อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ซูเราะฮฺ อัต – ตีน : บทนำ


**** บทนำ ****

ชื่อ : ซูเราะฮฺนี้ได้ชื่อมาจากคำว่า التِّينِ (อัต – ตีน) ในอายะฮฺแรก

ระยะเวลาของการประทานซูเราะฮฺ : เกาะตาด๊ะฮฺ นักวิชาการคนสำคัญคนหนึ่งกล่าวว่า ซูเราะฮฺนี้เป็นซูเราะฮฺมะดะนียะฮฺ แต่อิบนุอับบาสก็มีความเห็นแตกต่างกันว่าเป็นซูเราะฮฺ มักกียะฮฺ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการส่วนใหญ่ถือว่าเป็นซูเราะฮฺที่ถูกประทานลงมาที่มักกะฮฺ โดยจะเห็นได้จากการใช้คำว่า “ฮาซัล บะละดิล อะมีน” (เมืองแห่งความสงบนี้) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมักกะฮฺ นอกจากนี้แล้ว การศึกษาเนื้อหาของซูเราะฮฺก็แสดงให้เห็นว่าซูเราะฮฺนี้ไดถูกประทานลงมาในมักกะฮฺ เพราะไม่มีสัญญาณใด ๆ ชี้ให้เห็นว่าระหว่างที่มีการประทานซูเราะฮฺนี้ลงมานั้น ได้มีความขัดแย้งระหว่างอิสลามกับการปฏิเสธเกิดขึ้นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะของถ้อยคำในซูเราะฮฺนี้ยังได้แสดงให้เห็นว่ามันได้ถูกประทานมาในช่วงต้น ๆ ในมักกะฮฺด้วย เพราะถ้อยคำที่ใช้เป็นถ้อยคำกระชับที่เตือนให้ผู้คนตระหนักถึงการตัดสินใจในโลกหน้าว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งที่มีเหตุผล
เนื้อหาสาระ : สาระสำคัญของซูเราะฮฺนี้ก็คือ เรื่องรางวัลตอบแทนและการลงโทษในโลกหน้า เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวจึงได้มีการสาบานด้วยถิ่นที่อยู่ของนบีคนสำคัญบางคน และได้มีการกล่าวว่าอัลลอฮฺได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในลักษณะที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าในกรุอานหลายแห่ง ความจริงดังกล่าวนี้จะถูกกล่าวไว้ในลักษณะต่าง ๆ แล้วก็ตาม เช่น “อัลลอฮฺได้ทรงแต่งตั้งมนุษย์ให้เป็นตัวแทนของพระองค์บนหน้าแผ่นดินและได้บัญชามลาอิกะฮฺให้ก้มกราบต่อเขา” (อัลบะกอเราะฮฺ : 30, 34, อัล-อันอาม : 165, อัล-อะอฺรอฟ : 11, อัล-ฮิจญ์ : 28,29, อัน-นัมลุ : 62, ศอด : 71-73) และในอีกที่หนึ่งได้กล่าวว่า : “มนุษย์ได้เป็นผู้แบกรับความไว้วางใจของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งแผ่นดินและชั้นฟ้าและภูเขาไม่มีอำนาจที่จะแบก” (อัล-อะฮฺซาบ : 72) และ : “เราได้ให้เกียรติลูกหลานของอาดัมและยกย่องพวกเขาให้เหนือกว่าสิ่งที่ถูกสร้างอื่น ๆ ของเรา” (นบีอิสรออีล : 70) แต่ในที่นี้ก็ยังได้มีมการกล่าวคำสาบานด้วยถิ่นที่อยู่ของนบีบางคนว่า มนุษย์ได้ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบที่ดีที่สุดเพื่อเป็นการยืนยันว่ามนุษย์ได้รับคุณสมบัติดีเลิศที่สุดที่ทำให้มนุษย์สามารถได้รับตำแหน่งสูงสุดแห่งการเป็นนบี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงเกินกว่าที่สิ่งถูกสร้างอื่นใดจะได้รับ
หลังจากนั้นก็ได้มีการกล่าวว่ามนุษย์มีสองประเภทด้วยกัน นั่นคือ ประเภทที่ถึงแม้จะมีรูปแบบดีที่สุด แต่ก็ยังคล้อยไปตามความชั่วและความเสื่อมทรามทางศีลธรรมซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาตกต่ำลงไปอีก และอีกประเภทหนึ่งก็คือคนที่ยึดถือแนวทางแห่งความศรัทธาและความดียังคงรอดพ้นจากความตกต่ำและได้รับตำแหน่งอันมีเกียรติสมกับที่เขาได้ถูกสร้างมาในรูปแบบที่ดีที่สุด การที่มนุษยชาติมีคนสองประเภทนี้อยู่เป็นความจริงที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เพราะมันเป็นที่พบเห็นได้ในสังคมทุกแห่งตลอดเวลา
กล่าวโดยสรุปก็คือ ความจริงดังกล่าวข้างต้นนี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นข้อโต้แย้งเพื่อพิสูจน์ว่า เมื่อในสังคมมนุษย์มีคนสองประเภทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนดังที่กล่าวมานี้ เราจะปฏิเสธการตัดสินและการตอบแทนการกระทำได้อย่างไร ? ถ้าหากความเสื่อมทรามทางศีลธรรมไม่ถูกลงโทษและความบริสุทธิ์ทางศีลธรรมไม่ได้รับรางวัลตอบแทน และจุดหมายปลายทางของคนทั้งสองประเภทคือฝุ่นธุลีเหมือนกันแล้ว มันก็หมายความว่าไม่มีความยุติธรรมในอาณาจักรของพระเจ้า ในขณะที่ธรรมชาติและสามัญสำนึกของมนุษย์ต้องการให้ศาลรักษาความยุติธรรม ดังนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่ใครจะมาคิดว่าอัลลอฮฺผู้ทรงยุติธรรมที่สุดในบรรดาผู้พิพากษาทั้งหลายจะไม่รักษาความยุติธรรม ? ****


