อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มาลาลา จนถึง ISIS จิตวิทยา/แผนสกัดรัฐอิสลาม



เรารู้กันดีว่านักสร้างฟิตนะฮฺมักจะฉวยจังหวะเก่ง เวลามีช่องให้เล่นงาน หรือมีโอกาสนำใครมาเป็นประเด็นสร้างฟิตนะฮฺ หรือทำลายสิ่งเป้าหมาย เขาจะทำได้อย่างชำนาญและแยบยล

สื่อยิวและตะวันตกที่สร้างฟิตนะฮฺวาดภาพเท็จต่อชาวโลกมาตลอดว่า อิสลามเป็นศาสนาที่กดขี่สตรี ปิดกั้นการศึกษา นิยมความรุนแรง เข่นฆ่าคนนอกรีตและนอกศาสนา

เขาก็ดันมาตลอดเวลามีคนที่อ้างตัวเป็นมุสลิมแต่ทำลายอิสลาม โดยเฉพาะยิ่งถ้าเจอคนที่เป็นสตรีเพศแล้วจะตกเป็นเครื่องมือที่ยิวใช้ทำลายอิสลามได้ง่าย

มาลาลา เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกวาดภาพให้เป็นนักสู้หญิง สู้กับความล้าหลังของอิสลาม (ในความคิดของเขา) สู้กับความกดขี่ทางเพศของอิสลาม (ในความคิดของเขา) เป็นฮีโร่แห่งเสรีชน ..มีสัญลักษณ์ผ้าคลุมแบบเปิดผมส่วนหน้า (สัญลักษณ์แอนตี้อิสลามหรือเซคิวล่าร์ทั่วไปในตะวันออกกลางไปถึงอัฟกานิสถาน) และเชื่อว่าการคลุมหน้าเป็นประเพณีคนยุคก่อน และมีการตีความกุรอานผิด

สโลแกนที่โปรโมทหนังสือ I Am Malala บอกว่า
"เด็กหนึ่งคน ครูหนึ่งคน หนังสือหนึ่งเล่ม และปากกาหนึ่งด้าม สามารถเปลี่ยนโลกนี้ได้"
ซึ่งเป็นคำที่มีนัยยะ สื่อถึงเจตนาในตัวของมัน คือเขาคิดว่าเขาสามารถเปลี่ยนโลก เข้าสู่โลกเสรีและขจัดอิสลามทิ้งได้ด้วยกับบุคคลเหล่านี้

ถ้อยคำของ มาลาลา กล่าวว่า
"หยิบปากกาและหนังสือของเราขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่ทรงอานุภาพกว่าอาวุธ"

>> แน่นอนว่า อาวุธที่จะปราบมาลาลาและผู้ทำลายอิสลามนั้นก็คือปากกาและหนังสือ (จึงขอให้พี่น้องมุสลิมช่วยกันหยิบปากกา หรือจับคีย์บอร์ด และร่วมปราบพวกโลกเสรีและเซคิวล่าร์ที่ทำลายอิสลาม)
เสียดายจริงๆว่า มาลาลาไม่ได้เกิดเมืองไทย เลยไม่รู้ว่า ถ้ามาอยู่นี่ เมื่อเทียบกับมุสลิมที่เคร่งครัด อย่างมาลาลาเขาเรียกว่าเป็นคนไม่มีความรู้
เพราะถ้าเป็นคนที่มีความรู้ในศาสนาและสามัญเหมือนมุสลิมบ้านเราแล้ว จะไม่หลงทางและตกเป็นเครื่องมือยิวอย่างมาลาลาแน่นอน

สิ่งเหล่านี้ ขอให้พี่น้องรู้เท่าทันสถานการณ์ ทันเหลี่ยมศัตรูี อย่าคล้อยตาม บางคนอาจเห็นว่าก็กลุ่มฏอลิบันก็มีความไม่ถูกต้องจริงๆหลายเรื่อง แต่อย่าได้นำประเด็นนี้มาทำให้เราเสียจุดยืนและถูกล่อลวง

เหมือนอีกกรณีหนึ่งก็คือสถานการณ์กลุ่ม ISIS หรือ IS นี่ก็เป็นอีกกลุ่มที่นักสร้างฟิตนะฮฺฉวยจังหวะทำลายอิสลาม ส่วนชีอะฮฺก็ฉวยจังหวะพ่นพิษใส่วะฮาบีย์

เมื่อมีกลุ่มที่ใช้นามว่า Islamic state (รัฐอิสลาม) ซึ่งมีความสุดโต่ง และโลกมุสลิมก็ไม่เอาด้วย แต่สื่อยิวก็ใช้จิตวิทยา สื่อภาพให้คนเก็บในมโนว่า ถ้ารัฐอิสลาม คือรุนแรงโหดร้ายแบบนี้ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเดียวกันกับข่าวฏอลิบันยิงมาลาลา ซึ่งฏอลิบันก็คือกลุ่มเรียกร้องรัฐอิสลาม
นักทฤษฎีสมคบคิดชาวตะวันตกเองมองว่าทั้ง IS และชีอะฮฺอิหร่านคือผลงานของอเมริกาเสียด้วยซ้ำ หรือขั้นต่ำคือแอบหนุน

