อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

หั๊จญฺ ที่พิเศษ เหนือกว่าพันพันหั๊จญฺ




ณ สนามบินญิดดะฮฺ คณะหั๊จญฺชาวอียิปต์หลายคณะกำลังรอเครื่องเพื่อบินกลับประเทศหลังเสร็จพิธีหั๊จญฺแล้ว ตรงนั้นผู้รับเหมาก่อสร้างกำลังนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่กายภาพบำบัดเรื่องการทำหั๊จญฺ

ผู้รับเหมา – ทุกครั้งที่ผมได้กำไรก้อนใหญ่จากการรับเหมาก่อสร้าง ผมจะเดินทางมาทำหั๊จญฺเสมอ นี่เป็นครั้งที่สิบแล้วที่ผมมาทำหั๊จญฺ แล้วคุณล่ะทำอะไร และมาทำหั๊จญฺกี่ครั้งแล้ว

เจ้าหน้าที่กายภาพบำบัด – ตั้งแต่ผมจบมาทางกายภาพบำบัดและเริ่มทำงานเป็นนักกายภาพบำบัดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ผมตั้งใจและเริ่มเก็บเงินเพื่อมาทำหั๊จญฺ จนปีนี้ผมเก็บเงินพอที่จะมาทำหั๊จญฺได้ ผมไม่รีรอเลยที่จะไปบริษัทบริการเรื่องหั๊จญฺ วันที่ผมจะนำเงินที่เก็บมาตลอด 30 ปีไปจ่ายแก่บริษัท วันนั้นแม่ของผู้ป่วยของผมคนหนึ่งเดินมาทักผมด้วยสีหน้าเศร้าว่า “วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่ฉันจะพาลูกชายมารักษาทำกายภาพบำบัดกับคุณ พ่อเขาตกงาน เราไม่มีเงินค่ารักษาเขาอีกแล้ว” ผมฟังเช่นนั้น ผมบอกนางว่า “เด๋วผมจะไปขอให้ทางโรงพยาบาลรับลูกคุณเป็นคนไข้อนาถา” ผมรีบไปพบท่านผู้อำนวยการ แต่ได้รับการปฏิเสธ ผมตื้ออย่างไร ท่านก็ไม่ตอบรับ ท่านบอกว่า “ทางโรงพยาบาลของเราไม่มีนโยบายเรื่องนี้เลย” ผมสงสารนางและลูกชายของนางมาก ผมเดินออกมาจากห้องผอ.ด้วยความผิดหวัง ผมครุ่นคิดว่า จะช่วยนางและลูกอย่างไร เพราะลูกของนาง หากได้รับการกายภาพอีกไม่กี่เดือนก็น่าจะหายเป็นปกติ ด้วยความสงสารนางและลูก ผมจึงตัดสินใจนำเงินที่เก็บมา 30 ปีไปจ่ายเป็นค่ารักษาให้ลูกของนางล่วงหน้าหกเดือน แล้วผมกลับมาบอกนางว่า “ผมติดต่อให้คุณเรียบร้อยแล้วนะ คุณสามารถพาลูกชายมารักษาได้อีกหกเดือน โดยไม่ต้องเสียค่ารักษาแต่อย่างใด” นางดีใจมากๆ นางดุอาให้ผมอย่างมากมายด้วยความปีติยินดี