..................................................
จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์





ครูแห่งประชาชาติ



"มาชาอัลลอฮฺ"__
"มิสเตอร์บีน สามารถทำให้ผู้คน "หัวเราะ"
ถึงแม้ว่ายังไม่ได้ "พูด"
..
"ในขณะที่.....
ท่านนบี มูฮัมหมัด (ซ.ล) สามารถทำให้ผู้คน "หลงรัก"
ถึงแม้ว่ายังไม่ได้ "พบเจอ"
"ซุบฮานัลลอฮฺ,,
ซ็อลลัลลอฮูอาลา มูฮำหมัด...ซ็อลลัลฮูอาลัยวาซอลลัม
ซ็อลลัลลอฮูอาลา มูฮำหมัด...ร็อบบีซ็อลลีอาลัยฮีวาซอลลิม
..
รักท่านทำตามแบบอย่างของท่านร่วมฟื้นฟู
ซุนนะฮฺของท่านกันไปด้วยกันนะค่ะ...

"อินชาอัลลอฮฺ...อัลฮัมดูลิลลาฮฺ...อามีน"


............................
สายน้ำ แห่งศรัทธา

อย่าไปยินดีปรีดากับทรัพย์สินในโลกนี้


ทรัพย์สินที่เขาครอบครองไว้ในโลกนี้ มันจะมากมายเท่าไหร่ก็ตาม มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะยินดีปรีดาอะไรเลย เขาก็เพียงครอบครองมันไว้ได้ระยะสั้นๆเท่านั้น เขาจะใช้มันได้ก็ไม่กี่ปี ฟลังจากนั้นเขาก็จะทิ้งมันไว้ในโลกนี้ โดยไม่มีอะไรติดตัวติดมือเขากลับไปเลย การยินดีปรีดาต่อความมั่งคั่งเช่นนั้นไม่สมควรสำหรับบรรดาผู้เข้าใจสัจธรรมเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับทรัพย์ที่เขาเพียงครอบครองและเกี่ยวกับโลกนี้

แต่ความมั่งคั่ง ณ ที่ อัลลอฮฺตะอาลา ต่างหาก นั้นดีกว่ามากมายในลักษณะและคุณสมบัติและยังถาวรยั่งยืนด้วย

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

فَمَا أُوتِيتُم مِّن شَيْءٍ فَمَتَاعُ الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَمَا عِندَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَىٰ لِلَّذِينَ آمَنُوا وَعَلَىٰ رَبِّهِمْ يَتَوَكَّلُونَ

"และสิ่งใดที่พวกเจ้าได้รับนั้นเป็นเพียงการสนุกสนานเพลิดเพลินแห่งชีวิตของโลกนี้เท่านั้น แต่สิ่งที่มีอยู่ ณ ที่อัลลอฮฺนั้น ดีกว่าและจีรังกว่า สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาและพวกเขามอบหมายไว้วางใจแด่พระเจ้าของพวกเขา" (อัลกุรอาน สุเราะฮ์อัช-ชูรอ 42:36)









การบนบานในอิสลาม



การบนบาน หรือ นะซัร (النذر) หมายถึง  การที่บุคคลผู้บรรลุศาสนภาวะมีสติสัมปชัญญะ  สมัครใจ  ได้บังคับตัวเองต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งมิใช่เป็นสิ่งจำเป็นของบทบัญญัติ  โดยการกล่าวด้วยวาจาที่บ่งชี้ถึงเรื่องนั้น


ไม่ส่งเสริมให้มีการบนบาน

อิสลาม ถึงแม้ว่าจะจะได้บัญญัติในเรื่องการบนบานไว้ แต่ก็ไม่ส่งเสริมให้มีการบนบาน

ท่านอิบนุอุมัร (เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา) กล่าวว่า

لقـول ابن عمـر رضي الله عنهما: نهى النبي ﷺ عن النــذر وقـال: «إنَّـهُ لا يَـرُدُّ شَيْئاً وَلَكِنَّـهُ يُسْتَـخْـرَجُ بِـهِ مِـنَ البَـخِيــلِ».

ความหมาย  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามการบนบาน  โดยกล่าวว่า  “แท้จริงมัน (การบนบาน) ไม่ได้ให้สิ่งใดแต่ทว่ามันถูกเอาออกมาจากผู้ตระหนี่” (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 6693  สำนวนหะดีษเป็นของท่าน  และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 1639)

การบนบานที่เป็นที่อนุญาต

การบนบานจะใช้ได้ และมีผลบังคับใช้ เมื่อปรากฏว่ามันเป็นเพื่อความใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺตะอาลา เช่น  จะทำละหมาด  ถือศีลอด  ฮัจญ์  อุมเราะฮฺ  เอี๊ยะติกาฟ  ฯลฯ แต่จะต้องไม่บนบานในสิ่งที่บัญญัติเป็นวาญิบให้กระทำ เช่น บนบานจะละหมาดฟัรฎู ให้ครบ 5 เวลา จะถือศิลอดในเดือนรอมาฎอนทั้งเดือน หรือจะจ่ายซะกาตเมื่อครบพิกัต ซึ่งจำเป็นสำหรับเขาที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว และจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามคำบนบานให้ครบสมบูรณ์  และไม่อนุญาตให้บนบานต่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ  เช่น  กุโบร  มะลาอิกะฮฺ  นบี  หรือวะลียฺ  มิเช่นนั้นถือว่าเขาได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺเป็นชิริกใหญ่  และการบนบานก็ถือว่าเป็นโมฆะไม่จำเป็นต้องรักษาคำบนบาน และคำบนบานจะต้องไม่เป็นการบนบานว่าจะทำความชั่ว และฝ่าฝืนต่อพระองค์อัลลอฮฺ เช่น บนบานว่าจะฆ่าคน  จะดื่มสุรา  จะทำผิดประเวณี (ซีนา)  จะถือศีลอดในวันอีด
เป็นต้น

จากอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮา จากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า

«مَنْ نَذَرَ أَنْ يُطِيعَ الله فَلْيُطِعْهُ، وَمَنْ نَذَرَ أَنْ يَـعْصِيَـهُ فَلا يَـعْصِهِ».

