อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การกลัวพระเจ้าที่มองไม่เห็น




ซูเราะฮฺ อัล-มุลก์ อายะฮฺที่ 12
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 12

บรรดาผู้เกรงกลัวพระผู้อภิบาลของพวกเขาโดยที่มองไม่เห็นนั้น (1) สำหรับพวกเขาคือการให้อภัยและรางวัลตอบแทนอันใหญ่หลวง (2)
..................................................

(1) นี่คือพื้นฐานที่แท้จริงของศีลธรรมในศาสนา การที่ใครยับยั้งตนเองจากความชั่วเพราะมันเป็นความชั่วในความคิดเห็นส่วนตัวของเขาหรือเพราะโลกถือว่ามันเป็นความชั่ว หรือเพราะว่าการทำความชั่วเป็นสิ่งที่จะสร้างความเสียหายขึ้นในโลก หรือเพรามันจะถูกลงโทษโดยอำนาจในโลกนั้นเป็นพื้นฐานที่บอบบางสำหรับศีลธรรม ความเห็นส่วนตัวของมนุษย์อาจจะผิดก็ได้ เขาอาจจะถือว่าสิ่งดีเป็นสิ่งเลวและถือว่าสิ่งเลวเป็นสิ่งดี เพราะความคิดของเขาเอง ในประการแรก มาตรฐานความดีและความชั่วของโลกไม่เคยเหมือนกันและมันสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา ปัจจุบันนี้ไม่มีมาตรฐานใดในปรัชญาทางศีลธรรมที่ถือว่าเป็นสากลและยั่งยืนและไม่เคยมีใครพบมาก่อน ความกลัวว่าจะสูญเสียทางโลกไม่ได้เป็นพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับศีลธรรม คนที่หลีกเลี่ยงความชั่วเพราะกลัวว่าจะได้รับความเสียหายจากการทำความชั่วนั้น ไม่สามารถที่จะรักษาตนเองไว้ให้พ้นจากการทำชั่วได้เมื่อเขาไม่กลัวว่าจะเกิดความสูญเสียขึ้น ในทำนองเดียวกัน อันตรายของการถูกลงโทษจากอำนาจทางโลกก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถเปลี่ยนคนให้เป็นสุภาพบุรุษได้ ทุกคนรู้ว่าไม่มีอำนาจใดในโลกนี้จะรู้ทั้งสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่มองไม่เห็น อาชญากรรมหลายอย่างสามารถทำได้โดยไม่มีใครมองเห็น หลังจากนั้นก็มีวิธีการหลายอย่างที่ช่วยให้คนสามารถรอดพ้นจากการลงโทษของอำนาจทุกอย่างในโลกนี้ และกฎหมายที่อำนาจในโลกนี้สร้างขึ้นไม่ครอบคลุมความชั่วทั้งหมด ความชั่วส่วนใหญ่ก็ยังไม่อยู่ภายในขอบเขตกฎหมายทางโลกในขณะที่ความชั่วนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าที่พวกเขาถือว่าเป็นสิ่งที่น่าถูกลงโทษเสียอีก นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมศาสนาแห่งสัจธรรมจึงได้วางรากฐานของศีลธรรมไว้บนพื้นฐานที่บุคคลจะต้องละเว้นความชั่ว เพราะเกรงกลัวพระเจ้าผู้มองเห็นเขาในทุกสถานการณ์ ผู้ที่ไม่มีใครสามารถรอดพ้นจากการลงโทษของพระองค์ไปได้และผู้ที่ประทานเกณฑ์ตัดสินความดีและความชั่วที่เป็นมาตรฐานสากลและถาวรแก่มนุษย์ การหลีกเลี่ยงความชั่วและหันมาทำความดีเพราะเกรงกลัวพระองค์เท่านั้นคือ ความดีที่แท้จริงซึ่งศาสนาแนะนำ นอกไปจากนี้แล้ว ถ้ามนุษย์คนใดละเว้นจากการทำชั่วเพราะเหตุผลอื่นหรือเลือกทำสิ่งที่รูปแบบภายนอกถูกถือว่าเป็นการทำดีแล้ว การกระทำทางศีลธรรมเหล่านี้ของเขาจะไม่มีความในโลกหน้า เพราะมันเป็นเหมือนกับอาคารที่ถูกสร้างบนทราบ

(2) นั่นคือ การกลัวพระเจ้าที่มองไม่เห็นนั้นมีผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สองประการติดตามมา นั่นคือ ....1) ความผิดและบาปอะไรก็ตามที่เขาทำไว้เพราะความอ่อนแอของมนุษย์จะได้รับการให้อภัยถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้มิได้ถูกทำไปเพราะความไม่กลัวพระเจ้า และ .....2) ความดีอะไรก็ตามที่มนุษย์ทำไปบนพื้นฐานของความเชื่อนี้จะได้รับการตอบแทนอย่างมหาศาล

..........................................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ




ผู้ทรงรู้ความลับในหัวอกของมนุษย์



ซูเราะฮฺ อัล-มุลก์ อายะฮฺที่ 13 - 15
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 13
ไม่ว่าสูเจ้าจะปิดบังคำพูดของสูเจ้า หรือพูดออกมาดัง ๆ (มันก็เหมือนกันสำหรับอัลลอฮฺ) พระองค์ทรงรู้ความลับที่อยู่ในหัวอกของสูเจ้า (1)

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 14
ผู้ทรงสร้างจะไม่รู้กระนั้นหรือ ? (2) พระองค์เป็นผู้ทรงรู้อย่างถี่ถ้วน (3) และทรงรอบรู้

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 15
พระองค์คือผู้ทรงทำให้แผ่นดินเป็นประโยชน์สำหรับสูเจ้า ดังนั้น จงเดินไปตามขอบเขตของมันและจงกินสิ่งที่อัลลอฮฺทรงจัดเตรียมไว้ให้ (4) และยังพระองค์ที่สูเจ้าจะต้องฟื้นคืนชีพขึ้นมา (5)
..................................................

