศาสนาที่จะนำไปทำการภักดีต่ออัลลอฮ

เพราะเรื่องอิบาดะฮนั้น ต้องหยุดอยู่ที่คำสัง

ดังที่ อัลหาฟิซ อิบนุหะญัร กล่าวว่า

الأصل في العبادة
التوقف
รากฐานในเรื่องอิบาดะฮนั้น คือ
การหยุดอยู่ที่คำสั่ง – ดูฟัตหุลบารีย์ เล่ม 2 หน้า 80


 มาดูตัวอย่างการตามสุนนะฮ ตัรกียะฮ(สุนนะฮโดยการทิ้งสิ่งที่นบีไม่ได้ทำ)

عَنْ مُجَاهِدٍ ، عَنِ ابْنُ عَبَّاسٍَ ، " أَنَّهُ طَافَ مَعَ
مُعَاوِيَةَ بِالْبَيْتِ ، فَجَعَلَ مُعَاوِيَةُ يَسْتَلِمُ الأَرْكَانَ كُلَّهَا ،
فَقَالَ لَه : لِمَ تَسْتَلِمُ هَذَيْنِ الرُّكْنَيْنِ ، وَلَمْ يَكُنْ رَسُولُ
اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَسْتَلِمُهُمَا ؟ فَقَالَ مُعَاوِيَةُ
لَيْسَ شَيْءٌ مِنَ الْبَيْتِ مَهْجُورًا ، فَقَالَ ابْنُ عَبَّاسٍ : لَقَدْ كَانَ
لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ سورة الأحزاب آية 21 ، فَقَالَ
مُعَاوِيَةُ : صَدَقْتَ

รายงานจาก มุญาฮิด จากอิบนุอับบาส ว่า
เขาได้ทำการฏอวาฟ บัยตุลลอฮ พร้อมกับมุอาวิยะฮ แล้วปรากฏว่า มุอาวียะฮได้ลูบ
รุกน(มุม)ของบัยตุลลอฮทั้งหมด แล้ว อิบนุอับบาสได้ กล่าวแก่เขา(มุอาวียะฮ)ว่า
ทำไมท่านจึงลูบสองรุกนนี้ด้วย ทั้งๆที่ ไม่ปรากฏว่ารซูลุลลอฮ
ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ลูบมันทั้งสองเลย ? แล้วเขา(มุอาวิยะฮกล่าวว่า “
ไม่มีสิ่งใดจากบัยตุลลอฮ ที่ถูกละทิ้ง (ในการลูบ) แล้ว อิบนุอับบาส
ได้กล่าวอายะฮที่ว่า (แท้จริงในศาสนทูตของอัลลอฮนั้น เป็นแบบอย่างที่ดี
สำหรับพวกเจ้า) - ซูเราะฮอัลอะฮซาบ/21 แล้ว ท่านมุอาวิยะฮ จึงกล่าวว่า “
ท่านพูดถูกต้อง แล้ว - รายงาน โดย มุสลิม ,อะหมัด และคนอื่นอื่นๆ

...............
ข้างต้นคือ ตัวอย่างของการละทิ้งปฏิบัติ เนื่องจาก
ตามแบบอย่างของรอซูล ในสิ่งที่ท่านไม่ปฏิบัติ เพราะฉะนั้น การอ้างว่า
ไม่มีหลักฐานห้าม ทำได้
มันเป็นการใช้ความเห็นมากำหนดหลักการศาสนา
นี้คือตัวปัญหาและตัวปัญหาที่สร้างปัญหาให้กับศาสนาและคนอาวามทุกวันนี้


อิหม่าม อิบนุดะกีก อัลอีด เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวไว้ว่า

قد منعنا إحداث ما هو
شعار في الدين . ومثاله : ما أحدثته الروافض من عيد ثالث ، سموه عيد الغدير .
وكذلك الاجتماع وإقامة شعاره في وقت مخصوص على شيء مخصوص ، لم يثبت شرعا . وقريب
من ذلك : أن تكون العبادة من جهة الشرع مرتبة على وجه مخصوص . فيريد بعض الناس :
أن يحدث فيها أمرا آخر لم يرد به الشرع ، زاعما أنه يدرجه تحت عموم . فهذا لا
يستقيم ؛ لأن الغالب على العبادات التعبد ، ومأخذها التوقيف

