อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ข้อชี้ขาดของการรับประทานสัตว์ที่กินมูลเป็นอาหาร


ข้อชี้ขาดของการรับประทานอัล-ญัลลาละฮฺ

อัล-ญัลลาละฮฺ (สัตว์ที่กินมูลหรือขี้เป็นอาหาร) ไม่ว่าจะเป็นปศุสัตว์ ไก่ และอื่นๆ คือสัตว์ที่ชอบกินของสกปรกเป็นอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้ใช้ขับขี่ หรือกินเนื้อเป็นอาหาร หรือดื่มนมของมัน แม้แต่กินไข่ของมันจนกว่าจะกักขังมันไว้และให้กินแต่อาหารที่สะอาด และแน่ใจว่าเป็นสัตว์สะอาดแล้ว

......................................................
มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัต-ตุวัยญิรีย์
แปลโดย : ริซัลย์ สะอะ
ผู้ตรวจทาน : ซุฟอัม อุษมาน


...........................

นักวิชาการสายมัซฮับมาลีกีย์ ปัสสาวะของสัตว์ที่เรากินเนื้อมันได้ เช่น อูฐ วัว แพะ แกะ ไก่ นกพิราบ นกทั้งหลาย และมูลของมันเป็นสิ่งสะอาด (อาศัยหะดิษที่นบีอนุญาตให้พวกอุรอนียีนดื่มปัสสาวะอูฐ และท่านอนุญาตให้ละหมาดในคอกแกะและคอกแพะได้) แต่ยกเว้นสัตว์ที่มันกินและดื่มนะญิส เนื้อของมันจึงเป็นนะญิสด้วย และเช่นเดียวกันมีสิ่งที่น่าเกลียด ปัสสาวะและอุจจาระของมันจึงน่าเกลียดด้วย

........................
(อัลฟิกฮุลอิสลามี)




การบริโภคเต่าและสุนัขทะเลทราย




ถาม
การบริโภคเต่าและสุนัขทะเลทราย มีข้อตัดสินว่าอย่างไร?
الفتوى

الحمد لله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد:
فالصحيح عند أهل العلم -إن شاء الله - جواز أكل السلحفاة بحرية كانت أو برية لأن الله جل وعلا يقول : (كلوا مما في الأرض حلالاً طيباً ).[ البقرة: 168]. مع قوله : (وقد فصل لكم ما حرم عليكم ). [الأنعام: 119]. ولم يفصل لنا تحريم السلحفاة فهي حلال كلها، وهذا مذهب فقهاء المدينة وكثير من أهل العلم، ومنهم من أجاز أكل البحرية دون البرية، ومن العلماء من منع أكلها مطلقاً. وأما الضبع فالصحيح عند أهل العلم أنها مباحة الأكل وهو الصحيح من مذهب الشافعية والحنابلة، وكره المالكية أكلها ولم يحرموه ، وقال الحنفية بالتحريم. ودليل الإباحة: ما رواه أحمد وأبو داود والنسائي وابن ماجه والترمذي من حديث جابر بن عبد الله أنه سئل عن الضبع فأمر بأكلها فقيل له : أصيد هي؟ فقال : نعم، فقيل له : أسمعته من رسول الله صلى الله عليه وسلم ؟ قال: نعم .[ وقال الترمذي حسن صحيح] . والله تعالى أعلم

ตอบ 

มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ และขอให้พรและควาสันติสุขจงประสบแด่รซูลุลลอฮ และดังนั้น

ที่ถูกต้องในทัศนะของนักวิชาการ – อินชาอัลลอฮ
อนุญาตให้รับประทานเต่า ไม่ว่าจะเป็นเต่าทะเลหรือเต่าบก เพราะอัลลอฮ ผู้ทรงเกรียงไกร ผู้ทรงสูงส่ง ตรัสว่า
(พวกเจ้าจงจงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดี ๆ จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน) – อัลบะเกาะฮเราะ/168 ,พร้อมกับคำตรัสของพระองค์ที่ว่า (ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงแจกแจงแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งสิ่งที่พระองค์ได้ทรงห้ามแก่พวกเจ้า) และพระองค์ไม่ได้ทรงแจกแจงแก่เราว่าเตาเป็นที่ต้องห้าม เพราะฉะนั้น มันเป็นสิ่งที่หะลาล ทั้งหมด และนี้คือ มัซฮับฟุเกาะฮาอฺ(นักนิติศาสตร์อิสลาม)แห่งมะดีนะฮ และบรรดานักวิชาการส่วนมาก และส่วนหนึ่งจากพวกเขา คือ ผู้ที่อนุญาตให้บริโภคเต่าทะเลได้แต่ไม่อนุญาตเต่าบก และส่วนหนึ่งจากอุลามาอฺ ห้ามบริโภคมันทั้งหมดโดยไม่มีข้อแม้ และสำหรับสุนัขทะเลทรายนั้น ที่ถูกต้อง(เศาะเฮียะ)ในทัศนะของนักวิชาการ นั้นอนุญาตให้บริโภคได้ และมันเป็นทัศนะที่ถูกต้องจากมัซฮับของนักวิชาการสายชาฟิอียะฮและหะนาบะฮละฮ และนักวิชาการสายมาลิกียะฮ กล่าวว่าเป็นมักรูฮ และพวกเขาไม่ได้ถือว่ามันเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม)และนักวิชาการสายหะนะฟียะฮ กล่าวว่า หะรอม(ห้ามบริโภค) และหลักฐานที่แสดงว่า อนุญาต(ให้บริโภคเนื้อสุนัขทะเลทรายได้)คือ หะดิษรายงานโดย อิหม่ามอะหมัด,อบูดาวูด,นะสาอีย์อิบนุมาญะฮและอัตติรมิซีย์ จากญาบีร บิน อับดุลลอฮว่า “เขาถูกถามเกี่ยวกับสุนัขทะเลทราย แล้วเขาใช้ให้บริโภคมัน และมีผู้ถามเขาว่า “ท่านได้ล่ามันเองหรือ ? เขา(ญาบีร)ตอบว่า “ครับ”และมีผู้ถามเขาว่า “ท่านได้ยินมันจากรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมหรือ? เขา(ญาบีร บิน อับดุลลอฮ) กล่าวตอบว่า “ครับ”(อิหม่ามอัตติรมิซีย์กล่าวว่า เป็นหะดิษหะซัน อีกทั้งเศาะเฮียะ) - วัลลอฮุอะลัม