ผู้รับเหมา – แล้วคุณเอาเงินที่ไหนมาทำหั๊จญฺละครับ
เจ้าหน้าที่กายภาพบำบัด – วันนั้นผมเดิมกลับบ้านพร้อมน้ำตา รู้สึกผิดต่ออัลลอฮฺที่เสมือนว่าตัวเองผิดสัญญาต่อพระองค์ว่า จะไปทำหั๊จญฺที่บ้านของพระองค์ปีนี้ ผมกลับถึงบ้านคิดแต่เรื่องหั๊จญฺจนผมเผลอหลับไป คืนนั้นผมฝันว่า “มีคนเรียกผมว่า คุณหัจญีสะอี๊ด คุณได้หั๊จญฺที่ดีงามแล้ว คุณได้ทำหั๊จญฺบนฟากฟ้าก่อนที่คุณจะได้ทำหั๊จญฺบนพื้นดิน” ผมตกใจตื่น ผมรู้ตัวว่า ตัวเองคงหมดโอกาสไปทำหั๊จญฺแล้ว แต่ผมก็ดีใจนะ ที่ในฝันมีคนเรียกผมว่า หัจญีสะอี๊ด เช้าวันนั้นมีเสียงโทรศัพท์จากท่านผอ. ท่านบอกผมว่า หุ้นส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลจะไปทำหั๊จญฺ แต่เขาต้องมีเจ้าหน้าที่กายภาพบำบัดไปด้วย คุณไปกับเขานะ ผมไม่รีรอเลยที่จะตอบตกลงท่านไป ขณะทำหั๊จญฺผมดูแลเขาอย่างดี จนเขาชื่นชมผมมาก ให้เงินผมมาส่วนหนึ่ง ผมจึงเล่าเรื่องของผมให้เขาฟัง เขาจึงตัดสินใจตั้งกองทุนอนาถาแก่ผู้ป่วยที่ยากจน และรับบุตรชายของสตรีคนนั้นเป็นคนไข้พิเศษ โดยเขาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และยิ่งกว่านั้นเขารับสามีของสตรีคนนั้นเป็นพนักงานในบริษัทของเขาอีกด้วย

ผู้รับเหมา – จึงลุกขึ้นมาหอมหน้าผากของเจ้าหน้าที่กายภาพบำบัดอย่างให้เกียรติ พร้อมบอกเขาว่า “ผมทำหั๊จญฺติดต่อกันมาสิบปี ผมเคยคิดว่า หั๊จญฺของผมคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับตัวเองมากๆ แต่วันนี้ ผมรู้สึกละอายต่อคุณมาก หั๊จญฺของคุณครั้งเดียวดีกว่าพันพันหั๊จญฺของผมเสียอีก ผมเดินทางไปบ้านของอัลลอฮฺ แต่สำหรับคุณ อัลลอฮฺทรงเชิญคุณไปที่บ้านของพระองค์”

...” หั๊จญฺ อิบาดะฮฺสำคัญยิ่งสำหรับผู้มีความสามารถทุกคน ความทุ่มเทอย่างมุ่งมั่น ความบริสุทธิ์ใจในการบำเพ็ญหั๊จญฺ และการควบคุมกายใจให้มุ่งสู่พระองค์อย่างแท้จริง คือสิ่งวัดคุณค่าของมัน มิใช่จำนวนครั้งแต่อย่างใดเลย “....


...........................
Abdulloh Nhoorag







นี่คืือ.....ผู้กล้าหาญ



มีกลอนของเด็กอยู่บทหนึ่งเรื่องพูดจริง ดังนี้

"อัลลอฮฺทรงรู้ เมื่อหนูทำผิด
จงอย่างปกปิด บอกแม้ความจริง"
(จากหนังสือ เด็กดีของอัลลอฮฺ)

ไม่ใช่พูดจริงเฉพาะเมื่อทำผิด แต่ควรพูดจริงทุกโอกาส คำว่า จริง มีความหมายว่า รู้จริง เห็นจริง เห็นจริงในเหตุการณ์ต่างๆ รู้อย่างไรก็พูดอย่างนั้น เห็นอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ต้องไม่หลอกลวง ไม่พูดเสริมเติมต่อความ

การพูดต่อเติมเป็นเรื่องยาก การพูดจริงเป็นเรื่องง่าย ไม่ลำบากใจ จิตใจก็สบาย เป็นประโยชน์ต่อตนเองและคนอื่นด้วย มีผู้มอบความไว้วางใจ มีคนรักนับถือในคำพูด อยากจะคบหาสมาคมด้วย

"จงพูดจริงแม้มันจะขม" (รายงานโดย อะหมัด)

การพูดจริงบางทีมันขมขื่น ต้องข่มใจตนเองมาก เพราะว่าความจริงไม่ปรากฏวันนี้ ต่อไปต้องรู้เห็นไปปรากฏวันหลัง การพุูดจริงเป็นความดีในโลกนี้ ในวันโลกหน้าก็จะเป็นขาวสวรรค์