และแท้จริง เราได้ห้าม ไม่ให้มีการประดิษฐขึ้นใหม่ ของสิ่งที่ มันคือ
เครื่องหมายในศาสนา(หมายถึงสิ่งที่เป็นพิธีกรรมในศาสนา) และตัวอย่างของมันคือ สิ่งที่บรรดาชีอะฮรอฟีเฎาะฮ
ได้ประดิษฐ์มันขึ้นมาใหม่ จากการให้มีอีดที่สามขึ้นมา แล้วพวกเขาเรียกว่า “ อีดุลเฆาะดีร”
และในทำนองเดียวกันนั้น คือ การชุมนุมกัน และการกำหนดบรรดาเครื่องหมายศาสนา(พิธีกรรมศาสนา) ในเวลาที่เฉพาะเจาะจง ในสิ่งที่เฉพาะเจาะจง ที่ไม่ได้รับการยืนยันทางศาสนาบัญญัติ และ(ตัวอย่าง)ที่ใกล้เคียงกับดังกล่าวนั้นคือ อิบาดะฮ ที่ ในด้านศาสนาบัญญัตินั้น อยู่ในฐานะบนรูปแบบที่ถูกเจาะจงไว้ แล้วผู้คนบางส่วน ได้ประดิษฐ์สิ่งอื่นขึ้นมาใหม่ในมัน โดยที่ไม่มีรายงานมาจากศาสนบัญญัติ โดยอ้างว่า มันอยู่ภายใต้ หลักฐานกว้างๆ แบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะส่วนใหญ่ บน การอิบาดะฮทั้งหลายนั้นคือ การตะอับบุด (การแสดงการเคารพภักดีต่อพระเจ้า) และที่เอา(ที่มา)ของมัน คือ อัตเตากิฟ (คือรอคำสั่ง) – ดุ อะหกามุลอะหกาม ชัรหอุมดะติลอะหกาม ของ อิบนุดะกีก อัลอีด 1/119 เรือง คุณค่าละหมาดญะมาอะฮ

สรุปจากคำพูดของอิบนุดะกีกคือ

1. ไม่อนุญาตให้กำหนดรูปแบบพิธีกรรมศาสนาในเวลาและรูปแบบที่เฉพาะ โดยไม่มีหลักฐานทางศาสนาบัญญัติ เช่น
การกำหนดวีนอีดที่สามขึ้นมา อย่างพวกรอฟิเฏาะคือ อีดเฆาะดีร

2. การกำหนดรูปแบบอิบาดะฮ โดยอ้างว่า เป็นหลักฐานกว้างๆนั้นไม่ถูกต้อง
เพราะ หลักการอิบาดะฮนั้นต้องรอคำสั่งจากศาสนบัญญัติ


 อิหม่ามอัสสะอดีย์ (ฮ.ศ 1376) ได้กล่าวไว้ว่า
ومن أمثلة العبادات
غير المشروعة: ما يفعله بعض الناس من التقرب لله - عز وجل - بالتصفيق أو بالرقص
والغناء، هذه إذا فُعلت على جهة العبادة تكون بدعة مخالفة للشريعة. ومثل الاحتفال
برأس السنة، أو الاحتفال بالمولد النبوي، ومثل ذلك أيضا: إذا كان العمل لم يرد فيه
إلا دليل ضعيف، فإنه يحكم بكونه بدعة؛ لأنه لا يصح تقرير عبادة جديدة بواسطة
الحديث الضعيف

และส่วนหนึ่งจากบรรดาตัวอย่างอิบาดะฮ ที่ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ คือ
สิ่งที่บรรดาผู้คนบางส่วน ได้ปฏิบัติมัน เพื่อแสดงการใกล้ชิด(อิบาดะฮ)ต่ออัลลอฮ ด้วยการตบมือ ,กาเต้นรำและการร้องเพลง ,กรณีนี้ เมื่อมันถูกปฏิบัติ บนรูปแบบอิบาดะฮ มันก็เป็นบิดอะฮ ที่ขัดแย้งกับศาสนบัญญัติ และตัวอย่างเช่น การเฉลิมฉลองปีใหม่
,การเฉลิมฉลองเมาลิดนบี และในทำนองเดียวกันนั้น เช่น เมื่อ การปฏิบัตินั้น ไม่มีหลักฐานในมัน นอกจากหลักฐานเฎาะอีฟ ดังนั้น
มันก็ถูกตัดสินว่า มัน เป็นบิดอะฮ เพราะ การรับรองอิบาดะฮใหม่ โดยใช้สื่อกลางด้วยหะดิษเฎาะอีฟ- ดู มุอัลลิฟาต อัสสะดีย์ 8/80