 ความว่า :  “ผู้ใดได้บนบานว่าจะภักดีต่ออัลลอฮฺดังนั้นเขาก็จงภักดีต่อพระองค์  ผู้ใดได้บนบานว่าจะฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺดังนั้นเขาอย่าได้ฝ่าฝืนต่อพระองค์”  (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 6696)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า

«لا نَذْرَ فِي مَعْصِيَةٍ، وَكَفَّارَتُـهُ كَفَّارَةُ يَـمِينٍ»

ความหมาย:  “ไม่มีการบนบานในสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืน  และการไถ่ถอนมันก็คือการไถ่ถอนการสาบาน” (บันทึกโดยอบูดาวุด หมายเลขหะดีษ 3290 และอัตติรมิซียฺ หมายเลขหะดีษ 1524)

รายงานจากอิบนุอับบาส (เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา) กล่าวว่า

بينا النبي ﷺ يخطب إذا هو برجل قائم، فسأل عنه فقالوا: أبو إسرائيل نذر أن يقوم ولا يقعد، ولا يستظل، ولا يتكلم، ويصوم. فقال النبي ﷺ: «مُرْهُ فَلْيَتَـكَلَّـمْ، وَلْيَسْتَظِلَّ، وَلْيَـقْعُدْ، وَلْيُتِـمَّ صَوْمَهُ».

ความหมาย:  ขณะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กำลังกล่าวเทศนาอยู่นั้น บังเอิญมีชายคนหนึ่งยืนขึ้น  ท่านนบีถามว่าเขาคือใคร  พวกเขาตอบว่า เขาคืออบูอิสรออีลผู้ได้บนบานว่าจะยืนโดยจะไม่นั่ง จะไม่อยู่ในที่ร่ม จะไม่พูดจา และจะถือศีลอด ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า  “จงใช้ให้เขาพูดและให้เข้ามาที่ร่ม ให้นั่งและในถือศีลอดต่อให้สมบูรณ์”  (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 6704)

รายงานจากซิยาด บิน ญุบัยรฺ กล่าวว่า

كُنْتُ مَعَ ابْنِ عُمَـرَ، فَسَألَـهُ رَجُلٌ فَقَالَ: نَذَرْتُ أنْ أصُومَ كُلَّ يَوْمِ ثُلاثَاءَ أوْ أرْبِعَاءَ مَا عِشْتُ، فَوَافَقْتُ هَذَا اليَوْمَ يَوْمَ النَّحْرِ، فَقَالَ: أمَـرَ الله بِوَفَاءِ النَّذْرِ، وَنُـهِينَا أنْ نَصُومَ يَوْمَ النَّحْرِ، فَأعَادَ عَلَيْـهِ، فَقَالَ مِثْلَـهُ، لا يَزِيدُ عَلَيْـهِ.

ความหมาย ฉันเคยอยู่พร้อมกับอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา แล้วชายคนหนึ่งได้ถามเขาว่า  ฉันได้บนบานว่าจะถือศีลอดทุกวันอังคารและวันพุธตราบใดที่ฉันมีชีวิตอยู่  และแล้ววันนั้นตรงกับวันอีดิลอัฎฮา ดังนั้นเขากล่าวว่า อัลลอฮฺได้ใช้ให้ทำสิ่งที่บนบานให้สมบรูณ์ และพวกเราถูกห้ามการถือศีลอดในวันอีดิลอัฎฮา แล้วก็กล่าวเช่นนั้นอีกทีโดยไม่เพิ่มเติมเรื่องใด” (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 6706  สำนวนหะดีษเป็นของท่าน  และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 1139)

ส่วนการบนบานในสิ่งที่น่ารังเกียจ (มักรูฮฺ)  ได้แก่ การบนบานเกี่ยวกับการหย่าร้าง


  ลักษณะของการบนบาน

1. การบนบานที่มีเงื่อนไข

เป็นการบนบาน ที่จำเป็นที่จะต้องเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ เมื่อเกิดความดีขึ้น หรือรอดพ้นจากความไม่ดีต่างๆ

เช่น ผู้บนบานกล่าวว่า "ถ้าอัลลอฮฺให้ฉันหายป่วย ฉันจะถือศิลอดติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือน"

2.การบนบานที่ไม่มีเงื่อนไข

คือ การให้เกิดความจำเป็นที่จะเริ่มโดยมิได้มีเหตุผล หรือเงื่อนไขแต่ประการใด

เช่นผู้บนบานกล่าาว่า "จำเป็นแก่ฉันที่จะละหมาด 2 ร็อกอะฮฺ เพื่ออัลลอฮฺ หรือสัตว์ตัวนี้ฉันเชือดพลีเพื่ออัลลอฮฺ เช่นนี้ ก็จำเป็นที่ผู้บนบานจะต้องปฏิบัติตาม