การพูดจริงต้องฝึกให้เป็นนิสัยตั้งแต่เด็ก ๆ ผู้ใหญ่ พ่อแม่ ก็ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ผู้ใหญ่ต้องรักษาคำพูดและการกระทำ ไม่ปิดบังซ่อนเร้นหลอกลวงเด็ก เมื่อสัญญาว่าจะให้ทำอะไร หรือทำอะไรกับเด็กก็ต้องทำตามที่พูด เด็กก็จะไม่พูดเท็จ นอกจากผู้ใหญ่จะทำเป็นตัวอย่าง แม้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เมื่อเด็กทำสิ่งใดผิดก็ให้เขาพูดจริง

การเป็นพยานให้การไปตามความจริงเป็นสิ่งยากมาก เช่น เป็นพยานในการพิพาทระหว่างกัน เพราะว่าต่างคนก็ต้องการชนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย

"แท้จริงอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในหัวอกทั้งหลาย" ซูเราะห์อาลิอิมรอน อายะฮห์ที่ 119

จะขอเล่าเรื่องชาวถ้ำในซูเราะห์อัลกะฟี ซึ่งพวกเขาเป็นที่พอพระทัยของอัลลอฮฺฺ (ซ.บ.) มีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน

มีเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) กล้าพูดความจริงต่อหน้าพระราชาที่อธรรม เป็นเรื่องของชาวถ้่ำ คือเป็นเรื่องราวชองชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) และะพระองค์ก็ทรงให้แนวทางและหัวใจที่เข้มแข็งแก่เขา โดยยืนพูดต่อหน้าพระราชาที่อธรรม ที่จะบังคับให้เขายึดถือพระเจ้าอืน ในซูเราะห์อัลกะฮ์ฟี อายะห์ที่ 14 มีกล่าวไว้ว่า

"และเราได้ให้ความเข้มแข็งแก่หัวใจของพวกเขาขณะที่พวกเขายืนขึ้นประกาศว่า "พระเจ้าของเราคือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน เราจะไม่วิงวอนพระเจ้าอื่นจากพระองค์ มิเช่นนั้นเราก็กล่าวเกิินความจริงอย่างแน่นอน"

เป็นคำกล่าวของเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งหลังจากพูดความจริงต่อหน้าพระราชาแล้ว เด็กหนุ่มกลุ่มนี้กับสุนัขของเขาก็หลบนี้ไปอยู่ในถ้ำ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) จึงให้เขานอนหลับไป 309 ไปแล้วก็ฟื้นขึ้นมา สุนัขที่ไปด้วยเน่าเปื่อยเป็นผุยผง เขาไม่ทราบว่าเขาหลับไปนาน คิดว่าหลับไปเพียงบางส่วนของวันเท่านั้น

อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงยกย่องความเข้มแข็งการพูดจริงของเขาเรื่องนี้อยู่ในซูเราะห์อัลกะฮ์ฟี

การพูดจริงก็ต้องดูโอกาส ดูเวลา ดูบุคคล ดูสถานที่ บางกรณี เช่น เด็กหนุ่มชาวถ้ำนี่้พระราชาถาม เขาก็พูดตามความจริงเพราะว่าต้องพูด ไม่เช่นนั้นจะถูกบังคับให้เสียการอีมาน เสียการศรัทธา แม้ว่าพระราชาพิโรธ โกรธกริ่้ว เขาก็ต้องพูด

แต่บางเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องสำคัญ คือ เรื่องศาสนา เราก็ไม่จำเป็นต้องพูด จะเลี่ยงไปสนทนาเรื่องอื่นก็ได้

เช่น มีคนถามว่า "เสื้อที่ฉันใส่สวยไหม ?" ถ้าไม่สวยไม่เหมาะสมก๋็อาจจะพูดว่า "สีดีนะ" และสีก็ดีจริง ๆ คนฟังก็พอทราบไปเอง ไม่ต้องไปบอกว่า "ไม่สวยน ไม่สวยเลย"

เพื่ือนของเรา เรามองดูว่าเขาแก่มากแล้ว พอเจอกันก็ไม่ต้องไปพูดว่า "แหม เธอดูแก่ไปมากนะ" เป็นการพูดจริงที่ไม่เกิดประโยชน์เลย มีแต่โทษ ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) กล่าวว่า "ใครก็ตามศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และรอซุลขงพูดแต่สิื่งดี ๆ มิฉะนั้นก็จงนิ่งเสีย" (บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิิม)

มีนิทานเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องจริง เป็นเกร็ดความรู้ ประวัติศาสตร์ เรื่องจริงที่เป็นข้อคิด ท่านเชคอับดุลกอเดร อัลญีลานี ได้เล่าว่า วันที่ข้าพเจ้าจะเดินทางจากนครมักกะห์ไปสู่นครแบกแดดเพื่อศึกษาหาวิชาความรู้นั้น มารดาของข้าพเจ้าได้มอบเงินให้ 40 ดินาร

ท่านได้ขอคำมั่นสัญญาจกาพข้าพเจ้าอย่างหนึ่งก็คือไมให้พูดปดโดยไม่มีข้อแม้เลย กล่าวคือ แม้ข้าพเจ้าจะตกอยู่ในสถานะเช่นใดก็จะต้องพูดแต่ความจริงอย่างเดียวเท่านั้น

พอเดินทางเข้าเขตเมืองฮัมดาน ข้าพเจ้าก็ได้พบโจรผู้ร้ายพวกหนึ่งบังคับให้ข้าพเจ้าหยุด แล้วหัวหน้าก็ถามว่า

"ท่านมีเงินติดตัวมาเท่าไร"

ข้าพเจ้าก็ตอบว่า "มี 40 ดีนารเท่านั้นละ"

ชะรอยพวกโจรคงจะสังเกตเห็นเครื่องแต่งกายของข้าพเจ้าขะมุุกขะมอม จึงไม่ยอมเชื่อว่าเชื่อว่าข้าพเจ้ามีเงินตามที่บอกไปจริง พวกมันก็พากันเดินเลยไป

เดินต่ออีกสักครู่ก็ไปพบโจรอีกพวกหนึ่ง คราวนี้ข้าพเจ้าก็ถูกจับตัว ถูกนำไปหานายโจร หัวหน้าโจรถามว่า

"ท่านมีเงินเท่าไรล่ะ"

ข้าพเจ้าก็บอกตามตรงอีกว่า "40 ดินารเท่านั้นล่ะ"

เมื่อได้ฟังคำตอบโจรก็นิ่งอึ้งไปสักครู่แล้วก็ถามว่า " เอ ! เหตุใดท่านจึงกล้าบอกความจริงอย่างนี้ ท่านไม่กลัวเราแย่งเอาเงินไปหมดหรือ ?"

ข้าพเจ้าก็ตอบว่า "ข้าพเจ้าพูดปดไม่เป้นหรอหฃก พูดไม่ได้ พูดได้แต่ความจริงอย่างเดียว เพราะว่าเมื่อวัยที่จะออกจากบ้าน มารดาของข้าพเจ้าก็ได้สั่งนักสั่งหนาไม่ให้พูดปด ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะอย่างไร ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะละเมิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับมารดาได้"

ฝ่ายหัวหน้าโจรเมื่อได้ฟังคำตอบก็มีสีหน้าสลดลงไปทันทีแล้วก็ร้องด้วยเสียงอันดัง มือก็กระชากเสื้อของตนฉีกขาดจนหมดดูว่าเหมือนครวิกลจริต แล้วก็หันมาพูดกับข้าพเจ้าว่า

"ท่านไม่ละเมิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่มารดาของท่าน ส่วนฉันสิ เป็นคนเลวที่สุดที่ประพฤติตัวเป็นโจรผู้ร้าย ซึ่งเป็นการละเมิดคำสั่งของพระผู้อภิบาลอย่างร้ายแรงที่สุด"

แล้วเขาก็หันไปสั่งลูกน้องของเขาให้นำทรัพย์สมบัติที่ได้ชิงวิ่งราวมาคืนให้แก่เจ้าของทั้งหมด คืนไปเท่าที่จะคืนได้ พร้อมกับเขาประกาศตัวต่อหน้าลูกน้องของเขาว่า

"ตั้งแต่นี้ต่อไป เราจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาอาชีพ เลิกประกอบอาชญากรรมอย่างเด็ดขาด"

ฝ่ายลูกสมุนโจรเมื่อเห็นพฤติกรรมเช่นนั้นก็พากันพูดขึ้นพร้อม ๆ กันว่า

"เออ แต่ก่อนนี้ ท่านเป็นผู้นำพวกเราทำการฉกชิงวิ่งราว มาบัดนี้ท่านก็นำพวกเราให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีอีก"