يقول الدكتور عبد الله الفقيه مشرف شبكة الفتوى الفقهية : 
السلحفاة نوعان: بحرية، وبرية 
فأما البحرية منها، فيجوز أكلها لعموم قوله تعالى: (أُحِلَّ لَكُمْ صَيْدُ الْبَحْرِ) المائدة:96 . 
ولقوله صلى الله عليه وسلم: "هو الطهور ماؤه، الحل ميتته" رواه أصحاب السنن . 
قال البخاري في كتاب الذبائح والصيد: باب قول الله تعالى: (أُحِلَّ لَكُمْ صَيْدُ الْبَحْرِ)، ثم قال رحمه الله: ولم ير الحسن بالسلحفاة بأساً. والأحوط أن تذبح خروجا من الخلاف 
وأما السلحفاة البرية، فلا يجوز أكلها، إلا بعد ذبحها . 
قال ابن قدامة: كل ما يعيش في البر من دواب لا يحل بغير ذكاة، كطير الماء، والسلحفاة... وقال أحمد: كلب الماء يذبح، ولا أرى بأساً بالسلحفاة إذا ذبح ، والرق يذبح. (والرق: السلحفاة العظيمة، كما جاء في فقه اللغة للثعالبي 

والله أعلم 

ดร. อับดุลลอฮ อัลฟะกีฮ มุชัรรอฟ แห่งเว็บ อัลฟัตวาอัลฟิกฮียะฮ กล่าวว่า 
เตานั้น แบ่งออกเป็นสองชนิด คือ เต่าทะเล และเต่าบก สำหรับ เต่าทะเลนั้น อนุญาตให้บริโภคมันได้ เพราะคำตรัสของอัลลอฮ ที่ตรัสเอาไว้แบบกว้างๆว่า (ได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้า ซึ่งสัตว์ล่าในทะเล) – อัลมาอิดะฮ/96 

และเพราะท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า (น้ำทะเลนั้นสะอาด,สัตว์ทะเลที่ตายนั้นหะลาล” –รายงานโดย บรรดาเจ้าของสุนัน 

อัลบุคอรีย์ ได้กล่าวเอาไว้ใน เรื่อง อัซซะบาเอียะหฺวัศศอ็ยดุ บทว่า ด้วยคำตรัสของอัลลอฮตะอาลาที่ว่า(ได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้า ซึ่งสัตว์ล่าในทะเล) หลังจากนั้นท่านอิหม่ามบุคอรีกล่าวว่า “ อัลหะซัน(อัลบัศรีย์) ไม่เห็นว่าเต่านั้น เป็นสิ่งเลวร้าย (หมายถึงเป็นสิ่งต้องห้าม) และที่ปลอดภัยที่สุด ควรเชือดเสียก่อน เพื่อให้ออกจากกรณีการขัดแย้งของนักวิชาการ(คิลาฟ) และสำหรับ เต่าที่อยู่บนบกนั้น ไม่อนุญาตให้บริโภคมัน นอกจากหลังจากเชือดมันเท่านั้น 

อิบนุกุดามะฮ กล่าวว่า “ ทุกสิ่งที่ดำรงชีวิตอยู่บนบก จากบรรดาสัตว์ ไม่อนุญาต(ให้บริโภค)โดยปราศจากการเชือด เช่น นกน้ำ และเต่า.... 

อิหม่ามอะหมัด กล่าวว่า “หมาน้ำ นั้น ต้องเชือดเสียก่อน และข้าพเจ้าไม่เห็นว่าเต่านั้น เลวร้าย(ต้องห้าม) เมื่อมันได้ถูกเชือดแล้ว และ อัรรอ็ก นั้น ต้องเชือดเสียก่อน (อัรรอ็ก คือ เต่าทะเลขนาดใหญ่)(1) ดังปรากฏใน หนังสือฟิกฮุลลุเฆาะฮ ของ อัษษะอาละบีย์ – วัลลอฮุอะอฺลัม 
(1)ดู รายละเอียดจาก อัลมุฆนีย์ เล่ม 7 หน้า 338






หลักการต่างๆ และเงื่อนไขของสัตว์ที่จะนำมารับประทาน




หลักการต่างๆ เกี่ยวกับอาหารฮาลาล 

ฮาลาลด้วยตัวของมันเอง ลักษณะฮาลาล ณ ที่นี้ หมายถึง

- ต้องไม่เป็นนะญิส(สิ่งสกปรก) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1) นะญิส มุค็อฟฟะฟะฮฺ (เบา) ได้แก่ ปัสสาวะเด็กชายอายุไม่เกินสองปีที่กินแต่นมแม่
2) นะญิส มุตะวัสสิเฏาะฮฺ (ปานกลาง) ได้แก่ อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด มูลสัตว์ ซากสัตว์ และอื่นๆ
3) นะญิส มุฆ็อลละเซาะฮฺ (หนัก) ได้แก่ สุกรและสุนัข

- ต้องไม่เป็นสัตว์ที่มีเขี้ยว งา และกรงเล็บที่แข็งแรง และใช้อวัยวะดังกล่าวนั้นในการหาอาหาร เช่น สิงโต เสือ หมี ช้าง และสัตว์อื่น ๆที่มีลักษณะคล้ายกันนี้รวมถึงนกทุกชนิดที่มีกรงเล็บ เช่น แร้ง เหยี่ยว เป็นต้น
- ต้องไม่เป็นสัตว์ที่ไม่อนุญาตให้ฆ่าตามหลักการศาสนาอิสลาม เช่น มด และนกหัวขวาน
- ต้องไม่เป็นสัตว์ที่พิจารณาโดยทั่วไปแล้วว่าเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ เช่น เหา แมลงวัน หนอน ค้างคาว และสัตว์อื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน
- ต้องไม่เป็นสัตว์เลื้อยคลานหรือมีพิษร้าย เช่น กิ้งก่า งู และและสัตว์อื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน
- ต้องไม่เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