 อิหม่ามนะสะฟีัย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ

لا مدخل للرأي في
معرفة ما هو طاعة الله ولهذا لا يجوز إثبات أصل العبادة بالرأي

ไม่มีช่องทางสำหรับความคิดเห็น ในการรู้จัก สิ่งที่มันคือ
การภักดีต่ออัลลอฮ และเพราะเหตุนี้ ไม่อนุญาตให้ยืนยันรากฐานอิบาดะฮ ด้วยความเห็น –
ดู كشف الأسرار (2/210)


.......................
อะสัน หมัดอะดั้ม






เข้าอ้างว่านบีไม่ทำ ไม่ได้หมายถึงห้ามไม่ให้ทำ



มีผู้รู้บางท่าน อ้างว่า
กฎของวิชาอุซู้ล(วิชาที่ใช้ในการพิจารณาความตัวบท) ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า "อัตตัรกู่ ลาย่าดุ้ลลู่ อ้าลัตตะห์รีม"

الترك لا يدل على التحريم

ความว่า "การละทิ้ง(ไม่ทำ)ของคนๆหนึ่ง มิได้เป็น(หลักฐาน)ที่บ่งชี้ว่า(สิ่งนั้น)เป็นที่ต้องห้าม"
ฉนั้น การทำไม่ทำของคนๆหนึ่ง จึงไม่ได้เป็นการฮู่ก่มสิ่งหนึ่งว่า "ห้ามกระทำ" ตามไปด้วย
................................

ขอชี้แจงดังนี้ 

หลักอุศูลุลฟิกฮข้างต้น มักจะมีผู้รู้อนุรักษ์บิดอะฮบางส่วน นำเอามาอ้างการรับรองบิดอะฮของพวกเขา
อยู่เสมอ ซึ่งหลักอุศูลุลฟิกฮที่มีความหมายเหมือนกันอีกสำนวนหนึ่งคือ

الترك لا يقتضي التحريم

การละทิ้ง มันไม่ได้ตัดสินว่าเป็นข้อห้าม

ครับ หลักการนี้ถูกต้อง แต่ผู้อ้างนำมาใช้ผิดที่ เพราะหลักการข้างต้น เขานำมาเป็นหลักการพิจารณาในเรื่องอาดัต (เรื่องเกี่ยวกับวิถีชิวิตปกติของมนุษย์ในทางโลก) ไม่ใช่เรื่องเกียวกับ อิบาดะฮ (ศาสนพิธีหรือพิธีกรรมทางศาสนา) ซึ่งหลักอุศูลุลฟิกฮในเรื่องที่เกี่ยวกับอาดะฮ คือ

والأصل في العادات الإباحة إلا ما ورد الشرع بتحريمه

ความว่า "ตามหลักการทั่วไปในเรื่อง อาดะฮนั้น ล้วนเป็นสิ่งอนุญาตเว้นแต่สิ่งที่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นสิ่งต้องห้าม"

ส่วนหลักการในเรื่องอิบาดะฮนั้นคือ

الأصل في العبادات الحظر إلا ما ورد عن الشارع تشريعه،

ความว่า "ตามหลักการทั่วไปในเรื่อง อิบาดะฮนั้น ล้วนเป็นสิ่งต้องห้ามเว้นแต่กระทำที่มาจากผู้บัญญัติศาสนบัญญัติ(หมายถึงอัลลอฮและรอซูล)ได้บัญญัติมัน

การนำหลักการต่อไปนี้มาอ้างรับรองอิบาดะฮที่เป็นบิดอะฮนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หมายถึงหลักการที่ว่า

الترك لا يدل على التحريم

ความว่า "การละทิ้ง(ไม่ทำ)ของคนๆหนึ่ง มิได้เป็น(หลักฐาน)ที่บ่งชี้ว่า(สิ่งนั้น)เป็นที่ต้องห้าม"

เพราะการอ้างหลักการข้างต้นในเรื่องอิบาดะฮ มันขัดแย้งกับหะดิษที่ว่า

وَإِيَّاكُمْ وَمُحْدَثَاتِ الأُمُوْرِ ، فَإِنَّ كُلَّ مُحْدَثَةٍ بِدْعَةٌ

และขอให้ท่านทั้งหลายออกห่างสิ่งที่ถูกทำขึ้นมาใหม่ (ในศาสนา) เพราะว่า ทุกสิ่งที่ถูกทำขึ้นมาใหม่นั้น เป็นอุตริกรรม (บิดอะฮฺ) และทุกอุตริกรรมนั้น เป็นความหลงผิด – รายงานโดยอิหม่ามอัตติรมิซีย์