(1) นี่เป็นการพูดกับมนุษย์ทุกคนไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ศรัทธาหรือผู้ปฏิเสธ สำหรับผู้ศรัทธามันมีข้อตักเตือนว่า ขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลก เขาจะต้องจดจำไว้เสมอว่าไม่เพียงแต่การกระทำที่เปิดเผยและซ่อนเร้นของเขาเท่านั้น แม้แต่เจตนาลับ ๆ และความคิดลึก ๆ ของเขาก็ไม่อาจถูกซ่อนเร้นไปจากอัลลอฮฺได้ สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธ นี่เป็นการตักเตือนว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ที่เขาต้องการโดยไม่กลัวพระเจ้า แต่ไม่มีสิ่งใดที่เขาทำจะสามารถรอดพ้นไปจากการเฝ้ามองของพระองค์ได้

(2) ตรงนี้สามารถแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “พระองค์จะไม่รู้ถึงสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นมาเองหรือ ?” ในที่นี้ได้มีการใช้คำว่า مَنْ خَلَقَ ซึ่งอาจหมายถึง “ผู้ที่ได้สร้าง” และ “ผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้างมา” ในทั้งสองกรณี ความหมายก็ยังคงเหมือนเดิม นี่เป็นข้อโต้แย้งสำหรับสิ่งที่ได้ถูกกล่าวไว้ในประโยคก่อนหน้านี้ นั่นคือ เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ทรงสร้างจะไม่รู้ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมา ? สิ่งถูกสร้างอาจจะไม่รู้จักตัวเอง แต่ผู้สร้างไม่มีทางที่จะไม่รู้ พระองค์ทรงสร้างเส้นเลือดทุกเส้นในหัวใจ ในสมองและในร่างกายของสูเจ้า สูเจ้าหายใจได้ก็เพราะพระองค์ทรงทำให้สูเจ้าสามารถหายใจได้ อวัยวะของสูเจ้าทำงานได้ก็เพราะพระองค์ทรงทำให้มันทำงานได้ แล้วมีสิ่งใดของสูเจ้าที่จะซ่อนเร้นไปจากพระองค์ ?

(3) คำว่า للَّطِيفُ หมายถึง ผู้ทำงานในลักษณะที่ไม่อาจนึกถึงและผู้ที่รู้ถึงสัจธรรมและความจริงที่ซ่อนเร้น

(4) นั่นคือ “โลกนี้ไม่ได้เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อสูเจ้าตามความต้องการของมันเอง และปัจจัยทั้งหลายที่สูเจ้ากำลังกินอยู่นั้นก็ไม่ได้มีอยู่ที่นี่โดยตัวของมันเอง แต่อัลลอฮฺต่างหากที่ได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้ด้วยความปรีชาสามารถและอำนาจของพระองค์ พระองค์ต่างหากที่ทำให้ชีวิตของสูเจ้าเป็นไปได้บนโลกนี้และทำให้โลกอันสวยงามใบนี้มีความสงบ จนสูเจ้าสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างสบายใจและกลายเป็นโต๊ะอาหารขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยอาหารมากมายหลายชนิดจนนับไม่ถ้วน ถ้าหากสูเจ้าไม่หลงผิดและมองดูตัวเองด้วยการใช้สติปัญญา สูเจ้าจะพบความปรีชาสามารถอันมากมายที่อยู่ภายใต้การทำให้โลกนี้เป็นที่อาศัยและการจัดเตรียมปัจจัยอย่างมากมายสำหรับสูเจ้า
..........................................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์





การเตือนของฉัน




ซูเราะฮฺ อัล-มุลก์ อายะฮฺที่ 16 - 19
...........................................................
ความหมาย อายะฮฺ ที่ 16 :
สูเจ้ารู้สึกปลอดภัยว่าผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้า (1) จะไม่ทำให้สูเจ้าถูกสูบจมลงไปใต้ดิน และแผ่นดินจะเริ่มสั่นสะเทือนในทันทีกระนั้นหรือ ?