พี่น้องบางส่วนอาจให้น้ำหนักโทษไปผิดฝ่ายว่า ก็เป็นความผิดของฏอลิบันและ IS เองที่ทำให้ภาพลักษณ์อิสลามเสียหาย ..
ขอให้พี่น้องลองคิดอย่างนี้ว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีฏอลิบันและ IS สื่อยิวจะไม่โจมตีมุสลิมและศาสนาอิสลามใช่หรือไม่? คำตอบก็แน่นอนว่าไม่ใช่ เพราะสื่อยิวย่อมหาช่องทางโจมตีอิสลามได้เสมออยู่แล้ว
และสำหรับกรณีข่าวของฏอลิบันและ IS ที่ออกมาจากสื่อยิว โดยมากก็เป็นข้อมูลเท็จ กุเสริมเติมแต่ง จากเดิมๆทีที่โลกเห็นใจชาวอิรัคที่ถูกรุกราน และเห็นใจชาวซีเรียที่ถูกรัฐบาลเข่นฆ่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป จะกลายเป็นว่าชาวโลกจะเห็นใจนักต่อสู้ของมุสลิม ไม่ว่าจะสู้กับรัฐบาลซีเรีย หรือสู้กับอเมริกาและหุ่นเชิดในอิรัค แต่พอมีกลุ่ม IS เกิดขึ้นมา ภาพมันออกมากลายเป็นว่า เลวร้ายกว่ารัฐบาลซีเรีย ที่ฆ่าคนเป็นแสน หรือลืมไปเลยว่าอเมริกาและชีอะฮฺเคยฆ่าชาวอิรัคตายเป็นแสนเช่นกัน ..นี่คือจิตวิทยาการเบี่ยงความสนใจ และสร้างภาพลักษณ์ที่เสียหายต่อนามรัฐอิสลามไปในตัว

ขอให้ทุกท่านโปรดตั้งสติ และโปรดติดตามเถอะว่า หากเราได้เจาะค้นหาข้อมูลเรื่อยๆนั้น จะพบว่า สมาชิกที่เข้าไปร่วมจำนวนมาก ไม่ได้มีแนวคิดสุดโต่ง และมีคุณภาพ มีหลักการ หากแต่ข่าวที่ออกมานั้นมักมาจากแหล่งข่าวที่เข้าไม่ถึง อีกทั้งมีข่าวกระแสอื่นที่รายงานขัดแย้ง
อินชาอัลลอฮฺ เชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไป อีกหลายๆปีข้างหน้า ทั้งเรื่องบินลาดิน อัลกออิดะฮฺ จนถึง IS ความสับสนและข้อมูลต่างๆจะถูกตีแผ่จำแนกจริงเท็จออกมา และเมื่อนั้นเราจะรู้ว่าใครดีใครชั่ว ใครยืนผิดใครยืนถูก
(อย่าดูแค่ท่าทีโลกมุสลิม, คำวิจารณ์, ตลอดจนฟัตวา แล้วก็ปักหลักยิดติดโดยไม่เผื่อใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วมาจากข้อจำกัดจากการได้รับข้อมูลในสถานการณ์ปัจจุบัน)


จิตวิทยาสื่อยิวหากินกับความลืมง่ายของมนุษย์



ถ้าพี่น้อง เข้า google search ภาพคำว่า "abu ghraib" หรือข้อมูล ก็จะพบเหตุการณ์ทรมานเชลยหรือนักโทษในสถานกักขัง อบูฆุร็อยบฺ (أبو غريب) ที่อิรัก
นั่นคือหนึ่งในความชั่วร้าย เป็นผลจากการที่อเมริกาและพันธมิตร ฮั้วกับชีอะฮฺทำสงครามเข่นฆ่าชาวอิรัก

พี่น้องโปรดร่วมกัน search และเก็บข้อมูลต่างๆไว้เป็นหลักฐานย้ำเตือนตัวเองและสังคมโลก ให้รับรู้ว่า พวกเขาเข่นฆ่าชาวอิรักไปตั่งเท่าไหร่ ข่มขืนสตรีไปเท่าไหร่ เหตุการณ์ที่ทหารบุกไปตามบ้านเรือน เข่นฆ่าคนในบ้าน ข่มขืนสตรีของครอบครัวเหล่านั้นในบ้าน และทั้งในคุก

วันนี้จะมานำเสนอชาวโลกว่า 'สิ่งที่ IS กระทำนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าการที่อเมริกาบุกอิรักซะอีก' ... เอาหลักฐานข้อเท็จจริงตบหน้าสื่อยิวและชีอะฮฺเถอะพี่น้อง สงครามครั้งนั้นและการยึดครองของหุ่นเชิด มันเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้คือการใช้กระแส IS มาอำพรางกลบเกลื่อนความเลวร้ายที่ตนก่อไว้เท่านั้นเอง