เรื่อง อิบาดะฮนั้น ต้องมีหลักฐานยืนยันว่ามีบัญญัติใช้เอาไว้เท่านั้น

ท่านอิบนุกะษีรฺ ได้กล่าวอธิบายในหนังสือ “ตัฟซีรฺ อิบนุกะษีรฺ” เล่มที่ 4 หน้า 276 ว่า

وَبَابُ الْقُرَبَاتِ يُقْتَصَرُ فِيْهِ عَلَى النُّصُوْصِ، وَلاَ يُتَصَرَّفُ فِيْهِ بِأَنْوَاعِ اْلأَقْيِسَةِ وَاْلآرَاءِ

“และในเรื่องของ อัลกุรบาต(เรื่องการแสดงความใกล้ชิดกับอัลลอฮ์) จะถูก “จำกัดตามตัวบท” เท่านั้น จะไปแปรเปลี่ยนมันตามการอนุมานเปรียบเทียบต่างๆ(กิยาส)หรือแนวคิดต่างๆไม่ได้”

อิหม่ามอิบนุกอ็ยยิม กล่าวว่า

فَإِنَّ تَرْكَهُ صلى الله عليه وسلم سُنَّةٌ كَمَا أَنَّ فِعْلَهُ سُنَّةٌ ، فَإِذَا اسْتَحْبَبْنَا فِعْلَ مَا تَرَكَهُ كَانَ نَظِيرَ اسْتِحْبَابِنَا تَرْكَ مَا فَعَلَهُ ، وَلَا فَرْقَ

เพราะแท้จริงการละทิ้งของนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น เป็นสุนนะฮ เช่นเดียวกับสิ่งที่ท่านนบีได้ทำมัน คือสุนนะฮ ดังนั้น เมื่อเราส่งเสริมให้ทำสิ่งที่นบีได้ละทิ้งมัน ก็เหมือนกับว่า เราส่งเสริมให้ทิ้งสิ่งที่นบีได้กระทำ และไม่ได้แตกต่างกันเลย – ดูเอียะลามอัลมุวักกิอีน เล่ม 2 หน้า 284
.....

คือ หมายความว่า ถ้าไปส่งเสริมให้ทำในสิ่งที่นบี ศอ็ลฯ ไม่ปฏิบัติ ก็เหมือนกับส่งเสริมให้ละทิ้งในสิ่งที่นบี ศอ็ลฯ ปฏิบัติ ซึ่งยอมไม่ถูกต้อง

อิหม่ามอัลอัยนีย์กล่าวว่า

لأن التكليف عند أهل الحق لا يثبت إلا بالشرع

เพราะแท้จริง การบังคับใช้ ในทัศนะของผู้ที่อยู่บนความถูกต้องนั้น มันจะไม่ถูกรับรอง นอกจากด้วยศาสนบัญญัติ
- ดู อัมดะตุลกอรี ชัรหเศาะเฮียะอัลบุคอรี ของอัลอัยนีย์ เล่ม 1 หน้า 299


.....
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า มีสุนนะฮของนบี ศอ็ลฯมากมากมายที่ส่งเสริมให้ทำ แต่กลับมีคนส่งเสริมชาวบ้านให้ทำสิ่งที่ไม่มีในสุนนะฮ โดยยกข้ออ้างว่านบีไม่ทำ ก็ไม่ได้หมายความว่านบีศอ็ลฯ ห้ามทำ วัลอิยาซุบิลละฮ

والله أعلم بالصواب

....................
อะสัน หมัดอะดั้ม



เมื่อความจริงพูดไม่ได้ หาว่าแตกแยก แล้วศาสนาจะเหลืออะไร



ปัจจุบัน ใครพูดความจริง พูดและเผยแพร่ศาสนาตามความจริง ที่ปรากฏในคำสอนที่ระบุในอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ กลับถูกกล่าวหาว่าสร้างความแตกแยก และสุดโต่ง และใครพูดตรงไปตรงมาตามความเป็นจริงตามที่ศาสนาสอนไว้ และกระทบต่อความรู้สึกและการกระทำของคนหมู่มาก ก็จะถูกกล่าวหาว่า ไม่สมานฉันท์ จนในที่สุดทียืนของคนพูดจริง และพูดความจริง กำลังเหลือน้อยเต็มที่