อัลลอฮฺได้ตรัสในบทที่ 2 อัลบะเกาะเราะฮฺ โองการที่ 173 ว่า
﴿إِنَّمَا حَرَّمَ عَلَيْكُمُ الْمَيْتَةَ وَالدَّمَ وَلَحْمَ الْخِنزِيرِ وَمَا أُهِلَّ بِهِ لِغَيْرِ اللهِ﴾ (البقرة : 173)
ความว่า แท้ริงพระองค์ทรงห้ามรับประทานซากสัตว์ เลือด เนื้อสุกร และสัตว์ที่เชือดเพื่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวความว่า ท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ห้ามรับประทานสัตว์ที่มีเขี้ยวและนกที่มีกรงเล็บ (บันทึกโดยมุสลิม 3574)

สัตว์ที่อยู่ในทะเลกินได้ทั้งหมดจริงหรือ เช่นปลาฉลาม จระเข้น้ำเค็มในทะเล

هو طهور ماؤه الحل ميتتة
ทะเลนั้นน้ำของมันสะอาดสัตว์ทะเลที่ตาย(ซากสัตว์) ก็เป็นที่อนุมัติ
เพราะฉนั้นสัตส์ที่ตายในทะเลถือว่าอนุญาติให้รับประทานได้
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวความว่า ท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ห้ามรับประทานสัตว์ที่มีเขี้ยวและนกที่มีกรงเล็บ (บันทึกโดยมุสลิม 3574)

ดังนั้นปลาฉลามและจรเข้ใช้เขี้ยวหาอาหาร จึงไม่อนุญาติให้รับประทานแม้จะอยู่ในทะเลก็ตาม


เงื่อนไขของสัตว์ที่จะนำมารับประทาน

อาหารชนิดต่างๆ ที่เป็นสิ่งที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลาม มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ดังต่อไปนี้

ก. อาหารต้องห้ามที่มีบทบัญญัติในอัลกุรอาน กล่าวไว้คือ 

1. อาหารของบุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่อาหารของตนเอง โดยเขาไม่มีสิทธิ์ใดๆเลยในอาหารนั้น ดังที่อัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ ความว่า "สูเจ้าทั้งหลายอย่าได้รับประทาน ทรัพย์สินของสูเจ้าทั้งหลาย โดยมิชอบธรรม" และท่านนบียังได้กล่าวอีกว่า "บุคคลหนึ่งบุคคลใดอย่าได้รีดนมสัตว์ของอีกบุคคลหนึ่ง นอกจากจะได้รับอนุญาติจากเขาเสียก่อน"

2. ซากสัตว์ที่ตาย โดยมิได้เชือดอย่างถูกต้องตามศาสนบัญญัติ เช่น ถูกรัดคอตาย ถูกตีตาย ตกจากที่สูง ถูกสัตว์ที่มีเขาแทงตาย หรือถูกสัตว์ดุร้ายกัดกิน เป็นต้น

 3. เลือดของสัตว์ที่พุ่งออกมาขณะทำการเชือด หรือการเจาะคอ ไม่ว่าเลือดนั้นมากหรือน้อยก็ตาม

4. เนื้อสุกร ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดๆของตัวสุกรทั้งหมดนั้นเป็นที่ต้องห้าม 5. สัตว์ที่เชือดโดยกล่าวสิ่งอื่นนอกจากพระนามของอัลลอฮ์

6. สิ่งที่ถูกเชือดเพื่อการบูชายันต์ เป็นสิ่งต้องห้ามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเชือดที่กุโบร์ หรือการเชือดเพื่อเป็นสื่อ (ตะวัซซุ้ล) ติดต่อกับอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ก็ตาม หลักฐานสิ่งต้องห้ามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสไว้ในอายะห์ที่ 3 ซูเราะห์อัลมาอิดะห์ ความว่า "เป็นสิ่งที่ต้องห้ามสำหรับสูเจ้าทั้งหลาย คือซากสัตว์ที่ตายแล้ว เลือดสุกร สัตว์ที่ถูกเชือดโดยมิได้กล่าวนามของอัลลอฮ์ สัตว์ที่ถูกเขาของสัตว์อื่นแทงตาย สัตว์ที่ถูกสัตว์ดุร้ายกันกัดกิน นอกจากเจ้าจะเชือดมัน (หรือกล่าวพระนามของอัลลอฮ์ขณะปล่อยไปล่าเหยื่อ) และสัตว์ที่ถูกเชือดเพื่อการบูชายันต์"

ข. อาหารต้องห้ามที่มีตัวบทจากท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม กล่าวไว้คือ 

1. "ลาบ้าน" (ลาที่อาศัยอยู่กับคนเลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน) โดยมีรายงานท่านญาบิร ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุว่า "ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม ได้ห้ามมิให้รับประทานเนื้อของลาบ้าน ในวันคอยบัร (สงครามคอยบัร) และอนุญาตให้รับประทานเนื้อของม้าได้"

2. "ล่อ" ซึ่งกิยาสมาจากลาบ้านที่มีหลักฐานห้ามรับประทานจากฮะดิษในข้อ1 และในอัลกุรอานได้กล่าวไว้ในอายะห์ที่ 8 ซูเราะห์อันนะฮล์ ความว่า "และม้า ล่อ และลานั้น เผื่อสูเจ้าจะใช้โดยสารมัน และเป็นเครื่องประดับ (สำหรับสูเจ้า)"

3. สัตว์ที่ใช้เขี้ยวจับสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น สิงโต หมี เสือ ช้าง หมาป่า หมาจิ้งจอก เป็นต้น

4. สัตว์ที่ใช้กรงเล็บจับสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น เหยี่ยว อินทรี นกเค้าแมว เป็นต้น ดังที่ท่านอิบนิอับบาสรายงานว่า "ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม ห้ามมิให้รับประทานสัตว์ที่มีเขี้ยวเล็บดุร้าย และนกที่ใช้กรงเล็บในการหาเหยื่อ"