พี่น้อง เรื่องของสงคราม การตัดคอ เชือดคอ จับคุกเข่าประหาร มันคือสิ่งที่ปฏิบัติกันมาเป็นเรื่องธรรมดาตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบันซาอุดีก็ยังมีการลงโทษแบบประหารตัดคอ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งปกติธรรมดา ที่เป็นไปตามกติกาสังคมมนุษย์ สงครามในปัจจุบันก็มีการยิงกัน ระเบิดกัน ISIS ก็ทำสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน แถมอาวุธที่ใช้ยังด้อยกว่า เบากว่าประเทศต่างๆโดยเฉพาะมหาอำนาจไม่รู้กี่เท่า
แต่อิสลามห้ามเรื่องการทำร้าย ทรมานเชลยศึก ข่มขืน ทารุณกรรม ความบ้าคลั่ง และแน่นอนว่า กติกาสากลก็ห้ามเช่นกัน แต่ดูเหมือนทหารจากประเทศนิยมลัทธิประชาธิปไตยจะมีอุปนิสัยป่าเถื่อนวิปริต แต่สำหรับกลุ่มมุสลิมนิยมรัฐอิสลาม ไม่มีความโหดร้ายป่าเถื่อนเช่นนั้นเลย

>> พี่น้องคงไม่ปฏิเสธนะว่า ผู้ที่บุกรุกอิรัก ตลอดจนผู้ให้ความร่วมมือ และก่อให้เกิดผลเลวร้ายต่างๆต่อชาวอิรัก โลกหน้าเขาจะต้องถูกสอบสวนชำระโทษ และเช่นเดียวกัน พี่น้องจะปฏิเสธหรือไม่ว่า ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมเองก็ตาม จะผู้นำประเทศ หรือจะผู้รู้ระดับไหนก็ตาม ไม่ได้มีการการันตีใดๆว่าจะรอดพ้นจากการถูกสอบสวน หากมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นเหตุในการที่ทำให้ชาวอิรักเกิดผลร้ายเช่นนี้