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 17 :
สูเจ้ารู้สึกปลอดภัยว่าผู้อยู่ในชั้นฟ้าจะไม่ส่งพายุที่นำก้อนหินมากระหน่ำใส่สูเจ้ากระนั้นหรือ (2) แล้วสูเจ้าจะได้รู้ว่าการเตือนของฉันน่าสะพรึงกลัวเพียงใด (3)
ความหมาย อายะฮฺ ที่ 18 :
และบรรดาผู้คนก่อนหน้าพวกเขาก็ปฏิเสธเช่นกัน ดังนั้น จงดูว่าการลงโทษของฉันเป็นเช่นใด (4)
ความหมาย อายะฮฺ ที่ 19 :
พวกเขาไม่ได้ดูนกเหนือพวกเขาที่กางปีกและหุบปีกของมันกระนั้นหรือ ? ไม่มีใครพยุงพวกมันไว้นอกจากผู้ทรงกรุณา (5) แท้จริงพระองค์ทรงเฝ้ามองทุกสิ่ง (6)
..................................................
(1) นี่มิได้หมายความว่าอัลลอฮฺทรงอยู่ในชั้นฟ้า แต่ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าโดยปกติแล้วมนุษย์มักจะมองขึ้นไปยังท้องฟ้าเมื่อเขาต้องการหันไปหาพระองค์ เขาจะยกมือของเขาขึ้นสูงไปยังท้องฟ้าในการวิงวอนต่อพระองค์เมื่อเขาพบว่าตัวเองตกอยู่ในสภาพที่มิอาจช่วยเหลือตัวเองได้ ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เขาประสบหายนะภัยอย่างทันทีทันใด เขาก็จะกล่าวว่ามันมาจากเบื้องบน เมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เขาจะกล่าวว่า มันมาจากเบื้องบนและเขามักจะเรียกคัมภีร์ที่อัลลอฮฺประทานมาว่าคัมภีร์จากเบื้องบน ตามฮะดีษของอบูดาวูด มัคนผู้หนึ่งมาหาท่านรอซูลุลลอฮฺพร้อมกับทาสหญิงผิวดำคนหนึ่งและกล่าวว่า : “ฉันจำเป็นต้องปบ่อยทาสคนหนึ่งให้เป็นอิสระ ฉันสามารถปล่อยทาสหญิงคนนี้ให้เป็นอิสระได้หรือไม่ ?” ท่านรอซุลลุลลอฮฺได้ถามทาสหญิงคนนั้นว่า “อัลลอฮฺอยู่ไหน ?” นางได้ชี้ขึ้นไปยังเบื้องบนท่านรอซูลุลลอฮฺได้ถามว่า “ฉันเป็นใคร ?” นางได้ชี้ไปยังท่านก่อนและหลังจากนั้นก็ชี้ไปบนฟ้าซึ่งเห็นได้ว่าเธอต้องการที่จะกล่าวว่า “ท่านมาจากอัลลอฮฺ” ดังนั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงได้กล่าวว่า “ปล่อยนางให้เป็นอิสระนางเป็นผู้ศรัทธา” (มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งคล้ายกับเรื่องนี้ถูกเล่าไว้ในหนังสือ “มุวัฏเฏาะอ์” มุสลิมและนะซาอีด้วย) เกี่ยวกับเรื่องของนางเคาละฮฺ บินตี ซัลบ๊ะฮฺ นั้น อุมัรฺได้กล่าวกับผู้คนว่า “นางเป็นผู้หญิงที่คำร้องของนางได้ยินไปถึงเหนือเจ็ดชั้นฟ้า” ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันเป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษย์ที่เมื่อใดก็ตามที่เขาคิดถึงพระเจ้า จิตใจของเขาจะหันไปยังชั้นฟ้าข้างบน ไม่ใช่แผ่นดินเบื้องล่าง ในทัศนะดังกล่าวนี่เองที่คำว่า “มันฟิสสะมาอ์” (พระองค์ผู้อยู่ในชั้นฟ้า) ได้ถูกใช้ในการพูดถึงอัลลอฮฺ ในที่นี้ไม่มีช่องโหว่ใด ๆ ที่จะทำให้สงสัยว่ากุรอานถือว่าอัลลอฮฺอาศัยอยู่ในชั้นฟ้า ความจริงแล้ว ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะมาสงสัยด้วย เพราะในตอนเริ่มต้นของซุเราะฮฺ อัล-มุลก์ก็ได้มีการกล่าวไปแล้วว่า : “พระองค์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งเจ็ดเป็นชั้น ๆ “ และในซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺก็ได้มีการกล่าวว่า : “สูเจ้าจะพบอัลลอฮฺไม่ว่าสูเจ้าจะหันหน้าไปทางไหนก็ตาม” (กุรอาน 2 :115)
(2) วัตถุประสงค์ของคำพูดตรงนี้ก็เพื่อที่จะย้ำว่า : “การอยู่รอดและความเป็นอยู่ที่ดีของสูเจ้าบนโลกนี้ขึ้นอยู่กับความโปรดปรานและความกรุณาปรานีของอัลลอฮฺตลอดเวลา สูเจ้าไม่ได้เดินอาด ๆ อยู่บนโลกนี้ได้ด้วยอำนาจของสูเจ้าเอง สูเจ้าอยู่ภายใต้การคุ้มครองของอัลลอฮฺในทุกนาทีที่สูเจ้าใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ มิเช่นนั้นแล้ว อัลลอฮฺจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อใดก็ได้ตามที่พระองค์ทรงต้องการ ซึ่งจะทำให้โลกใบนี้กลายเป้นสุสานสำหรับสูเจ้าแทนที่จะเป็นเปลให้สูเจ้านอน หรือพระองค์อาจจะทำให้เกิดลมพายุพัดกระหน่ำใส่บ้านเรือนในเมืองของสูเจ้าพังพินาศราบคาบลงไปเมื่อใดก็ได้”
(3) “การเตือนของฉัน” หมายถึงการเตือนที่ได้ถูกส่งผ่านมาทางท่านรอซูลุลลอฮฺและกุรอานถึงบรรดาผู้ปฏิเสธแห่งมักกะฮฺว่า : “ถ้าหากสูเจ้าไม่ละเว้นจากการปฏิเสธและการบูชาเทวรูป และไม่ยอมรับหลักความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวที่ถูกส่งมายังสูเจ้า สูเจ้าจะถูกอัลลอฮฺลงโทษ”
(4) นี่เป็นการพูดถึงกลุ่มคนที่ปฏิเสธบรรดารอซูลที่ได้มายังพวกเขาก่อนหน้านี้และได้ถูกอัลลอฮฺลงโทษหลังจากนั้น
(5) นั่นคือ นกแต่ละตัวที่บินอยู่ในอากาศได้นั้นอยู่ในความคุ้มครองของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาปรานี พระองค์คือผู้ทีทำให้นกแต่ละตัวมีรูปแบบและโครงสร้างที่ทำให้มันสามารถบินได้ พระองค์คือผู้ทรงสอนวิธีการยืนให้นกแต่ละตัว พระองค์ต่างหากที่เป็นผู้ทรงทำให้อากาศเชื่อฟังกฎที่ทำให้สิ่งที่หนักกว่าอากาศสามารถบินลอยอยู่ในอากาศได้ และพระองค์อีกเช่นกันที่พยุงนกในอากาศทุกตัวไว้ มิเช่นนั้นแล้ว ทันทีที่พระองค์เลิกให้ความคุ้มครองเมื่อใด มันก็จะตกลงสู่พื้นทันที
(6) นั่นคือ นี่มิได้จำกัดอยู่แค่นกเท่านั้น แต่อะไรก็ตามที่ดำรงอยู่ได้ในโลกก็เพราะว่าอัลลอฮฺทรงให้การคุ้มครองอยู่ พระองค์เท่านั้นที่ประทานปัจจัยต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ของทุกสิ่ง และพระองค์ต่างหากที่ทรงเฝ้าดูว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมานั้นได้รับปัจจัยที่จำเป็นของชีวิต