การปฏิบัติตามบนบาน

เมื่อมีเงื่อนไขครบตามที่ได้บนบานไว้ก็จำเป็นสำหรับเขาที่ต้องปฏิบัติให้สมบูรณ์ตามที่บนบานไว้กับพระองค์อัลลอฮฺ   เพราะการปฏิบัติตามคำบนบานให้สมบูรณ์ถือว่าเป็นอิบาดะฮฺจำเป็นที่ต้องปฏิบัติ  และอัลลอฮฺได้ยกย่องสรรเสริญบรรดาผู้ศรัทธาที่พวกเขารักษาการบนบานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น เมื่อเขาหายจากการป่วย ก็ให้เขาปฏิบัติตามจำนวนที่เขาบานไว้ เช่น จะถือศิลอดหนึ่งเดือนติดต่อกัน จะละหมาด 20 ร็อกอะฮฺ จะบริจาคเงินจำนวน 2 แสนบาท เป็นต้น เช่นนี้ก็ให้เขาปฏิบัติตามนั้นจนครบถ้วน เพราะการปฏิบัติอิบาดะฮฺที่ได้บนบานนั้นเป็นวาญิบสำหรับเขาแล้ว หากมิได้กล่าวถึงจำนวนไว้ หากเป็นการถือศิลอด ก็ให้เขาถือศิลอดหนึ่งวัน หากเป็นละหมาด ให้เขาละหมาด 2 ร็อกอะฮฺ หรือหากการบริจาคทรัพย์ ให้บริจาคจากทรัพย์หนึ่งที่มีคุณค่าราคา



กรณีผู้บนบานไม่สามารถปฏิบัติตามที่บนบาน

หากผู้บนบานได้บนบานว่าจะถือศิลอดแต่ไม่สามารถจะปฏิบัติได้ อันเนื่องจากมีอายุมาก หรือมีโรคประจำตัวที่ไม่มีหวังที่จะหายป่วยได้ ก็ให้เขาไม่ต้องถือศิลอด แต่ให้เสียค่าชดเชย(กัฟฟาเราะฮฺ) ในการบนบาน หรือให้อาหารแก่คนยากจนวันละ 1 มื้อ

สำหรับการบนบานว่าจะบริจาคทรัพย์ทั้งหมด หรือกล่าวว่าทรัพย์ของฉันนี้อยู่ในหนทางของอัลลอฮฺ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตาม ก็ต้องเสียค่าชดเชยสาบาน

อิมามชาฟิอีย์ และอิมามมาลิก กล่าวว่า จะต้องบริจาคทรัพย์ของเขาไป 1 ใน 3

อิมามอบูหะนีฟะฮฺ ได้กล่าวว่า ทรัพย์ดังกล่าวนั้นจะกลับไปสู่ทรัพย์ที่จำเป็นต้องจ่ายซากาต ไม่รวมทรัพย์ที่ไม่ต้องจ่ายซะกาต เช่น อสังหาริมทรัพย์ สัตว์ หรืออื่นๆ

และสำหรับการบนบานในสิ่งที่เป็นความลำบากแก่ปวงบ่าวไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหรือการเคารพภักดีถือว่าเป็นมักรูฮฺ (น่ารังเกียจ)  ฉะนั้นผู้ใดได้บนบานในสิ่งที่เขาไม่มีความสามารถหรือจะติดตามมันซึ่งเป็นความลำบากอย่างมาก  เช่น  บนบานว่าจะละหมาดทั้งคืน  หรือถือศีลอดทุกวัน  หรือบริจาคทรัพย์ทั้งหมด  หรือจะไปทำหัจญ์ อุมเราะฮฺโดยการเดินเท้า  ไม่จำเป็นที่เขาต้องทำตามการบนบานอันนี้ให้สมบรูณ์  และให้เขาจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ


รายงานจากอิกบะฮฺ อิบนุ อามิร ว่าแท้จริง ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"กัฟฟาเราะฮฺ การบนบานนั้น เมื่อไม่ได้ถูกเรียกว่า กัฟฟาเราะฮฺสาบาน" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอิบนุมาญะฮฺ และอัตติรมีซีย์ เป็นหะดิษหะซัน เศาะเฮียะฮฺ ฆ่ารีบ)



الله أعلم بالصواب





วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อิสลามไม่มีวันฮาโลวีน



เห็นภาพการร่วมของมุสลิมบางคนแต่งตัวที่จินตนาการว่าเป็นผี เนื่องในวันฮาโลวีน ซึ่งเป็นเทศกาลของพวกศาสนาคริสต์ แล้วรู้สึกหดหู่เศร้าใจยิ่งนัก ทั้งที่อิสลามไม่มีหลักความเชื่อเรื่องผีๆ หรือดวงวิญญาณของผู้ตายที่มาปะปนกับชีวติความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้เลย

 วันฮาโลวีน ( Halloween)กร่อนเสียงจาก "ออลแฮโลอีฟนิง" หมายถึง "เย็นนักบุญทั้งหลาย" เป็นเทศกาลประจำปีเฉลิมฉลองในหลายประเทศทุกวันที่ 31 ตุลาคม อันเป็นวันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลายของศาสนาคริสต์ตะวันตก เป็นวันสมโภชที่ศาสนาคริสต์รับมาซึ่งเดิมได้รับอิทธิพลจากเทศกาลเก็บเกี่ยวของเคลต์ โดยอาจมีเหง้าเพเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซาวิน (Samhain) ของชาวเกล (Gaels) ฮาโลวีนกำเนิดขึ้นแยกกับซาวินและมีเหง้าศาสนาคริสต์อย่างเดียว

กิจกรรมฮาโลวีนตรงแบบมีทริกออร์ทรีต (trick-or-treating) ร่วมงานเลี้ยงเครื่องแต่งกาย ประดับตกแต่ง แกะสลักฟักทองเป็นแจ็กโอแลนเทิร์น (jack-o'-lantern) จุดคบเพลิง ไปบ้านผีสิงที่จัดขึ้น เล่นตลก เล่าเรื่องสยองขวัญและดูภาพยนตร์สยองขวัญ พวกเขา นิยมแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจและพาเพื่อนฝูงไปงานเลี้ยงฉลองกัน โดยในวันฮาโลวีนนั้น จะมีการประดับแสงไฟ ต่างๆ ให้คล้ายกับเมืองภูตผีปีศาจ โดยสัญลักษณะของวันฮาโลวีน คือ โคมไฟฟักทองแกะสลัก