.......................
โดยอัซซาบิกูน


ตำนานกับพิธีกรรม




มุสลิมจะต้องไม่เหมือนกับศาสนิกในความเชื่ออื่นๆ เราจะไม่เอาตำนานมาคิดเป็นพิธีกรรมขึ้นเอง หรือคิดค้นศาสนกิจขึ้นมาเพื่อทำตามหรือรำลึกถึงตำนานเล่าขาน ถึงแม้บางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม และเขามักไม่มีการแยกแยะระหว่างพิธีกรรมศาสนากับประเพณี เพราะกระบวนการเกิดมันมาทำนองเดียวกัน คือมีตำนานมาก่อน แล้วก็มีคิดค้นพิธีกรรมหรือประเพณี แล้วก็ทำสืบต่อกันมา เช่น สงกรานต์, ลอยกระทง, บั้งไฟพญานาค, ทำบุญ (เปรต) เดือน 10, บวช-บวชนาค, คริสต์มาส, วาเลนไทน์ ฯลฯ
ส่วนบางกลุ่มประเพณีนิยมของมุสลิมเรา ก็มีการเล่าขานว่า ในสมัยนบีนูห์ ขณะที่น้ำท่วมโลกและอยู่ในเรือนั้น ผู้คนมีการร่วมกันทำอาหาร นำขนมมากวนร่วมกัน ก็เลยเป็นที่มาของพิธีกรรมกวนขนมในวันอาชูรอ ซึ่งตำนานน้ำท่วมสมัยนบีนูห์นั้น เป็นเรื่องจริง แต่ในส่วนของการร่วมกวนขนมนั้นไม่มีรายงาน เพียงแต่หากวิเคราะห์ตามความเป็นจริงแล้วมันก็อาจเป็นไปได้ เพราะการอยู่ในเรือเป็นเวลาหลายวันก็ต้องมีการกินอาหาร มันก็อาจจะมีการร่วมกันทำอาหารหรือขนม (สมัยก่อนอาหารกับขนมไม่ได้แยกประเภทกัน) แต่ไม่มีในบัญญัติศาสนาให้มีพิธีกรรมนี้เกิดขึ้นเพื่อรำลึกถึงประวัติตรงนั้น
ซึ่งหากจะมีศาสนกิจใดๆที่ทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงตำนานแล้วไซร้ มันก็จะต้องเป็นบัญญัติที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ประทานมายังนบีท่านต่างๆในแต่ละประชาชาติ ซึ่งสำหรับประชาชาตินบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยวะซัลลัมนั้น ไม่มีบัญญัติเรื่องกวนขนมวันอาชูรออยู่ในอัลกุรอานและซุนนะฮฺเลย แล้วก็ไม่พบรายงานว่าเป็นศาสนกิจในประชาชาติก่อนๆด้วย
เรามีตัวอย่างพิธีกรรมที่รำลึกอดีตหรือตำนานจริง ก็เช่น การทำฮัจญ์, ขว้างหลุมเสาหิน, เดินสะแอ, อุฎฮิยะฮฺหรือเชือดกุรบ่าน ที่เราทำสิ่งเหล่านี้เพราะมีบัญญัติในอิสลาม มีสั่งในอัลกุรอานและซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยวะซัลลัม มีรูปแบบถูกระบุไว้อย่างชัดเจน
หรืออย่างในวันอาชูรอนี้ก็มีศาสนกิจที่รำลึกตำนานเช่นเดียวกัน และมีแบบฉบับจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยวะซัลลัม ด้วยนั่นก็คือ การถือศีลอด ซึ่งในประชาชาติของชาวยิวสมัยก่อนเขารำลึกถึงความเมตตาที่อัลลอฮฺให้ท่านนบีมูซาและพวกเขารอดพ้นจากฟาโรห์ แยกน้ำข้ามทะเลมาได้ แล้วก็มีวะฮีย์มาถึงท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยวะซัลลัม คือเป็นศาสนกิจสำหรับประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัดด้วย เพราะมีความใกล้ชิดนบีมูซามากกว่า มีสิทธิ์ในตัวท่านนบีมูซามากกว่า (เป็นนบีของเรา มากกว่าที่จะเรียกว่าเป็นนบีของยิว เพราะนบีมูซา อะลัยฮิสลาม ถือเป็นศาสนาเดียวกับเรา อะกีดะฮฺเดียวกับเรา) แต่ตรงนี้เป็นเพียงเหตุผล ซึ่งสำหรับการปฏิบัติของเรานั้น จะกระทำได้ จะถือศีลอดก็เพราะมีซุนนะฮฺได้บัญญัติไว้ ไม่ใช่เพราะเรามาคิดเอง ดังหะดีษที่รายงานว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มาที่มะดีนะฮฺ ท่านเห็นพวกยิวทำการถือศีลอดในวันอาชูรอ ดังนั้นท่านนบีจึงถามว่า นี่คือวันอะไร พวกเขากล่าวว่า นี่คือวันดี เป็นวันที่อัลลอฮฺได้ให้ท่านนบีของบนีอิสรออีล (นบีมูซา) รอดพ้นจากศัตรู ดังนั้นท่านนบีมูซาจึงถือศีลอด ท่านนบีจึงกล่าวว่า ฉันมีสิทธิ์มากกว่าพวกท่านเกี่ยวกับมูซา ดังนั้นท่านนบีจึงถือศีลอดวันอาชูรอและสั่งใช้ให้ถือศีลอด” (บันทึกโดยบุคอรีย์)
อัลลอฮฺ อัซซะวะญัล ผู้ซึ่งสร้างทุกสรรพสิ่ง ทุกชีวิต พระองค์ได้สร้างศาสนาสำหรับมนุษย์ แล้วก็ออกแบบพิธีกรรมไว้ครบถ้วน กำหนดวิธีอิบาดะฮฺที่มีรูปแบบไว้เรียบร้อย พิธีกรรม ศาสนกิจต่างๆ ไม่ได้เกิดจากความคิดของนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเอง ท่านนบีเผยแพร่ไว้เป็นแบบฉบับเพราะได้รับวะฮีย์จากอัลลอฮฺ ดังที่มีอายะฮฺกล่าวว่า “และเขามิได้พูดเองตามอารมณ์ สิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมา” (ซูเราะฮฺอันนัจมฺ อายะฮที่ 3-4) ท่านนบีไม่ได้คิดเองว่าละหมาดต้องทำท่าไหนบ้าง หรือเห็นว่าการสุญูดแบบนี้จะทำให้คลายเครียด หรือการถือศีลอดตั้งแต่แสงอาทิตย์ขึ้นยันอาทิตย์ตก จะเป็นผลดีกับร่างกาย หรือเห็นยิวทำได้ นบีก็ทำบ้าง คิดเองไม่ได้เลย แต่เป็นสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺกำหนดรูปแบบมาทั้งสิ้น เหตุผลต่างๆที่เราพบว่าดี มันก็อยู่ ณ ที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ส่วนความมีเหตุผลที่สุดของมนุษย์ก็คือ ‘ทำแบบนี้ ปฏิบัติแบบนี้เพราะพระเจ้าบัญญัติไว้’ (ส่วนผลพลอยได้ต่างๆ จะค้นพบหรือไม่ค้นพบไม่ใช่ประเด็น) การกระทำโดยไม่มีใครบัญญัติ กระทำเพราะต้องรักษาประเพณีไว้ แบบนี้อิสลามถือว่างมงายไร้เหตุผล ซึ่งตรงนี้ต่างกับศาสนิกอื่นๆ และมีบางกลุ่มความเชื่อที่ปฏิบัติพิธีกรรมหรือประเพณีอย่างละเลิกไม่ได้ ต้องอนุรักษ์ ต้องรักษาไว้ โดยที่ตนเองก็เชื่อว่าไม่มีผลต่อบาปบุญคุณโทษ แค่ทำตามวินัย เช่นการกำหนดรูปแบบและสีของเครื่องนุ่งห่ม, การโกนผม ฯลฯ
ฉะนั้นเราเองยิ่งล้ำหน้าท่านนบีไม่ได้ไปใหญ่ มาคิดเองว่าแบบนั้นดี แบบนี้สวยงาม แล้วเอามาเป็นพิธีกรรม ซึ่งถือว่าต้องห้ามโดยเด็ดขาด แม้แต่เราเองหากออกแบบสิ่งใดไว้ แล้วให้คนทำตามสั่ง แต่คนกลับทำสิ่งนอกสั่ง คิดเองเออเองว่าดี ต่อเติมอย่างที่เราไม่ต้องการ เราก็ยังไม่พอใจ แล้วนี่คือศาสนาอิสลาม ศาสนาที่สมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ก็ห้ามที่จะคิดค้นพิธีกรรมใดๆเพิ่มขึ้นมาเอง (ยกเว้นการกระทำความดีใดๆโดยไม่อ้างเป็นรูปแบบจากศาสนา) เราไม่ได้เปรียบเทียบความคิดเรากับพระเจ้า เพราะเทียบกันไม่ได้ และคุณลักษณะต่างกันทุกแง่มุม แต่อัลลอฮฺ อัซซะวะญัล ได้แจ้งไว้แล้ว บัญญัติไว้แล้วว่าห้ามต่อเติม ซึ่งแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า อิสลามห้ามมีการต่อเติม ดังหะดีษที่กล่าวว่า “...และทุกๆบิดอะฮฺนั้นหลงผิด และทุกๆความหลงผิดนั้นอยู่ในนรก” (บันทึกโดยอัน-นาสาอีย์)
ศอฮาบะฮฺอย่างท่านอิบนุ อับบาส ได้กล่าวว่า “แท้จริงสิ่งที่อัลลอฮฺทรงเกลียดชังที่สุดคือบิดอะฮฺ” และได้กล่าวอีกว่า “เมื่อใดบิดอะฮฺถูกสร้างขึ้น เมื่อนั้นซุนนะฮฺก็ตาย และจะเป็นเช่นนี้จนกระทั่งบิดอะฮฺดำรงอยู่และซุนนะฮฺได้ตายจากไป” เหมือนที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ผลจากที่ผู้คนละทิ้งซุนนะฮฺ แล้วประดิษฐ์ของใหม่มาแทน ยุคของเราจึงกลายเป็นว่า มีซุนนะฮฺไม่ปฏิบัติ และอนุรักษ์รักษาสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺ
วันนี้สำหรับตัวเรา ท่านผู้อ่านหากยังมีการกระทำใดๆที่ผิด ค่อยๆแก้ไขกันไปทีละเรื่องสองเรื่อง วันนี้หากเรายังเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ ก็เปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน ละทิ้งบิดอะฮฺ แล้วหันไปรักษาซุนนะฮฺ และที่น่าเสียดายคือซุนนะฮฺบางอย่างนั้นมีปีละครั้ง หรือนานๆมีที ..ไม่เป็นไร ตั้งใจเริ่มกันใหม่โอกาสหน้า
......................
**สำหรับภาพประกอบที่เป็นภาพวาดนั้น เป็นการจำลองจากจินตนาการของชาวตะวันตก อาจไม่เหมือนตามเหตุการณ์จริง และนำเสนอเพื่อให้เห็นบางมุมว่า ความเชื่อของเขาเรื่องการแต่งกายของชาวยิวในอดีตนั้น ก็แทบจะไม่ต่างจากมุสลิมในปัจจุบัน**