ความจริงการเผยแพร่ศาสนานั้น จะต้อง ทำสองด้านควบคู่กันคือ

หนึ่ง - เรียกร้องไปสู่ความดี หรือความถูกต้อง

สอง - ห้ามปรามจากสิ่งที่ไม่ดี หรือเป็นความชั่ว ความไม่ถูกต้อง

ดำรัสของอัลลอห์ ตะอาลา ว่า

وَلْتَكُنْ مِنْكُمْ أُمَّةٌ يَدْعُونَ إِلَى الْخَيْرِ وَيَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَيَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَأُولَئِكَ هُمُ الْمُفْلِحُونَ

ความว่า “และจงให้มีขึ้นจากพวกเจ้า ซึ่งคณะหนึ่งที่จะเชิญชวนไปสู่ความดี และใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้กระทำสิ่งที่มิชอบ และชนเหล่านั้นแหละพวกเขาคือผู้ได้รับความสำเร็จ”- (ซูเราะห์ อาละอิมรอน อายะห์ 104)

อิบนุญะรีร อัฏฏอ็บรีย์ ปราชญ์ตัฟสีรชาวสะลัฟอธิบายว่า

وَلْتَكُنْ مِنْكُمْ " أَيُّهَا الْمُؤْمِنُونَ "أُمَّةٌ " ، يَقُولُ : جَمَاعَةٌ "يَدْعُونَ " النَّاسَ " إِلَى الْخَيْرِ " ، يَعْنِي إِلَى الْإِسْلَامِ وَشَرَائِعِهِ الَّتِي شَرَعَهَا اللَّهُ لِعِبَادِهِ " وَيَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ " ، يَقُولُ : يَأْمُرُونَ النَّاسَ بِاتِّبَاعِ مُحَمَّدٍ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَدِينِهِ الَّذِي جَاءَ بِهِ مِنْ عِنْدِ اللَّهِ " وَيَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ " ، : يَعْنِي وَيَنْهَوْنَ عَنِ الْكُفْرِ بِاللَّهِ وَالتَّكْذِيبِ بِمُحَمَّدٍ وَبِمَا جَاءَ بِهِ مِنْ عِنْدِ اللَّهِ ، بِجِهَادِهِمْ بِالْأَيْدِي وَالْجَوَارِحِ ، حَتَّى يَنْقَادُوا لَكُمْ بِالطَّاعَةِ .

จงให้มีขึ้นจากพวกเจ้า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย อุมมะฮหนึ่ง หมายถึง คณะหนึ่ง ที่พวกเขาเชิญชวนมนุษย์ ไปสู่ความดี หมายถึง ไปสู่ อัลอิสลาม และบทบัญญัติ แห่งอัลอิสลาม ที่อัลลอฮ ทรงบัญญัติแก่บรรดาบ่าวของพระองค์ (และใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบ) หมายถึง ใช้มนุษย์ปฏิบัติตามมุหัมหมัด ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และศาสนาของเขา ที่เขาได้นำมันมาจากอัลลอฮ (และห้ามมิให้กระทำสิ่งที่มิชอบ) หมายถึง ห้ามจากการปฏิเสธต่ออัลลอฮ ,การปฏิเสธต่อมุหัมหมัด ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และสิ่งที่เขาได้นำมันมาจากอัลลอฮ ด้วยการต่อสู้กับพวกเขาด้วย มือ และอวัยวะ จนกว่าพวกเขาจะเชื่อฟังต่อพวกเจ้า ด้วยการภักดี (ปฏิบัติตาม) – ดู ตัฟสีรอัฏฏอ็บรีย์ เล่ม 7 หน้า 91

อิบนุกะษีร ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน กล่าวว่า

وَقَالَ أَبُو جَعْفَرٍ الْبَاقِرُ : قَرَأَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : ( وَلْتَكُنْ مِنْكُمْ أُمَّةٌ يَدْعُونَ إِلَى الْخَيْرِ ) ثُمَّ قَالَ : " الْخَيْرُ اتِّبَاعُ الْقُرْآنِ وَسُنَّتِي " رَوَاهُ ابْنُ مَرْدَوَيْهِ

และ อบูญะอฺฟัร อัลบากีร กล่าวว่า “รซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อ่านอายะฮ(และจงให้มีขึ้นจากพวกเจ้า ซึ่งคณะหนึ่งที่จะเชิญชวนไปสู่ความดี) ต่อมาท่านนบีกล่าวว่า “ความดีคือ การตามอัลกุรอ่านและสุนนะฮ ของฉัน – รายงานโดย อิบนุมัรดะวียะฮ – ดู ตัฟสีร อิบนุกะษีร เล่ม 2 หน้า 109