 วันฮาโลวีน หรือวันปล่อยผี มีความเชื่อว่าพวกเขาได้อยู่บนสวรรค์ และพวกที่ยังต้องชดใช้โทษบาปในไฟชำระ รากความเชื่อแท้จริงของคาทอลิกอันเกี่ยวกับความตาย, นักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ และวิญญาณในไฟชำระอันเป็นความเชื่อสำคัญอันหนึ่งของพวกเขา

ไม่เห็น คนกาเฟร สักคนมาร่วมงานปีใหม่ของอิสลามที่ผ่านพ้น
หรือแม้กระทั่ง วันอีัด วันรื่นเริงของอิสลามก็ตาม ทั่งที่ไม่มีข้อห้ามสำหรับพวกเขา
แต่เห็นแต่ มุสลิมนี่แหละ มักจะร่วมงานปีใหม่ของกาเฟรที่จะถึง
และแม้กระทั่ง ปีใหม่ของเทพเจ้าแห่งความตาย (ฮาโลวีน) 31 ตุลา ที่ผ่านมา ทั้งที่มันเป็นข้อห้ามสำหรับมุสลิม


ซุบฮานัลลอฮ

เป็นถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
อยากฝากให้พี่น้องช่วยกันเตือนๆและนำเสนอๆกันหน่อย

ไม่ใช่แค่มาตำหนิพี่น้องที่เอามาโพส มาบอกกล่าวว่า
ประจานเขาทำไม ก็ไปเตือนเขาซิ ศาสนาคือการตักเตือนเขาไม่ใช่หรอ
เอิ่มมม!! เพราะเรามัวแต่โลกสวยกับข้อแนะนำดีดี แต่งอมือ งอเท้าอะไรนีั้ซิ
เราถึงเห็นสังคม วิบัติ ขึ้นทุกวัน... อัลลอฮุอักบัร

เราหวังว่า พี่น้องที่อยู่ในรูป คงจะเตาบัตตัว และทำสิ่งเหล่านี้ ครั้งสุดท้ายในชีวิตนะครับ อินชาอัลลอฮ
ปล..ไม่ว่าจะเป็นเพราะกิจกรรมในโรงเรียนที่ครูสอน แต่นี้ คือการจัดกิจกรรมเลียนแบบที่เป็นความเชื่อของเขา

และอย่าไปอ้างว่า ทุกสิ่งอยู๋ที่เจตนา เพราะเจตนา ก็ต้องอยู่ที่การกระทำว่าอิสลามห้ามหรือไม่ด้วย ไม่ใช่แค่อ้างว่า หนูไม่คิดอะไร หนูแต่งตัวเท่านั้น

งั้นหนูก็ใส่ ชุดแม่ชี ชุดจีวรพระได้ซิ ...

อัลลอฮฺทรงตรัสในอัลกุรอานว่า ความว่า...."ละกุม ดีนุกุม วะ-ลิยะดีน"
สำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกท่าน
และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน.*(อัลกาฟิรูน:6)
...
*สิ่งที่ได้รับจากซูเราะฮฺนี้
1. เป็นการจำแนกระหว่างพวกศรัทธากับพวกปฏิเสธการศรัทธา
และพวกมุชริกีนอย่างชัดเจน คือการศรัทธาและการปฏิบัติที่แตกต่างกัน
2. ห้ามมิให้มุสลิมนำการปฏิบัติของศาสนิกอื่นมาปฏิบัติหรือเข้าร่วมอย่างเด็ดขาด
3.ผู้ใดนำการปฏิบัติของศาสนิกอื่นมาปฏิบัติหรือเข้าร่วมถือว่าเขาเป็นกาเฟร (ผู้ปฏิเสธ )

ท่านรอซูลฯกล่าวว่า ความว่า...
" บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มหนึ่ง
เขาก็เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย "
(บันทึกโดยอบูดาวูด)

“ แน่นอนพวกเจ้าจะปฏิบัติตามกลุ่มชนที่มาก่อนพวกเจ้า คืบเป็นคืบ ศอกเป็นศอก ถึงแม้พวกเขาจะเข้ารูแย้ แน่นอนพวกเจ้าก็จะเข้าตามไป”
พวกเขา(บรรดาศอฮาบะฮ์ )ได้ถามว่า : ชาวยิวและชาวนาซอรอ (คริสต์)ใช่ไหม?
ท่านนะบีได้กล่าวว่า : จะมีใครอีกหรือ?
(บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม)









ถือศิลอดวันอาชูรออ์ตามแบบอย่างของเหล่าอัส-สะละฟุศศอลิหฺ



วันอาชูรออ์ ตรงกับวันที่ 10  เดือนมุฮัรรอม ของฮิจเราะฮฺศักราชอิสลาม ซึ่งเป็นวันที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ถือศิลอด เพื่อร่วมชู โกรต่อเอกองค์อัลลอฮฺที่ทำให้นบีมูซาและบนีอิสราเอลรอดพ้นจากการถูกตามล่า ของฟิรเอาน์และกองทหาร เ และนอกจากให้ถือศิลอดสุนนะฮฺในวันที่ 10 แล้ว ยังส่งเสริมให้ถือศิลอดในวันที่ 9 และวันที่ 11 มุฮัรรอมด้วย ซึ่งท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวในปีที่ท่านเสียชีวิตว่า หากท่านมีชีวิตอยู่จนถึงปีหน้า ท่านจะต้องถือศีลอดในวันที่เก้าด้วย