.....................
โดย อัซซาบิกูน



วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รางวัลตอบแทนอันไม่สิ้นสุดแก่ผู้ศรัทธา



ซูเราะฮฺ อัต – ตีน อายะฮฺที่ : 6
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ : 6
ยกเว้นบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดี สำหรับพวกเขานั้นมีรางวัลตอบแทนอันไม่สิ้นสุด (1)
.................................................

(1) นักอรรถธิบายกุรอานที่แปลคำ “อัสฟะละ ซาฟิลีน” ว่าหมายถึงสภาพของวัยชราที่มนุษย์ไม่สามารถใช้เหตุได้แล้วนั้นได้แปลว่าอายะฮฺนี้หมายถึง : “แด่คนที่ศรัทธาและกระทำความดีในวัยหนุ่มและมีความแข็งแรงนั้น ในวัยชราเขาจะได้รับการตอบแทนความดีสำหรับสิ่งที่เขาได้ทำไว้ รางวัลตอบแทนของเขาจะไม่ลดน้อยลงเพราะเหตุที่ว่าเขาไม่สามารถที่จะทำความดีได้ในวัยชรา” และนักอรรถาธิบายกุรอานที่ถือว่าการกลับไปสู่สภาพต่ำสุด หมายถึง การถูกโยนลงไปในนรกขั้นต่าสุดนั้นได้แปลอายะฮฺนี้ว่า หมายถึง : “ผู้ศรัทธาและกระทำความดีจะได้รับการยกเว้น พวกเขาจะไม่อยู่ในสภาพนี้ แต่พวกเขาจะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างไม่สิ้นสุด” แต่ทั้งสองความหมายที่กล่าวมานี้ก็ไม่มีความหมายใดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ซูเราะฮฺนี้ให้เหตุผลไว้เพื่อยืนยันการตัดสินในโลกหน้า ในความเห็นของเรา อายะฮฺนี้หมายความว่า : “ในทุกยุคทุกสมัย ถึงแม้สังคมมนุษย์จะมีผู้คนเสื่อมทรามทางศีลธรรมถึงขั้นต่ำสุดเพียงใด แต่ผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้าและศรัทธาในโลกหน้าและศรัทธาในนบีและดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงก็ยังคงปลอดภัยจากความเสื่อมทรามเหล่านี้และยังคงดำเนินชีวิตไปตามรูปแบบและธรรมชาติที่ดีที่สุดที่อัลลอฮฺได้สร้างพวกเขาขึ้นมา ดังนั้น พวกเขาจึงสมควรได้รับรางวัลตอบแทนอย่างไม่สิ้นสุด นั่นคือ รางวัลที่จะไม่น้อยกว่าที่พวกเขาควรจะได้รับและจะไม่ถูกตัดทอนด้วย”
..............................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อสู่ชัยชนะ โพสต์



หลังจากอัลลอฮฺได้ทำให้มนุษย์กลับไปสู่ความต่ำสุด



ซูเราะฮฺ อัต – ตีน อายะฮฺที่ : 5
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ : 5
หลังจากนั้น เราได้ทำให้เขากลับไปสู่ความต่ำสุดของความต่ำ (1)
.................................................