..........................................................
จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์





บุรุษจะขาดสตรีเสียมิได้


ดร. อาอิฎ อัลก็อรนีย์ ได้กล่าวว่า :

เมื่อไหร่ที่ท่านได้เป็น "บุรุษ" ที่นั่นย่อมมี "สตรีเสมอ"

เมื่อไหร่ที่ท่านได้เป็น "ชาย" ที่นั่นย่อมมี "หญิงเสมอ"

เมื่อไหร่ที่ท่านได้เป็น "ราชันย์" ที่นั่นย่อมมี "ราชินีเสมอ"

เมื่อไหร่ที่ท่านได้ "รักใคร" ที่นั่นย่อมมีคนที่ "รักท่านเสมอ"

เวลาที่อัลลอฮฺทรง "ประทานชีวิต" ให้ท่านมา ท่านจะอยู่ใน "ท้องผู้หญิง"

เวลาที่ท่าน "งอแง ร้องไห้" ท่านก็จะอยู่ใน "อ้อมกอดผู้หญิง"

เวลาที่ท่านมี "ความรัก" ท่านก็จะอยู่ใน "ดวงใจผู้หญิง"

..............................
อับดุลรอมาน หะระตี



เสริมสร้างกำลังใจให้แก่มุสลิมะฮฺทั้งหลาย

.
ถ้าหากว่ายังไม่มีบุรุษคนใดมาสู่ขอเธอแต่งงาน ทั้ง ๆ ที่เธอพร้อมที่จะเป็นภรรยาที่ดีให้แก่สามี และพร้อมที่เป็นแม่ที่ดีให้แก่ลูก ๆ โปรดจงนึกถึงท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ อะลัยฮัสสะลามเถิด เธอมีความอดทนในการรอบุรุษที่ดีที่จะเข้ามาในชีวิตของเธอ และสุดท้าย บุรุษที่ได้แต่งงานกับเธอนั้น เป็นบุรุษที่ดีที่สุดในโลก
และถ้าหากว่ายังไม่มีบุรุษคนใดเลย ที่จะเข้ามาสู่ขอเธอแต่งงาน โปรดจงนึกถึงท่านหญิงมัรยัม อะลัยฮัสสะลาม ที่พระองค์ทรงยกระดับของเธอให้สูงส่งในโลกดุนยาและอาคิเราะฮฺ
แต่ถ้าหากว่าเธอแต่งงานแล้ว แต่ว่าได้สามีที่ไม่ดี โปรดจงนึกถึงท่านหญิงอาเซีย ผู้เป็นภรรยาของฟิรอาวน์ เธอใช้ชีวิตในโลกนี้อย่างอดทน และพระองค์ก็ทรงเลือกเธอมาเป็นหนึ่งในบรรดาสตรีที่ได้เข้าสวรรค์ของพระองค์
และถ้าหากว่าเธอถูกสามีหย่าร้าง โปรดจงนึกถึงคำกล่าวของอัลลอฮฺว่า : และหากทั้งสองจะแยกกัน อัลลอฮฺก็จะทรงให้ความพอเพียงแก่เขาทั้งหมด จากความมั่งมีของพระองค์ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงปรีชาญาณ (อัน นิซาอฺ : 130)
การดำเนินชีวิตของแต่ละคนนั้น มันย่อมมีรสชาติที่แตกต่างกันไป ที่ใคร ๆ ก็แล้วแต่ ล้วนไม่มีใครสามารถมาลิ้มรสชาติชีวิตของคนอื่นได้ เว้นแต่เจ้าของชีวิตนั้น ๆ ที่รู้ถึงรสชาติชีวิตของตัวเอง และชีวิตที่มีรสชาติที่ดีที่สุด เป็นชีวิตที่ได้มอบหมายให้กับเจ้าของชีวิตที่แท้จริง (นั่นคืออัลลอฮฺ)
โปรดจงมอบหมายต่ออัลลอฮฺเถิด เพราะการวาดวางของพระองค์นั้นย่อมดีกว่าการคาดการณ์ของมนุษย์อย่างแน่นอน
.