ท่านอิบนุอับบาส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า

قَدِمَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ الْمَدِينَةَ فَرَأَى الْيَهُودَ تَصُومُ يَوْمَ عَاشُورَاءَ فَقَالَ مَا هَذَا قَالُوا هَذَا يَوْمٌ صَالِحٌ هَذَا يَوْمٌ نَجَّى اللَّهُ بَنِي إِسْرَائِيلَ مِنْ عَدُوِّهِمْ فَصَامَهُ مُوسَى قَالَ فَأَنَا أَحَقُّ بِمُوسَى مِنْكُمْ فَصَامَهُ وَأَمَرَ بِصِيَامِهِ

“ท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มาที่นครมะดีนะฮ์ ท่านเห็นพวกยิวทำการถือศีลอดในวันอาชูรออฺ ดังนั้นท่านนะบีย์จึงถามว่า นี้คือวันอะไร พวกเขากล่าวว่า นี้คือวันดี เป็นวันที่อัลเลาะฮ์ได้ให้ท่านนะบีย์ของบะนีอิสรออีล (นะบีย์มูซา) รอดพ้นจากศัตรู (คือฟิรอูน) ดังนั้นท่านนะบีย์มูซาจึงถือศีลอด (เพื่อขอบคุณอัลเลาะฮ์) ท่านนะบีย์จึงกล่าวว่า ฉันมีสิทธิมากกว่าพวกท่านเกี่ยวกับมูซา ดังนั้นท่านนะบีย์จึงถือศีลอดวันอาชูรออฺและสั่งใช้ให้ถือศีลอด” รายงานโดยอัลบุคอรีย์, ฮะดีษลำดับที่ 2004

ท่านก่อตาดะฮ์ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า

سُئِلَ عَنْ صَوْمِ يَوْمِ عَاشُوْرَاءَ فَقَالَ يُكَفِّرُ السَّنَةَ الْمَاضِيَةَ

“ท่านนะบีย์ได้ถูกถามเรื่องการถือศีลอดวันอาชูรออฺ ดังนั้นท่านนะบีย์ตอบว่า มันจะลบล้างความผิดของปีที่ผ่านไป” รายงานโดยมุสลิม, ฮะดีษลำดับที่ 1162 .

ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า

‏كَانَتْ ‏ ‏قُرَيْشٌ ‏ ‏تَصُومُ عَاشُورَاءَ فِي الْجَاهِلِيَّةِ وَكَانَ رَسُولُ اللَّهِ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏يَصُومُهُ فَلَمَّا هَاجَرَ إِلَى ‏ ‏الْمَدِينَةِ ‏ ‏صَامَهُ وَأَمَرَ بِصِيَامِهِ فَلَمَّا فُرِضَ شَهْرُ رَمَضَانَ قَالَ ‏ ‏مَنْ شَاءَ صَامَهُ وَمَنْ شَاءَ تَرَكَهُ

“ชาวกุเรชเคยทำการถือศีลอดวันอาชูรออฺในสมัยญาฮีลียะฮ์ และท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำการถือศีลอดเช่นกัน ดังนั้นในขณะที่ท่านได้อพยพสู่นครมะดีนะฮ์ ท่านได้ใช้ให้ทำการถือศีลอด (วันอาชูรออฺ) และในขณะที่เดือนรอมะฎอนถูกฟัรดู (ให้ถือศีลอด) ท่านร่อซูลุลลอฮ์ จึงกล่าวว่า ผู้ใดต้องการจะถือศีลอด ก็จงทำเถิด และผู้ใดที่ต้องการละทิ้ง ก็ละทิ้งเถิด”รายงานโดยมุสลิม, ฮะดีษลำดับที่ 1897 .


ท่านอิบนุอับบาส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า

قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لَئِنْ بَقِيتُ إِلَى قَابِلٍ لَأَصُومَنَّ التَّاسِعَ

“ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ถ้าหากฉันมีชีวิตอยู่จนถึงปีหน้า ฉันจะต้องถือศีลอดในวันที่เก้า” รายงานโดยมุสลิม, ฮะดีษลำดับที่ 1134 .

รายงานจากอิบนุอับบาสกล่าวว่า
“ฉันไม่เคยเห็นท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิ วะสัลลัม ไห้ความสำคัญกับการถือศีลอดมากกว่าวันนี้ หมายถึงวันอาชูรออฺ และการถือศีลอดในเดือนนี้ หมายถึงเดือนรอมฎอน” (บันทึกโดย บุคอรีย์ หมายเลข 2006)

ท่านอิมามอัลค่อฏีบ อัชชัรบีนีย์ ได้กล่าวว่า

فَإِنْ لَمْ يَصُمْ مَعَهُ تَاسُوْعَاءَ سُنَّ أَنْ يَصُوْمَ مَعَهُ الحَادِيَ عَشَرَ بَلْ نَصَّ الشَّافِعِيُّ فِي الأُمِّ وَالإِمْلاَءِ عَلَي إسْتِحْبَابِ صَوْمَ الثَّلاَثَةِ

“ถ้าหากเขามิได้ถือศีลอดวันที่ 9 พร้อมกับวันที่ 10 มุฮัรร็อม ก็สุนัตให้เขาทำการถือศีลอดในวันที่ 11 มุฮัรร็อม ยิ่งกว่านั้น อิมามอัชชาฟิอีย์ได้กล่าวระบุในหนังสือ อัลอุมมฺและหนังสืออัลอิมลาอฺว่า สุนัตให้ถือศีลอดในสามวัน (คือวันที่ 9, 10, และ 11 มุฮัรร็อม)” มุฆนิลมั๊วะห์ตาจญฺ, เล่ม 2 หน้า 197



จากหะดิษข้างต้น แบบฉบับของท่านบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และเหล่าอัส-สะละฟุศศอลิหฺนั้นคือ การถือศิลอด ไม่ใช่การดื่มกิน เฉลิมฉลอง หรือวันไว้อาลัยโศกนาฏกรรมใดไม่