(1) โดยทั่วไปแล้ว นักอรรถาธิบายได้แปลอายะฮฺนี้เป็นสองความหมายด้วยกัน นั่นคือ ....1) เราได้ทำให้เขากลับเข้าสู่วัยชราที่มีชีวิตน่าสังเวช กล่าวคือ เขาไม่สามารถที่จะคิดและเข้าใจและทำงานได้อีกต่อไป ....2) เราได้ทำให้เขากลับลงสู่ก้นบึ้งของนรก แต่สองความหมายนี้ไม่สามารถเป็นข้อโต้แย้งเพื่อยืนยังสิ่งที่ซูเราะฮินี้ได้ถูกประทานมา ซูเราะฮฺนี้ต้องการจะให้เหตุผลถึงความจริงของการตัดสินในโลกหน้า ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะไปหมายความว่า มนุษย์บางคนจะถูกทำให้กลับสู่สภาพวัยชราที่น่าสังเวชหรือมนุษย์กลุ่มหนึ่งจะถูกโยนลงไปในนรก สิ่งแรกไม่สามารถที่จะนำมาเป็นข้อโต้แย้งสำหรับการตัดสินได้เพราะวัยชรานั้นมาเยือนทั้งคนดีและคนชั่ว และการมาถึงวัยนี้ก็มิใช่การลงโทษการกระทำของเขา ส่วนสิ่งที่สองนั้นจะเกิดขึ้นในนรก มันไม่อาจจำมาเป็นข้อโต้แย้งต่อหน้ามนุษย์ที่กำลังถูกบอกว่า จะต้องได้พบการตอบแทนและการลงโทษในโลกหน้า ดังนั้น ในความเห็นของเรา ความหมายที่ถูกต้องของอายะฮฺนี้ก็คือ : หลังจากที่ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบที่ดีที่สุดแล้ว เมื่อมนุษย์ใช้อำนาจของร่างกายและความคิดของเขาไปในทางชั่วช้า อัลลอฮฺก็จะให้อำนาจเขาทำความชั่วและทำให้เขาตกต่ำจนถึงที่สุด นี่เป็นความจริงที่เราสามารถสังเกตได้ทั่วไปในสังคมมนุษย์ คนที่มีแต่ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความเลวทราม เสพสิ่งมึนเมา และลักษณะเลวทรามอื่น ๆ นั้นจะมีความเสื่อมทรามทางศีลธรรมถึงขั้นต่ำสุด ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ดูก็ได้ :

เมื่อชาติใดตั้งหน้าตั้งตาเป็นศัตรูต่ออีกชาติหนึ่งอย่างหลับหูหลับตา ชาตินั้นก็จะปฏิเสธต่อชาติที่ตัวเองเกลียดชังอย่างเหี้ยมโหดป่าเถื่อนทุกรูปแบบเกินกว่าที่สัตว์ป่าจะทำ สัตว์ป่าล่าเหยื่อเพียงเพื่อเป็นอาหาร มันไม่ใช้วิธีการฆ่าหมู่ แต่มนุษย์ฆ่าหมู่มนุษย์ด้วยกัน สัตว์ป่าเพียงแค่ใช้กรงเล็บและฟันเท่านั้น แต่มนุษย์ผู้ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบที่ดีที่สุดได้ใช้สติปัญญาของตนประดิษฐ์ปืน รถถัง เครื่องบิน ระเบิดปรมาณูและไฮโดรเจนและอาวุธชนิดอื่น ๆ อีกสารพัดขึ้นมาเพื่อทำลายประชากรให้หมดไปในทีเดียว สัตว์เดรัจฉานเพียงฆ่าหรือทำให้เกิดบาดแผล แต่มนุษย์ได้คิดค้นวิธีการอันเจ็บปวดเพื่อทรมานมนุษย์ด้วยกันเองจนแม้กระทั่งสัตว์ก็นึกไม่ถึง หลังจากนั้น เพื่อสนองความแค้นและความโกรธต่อศัตรู เขายังบังคับผู้หญฺงให้เดินเปล่อยกายเป็นแถวแล้วให้ผู้ชายนับสิบคนเข้าข่มขืนต่อหน้าต่อตาพ่อแม่ พี่น้องและสามีของพวกเธอ ลูก ๆ ถูกฆ่าหมู่ต่อหน้าพ่อแม่และถูกบังคับให้ดื่มเลือดของลูกตัวเอง บางคนถูกเผาและถูกฝังทั้งเป็น ไม่มีสายพันธุ์สัตว์ป่าใด ๆ ในโลกนี้ที่จะเสมอเหมือนมนุษย์ในเรื่องความโหดร้ายป่าเถื่อนเช่นเดียวกับความชั่วอื่น ๆ มนุษย์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าถ้าเขาทำชั่วเขาก็จะชั่วช้าเลวทรามถึงขั้นต่ำสุด จนถึงขนาดที่ว่าแม้แต่ในเรื่องของศาสนาที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับมนุษย์ เขาก็ยังบูชาต้นไม้ สัตว์ ภูเขา หรือแม้กระทั้งอวัยวะเพศของผู้ชายและผู้หญิง เขาเลี้ยงโสเภณีทางศาสนาไว้ในสถานที่แห่งการเคารพบูชาเพื่อเอาใจเทพเจ้าและทำชู้กับโสเภณีเหล่านั้น โดยถือว่ามันเป็นความดีงาม ไม่เพียงแต่เท่านั้น เขายังอ้างเรื่องความสกปรกลามกเช่นนั้นว่า มาจากเทพเจ้าและเทพีต่าง ๆ อีกด้วย
..............................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์