การที่เราเห็นพี่น้องมุสลิมทำไม่ถูกต้อง แต่ไม่ยอมอธิบายชี้แจง โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ถึงเวลา หรือ เกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจประชาชนและเป็นการแตกแยกในสังคมนั้น ย่อมไม่ถูกต้อง

อัลอะมะดีย์ กล่าวว่า

تأخير البيان عن وقت الحاجة، وهو غير جائز بالاجماع،

การประวิงเวลาของการอธิบาย ในเวลาที่มีความจำเป็นนั้น มันไม่อนุญาต ด้วมมติเอกฉันท์
- ดู อัลอะหกาม เล่ม 1 หน้า 289

ตะกียุดดีน อบุลบะกออฺ อัลฟะตูฮีย์ กล่าวว่า

وَلَا يُؤَخَّرُ ) أَيْ لَا يَجُوزُ تَأْخِيرُ الْبَيَانِ ( عَنْ وَقْتِ الْحَاجَةِ ) وَصُورَتُهُ : أَنْ يَقُولَ " صَلُّوا غَدًا " ثُمَّ لَا يُبَيِّنُ لَهُمْ فِي غَدٍ كَيْفَ يُصَلُّونَ وَنَحْوُ ذَلِكَ

(และไม่อนุญาต) หมายถึง ไม่อนุญาตให้ประวิงเวลาอธิบาย (ในเวลาที่มีความจำเป็น) และรูปแบบของมัน เช่น เขากล่าวว่า “พรุ่งนี้พวกท่านจงละหมาด” ต่อมาเขาไม่ได้อธิบายแก่พวกนั้นว่า ในวันพรุ่งนี้ พวกนั้นจะละหมาดอย่างไร
เป็นต้น - ดู ชัรหอัลเกากะบิลมุนีร เล่ม 2 หน้า 440

หรือจะบอกว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะอธิบายและพูดความจริง ถ้าเป็นแบบนี้ แล้วศาสนาจะเหลืออะไร

والله أعلم بالصواب

......................
อะสัน หมัดอะดั้ม




ผู้ที่ดีแต่สอนผู้อื่น แต่ตนเองไม่ปฏิบัติ


รายงานจาก อะบีซัยดฺ คืออุซามะห์ อิบนิซัยดฺ อิบนิฮาริษะห์ กล่าวว่า :
ฉันได้ยินท่านรอซูล กล่าวว่า :

ในวันกิยามะห์จะมีบุคคลถูกนำตัวมาโยนลงในนรก ไส้ทะลักออกมา เขาวนไปรอบๆไส้ของตัวเอง เหมือนกับลาเดินหมุนลากโม่

ได้มีผู้คนถามเขาว่า :

โอ้...ท่าน มีอะไรเกิดขึ้นกับท่านหรือ ? ก็ท่านเป็นคนที่ใช้ให้ทำความดี และห้ามมิให้ทำความชั่วมิใช่หรือ ?

เขาตอบว่า :

ใช่ ฉันเป็นผู้ใช้ให้ทำความดี แต่ฉันไม่ได้ทำความดี ฉันห้ามมิให้ทำความชั่ว แต่ฉันกลับทำความชั่วเสียเอง

[ บันทึกโดย บุคอรีย์ และมุสลิม l ดูในมุสลิม หะดีษเลขที่ 2989 และดูในบุคอรีย์ เล่ม 6 หน้า 238 ]

คำอธิบาย
หะดีษนี้แสดงภาพชัดเจนของผู้ที่เชิญชวนสู่อิสลาม และใช้การเชิญชวนแสวงหาผลประโยชน์ทางด้านดุนยา โดยที่ตัวเองไม่ได้ให้ความสำคัญต่อคำสอนอันสวยหรูคมคาย ซึ่งพรั่งพรูออกจากปากที่มีวาทะน่าฟังนั้นเลย ชายคนหนึ่งเคยเป็นอาลิม เคยเป็นนักวิชาการ แต่เขาถูกโยนลงนรก ท้องแตกไส้ทะลัก และเดินวนรอบไส้ของตนเหมือนลาที่กำลังลากโม่ ชาวนรกจึงมามุงดูเขาด้วยความฉงนยิ่งนัก ว่าคนมีความรู้ขนาดนี้ทำไมจึงถูกทรมานสถานหนัก ทั้งๆที่ขณะที่อยู่ในโลกดุนยา เขาเป็นคนแนะนำตักเตือนให้ผู้คนทำความดี ละเว้นความชั่ว ซึ่งใครๆก็เห็นว่าเขาเป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น และแล้วชายผู้ถูกลงโทษ ก็สารภาพว่า ตัวเขาเองทำล้อเล่นกับเรื่องศาสนา คือรู้ว่าอะไรเป็นสัจธรรมแต่ไม่ปฏิบัติตาม จึงต้องถูกลงโทษในสภาพเช่นนี้