ท่านฟัยรูซฺ อะบาดีย์ กล่าวว่า “ได้มีหะดีษ (ที่ถูกต้อง) ที่บ่งบอกถึงสุนนะฮฺให้ถือศีลอดในวันอาชูรอ ส่วนหะดีษอื่นๆที่เกี่ยวกับความประเสริฐของการละหมาดในวันอาชูรอ การให้ทาน การย้อมสีเคราและมือ การใส่น้ำหอมบนหัว การทาขนตาให้ดำ การหุงต้ม (เช่นการกวนชูรอ เป็นต้น) และอื่นๆ ล้วนเป็นหะดีษที่เมาฎูอฺและกุขึ้นมาทั้งสิ้น” (สิฟรุล สะอาดะฮฺ หน้า 150) วัลลอฮุ อะลัม

ดังนั้นเราต้องยืนยัด และยึดแบบฉบับของท่านรสูลของอัลลอฮฺตะอาลาไว้ให้แน่น ท่านสั่งใช้ทำอะไรเราก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ท่านปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่างแล้วสำหรับวันอาชูรออ์ เราจะไปปฏิบัติผิดแปลกแตกต่างไปตามใจชอบในแต่ละท้องถิ่นกระนั่นหรือ ทั่งการกินการดื่ม เป็นการปฏิบัติที่สวนทางตามแบบฉบับของท่านนบีที่ให้มีการอดอาหารและเครื่องดื่มในอาชูรออ์โดยสิ้นเชิง

ท่านรสูลไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญ กับการถือศีลอดในวันอาชูรอเท่านั้น ซ้ำท่านยังมีคำสั่งให้บรรดาเศาะหาบะฮฺออกป่าวประกาศตามหมู่บ้านต่างๆให้ทุก คนถือศีลอดกันในวันอาชูรออีกด้วย ด้วยคำกล่าวที่ว่า “จงป่าวประกาศแก่ประชาชนว่า ผู้ใดที่ได้ทานอะไรลงไปแล้วก็จง(หยุดทานและ)ถือศีลอดในเวลาที่ยังเหลืออยู่ และผู้ใดที่ยังไม่ได้ทานอะไรลงไปก็จงถือศีลอดเสีย เพราะวันนี้คือวันอาชูรอ” (บุคอรีย์ หมายเลข 2007) เช่นเดียวกับบรรดาเคาะลีฟะฮฺทั้งสี่ ซึ่งทุกท่านต่างให้ความสำคัญกับการถือศีลอดในวันอาชูรอเป็นอย่างมาก (เอาญะซุลมะสาลิก 5/96)

ดังที่มีรายงานจากอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบว่า ท่านได้ส่งตัวแทนให้ป่าวประกาศแก่ประชาชนว่า  “พรุ่งนี้เป็นอาชูรออฺ ดังนั้นพวกเจ้าทั้งหลายจงถือศีลอดเสีย และจงสั่งกำชับให้ลูกเมียของพวกเจ้าถือศีลอดด้วย”. (บันทึกโดย มาลิก หมายเลข 668)

ท่านมุอาวิยะฮฺ บิน อบีสุฟยาน ได้กล่าวปราศรัยในวันอาชูรอหลังจากเทศกาลฮัจญ์ว่า “บรรดาอุลามาอฺของพวกเจ้าอยู่ใหน? วันนี้คือวันอาชูรอ อัลลอฮฺไม่ได้บังคับให้พวกเจ้าถือศีลอดในวันนี้ แต่ฉันเป็นคนที่ถือศีลอดในวันนี้ ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้าพอใจที่จะถือศีลอดก็จงถือเสีย และผู้ใดที่จะทานอาหาร (ไม่ถือศีลอด) ก็จงทานเสีย”. (บันทึกโดย บุคอรีย์ หมายเลข 2003 มุสลิม หมายเลข 1129)

หากมันเป็นประเพณีแล้วไซร์ ทำไมต้องมีการทำกันเฉพาะในวันนี้ ทำไมต้องอ้างประวัติศาสตร์ที่ไม่มีหลักฐานมาอ้างอิง ทำไมต้องตั้งชื่ออาหารที่ใช้กวนว่าอาชูรออ์ หรือซุฆอ ทำไม่ต้องมีความเชื่อถึงผลบุญของการกวนอาชูรออ์ด้วย

 ทั้งมุสลิมบางท่านกลับกล่าวว่าหะดิษที่ท่านนบีให้ถือศิลอดในวันอาชูรออ์ว่าเป็นหะดิษปลอมที่พวกอุมัยยะฮฺอุตริขึ้น เพื่อเอาไปใช้ในทางการเมือง โดยอ้างว่าพวกชีอะฮ์ได้การรำลึกของฮุเซ็นด้วยการทำบุญเลี้ยงอาหารและแจกน้ำดื่ม และมีการเล่าเรื่องสงครามอัลกัรบาลาอฺ ที่ท่านฮุเซ็นถูกฆ่า ทำให้พวกเขาเกิดเกลียดชังตระกูลอุมัยยะฮ์ จึงได้สร้างหะดิษให้ถือศิลอดในวันอาชูรออ์ เพื่อไม่อยากให้ไปร่วมอาชูรออ์ของชีอะฮฺ นั้นเป็นการกุความเท็จสาดใส่ให้บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านรสูล โดยนำข้อกล่าวหาเหล่านี้จากชีอะฮฺมาเป็นข้อกล่าวอ้างที่จะร่วมกันทำการกวนอาชูรออ์ และละทิ้งการถือศิลอดตามแบบอย่างของท่านนบีไป ทั้งที่มีหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺมากมายที่ยีนยันถึงการถือศิลอดของท่านนบีในวันอาชูรออ์ ดังหะดิษที่ยกมาดังกล่าวข้างต้น