มนุษย์ถูกสร้างมาในรูปแบบที่ดีที่สุด



ซูเราะฮฺ อัต – ตีน อายะฮฺที่ : 2 – 4
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺที่ : 2
และด้วยภูเขาซีนาย (1)

ความหมาย อายะฮฺที่ : 3
และเมืองแห่งความสงบนี้

ความหมาย อายะฮฺที่ : 4
แท้จริง เราได้สร้างมนุษย์มาในรูปแบบที่ดีที่สุด (2)
.................................................

(1) คำในต้นฉบับภาษาอาหรับคือ طُورِ سِينِينَ (ฏูริซีนีน) “ซีนีน” เป็นอีกชื่อหนึ่งของคาบสมุทรซีนาย นอกจากนี้แล้วมันยังถูกเรียกว่า “ซัยนา” หรือ “ซีนา” ด้วยเช่นกัน ในกุรอานอีกที่หนึ่งก็ใช้คำว่า “ฏูรซัยนา” เนื่องจากแผ่นดินที่ภูเขาซีนายตั้งอยู่นี้เป็นที่รู้จักกันในนามว่า ซีนา เราจึงเอาชื่อที่รู้จักกันดีนี้มาใช้ในคำแปล

(2) นี่คือความจริงที่ได้มีการนำเอาแผ่นดินแห่งมะเดื่อและมะกอก (นั่นคือซีเรียและปาเลสไตน์) และภูเขาซีนายและเมืองมักกะฮฺมาใช้ในการสาบาน การที่มนุษย์ถูกสร้างมาในรูปแบบที่ดีที่สุดนั้นหมายความว่าเขาได้รับรูปร่างที่ดีที่สุด ซึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดได้รับและเขายังได้รับความสามารถในการคิดที่ดีที่สุดรวมทั้งความรู้และสติปัญญาที่ไม่มีสิ่งถูกสร้างอื่นใดได้รับ เนื่องจากคุณสมบัติอันประเสริฐเหล่านี้เองที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานการมีนบีให้ซึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดที่จะได้รับตำแหน่งอันสูงส่งนี้ จึงได้มีการสาบานด้วยสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับบรรดานบีของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อเป็นการยืนยันถึงการที่มนุษย์ได้ถูกสร้างมาในรูปแบบที่ดีที่สุด แผ่นดินแห่งซีเรียและปาเลสไตน์เป็นแผ่นดินที่มีนบีจำนวนมากเกิดขึ้นตั้งแต่นบีอิบรอฮีมไปจนถึงนบีอีซา ภูเขาฏูรเป็นสถานที่ที่นบีมูซาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบี ส่วนมักกะฮฺถูกสร้างโดยนบีอิบรอฮีมและอิสมาอีลและด้วยความเกี่ยวข้องกับคนทั้งสองนี้ จึงทำให้มักกะฮฺกลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของอารเบีย นบีอิบรอฮีมเองได้วิงวอนต่อพระเจ้าว่า : “ข้าแต่พระผู้อภิบาล โปรดทรงทำให้เมืองนี้เป็นที่สงบและปลอดภัย” (กุรอาน 2 : 126) และเพราะคำวิงวอนนี้เองที่ถึงแม้ทั่งทั้งอารเบียจะมีความไม่สงบเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ก็มีเมืองมักกะฮฺเท่านั้นที่ยังคงเป็นเกาะแห่งความสงบมาเป็นเวลา 2,500 ปีหรือมากกว่านั้น ดังนั้น อายะฮฺนี้จึงต้องการที่จะกล่าวว่า : “เราได้สร้างมนุษย์มาในรูปแบบที่ดีที่สุดที่ทำให้มีคนได้รับตำแหน่งสูงสุดของการเป็นนบี”
..............................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์




ขอสาบานด้วยมะเดื่อและมะกอก


ซูเราะฮฺ อัต – ตีน อายะฮฺที่ 1
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ : 1
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
ขอสาบานด้วยมะเดื่อและมะกอก (1)
..................................................