สิ่งที่ได้รับจากฮะดีษนี้
1. มุสลิมที่ทำความชั่วไว้ ต้องถูกลงโทษในนรก
2. ผู้ที่สอนคนอื่น แต่ตนเองไม่ปฏิบัติ จะต้องถูกลงโทษอย่างแสนสาหัส

...............................
ที่มา : ริยาดุสซอลีฮีน
โดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ




วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

มหัศจรรย์แห่งเสียงอาซานแก่เด็กทารกแรกเกิด



ส่วนหนึ่งจากสุนนะห์นะบีที่เป็นหลักการปฏิบัติแก่เด็กทารกแรกเกิดนั้นก็คือ การอาซานที่หูขวา และอิกอมะห์ที่หูซ้ายหลังจากคลอดทันที

ได้มีรายงานจากท่านอบีรอเฟาะห์ว่า

“ฉันได้เห็นท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) อาซานที่หูของอัลฮุเซ็น บุตร อาลี ขณะที่ฟาติมะห์คลอดเขาออกมา” (บันทึกโดยอบูดาวูดและติรมิซีย์)

ส่วนในฮะดิษที่กล่าวถึงเรื่องอิกอมะห์นั้นมี 2 ฮะดิษซึ่งอยู่ในข่ายดออีฟ ซึ่งต่างจากฮะดิษที่กล่าวมาข้างต้น แต่ถึงกระนั่นความหมายของฮะดิษซอเฮาะห์ที่กล่าวมาข้างต้นก็ได้มายืนยันความหมายของฮะดิษที่มีรายงานอ่อนอยู่ดี ดังที่มีรายงานว่า

“บุคคลใดที่ได้ให้กำเนิดบุตร จงอาซานที่หูขวาของเขา และอิกอมะห์ที่หูซ้ายของเขา ญิน (อุมมุ้ อัซซิบยาน) จะไม่สามารถทำร้ายเขาได้” (บันทึกโดยอบูยะลา)

“แท้จริงท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) อาซานที่หูของอัลฮุเซ็น บุตร อาลี และอิกอมะห์ที่หูซ้าย ในวันที่เขาเกิด” (บันทึกโดยอัลบัยฮะกีย์)

แบบฉบับของท่านศาสดามูฮัมหมัดนี้ได้มาเสริมสร้างสัญชาตญานเดิมของทารกให้เกิดความสมดุล ประกาศถึงสัญลักษณ์ความเป็นอิสลามให้แก่ทารกก่อนที่ชัยฏอนจะเรียกร้องเขาสู่ความหลงผิด ก่อนที่เสียงเพลงจะกระตุ้นโสตประสาทของเขา ก่อนที่สิ่งชั่วร้ายจะล้อลวงเขาไปในหนทางที่ผิดบาป

การอาซานและอะกอมะห์ได้ประมวลความหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ ของอิสลามไว้ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าว “อัลลอฮู่อักบัร” การกล่าว “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” และการกล่าวยืนยันการเป็นศาสนทูตของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) เอาไว้ อีกทั้งยังมีถ้อยคำที่กล่าวเชิญชวนสู่การดำรงการละหมาด การเรียกร้องสู่ความผาสุกที่ครอบคลุมทั้งโลกนี้และโลกหน้า

แน่แท้อัลลอฮ์ (ซุบฮาฯ) ทรงกำหนดรูปลักษณ์แห่งวิทยาศาสตร์ไว้ โดยพระองค์ได้ทรงสร้างอุปกรณ์และสื่อในการให้มนุษย์ได้พบกับความรู้และได้ใช้มันในการแสวงหาความรู้ต่างๆ ด้วยระบบการรับฟัง การมอง และหัวใจอันเป็นทีอยู่ของสติปัญญา

ثُمَّ سَوَّاهُ وَنَفَخَ فِيهِ مِنْ رُوحِهِ وَجَعَلَ لَكُمُ السَّمْعَ وَالْأَبْصَارَ وَالْأَفْئِدَةَ قَلِيلًا مَا تَشْكُرُونَ

“แล้วพระองค์ได้ทรงทำให้เขามีสัดส่วนที่สมบูรณ์ และทรงเป่ารัวะฮ์ (วิญญาณ) ของพระองค์เข้าไปในเขา และพระองค์ทรงให้พวกเจ้าได้ยินและได้เห็นและให้มีหัวใจ (สติปัญญา) ส่วนน้อยเท่านั้นที่พวกเจ้าขอบคุณ” (อัซซะญะดะห์ : 9)