5. สัตว์ที่กินสิ่งสกปรกเป็นอาหาร โดยไม่อนุญาตให้รับประทานมันได้นอกจากขังมันไว้สักระยะหนึ่งแ และเช่นกัน น้ำนมของสัตว์นั้นๆ ดังมีฮะดิษจากอิบนุอุมัรได้กล่าวไว้ว่า ว่าท่านนบีทรงห้ามกินเนื้อของมันและนมของมัน จนกว่าจะขังมันไว้ให้ปลอดภัยจากนะยิสเสียก่อน


ภรรยาที่หึ่งหวง


หลายๆคนอาจคิดว่า การมีภรรยาที่หึ่งห่วงจนเกินไป อาจทำลายชีวิตคู่ ซึ่งจริงๆแล้ว ชีวิตคู่จะเบิกบานหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหึ่งหวงของภรรยาแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องปกติที่นางหึ่งหวงสามี เป็นการแสดงออกของนางถึงความรักที่มีต่อคุณสามี อยู่ที่ว่า คุณสามีจะรับและวางตัวอย่างไร ในขณะที่นางกำลังแสดงอาการหึ่งหวง

ในบรรดาภรรยานะบี ไม่มีอีกแล้วคนที่นะบีรักมากที่สุดไปกว่าท่านหญิงอะอีชะห์ (หลังจากการเสียชีวิตของคอดีญะห์) และเป็นที่รู้กันว่า ท่านหญิ่งอะอีชะห์เป็นภรรยาที่หึ่งหวงมากที่สุด

มีหลายหะดีษที่รายงานมาว่า ในวันที่นะบีอยู่กับท่านหญิ่งอะอีชะห์ อยู่ๆก็มีภรรยาบางคนได้ส่งอาหารให้กับนะบี ท่านหญิ่งอะอีชะห์โกรธมาก ที่นางส่งมาให้ ทั้นๆที่วันนั้นเป็นวันของท่านหญิ่งอะอีชะห์ ครั้งหนึ่ง ท่านหญิ่งอะอีชะห์ตบอาหารที่ส่งมา จนภาชนะแตก แต่นะบีก็ไม่ได้ว่าอะไร เงียบ จนทำให้นางรู้สึกผิด แล้วถามนะบีว่า นางควรทำอย่างไร นะบีก็ยิ้ม และกล่าวว่า ก็ให้ทำอาหารชดให้กับนะบี
มาชาอัลลอฮฺ อัคลากนะบีช่างสวยงามจริงๆ ต่างกันเยอะจากอัคลากของพวกเรา