แต่พวกเขากลับเลือกที่จะทำการกวนอาชูรออ์ ที่คล้ายครึงการบริจาคอาหารและน้ำดื่มเช่นเดียวกับพวกชีอะฮฺในการรำลึกถึงท่านฮุเซ็น โดยมีความเชื่อว่าอาหารเครื่องดื่มนั้นจะช่วยเขากระหายความร้อนในวันกิยามะฮฺ ทั้งมีการทำพิธีกรรมที่คล้ายครึ่งกัน ในกรณีนำอายะฮฺอัลกุรอานตอนหน้าและตอนท้ายของสูเราะฮฺอัลบากอเราะฮ์มากล่าวในพิธี

ซึ่งความเข้าใจของพวกเขาและผู้ที่สืบทอดต่อๆมานั้น วันอาชูรออ์ก็คือวันที่มีการร่วมกันกวนอาชูรออ์ พวกเขาบางคนไม่ทราบเสียด้วยซ้ำว่ามีการถือศิลอดในวันนี้ พวกเขาจึงเห็นความสำคัญในการทำพิธีกวนซุฆอหรืออาชุรออ์ในวันนี้ มากกว่าการถือศิลอดตามแบบอย่างของท่านนบีและเหล่าอัส-สะละฟุศศอลิหฺ

และพวกเขาอ้างว่าการกวนอาชูรอเป็นเศาะดะเกาะฮฺที่ศาสนาอนุญาตและส่งเสริม นั้นก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง หากไม่เป็นการทำเฉพาะเจาะจง และมีความเชื่อต่างๆที่ไม่เคยมีแบบอย่างจากท่านนบีและเหล่าอัส-สะละฟุศศอลิหฺ นั้นคือ ถ้าทำไปไม่เฉพาะเจาะจงเฉพาะวันอาชุรออ์ ทำวันไหนก็ได้ ไม่มีความเชื่อที่ผิดแปลกไปในการการทำอาหารและในการบริจาคอาหารนั้น หรือมีความเชื่อที่ต่างไปจากผลบุญของการทำเศาะดะเกาะฮ์ทั่วๆไป


الله أعلم بالصواب













การทำความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้า



กรณีเห็นนะญิส

เมื่อมีนะญิส(สิ่งสกปรก) เปรอะเปื้อนร่างกายหรือเสื้อผ้า วิธีทำความสะอาดตามบทบัญญัติของศาสนา คือการล้าง หรือซัก ด้วยน้ำกระทั่งมั่นใจว่าร่างกายและเสื้อผ้านั้นปราศจากนะญิสหมดแล้ว

นางอัสมา (ร่อฎียัลลอฮุอันฮา) เล่าว่า
“สตรีนางหนึ่งมาหาท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) พลางกล่าวว่า : (สตรีท่าน(หนึ่งในหมู่พวกเราเสื้อผ้าของนางเปรอะเลือดประจำเดือน เช่นนั้นนางจะทำอย่างไร?ท่านรสูลกล่าวว่า : ให้นางขูด (เลือดประจำเดือน) ด้วยนิ้วแล้วนำไปขยี้ด้วยน้ำ ถัดจากนั้นก็พรมด้วยน้ำ (อีกครั้ง) จากนั้นก็ให้นางนำมาสวมใส่ละหมาดได้” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 220 และมุสลิม เลขที่ 438)

กรณีไม่เห็นนะญิส

ส่วนกรณีที่เชื่อว่านะยิสเปื้อนเสื้อผ้าบริเวณนั้นบริเวณนี้ แต่มองไม่เห็นนะญิส วิธีทำความสะอาด คือการพรมด้วยน้ำถือว่าเพียงพอแล้ว

นางอัสมาอ์ บุตรสาวของอบูบักร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮา) เล่าวว่า
“ฉันฟังสตรีท่านหนึ่งถามท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่า“(สตรีท่าน)หนึ่งในหมู่พวกเราจะทำความสะอาดเสื้อผ้าของนางอย่างไร หากนางเห็นว่าเสื้อผ้านั้นยังสะอาดอยู่อีก ทั้งนางจะละหมาดด้วยเสื้อผ้าชุดนั้นได้หรือไม่?ท่านรสูลตอบว่า : หากนางเห็นเลือด(ประจำเดือน) เปื้อนเสื้อผ้า เช่นนั้นนางจงขูดด้วยนิ้ว แล้วนำไปขยี้ด้วยน้ำ และนางจงพรมด้วยน้ำหากมองไม่เห็น (นะญิส) จากนั้นนางจงละหมาดด้วยเสื้อผ้าชุดนั้นเถิด” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบุดาวูด เลขที่ 306)

การทำความสะอาดโดยการผ่านพื้นดินที่สะอาด

กรณีที่สิ่งสกปรกเปรอะเปื้อนชายกระโปรง หรืชายผ้านุ่งของสตรี การที่นางเดินบนพื้นดินที่สะอาดก็สามารถขจัดสิ่งสกปรก(นะญิส) เหล่านั้นออกจากชายกระโปรง หรือชายผ้าได้เช่นกัน

สตรีท่านหนึ่งถามนางอุมมุสสะละมะฮฺ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮา) ซึ่งเป็นภรรยาคนหนึ่งของท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่า
"ฉันเป็นสตรีที่(สวมใส่)กระโปรง(หรือผ้านุ่ง) ยาว (จรดพื้น) ครั้นพอฉันเดิน(ผ่าน) ยังสถานที่มีสิ่งสกปรก (ฉันจะทำอย่างไร?) นางตอบว่า :  ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า (การเดินผ่านพื้นดินที่สะอาด) ซึ่งอยู่ถัดจากสถานที่สกปรกจะทำให้(ชายผ้านั้น) สะอาด" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัตติรมีซีย์ เลขที่ 133 เป็นหะดิษที่เศาะเฮียะฮ์)



الله أعلم بالصواب