..................................................................
บทความดี ๆ โดย : Good man=الرجل الصادق الأمين
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ



อย่าเป็นคนมีนิสัยญะฮีลิยะห์กับพี่น้องมุสลิม



บทเรียนจากหะดีษของอะบูซัร

عَنِ الْمَعْرُورِ بْنِ سُوَيْدٍ قَالَ مَرَرْنَا بِأَبِى ذَرٍّ بِالرَّبَذَةِ وَعَلَيْهِ بُرْدٌ وَعَلَى غُلاَمِهِ مِثْلُهُ فَقُلْنَا يَا أَبَا ذَرٍّ لَوْ جَمَعْتَ بَيْنَهُمَا كَانَتْ حُلَّةً. فَقَالَ إِنَّهُ كَانَ بَيْنِى وَبَيْنَ رَجُلٍ مِنْ إِخْوَانِى كَلاَمٌ وَكَانَتْ أَمُّهُ أَعْجَمِيَّةً فَعَيَّرْتُهُ بِأُمِّهِ فَشَكَانِى إِلَى النَّبِىِّ -صلى الله عليه وسلم- فَلَقِيتُ النَّبِىَّ -صلى الله عليه وسلم- فَقَالَ « يَا أَبَا ذَرٍّ إِنَّكَ امْرُؤٌ فِيكَ جَاهِلِيَّةٌ ». قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ مَنْ سَبَّ الرِّجَالَ سَبُّوا أَبَاهُ وَأُمُّهُ. قَالَ « يَا أَبَا ذَرٍّ إِنَّكَ امْرُؤٌ فِيكَ جَاهِلِيَّةٌ هُمْ إِخْوَانُكُمْ جَعَلَهُمُ اللَّهُ تَحْتَ أَيْدِيكُمْ فَأَطْعِمُوهُمْ مِمَّا تَأْكُلُونَ وَأَلْبِسُوهُمْ مِمَّا تَلْبَسُونَ وَلاَ تُكَلِّفُوهُمْ مَا يَغْلِبُهُمْ فَإِنْ كَلَّفْتُمُوهُمْ فَأَعِينُوهُمْ ».
أخرجه البخاري في صحيحه برقم: 30، ومسلم في صحيحه برقم: 4403، واللفظ له


ความว่า จากอัลมะอฺรูร บิน สุวัยด์ กล่าวว่า ฉันได้เดินผ่านอะบูซัร ณ ร่อบะซะห์ ซึ่งมีชิ้นผ้าบนตัวท่านและคนรับใช้ของท่านเช่นเดี่ยวกัน พวกเราจึงกล่าวว่า โอ้ อะบูซัร หากเจ้ารวบรวม (ชิ้นผ้า) ระหว่างเจ้าสองคน แน่นอนมันสามารถเป็นเสื้อผ้าได้ อะบูซัร จึงกล่าวว่า แท้จริงแล้ว ระหว่างฉันและชายคนหนึ่งจากพี่น้องของฉัน(เกิดการใช้) คำพูด (ที่กระทบกระทั่งกัน) ซึ่งแม่ของเขาไม่ได้เป็นชาวอาหรับ ฉันเลยตำหนิเขาด้วยมารดาของเขา และแล้วเขาก็ได้ไปร้องเรียนต่อท่านนะบี ศ็อลลอลเลาะห์อะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อฉันได้เจอท่านนะบี ท่านนะบีจึงกล่าวแก่ฉันว่า โออะบูซัร แท้จริงเจ้านั้น เป็นบุคคลคนหนึ่งที่มีในตัวเจ้าสิ่งที่เป็นญาฮิลียะห์ ฉันจึงกล่าวว่า โอ้ ท่านร่อซูลุลเลาะห์ ผู้ใดด่าว่าลูกผู้ชาย แน่นอนพวกเขาจะต้องโต้ตอบด่าว่าพ่อแม่ของเขา นะบีก็กล่าวอีกว่า โอ้ อะบูซัร แท้จริงเจ้านั้น เป็นบุคคลคนหนึ่งที่มีในตัวเจ้าสิ่งที่เป็นญาฮิลียะห์ พวกเขาเหล่านั้นคือพี่น้องของพวกเจ้า พระองค์อัลลอฮฺได้ทำให้พวกเขาเหล่านั้นอยู่ภายใต้การดูแลของพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าจงให้อาหารแก่พวกเขา จากสิ่งที่พวกเจ้าได้กิน พวกเจ้าจงสวมใส่เสื้อผ้าแก่พวกเขาจากสิ่งที่พวกเจ้าสวมใส่ พวกเจ้าอย่่าได้สั่งใช้พวกเขาทำในสิ่งที่เกินความสามารถของพวกเขา หากพวกเจ้าสั่งใช้พวกเขา ก็จงช่วยเหลือพวกเขา