.............................
ผศ.ดร.อิบรอเฮม  สือแม






วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ปีนี้จะรายอวันไหน


ปีนี้เป็นอีกปีที่เอกองค์อัลลอฮฺได้ทดสอบเรา บรรดามุสลิมทั้งหลาย ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ด้วยความแตกต่างทางความเห็นและการกำหนดวันอีดอัฎหา ซึ่งมีผลต่อสังคมมุสลิมโดยรวม
สิ่งที่นักวิชาการอิสลามเห็นพ้องต้องกัน คือ การกำหนดวันแรกของรอมฏอนและการกำหนดวันอีดอัฎหาและเชือดกุรบานนั้น จะกำหนดด้วยการดูเดือน อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
يَسْأَلُونَكَ عَنِ الأهِلَّةِ قُلْ هِيَ مَوَاقِيتُ لِلنَّاسِ وَالْحَجِّ (البقرة: 189).
ความว่า ขาเหล่านั้นจะถามเจ้า เกี่ยวกับเดือนแรกขึ้น จงกล่าวเถิด มันคือกำหนดเวลาต่างๆ สำหรับมนุษย์ และสำหรับประกอบพิธี
นะบีก็ได้กล่าวเช่นเดี่ยวกันว่า
عن الحارث بن الحاطب قال: عهد إلينا رسول الله صلى الله عليه وآله وسلم أن ننسك للرؤية فإن لم نره وشهد شاهدا عدل نسكنا بشهادتهما (رواه أبو داود، وصححه جماعة من العلماء منهم الشيخ الألباني)
ความว่า จากอัลหาริษ บิน อัลหาติบ กล่าวว่า ท่านนะบีได้ให้คำมั่นสัญญากับพวกเราให้เราทำการกุรบาน (คือทำการอีด) เนื่องจากการมองเห็นเดือน หากเราไม่เห็นมัน และมีพยานสองคนที่ยุติธรรมให้การว่าเห็น ก็ให้เรานั้นทำการอีดด้วยการเป็นพยานของทั้งสอง
จากหลักฐานเหล่านี้ จึงเป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่า เมื่อเห็นเดือน ก็จะต้องกำหนดวันแรกของเดือน และวันที่ ๑๐ ของเดือนซุลหิจจะห์ ก็เป็นวันอีด
แต่ปัญหา คือ เมื่อการมองเห็นเดือนนั้นเกิดขึ้นในบางประเทศ แต่อีกประเทศหนึ่งไม่มองเห็น จำเป็นหรือไม่ที่ประเทศที่ไม่เห็นเดือนต้องตามประเทศที่เห็นเดือน
นักวิชาการอิสลามมี ๒ ทัศนะ ๑. ทัศนะของอุลามาอฺเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า จำเป็นสำหรับประเทศที่ได้รับข่าวการมองเห็นต้องตามประเทศที่เห็น ๒. ทัศนะที่มัชฮูรและใช้กันในมัซหับอิหม่ามชาฟีอีย์เห็นว่า แต่ละประเทศต้องปฎิบัติตามการมองเห็นของแต่ละประเทศ
ถามว่า สองทัศนะนี้ ทัศนะไหนที่ดีกว่า แน่นอน สำหรับผมแล้ว ทัศนะที่ดีกว่านั้น เป็นทัศนะเสียงส่วนใหญ่ของนักวิชาการอิสลาม ซึ่งปีนี้ ทางประเทศสาอุก็ได้ประกาศวันอีดตรงกับวันเสาว์ ที่ ๔ ต.ล. ๒๕๕๗ บนพื้นฐานการมองเห็นเดือน แต่ประเทศไทยที่มีจุฬาเป็นที่อ้างอิงสูงสุดสำหรับมุสลิมในประเทศไทยกลับประกาศวันอีดเป็นวันอาทิตย์ ที่ ๕ หลังจากสาอุหนึ่งวัน
จึงเกิดประเด็นคำถามว่า เราจะรายอวันไหน วันเสาว์ตามสาอุ หรือว่า วันอาทิตย์ตามประกาศจุฬา เพราะวันอะร่อฟะห์มีเพียงวันเดี่ยว คือ วันที่บรรดาผู้ทำฮัจย์ทำการวุกุฟที่ทุ่งอะร่อฟะห์
ซึ่งนักวิชาการอิสลามเองก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันว่า วันอะร่อฟะห์ของแต่ละประเทศคือวันที่ ๙ ซุลหิจจะห์ของแต่ประเทศ หรือว่า วันที่ ๙ ของเหล่าผู้ทำฮัจย์ที่กำลังวุกูฟที่ทุ่งอะร่อฟะห์ ณ เมืองมักกะห์
ถ้าให้ตอบตรงๆแบบไม่ต้องมองถึงผลกระทบอื่นๆที่จะตามมา ก็จะตอบว่า รายอวันเสาว์เป็นทัศนะที่ดีกว่า และสมเหตุสมผลกับหลักฐานที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองถึงผลกระทบที่จะตามมา คือ ความแตกแยก ความไม่เป็นหนึ่งเดี่ยวกันของมุสลิมในการปฎิบัติสิ่งที่เป็นชีอาร์ของอิสลามแล้ว อุลามาอฺหลายท่าน มากกว่าสามสิบกว่าคนในบรรดานักวิชาการร่วมสมัย ไม่ว่า ผู้ที่เห็นว่าทุกประเทศต้องยึดเดือนเดี่ยวกัน หรือผู้ที่เห็นต่าง เช่น เชคอัลบานี เชคอุษัยมีน เชคอัลเฟาซาน เชคบินบาซ เชคมูหัมมัดอัชชันกีตีย์ เชคยูซูฟ อัลกุรฎอวีย์ เชคมัคลูฟ และท่านอื่นๆ เห็นว่า
ให้แต่ละประเทศทำการถือศิลอด ทำการอีดฟิตร์ และอีดอัฎหา ตามที่ประเทศนั้นๆประกาศ เช่นเดี่ยวกันกับทางอัลลุจนะห์อัดดาอิมะห์ได้ให้การฟัตว่าในแนวทางเดี่ยวกัน เพื่อมิให้ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมแพร่ขยายกว้าง โดยเฉพาะเชคบินบาซที่ย้ำนักย้ำนาในมัจมุอฺฟะตาวาของท่านให้มุสลิมแต่ละประเทศนั้นยึดประกาศประเทศของตัวเองเป็นหลัก แม้จะมีความแตกต่างในวันอะร่อฟะห์ก็ตาม
จากเหตุผลทั้งหลายนั้น ผมจึงเห็นว่า ควรยึดประกาศของแต่ละประเทศ เพราะนะบีกล่าวว่า
الصَّومُ يومَ تَصومونَ ، والفِطرُ يومَ تُفطِرونَ ، والأضحَى يومَ تُضحُّونَ
ความว่า วันถือศิลอด คือ วันที่พวกเจ้าได้ถือศิลอด วันอีดฟิตร์ คือ วันที่พวกเจ้าละศิลอด (คือเข้าเดือนชะวาล) และวันอัฎหา คือ วันที่พวกเจ้าทำการกุรบาน
เป็นหะดีษที่นักวิชาการหะดีษมีความที่แตกต่างกัน แต่ทัศนะส่วนมากและด้วยหลายๆตัวบท หะดีษนี้เป็นที่ยอมรับว่ารับได้
ความหมายของหะดีษนี้ คือ การถือศิลอด การรายอฟิตรี และการเชือดกุรบานหรือรายออัฏหานั้น ตามที่กลุ่มผู้มีอำนาจหน้าที่และคนส่วนใหญ่ได้กำหนด แม้จะแตกต่างจากประเทศอื่นก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีหน้าที่และมีอำนาจในการประกาศการกำหนดเดือนในแต่ละปี ควรแลเห็นความสำคัญของความเป็นหนึ่งเดี่ยวของมุสลิมในประเทศในการดำเนินอิบาดัตที่เป็นชีอารอิสลาม และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้ความขัดแย้งระหว่างมุสลิมด้วยกัน โดยเฉพาะในการกำหนด วันอีดอัฎหา เพราะทุกคนก็ทราบดีแล้ว ด้วยสื่อต่างๆที่ทันสมัย ว่า บรรดาผู้ทำฮัจย์ เขากำหลังวูกูฟ ณ ทุ่งอะร่อฟะห์วันไหน ซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่จะรวบรวมมุสลิมในอีดอัฎหา