(1) นักอรรถธิบายกุรอานมีความเห็นแตกต่างกันมากเกี่ยวกับการอธิบายอายะฮฺนี้ ฮะซัน บัศรี, อิคริมะฮฺ, อะฎอ บิน อบีเราะบาฮฺ, ญาบิรรฺ บิน เซด, มุญาฮิดและอิบรอฮีม นะคออี กล่าวว่า มะเดื่อก็คือ มะเดื่อที่ผู้คนกินและมะกอกก็คือมะกอกที่ให้น้ำมัน อิบนุ อบีฮาติม และฮากิม ก็อ้างคำพูดจากอับดุลลอฮฺ บิน อับบาสมาสนับสนุนคำพูดนี้ และนักอรรถาธิบายกุรอานที่ยอมรับการอธิบายเช่นนี้ก็แสดงความเห็นจากทัศนะของประโยชน์จากมะเดื่อและมะกอกว่า อัลลอฮฺได้สาบานด้วยผลไม้สองประเภทนี้ก็เพราะคุณสมบัติและประโยชน์ของมัน ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าผู้อ่านภาษาอาหรับจะเข้าใจคำว่า “ตีน” (มะเดื่อ) และ “ซัยตูน” (มะกอก) ในความหมายเดียวกันนี้ แต่ก็มีเหตุผลสองประการที่ทำให้ไม่สามารถยอมรับความหมายเหล่านี้ได้ ประการแรก ในอายะฮฺถัดมาได้มีการสาบานด้วยภูเขาซีนายและเมืองมักกะฮฺ และดูเหมือนว่ามันจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันระหว่างคำสาบานด้วยผลไม้สองชนิดนี้กับคำสาบานด้วยสถานที่สองแห่ง ประการที่สอง เรื่องสำคัญที่ตามมาหลังจากคำสาบานนั้นก็เกี่ยวข้องกับภูเขาซีนายและเมืองมักกะฮฺ แต่ไม่เกี่ยวกับผลไม้สองชนิดนั้น ในกุรอาน ตรงไหนก็ตามที่อัลลอฮฺสาบานด้วยอะไรบางอย่าง พระองค์มิได้สาบานเพราะว่าความเลิศเลอของมันหรือประโยชน์ของมัน แต่ทุกคำสาบานจะมีความเกี่ยวข้องกับสาระสำคัญที่จะตามมาหลังจากนั้น ดังนั้น คุณสมบัติและประโยชน์ของผลไม้ทั้งสองนี้จึงไม่อาจถือว่าเป็นเหตุผลสำหรับการนำมาสาบาน

นักอรรถาธิบายบางคนอธิบายคำว่า “ตีน” และ “ซัยตูน” หมายถึงสถานที่บางแห่ง กะอับ อะฮฺบารฺ, เกาะตาด๊ะฮฺ แ ละอิบนุเซตกล่าวว่า “ตีน” หมายถึงเมืองดามัสกัส และ “ซัยตูน” หมายถึงบัยตุลมักดิศ (เยรูซาเล็ม) ทัศนะของอิบนุอับบาสได้ถูกอิบนุญะรีรฺ อิบนุ อาบีฮาติมและมัรฺดูยะฮฺ นำมาอ้างถึงขนาดที่ว่า “ตีน” หมายถึงมัสยิดของนบีนูฮฺซึ่งถูกสร้างอยู่บนภูเขาญูดี และ “ซัยตูน” หมายถึงบัยตุลมักดิศ แต่เมื่อชาวอาหรับทั่วไปได้ยินคำว่า “วัดตีน วัซซัยตูน” จะไม่มีใครคิดถึงความหมายนี้ และในหมู่ชาวอาหรับซึ่งเป็นชนหมู่แรกที่ได้ยินกุรอานก็ไม่รู้ว่า “ตีน” และ “ซัยตูน” เป็นชื่อของสถานที่

อย่างไรก็ตาม ในหมู่ชาวอาหรับจะมีประเพณีอย่างหนึ่งคือ ถ้าแผ่นดินแห่งใดผลิตผลไม้อย่างหนึ่งอย่างใดเป็นจำนวนมาก ชาวอาหรับก็จะเรียกชื่อแผ่นดินนั้นตามชื่อของผลไม้นั้น ดังนั้น ความหมายของคำว่า “ตีน” และ “ซัยตูน” จึงอาจเป็นแผ่นดินที่ผลไม้เหล่านั้นเติบโต และนั่นก็คือแผ่นดินแห่งซีเรียและปาเลสไตน์ เพราะในหมู่ชาวอาหรับในยุคนั้น แผ่นดินแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าปลูกมะเดื่อและมะกอกมาก อิบนุตัยมียะฮฺ, อิบนุก็อยยิม, ซามัคซารีและอาลีซูก็ได้อธิบายเช่นนี้และถึงแม้อิบนุญะรีรฺจะชอบทัศนะแรก แต่ก็ยังเปิดใจยอมรับว่า “ตีน” และ “ซัยตูน” อาจหมายถึงแผ่นดินที่ปลูกผลไม้เหล่านี้ด้วย ฮาฟิซ อิบนุกะซีรฺ ก็ยอมรับว่าคำอธิบายเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา
..............................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์