บทเรียนที่ได้จากหะดีษนี้มีดังนี้

๑. ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม แม้พวกเขาจะมีฐานะทางสังคมต่ำต้อยกว่ามุสลิมบางคน หรืออาจจะมาจากครอบครัวที่ไม่มีฐานะก็ตาม แต่พวกเขาเหล่านั้นเป็นพี่น้องกัน

๒. ไม่ควรอย่างยิ่งที่พี่น้องมุสลิมจะตำหนิหรือว่าร้ายพี่น้องมุสลิมด้วยกันโดยการใช้วาจาหรือคำพูดที่อิสลามไม่อนุญาติ หากเห็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับพี่น้องของเขา สิ่งที่เขาจะต้องทำ คือ การนะศีหะห์ ด้วยวิธีการที่ดี อย่างมีหิกมะห์ ไม่ใช่ใส่ร้ายหรือประจางเขา ซึ่งระหว่างนะศีหะห์กับประจางมีความแตกต่างอย่างแน่นอนและเห็นชัด

๓. มุสลิมบางคนอาจมีนิสัยญะฮีลิยะห์อยู่ในตัว ซึ่งญะฮิลียะห์ ณ ที่นี้ หมายถึง สิ่งที่ไม่ใช่อิสลามแต่อย่างใด หรือนักวิชาการร่วมสมัยหลายท่านให้ความหมายว่า สิ่งที่เป็นกุฟร์ และการที่มุสลิมมีนิสัยของคนกาฟิรอยู่ในตัวของเขา หรือไปพูดด้วยคำพูดที่เป็นกุฟร์ หรือไปกระทำด้วยการกระทำที่เป็นกุฟร์ มิได้มีความหมายว่า เขาผู้นั้นได้ตกมุรตัดและเป็นกาฟิร เว้นแต่ว่า เขาจะรู้ดีว่ามันเป็นสิ่งต้องห้าม แต่กลับตัดสินว่ามันเป็นที่อนุญาติในอิสลาม เช่น คนที่พูดโกหก แน่นอนการโกหกไม่ใช่นิสัยที่มาจากอิสลามอย่างแน่นอน คนที่โกหกก็รู้ดีว่า การโกหกเป็นสิ่งต้องห้าม หากเขาเห็นสิ่งต้องห้ามว่า มันเป็นสิ่งฮะลาล แน่นอนเขาจะตกมุรตัด ซึ่งมุสลิมหลายคนอาจกระทำมะศียะห์โดยที่เขาเองก็รู้ว่ามันเป็นมะศียะห์

๔. อย่าได้ใช้อารมณ์ในการตัดสินผู้อื่น เพราะการใช้อารมณ์จะทำให้เขาเกิดความผิดพลาดในการตัดสิน

๕.มุสลิมเป็นพี่น้องกัน มีอะไรก็ควรแบ่งปันซึ่งกันและกัน อย่าดูดายพี่น้องของท่านที่ตกอยู่ในความลำบาก ทั้งๆที่ท่านสามารถช่วยเหลือเขาได้

๖. คนที่เป็นนายคน ไม่ควรมอบมายงานให้กับคนที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาโดยไม่ประเมินความสามารถของเขาในการปฎิบัติงานนั้นๆ หากสิ่งท่านมอบมายให้กับลูกน้องของท่านเกินความสามารถของเขา ก็จงช่วยเหลือเขาในการทำภารกิจให้สำเร็จ

ขอให้ทุกคนเป็นพี่น้องกัน แม้จะแตกต่างทางความคิด ก็อย่าได้ทำให้หัวใจของการเป็นมุสลิมแตกแยกเลย มีอะไรที่ผิดพลาดก็จงใช้ระบบการนะศีหะห์ เพราะไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบนอกท่านนะบีศ็อลลอลเลาะห์อะลัยฮิวะสัลลัม