วัลลอฮูอะลัมบิศศ่อวาบ

.........................
ผศ.ดร.อิบรอเฮม สือแม



ปีนี้ จะถือศิลอดวันอะร่อฟะห์วันไหน


การเริ่มวันใหม่จะเริ่มนับเมื่อพระอาทิตย์ตกดินตามหลักการอิสลาม ซึ่งทัศนะของนักวิชาการอิสลามส่วนมากนั้น เมื่อมีการเห็นเดือนรอมฎอนหรือชัววาลหรือซุลหิจจะห์ในคืนหนึ่งคืนใด ณ มุมไหนของโลกก็ตาม ประเทศที่มีค่ำคืนเดี่ยวกันก็จะเริ่มถือศิลอดหรืออีดพร้อมๆกัน แม้บางประเทศอาจจะเริ่มช้าหรือเร็วกว่าประเทศอื่น แต่ทั้งหมดก็เริ่มวันเดี่ยวกัน
เช่น เมื่อประเทศสาอุเห็นเดือนซุลหิจจะห์ในคืนวันพุธ (นับตามหลักสากล) หรือคืนวันพฤหัส (นับแบบอิสลาม) คืนนั้นก็จะเริ่มวันแรกของซุลหิจจะห์ ซึ่งประเทศไทยกับประเทศสาอุนั้นต่างกันเพียง ๔ ชั่วโมง หากสาอุเห็นเวลา ๑๘.๓๐ น. ประเทศไทยก็เวลา ๒๒.๓๐ น. ซึ่งทั้งสองประเทศยังอยู่ในค่ำคืนเดี่ยวกัน จึงจำเป็นที่จะต้องเริ่มซุลหิจจะห์พร้อมๆกันในคืนนั้น ตามทัศนะอุลามาอฺเสียงส่วนมาก
ดังนั้น วันที่ ๙ ซุลหิจจะฮฺ ของสาอุก็จะเริ่มในคืนวันศุกร์ (นับแบบอิสลาม) หรือคืนวันพฤหัส (นับแบบสากล) ประเทศไทยก็เช่นเดี่ยวกันจะเริ่มในคืนวันศุกร์ตามทัศนะอุลามาอฺส่วนมาก เพียงแต่คืนวันวันอะร่อฟะห์ใน ประเทศไทยจะเริ่มก่อนสาอุ ๔ ชั่วโมง
เมื่อมีการเริ่มถือศิลอดวันอะร่อฟะห์ คนในประเทศไทยจะเริ่มถือศิลอดก่อนคนในประเทศอื่นที่มีโซลเวลาเดี่ยวกันและมีค่ำคืนเดี่ยวกันกับสาอุเป็นเวลา ๔ ชั่วโมง หรือเร็วกว่าผู้ที่ทำหัจออกจากมีนาในช่วงเช้าไปยังทุ่งอะร่อฟะห์เป็นเวลา ๔ ชั่วโมง ซึ่งผู้ทำฮัจญ์บางคนบางกลุ่มอาจจะไม่ได้นอนที่มีนาในคืนนั้น แต่จะออกไปยังอะร่อฟะห์เลยในคืนนั้น
ซึ่งช่วงเวลาของการวูกูฟ ณ ทุ่งอะร่อฟะห์จะเริ่มจากช่วงซุฮฺรีของวันอะร่อฟะห์ไปจนถึงซุบฮฺ (คือก่อนซุบฮฺ) หรือเข้าคืนวันอีดอัฏหา ซึ่งตามทัศนะของอุลามาอฺสายมัซหับอิหม่ามอะห์มัดนั้น การวูกูฟก่อนเทียงวันอะร่อฟะห์นั้นสามารถกระทำได้ แต่ต้องเชือดสัตว์ แต่ทัศนะอุลามาอฺส่วนมากจะถือว่าหัจของเขาเป็นโมฆะ
จากที่ได้กล่าวมานั้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ทำการถือศิลอดในวันศุกร์ที่ ๓ ต.ค. นี้ เขาได้เริ่มเข้าคืนอะร่อฟะห์พร้อมๆกับสาอุ แต่จะเร็วกว่าสาอุ ๔ ชั่วโมง และทำการถือศิลอดในวันอะร่อฟะห์แน่นอน คือ ตรงกับวันอะร่อฟะห์ของสาอุอย่างแน่นอน เพียงแต่จะทันกับการวูกูฟของบรรดาผู้ทำฮัจญ์ ณ ทุ่งอะร่อฟะห์ในช่วงกลางวันเพียง ๒ ชั่วโมงกว่าโดยประมาณ เพราะการวูกูฟ ณ ทุ่งอะร่อฟะห์ตามทัศนะส่วนมากจะเริ่มเวลาในประเทศไทยประมาณ ๑๖.๑๑ น.
ซึ่งหากคนหนึ่งคนใดถือศิลอดในวันเสาร์ที่ ๔ ต.ค. เขาจะถือศิลอดในคืนวันอีดของประเทศสาอุ เพราะคืนวันเสาร์ (นับแบบอิสลาม) หรือคืนวันศุกร์ (นับแบบสากล) เป็นคืนวันอีด ซึ่งประเทศที่อยู่ในโซลเดี่ยวกันและมีค่ำคืนเดี่ยวกันกับสาอุจะเริ่มทำการตักบีรอีดตั้งแต่เวลาซุบฮฺ เช้าตรู่ของวันอีด แต่เขาจะทันกับการวูกูฟของบรรดาผู้ทำฮัจญ์ ณ ทุ่งอะร่อฟะห์ในช่วงค่ำเป็นเวลา ๔ ชั่วโมง และอีก ๙ ชั่วโมงก็จะเป็นวันอีดของสาอุ
ดังนั้น คนที่จะถือศิลอดวันเสาร์ จะเริ่มในคืนวันอีดของสาอุ แม้จะทันกับการวูกูฟ แต่จะทันในคืนอีดเป็นเวลา ๔ ชั่วโมง นอกจากนั้น ก็เป็นวันอีดของสาอุทันที
นี้คือข้อเท็จจริง ที่ทุกคนก็ทราบดี ลองเปิดดูทีวีดาวเทียมหรือโทรไปถามญาติๆที่อยู่ ณ มักกะห์ ก็จะรู้ทันทีว่า สิ่งที่ผมกล่าวไปทั้งหมดนั้น ความจริง ไม่ใช่ว่าเราถือศิลอดวันเสาร์จะตรงกับวันอะร่อฟะห์ของสาอุ เพราะวันอะร่อฟะห์จะเริ่มจากคืนวันศุกร์ (นับแบบอิสลาม) และจะจบลงด้วยการเข้าของคืนวันอีด ซึ่งต่างจากการวูกูฟที่จะเริ่มจากซุฮฺรีของวันที่ ๙ ซุลหิจจะห์ และจะจบลงด้วยการเข้าของเวลาซุบฮฺของวันอีด
จึงไม่ควรสับสนระหว่าง วันอะร่อฟะห์ที่นะบีให้เราผู้ที่ไม่ได้ปฎิบัติหัจญ์ให้ถือศิลอดในวันนั้น ท่านนะบีกล่าวความว่า การถือศิลอดวันอะร่อฟะห์จะลบล้างบาปสองปี ปีที่ผ่านมาและปีที่จะมา (รายงานโดยมุสลิม เลขที่ ๑๑๖๒)
การตั้งนิยัตถือศิลอดจะเริ่มในค่ำคืนวันอะร่อฟะห์ จะถือศิลอดจากซุบฮฺของวันอะร่อฟะห์จนถึงมัฆริบของคืนวันอีด จึงแตกต่างจากการวูกูฟที่เริ่มจากซุฮฺรีของวันอะร่อฟะห์ และจบลงด้วยการเข้าของซุบฮฺของวันอีด
ซึ่งผู้ที่เห็นว่า วันเสาร์ของสาอุและของไทยนั้นเป็นวันอีดก็ไม่สามารถที่จะถือศิลอดได้ เพราะเป็นวันอีด เว้นแต่ผู้ยึดทัศนะที่ว่า วันเสาร์คือวันที่ ๙ ซุลหิจจะห์ ไม่ใช่วันอีด ก็สามารถที่จะถือศิลอดได้ แต่เป็นวันอะร่อฟะห์สำหรับประเทศนั้นๆ ซึ่งเป็นวันอะร่อฟะห์ที่ช้ากว่าวันอะร่อฟะห์ของผู้ทำฮัจญ์ ณ ทุ่งอะร่อฟะห์ หนึ่งวัน
ท่านคิดว่า ท่านจะถือศิลอดวันอะร่อฟะห์ในวันศุกร์หรือวันเสาร์ ขอให้ทบทวนให้ดี วัลลอฮูอะลัม