ในโองการนี้ คำว่า “سَوَّاه” ชี้ถึงการสร้างที่สมบูรณ์ คำว่า “السَّمْعَ” ชี้ถึง การสร้างการระบบการได้ยินอย่างสมบูรณ์ก่อนการคลอด ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ต่างให้การยอมรับ

ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ทารกที่อยู่ในครรภ์จะสามารถรับรู้เสียงที่พวกเขาได้ยินในขณะที่อยู่ในครรภ์ของมารดา และเมื่อพวกเขาได้คลอดออกมาและรับฟังการอาซานและการอิกอมะห์ผ่านหูของพวกเขา เขาจะรับรู้ได้ทันทีถึงการอาซานดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และเมื่อพวกเขาเจริญเติบโตขึ้น เสียงนี้จะยังคงตรึงและกึกก้องอยู่ในจิตใจของพวกเขา

ศูนย์วิจัยบางแห่งได้ดำเนินการวิจัยกับกลุ่มทารก จึงพบว่า บรรดาเด็กทารกเหล่านั้นจะตอบสนองการให้นมแม่ในเชิงบวกเป็นอย่างมากขณะรับฟังเสียงอันเป็นที่รักที่พวกเขาเคยได้ยินในขณะที่อยู่ในครรภ์ของมารดา และพวกเขาจะเกิดอาการท้องผูกและปั่นป่วนในท้อง และมีความอยากที่จะดูดนมน้อยลงขณะได้ยินเสียงที่ทำให้มารดาของพวกเขาเกิดความไม่สบายใจ ซึ่งการวิจัยนี้ทำให้เราได้รู้สึกว่าแบบฉบับของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ในการอาซานและอิกอมะห์ที่หูของเด็กทารกแรกเกิด เพื่อให้เสียงดังกล่าวคุ้นเคยผูกพันกับจิตใจของพวกเขา และเพื่อให้เสียงดังกล่าวเป็นเสียงอันเป็นที่รักของหัวใจพวกเขา และหัวใจและจิตใจของเด็กจะเกิดความเข้มแข็งต่อการกระซิบกระซาบของชัยฏอนมารร้าย

ท่านอิหม่ามอิบนุก็อยยิมได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ตัวะฟะตุ้ลเมาลูด” ว่า “และสิ่งที่ซ้อนเร้นอยู่ในการอาซาน (วัลลอฮู่อะลัม) ก็คือการที่สิ่งแรกที่มาเคาะการได้ยินของมนุษย์นั้นจะต้องเป็นถ้อยคำแห่งการเรียกร้องเชิญชวนสู่การละหมาด (อาซาน) อันสูงส่งที่ประมวลได้ด้วยความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ผู้ทรงเป็นเจ้า และถ้อยคำการกล่าวปฏิญาณตนอันเป็นสิ่งแรกเมื่อเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ฉะนั้นดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการตัลกีน (สอน) ให้เขาได้รู้จักสัญลักษณ์แห่งความเป็นอิสลามขณะที่เขา (เด็กทารก) เข้าสู่โลกดุนยา เฉกเช่นตัลกีน (คำสอน) ด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงเอกภาพของอัลลอฮ์ขณะที่พวกเขาออกจากโลกดุนยานี้ไป



เปลี่ยนแปลงตัวเองเข้าหาอัลลอฮฺ และพระองค์จะเปลี่ยนแปลงตัวเรา


อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ถ้าหากเราเปลี่ยนแปลงสภาพของตัวเราเองเข้าหาอัลลอฮฺ เข้าหาศาสนา ละหมาดฟัรฎูครบ 5 เวลา ไม่ลุ่มหลงกับทรัพย์สิน เกียรติยศบรรดาศักดิ์ และระลึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลาและมากๆ แล้วพระองค์จะเปลี่ยนแปลงตัวเรา

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

 إِنَّ اللَّهَ لَا يُغَيِّرُ مَا بِقَوْمٍ حَتَّىٰ يُغَيِّرُوا مَا بِأَنفُسِهِمْ

"แท้จริงอัลลอฮฺจะมิทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของชนกลุ่มใด จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงสภาพของพวกเขาเอง" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัร-เราะอฺด์ 13:11)

ولا تموتن إلا وأنتم مسلمون

"และเจ้าอย่าได้ตายนอกเหนือจากเจ้าคือ มุสลิม" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอาล อิมรอน 3:102)