.............................
ผศ.ดร.อิบรอเฮม  สือแม




จงระวัง กลุ่มอัลอะหฺบาช และผู้ที่ซึมซับแนวคิดนี้


ครั้งเมื่อผมเรียนอยู่ที่จอร์แดน เริ่มมีการพูดคุยกันถึงกลุ่มๆหนึ่งที่มีนักศึกษามาเลย์หลายท่านไปศึกษาหาความรู้กับโต๊ะครูของกลุ่มนี้ หลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มนักศึกษาที่ไปเรียนกับกลุ่มนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม ชอบกล่าวหานักวิชาการที่ไม่ตรงกันกับกลุ่มของพวกเขาทางด้านอะกีดะห์และทางด้านฟิกฮฺ ถึงขนาดตัดสินอุลามาอฺหลายท่านว่าเป็นกาฟิร ไม่ว่าจะเป็นอุลามาอฺยุคก่อนและยุคปัจจุบันที่เป็นอุลามาอฺอะชาอีเราะห์เอง
จึงเกิดข้อสงสัยว่า ทำไมกลุ่มนี้ถึงตัดสินกาฟิรคนในอะกีดะห์เดี่ยวกัน หรือว่า แท้จริงเขาแค่นำอะกีดะห์อะชาอีเราะห์บังหน้า แต่ตัวจริงแล้ว ไม่ใช่ ผมก็เคยถามคณาจารย์ของผม แม้แต่คณาจารย์ที่ยึดอะกีดะห์อะชาอีเราะห์เอง พวกเขาก็ยังเตือนผมไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มนี้ เพราะเป็นกลุ่มตักฟีรียะห์ (กลุ่มที่ชอบตัดสินกาฟิรฝ่ายตรงข้าม)
ซึ่งหากไปดูฟัตวาอุลามาอฺสายอะชาอีเราะห์และยึดมัซหับชาฟีอีย์ เกี่ยวกับกลุ่มนี้ จะเห็นได้ว่า มีอุลามาอฺร่วมสมัยหลายท่านที่เตือนพี่น้องมุสลิมจากกลุ่มนี้ เช่น ศ.ดร.อะลี ญุมอะห์ มุฟตีอียิป ก็เคยฟัตวาว่า
تنتسب هذه الطائفة إلى شخص يدعى: عبد الله الهرري الحبشي. وهي طائفة لها ظاهر وباطن. فظاهرها التمسك بظاهر مذهب الشافعي في الفقه ومذهب الإمام الأشعري في العقيدة. وباطنها تكفير المسلمين، وتفسيق المؤمنين، وإشاعة الفتنة بين الأمة، والعمالة -في مقابل المال -لأعداء الإسلام والمسلمين.
ความว่า กลุ่มนี้อ้างไปยังบุคคลที่มีนามว่า อับดุลเลาะห์ อัลฮะร่อรีย์ อัลหะบะชีย์ เป็นกลุ่มที่มีภาพภายนอกและภายใน ภายนอกของมันคือการยึดมั่นกับมัซหับอิหม่ามชาฟีอีย์ในเรื่องฟิกฮฺ และทัศนะของอิหม่ามอัลอัชอะรีย์ในเรื่องอะกีดะห์ และภายในของมัน (ตัวตนที่แท้จริงของมัน) คือ การตัดสินกาฟิรพี่น้องมุสลิม ตัดสินฟาสิกบรรดาผู้ศรัทธา สร้างฟิตนะห์ระหว่างอุมมะห์ และทำงานให้กับศัตรูอิสลามและมุสลิมแลกกับทรัพย์สิน
เช่นเดี่ยวกันกับเชคอัลบูฏีย์ เจ้าของหนังสือชิวประวัติท่านนะบีที่โดงดังที่ถูกกลุ่มนี้ตัดสินว่าเป็นกาฟิร กล่าวว่
الأحباش: الذين لهم إمام في بيروت عبد الله الهرري، يقولون في مسجدهم إن الصلاة وراء الوهابي حرام، وأن الإمام إبن تيمية كافر.
الإقتداء بالوهابي ليس محرماً وصلاة المقتدي صحيحة.
ولا يجوز تكفير مسلم لا نعلم يقيناً أنه عندما مات، مات على الكفر، وليس في الناس من يعلم أن ابن تيمية عندما مات ارتد عن الإسلام ومات كافراً.
والجماعة التي تسألني عنها يكفرون كثيراً من المسلمين، إنهم يكفرون متولي الشعراوي، والقرضاوي، ويكفرونني أنا أيضاً، ولعلهم المسلمون الوحيدون المدللون على الله، فيما يعتقدون.
ความว่า อัลอะหฺบาช คือ กลุ่มคนที่มีผู้นำอยู่ในไบรูตนามว่า อับดุลเลาะห์ อัลหะร่อรีย์ พวกเขากล่าวในมัสยิดของพวกเขา ว่า การละหมาดตามอิหม่ามวาฮาบีย์เป็นสิ่งต้องห้าม และอิหม่ามอิบนฺตัยมิยะห์เป็นกาฟิร
การตามอิหม่ามวาฮาบีไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้าม และละหมาดของผู้ตามก็ใช้ได้
และไม่อนุญาตตัดสินกาฟิรแก่พี่น้องมุสลิมที่เราไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าเขาได้เสียชีวิตในสภาพที่เป็นกาฟิร และไม่มีใครที่รู้ว่า ท่านอิบนฺตัยมิยะห์ ขณะเสียชีวิตนั้น ได้ออกจากศาสนาอิสลามและเสียชีวิตในสภาพที่เป็นกาฟิร