.............................
ผศ.ดร.อิบรอเฮม สือแม





หะดีษของอิบนฺอับบาส เกี่ยวกับการดูเดือน

ข้อสังเกตุจากหะดีษของอิบนฺอับบาส เกี่ยวกับการดูเดือน

عَنْ كُرَيْبٍ أَنَّ أُمَّ الْفَضْلِ بِنْتَ الْحَارِثِ بَعَثَتْهُ إِلَى مُعَاوِيَةَ بِالشَّامِ. قَالَ: فَقَدِمْتُ الشَّامَ فَقَضَيْتُ حَاجَتَهَا وَاسْتُهِلَّ عَلَيَّ رَمَضَانُ وَأَنَا بِالشَّامِ فَرَأَيْتُ الْهِلَالَ لَيْلَةَ الْجُمُعَةِ ثُمَّ قَدِمْتُ الْمَدِينَةَ فِي آخِرِ الشَّهْرِ فَسَأَلَنِي عَبْدُ اللَّهِ بْنُ عَبَّاسٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا ثُمَّ ذَكَرَ الْهِلَالَ فَقَالَ مَتَى رَأَيْتُمْ الْهِلَالَ فَقُلْتُ رَأَيْنَاهُ لَيْلَةَ الْجُمُعَةِ فَقَالَ أَنْتَ رَأَيْتَهُ فَقُلْتُ نَعَمْ وَرَآهُ النَّاسُ وَصَامُوا وَصَامَ مُعَاوِيَةُ فَقَالَ لَكِنَّا رَأَيْنَاهُ لَيْلَةَ السَّبْتِ فَلَا نَزَالُ نَصُومُ حَتَّى نُكْمِلَ ثَلَاثِينَ أَوْ نَرَاهُ فَقُلْتُ أَوَ لَا تَكْتَفِي بِرُؤْيَةِ مُعَاوِيَةَ وَصِيَامِهِ فَقَالَ
لَا هَكَذَا أَمَرَنَا رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ
وَشَكَّ يَحْيَى بْنُ يَحْيَى فِي نَكْتَفِي أَوْ تَكْتَفِي (رواه مسلم)
ความว่า จากกุรัยบ์ซึ่งอุมอัลฟัฎล์ บินต์ อัลหาริษ ได้ส่งท่านไปยังมุอาวียะห์ ณ ประเทศชาม เขา (กุรัยบ์) กล่าวว่า ฉันมาถึงชาม แล้วได้ทำภารกิจที่นางมอบมาย และรอมฎอนก็ได้เริ่มในขณะที่ฉันอยู่ ณ ชาม ฉันได้เห็นเดือนคืนวันศุกร์ หลังจากนั้น ฉันก็ได้กลับมายังมะดีนะห์ในช่วงท้ายของเดือนรอมฎอน ท่านอับดุลเลาะห์ อิบนฺ อับบาส ก็ได้ถามฉัน และได้พูดถึงการเห็นเดือน แล้วท่านก็ถามว่า พวกเจ้าเห็นเดือนคืนไหน ฉันก็ตอบเขาไปว่า พวกเราเห็นเดือนคืนวันศุกร์ อิบนฺอับบาสจึงถามย้ำอีกว่า เจ้าเห็นเองใช่หรือไม่ ฉันก็ตอบว่า ใช่ และมุสลิม (ที่ชาม) ก็เห็นกัน พวกเขาก็เริ่มถือศิลอด และมุอาวิยะห์ (ผู้นำ ณ ตอนนั้น) ก็ได้ถือศิลอดเช่นกัน อิบนฺอับบาสจึงกล่าวว่า แต่พวกเรา (ชาวมะดีนะห์) เห็นเดือนคืนวันเสาร์ และเราก็จะถือศิลอดต่อไปจนกว่าจะครบสามสิบวันหรือเห็นเดือน (ชัววาล) ฉันก็ได้ถามว่า เจ้าไม่เพียงพอดอกรึ กับการเห็นของมุอาวียะห์และการถือศิลอดของเขา อิบนฺอับบาสจึงตอบไปว่า ไม่ เช่นนี้แหละที่นะบีได้สั่งใช้พวกเรา
ยะห์ยา บิน ยะห์ยา (ผู้รายงานหะดีษนี้) ไม่แน่ใจว่า การรายงานที่ถูกต้อง เจ้าไม่เพียงพอ หรือ เราไม่เพียงพอ รายงานโดยอิหม่ามมุสลิม