และกลุ่มนี้ที่พวกท่านถามฉันถึงมันนั้น ก็ได้ทำการตัดสินพี่น้องมุสลิมมากมายว่าเป็นกาฟิร แท้จริงพวกเขาได้ตัดสินกาฟิรท่านมุตะวัลลีอัชชิรอวีย์ อัลกุรฎอวีย์ และพวกเขาก็ได้ตัดสินฉันว่าเป็นกาฟิรเช่นเดี่ยวกัน เสมือนกับว่าพวกเขาเท่านั้นที่เป็นมุสลิมที่รักยิ่ง ณ อัลลอฮฺ ในสิ่งที่พวกเขาเชื่อกับมัน
ศ.ดร.วะฮฺบะห์อัซซุหัยลีย์ หนึ่งในนักวิชาการชาฟีอีย์แห่งชามก็เช่นเดี่ยวกัน ได้กล่าวว่า
أنا سئلت عن هذه الفرقة: هؤلاء الضالون المضلون يجب الابتعاد عنهم والتحذير منهم وجماعة فتنة وهم يفتون الناس بأهوائهم ويحلون الحرام ويحرمون الحلال وهم أيضا مشبوهون في صلتهم بدولة أجنبية. وبالتالي ينبغي الحذر منهم حذرا شديدا. أنا أطلب منهم أن يكونوا حذرين
ความว่า ฉันถูกถามเกี่ยวกับกลุ่มนี้ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่คนที่หลงทางและทำให้ผู้อื่นหลงทางตามพวกเขา วาญิบที่จะต้องห่างไกลจากพวกเขา และเตือนจากพวกเขา พวกเขาคือกลุ่มคนที่สร้างฟิตนะห์ พวกเขาได้ฟัตวาให้กับพี่น้องมุสลิมตามอารมณ์ของพวกเขา พวกเขาได้ตัดสินสิ่งหะรอมว่าหะลาล และสิ่งที่หะลาลว่าหะรอม ทั้งๆที่พวกเขาเองนั้นเป็นที่สังเกตว่ามีความสัมพันธ์กับประเทศไม่ใช่มุสลิม ด้วยเหตุนี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องระมัดระวังพวกเขาเหล่านี้ ฉันขอให้พวกเขาเหล่านั้นจงระมัดระวังไว้ให้ดี
เหล่านี้ คือ คำเตือนของอุลามาอฺร่วมสมัยสายมัซหับชาฟีอีย์และยึดกับอะกีดะห์อะชาอีเราะห์ ที่พยายามตักเตือนพี่น้องมุสลิมให้ระมัดระวังจากกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อันตราย เคยสร้างฟิตนะห์ในประเทศของเขาจนเป็นเหตุให้บรรดาอุลามาอฺและนักเผยแพร่อิสลามต้องถูกขังมากมาย
ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้น กลุ่มนี้ มีอะกีดะห์และคำพูดมากมายที่ตรงกับอะกีดะห์และคำพูดของกลุ่มชีอะห์รอฟิเฎาะห์ และเป็นกลุ่มอ้างสุนนะห์เดี่ยวที่ว่าร้ายศ่อหะบีย์มุอาวิเยาะห์ เช่น อับดุลเลาะห์อัลหะบะชีย์ได้กล่าวว่า
قال الإمام علي عليه السلام: "إن الله خلق العرش إظهاراً
لقدرته لا ليجلس عليه"
ความว่า ท่านอิหม่ามอะลีอะลัยฮิสสลามกล่าวว่า แท้จริง อัลลอฮฺได้สร้างอะรัชเพื่อแสดงถึงความสามารถของพระองค์ มิใช่เพื่อประทับบนมัน
คำพูดนี้ถูกบันทึกในวารสารมะนารอัลฮุดา เล่ม ๕ หน้า ๓๗ และเป็นคำพูดเดี่ยวกันที่มีอยู่ในหนังสือ อัลอะกออิดอัลอิสลามิยะห์ของชีอะห์ที่แต่งโดยอัลฏ่อบะร่อซีย์ เล่ม ๒ หน้า ๔๐๒
ดังนั้น ขอเตือนพี่น้องมุสลิม โดยเฉพาะชาวเฟสทั้งหลาย ให้ระมัดระวังกลุ่มนี้ให้ดี และกลุ่มได้รับอิทธิผลจากกลุ่มนี้ เพราะเป็นกลุ่มที่ตัดสินอุลามาอฺมากมายว่าเป็นกาฟิร



.......................
Iprohem Suemae



คำฟัตวาของเชคอะลี ญุมอะห์ ถูกเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตมานานแล้ว ซึ่งแหล่งอ้างอิงเดิมถูกปิดแล้ว แต่มีอยู่ในเว็บทั่วไป เช่น http://www.soufia-h.net/showthread.php?t=4377 เช่นเดี่ยวกันใน http://www.eltwhed.com/vb/showthread.php?15371-%C3%DE%E6%...

http://al7ewar.net/forum/showthread.php?18422-%C7%E1%C3%C... และอื่นๆอีกมากมาย


ส่วนคำฟัตวาของศ.ดร.วะห์บะห์นั้น ก็มีเป็นเว็บและยูทูบ http://www.youtube.com/watch?v=GhkY0q6qI4A

  ส่วนคำฟัตวาของเชคอัลบูฏีย์ก็ถูกเผยแพร่ในเว็บต่างๆมากมาย เช่น http://www.soufia-h.net/showthread.php?t=8240 http://muntada.khayma.com/1/showthread.php?t=7103