อิหม่ามนะวาวีย์อธิบายหะดีษนี้ว่า
فِيهِ حَدِيث كُرَيْب عَنْ اِبْن عَبَّاس ، وَهُوَ ظَاهِر الدَّلَالَة لِلتَّرْجَمَةِ ، وَالصَّحِيح عِنْد أَصْحَابنَا أَنَّ الرُّؤْيَة لَا تَعُمّ النَّاس ، بَلْ تَخْتَصُّ بِمَنْ قَرُبَ عَلَى مَسَافَة لَا تُقْصَر فِيهَا الصَّلَاة ، وَقِيلَ : إِنْ اِتَّفَقَ الْمَطْلَع لَزِمَهُمْ ، وَقِيلَ : إِنْ اِتَّفَقَ الْإِقْلِيم وَإِلَّا فَلَا ، وَقَالَ بَعْض أَصْحَابنَا : تَعُمّ الرُّؤْيَة فِي مَوْضِع جَمِيع أَهْل الْأَرْض
فَعَلَى هَذَا نَقُول : إِنَّمَا لَمْ يَعْمَل اِبْن عَبَّاس بِخَبَرِ كُرَيْب ؛ لِأَنَّهُ شَهَادَة فَلَا تَثْبُت بِوَاحِدٍ ، لَكِنَّ ظَاهِر حَدِيثه أَنَّهُ لَمْ يَرُدَّهُ لِهَذَا ، وَإِنَّمَا رَدَّهُ لِأَنَّ الرُّؤْيَة لَمْ يَثْبُتْ حُكْمُهَا فِي حَقِّ الْبَعِيدِ .
شرح النووي على مسلم 4 / 60
ความว่า ในบทนี้มีหะดีษกุรัยบ์จากอิบนฺอับบาส ซึ่งมันตรงกับหัวข้ออย่างชัดเจน และทัศนะที่ศ่อหิห์ (ถูกต้อง) ณ เพื่อนๆของเรา (คืออุลามาอฺสายมัซหับชาฟีอีย์) คือ การเห็นเดือนจะไม่ใช้สำหรับมุสลิมทุกคน ทว่า จะใช้เฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้ (กับพื้นที่ที่เห็นเดือน) ในระยะทางไม่ถึงระยะทางก่อศัรละหมาด (คือ 83 ก.ม. โดยประมาณ) มีทัศนะที่ว่า หากมัตละอฺ (สถานที่ออกของเดือน) เหมือนกัน จำเป็นที่จะต้องรับการเห็นนั้น มีทัศนะที่ว่่า หากพื้นที่เหมือนกันก็ต้องใช้ ถ้าไม่เหมือนกันก็ไม่เป็นต้อง และส่วนหนึ่งของอุลามาอฺเรากล่าวว่า การเห็นเดือน ณ ที่ใดของโลก ใช้ได้กับชาวโลกทั้งหมด
ดังนั้น เราเห็นว่า แท้จริงแล้ว การที่อิบนฺอับบาสไม่รับข่าวจากกุรัยบ์ อันเนื่องจากมันเป็นชะฮาดะห์ (การเป็นพยานเพื่อรับรอง) ซึ่งมันมิอาจพิสูจย์ได้ด้วยจำนวนคนเดียว แต่สิ่งที่พบเห็นจากหะดีษนี้ อิบนฺอับบาสไม่ยอมรับ ไม่ใช่เพราะการเป็นชะฮาดะห์ แต่แท้จริงแล้ว ท่านไม่ยอมรับ เนื่องจากหุก่มการเห็นเดือนไม่สามารถใช้ได้กับคนที่อยู่ไกล

สิ่งที่เข้าใจจากหะดีษนี้ คือ
๑. อิบนฺบาส ผู้เป็นศ่อหะบะห์ อาศัยอยู่ในยุคสมัยการปกครองของมุอาวียะห์
๒. บรรดาชาวชามและผู้นำประเทศต่างถือศิลอดกันในวันศุกร์ แต่อิบนฺอับบาสและชาวมะดีนะห์ถือศิลอดในวันเสาร์
๓. อิบนฺอับบาสเห็นว่า แต่ละพื้นที่ที่มีมัตละต่างกัน แม้จะอยู่ภายใต้การปกครองเดี่ยวกัน ให้แต่ละพื้นที่ถือศิลอดตามพื้นที่นั้นๆ
๔. ข่าวการเห็นเดือนของผู้นำและคนที่อยู่ในพื้นที่กับผู้นำมิอาจเปลี่ยนแปลงมัตละของแต่พื้นที่ได้ ซึ่งแต่ละพื้นที่ควรยึดมัตละของตัวเอง
๕. ความห่างของมัตละจากพื้นที่หนึ่งไปยังพื้นที่หนึ่งตามทัศนะของอิหม่ามนะวาวีย์ คือ 83 ก.ม
๖. ทัศนะที่ถูกต้องสำหรับอิหม่ามนะวาวีย์ คือ ผู้ที่อยู่ห่างกันประมาณ 83 ก.ม. ให้มีมัตละต่างจากพื้นที่ที่มีระยะห่าง 83 ก.ม.โดยประมาณ
๗. อุลามาอฺมีทัศนะแตกต่างกันในประเด็นนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งของอุลามาอฺสายมัซหับชาฟีอีย์เอง มีความเห็นเหมือนกับทัศนะอุลามาอฺส่วนใหญ่ คือ เมื่อเห็น ณ ที่ใด ก็ให้คนที่ได้รับข่าวนั้นใช้การมองเห็นนั้นในพื้นที่ของเขา
๘. สำหรับคนที่อยู่ไกล (ห่างกันประมาณ 83 ก.ม.) ไม่จำเป็นต้องใช้การเห็นเดือนของคนอีกพื้นที่หนึ่ง
๙. ไม่มีคำสั่งบังคับจากมุอาวียะห์ให้ทุกคนที่อยู่ภายใต้การปกครองถือศิลอดพร้อมๆกัน
เหล่านี้ คือ ข้อสังเกตุจากหะดีษนี้ ที่เป็นหลักฐานสำหรับอุลามาอฺที่เห็นว่า แต่ละประเทศยึดการเห็นเดือนของประเทศนั้นๆ และเป็นการอธิบายของอุลามาอฺสายชะฟีอียะห์ที่ทุกคนยอมรับ
ดังนั้น หากเข้าใจจากการอธิบายของอิหม่ามนะวาวีย์แล้ว คนที่อยู่ห่างจากพื้นที่ที่เห็นเดือนระยะทางละหมาดก่อศัรก็ไม่จำเป็นต้องใช้การเห็นนั้น เมื่อเกิดคีลาฟแล้ว จึงไม่ควรตำหนิฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่เขายึดทัศนะที่มีหลักฐานที่รับได้

ขอให้ทุกคนมีความสุขในอีดปีนี้ แม้จะมีการออกอีดต่างกัน

تقبل الله منا ومنكم صالح الأعمال

อย่าลืมมาอัฟซึ่งกันและกัน


..................................
ผศ.ดร.อิบรอเฮม สือแม