ว่าแล้วก็พากันปฏิญาณตัวว่าจะเลิกประกอบอาชญากรรมอย่างเด็ดขาด นี่ก็เป็นผลของการพูดจริง

พูดจริงเป็นเรื่องง่าย พูดเท็จเป็นเรื่องยาก ทั้งก่อนและหลังลำบากทั้งโลกนี้และโลกหน้าทีเดียว เรามาพูดจริงกันเถอะ


...................................
(จากหนังสือ : ของขวัญจากคุณยาย)
ซัยหนับ เพชรทองคำ : เขียน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์






อิสลาม คือ ศาสนาของอัลลอฮฺ


อิสลาม คือ ศาสนาของอัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ พระองค์จะไม่ทรงรับศาสนาอื่นจากบ่าวของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือญิน พระองค์ตรัสว่า

﴿ وَمَن يَبۡتَغِ غَيۡرَ ٱلۡإِسۡلَٰمِ دِينٗا فَلَن يُقۡبَلَ مِنۡهُ﴾ [آل عمران: ٨٥]

ความว่า “และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด” (อาล อิมรอน 85)

﴿ إِنَّ ٱلدِّينَ عِندَ ٱللَّهِ ٱلۡإِسۡلَٰمُۗ ﴾ [آل عمران: ١٩]

ความว่า “แท้จริง ศาสนา ณ อัลลอฮฺนั้นคืออิสลาม” (อาล
อิมรอน 19)



แบบอย่าง....ความอดทน



คุณยายขอนำเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์เรื่องจริงที่เป็นข้อคิดจาก ม. ซอลิฮี ดังนี้้ ท่านนบีอัยยูบ เป็นนบีท่านหนึ่งในบรรดานบีที่ปรากฏนามในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน นักประวติศาสตร์ส่วนมากบอกว่าเป็นเชื้อสายของท่านนบีอิสหากและท่านนบียะอ์กูบ (อะลัยฮิสลาม)

ท่านนบีอัยยุูบเป็นท่านนบีที่ร่ำรวยที่สุดท่านหนึ่ง มีที่ดินเรือกสวนไร่นามหาศาล อุดมสมบูรณ์ไปด้วยลูกหลาน ญาติมิตร มีทรัพย์สินและสัตว์เลี้ยงนานาชนิิดมากมาย

แต่ท่านไม่ใช่เศรษฐีชนิดงกทรัพย์ หรือหลงลืมพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงประทานความกว้างขวางให้แก่ท่าน

กล่าวคือ ท ่านนบีอันยูบได้บริจาคทรัพย์สิินอย่างไม่กลัวหมดออกช่วยเหลือเกื้อกูลคนอนาถา เลี้ยงดูคนยากจน อุปการะหญิงหม้าย อุปถ้มภ์เด็กกำพร้า ส่งเสียผู้พลัดถิ่น และยังต้อนรับให้เกียรติแก่แขกผู้มาเยือนเป็นนิจ

ท่านนบีอัยยูบเป็นผู้เคร่งครัดในการเคารพสักการะมาก จงรักภักดีในการปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) อย่างยิ่ง

แต่แล้ว อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ก็ได้ทรงทดสอบน้ำใจและความเลื่อมใสศรัทธาของท่านนบีอัยยูบอย่างขนาดหนักที่สุด

ด้วยการให้ยากจน ตลอดจนสูญเสียลูกหลานญาติมิตร ตัวเองก็ล้มป่วยอย่างหนัก เหลือแต่ภรรยาคนเดียวที่เฝ้าปรนนิบัติรักษาพยาบาลอยู่เป็นประจำ

แม้ความมั่งคั่งความสมบูรณ์พูนสุขจะได้หลุดลอยไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ความเข้มแข็งแห่งจิตใจ ความเลื่อมมใสศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าก็หาได้เสื่อมคลายหรือลดน้อยตามลงไปด้วย

ท่านยังคงจงรักภักดี เคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้าเข้มแข็งยิ่งขึ้นโดยยึดมั่นอยู่ในพระมหากรุณาปรานีของพระองค์เป็นนิจ

เสมือนหนึ่งความมั่งมีหรือความยากจนมิได้มีอำนาจเหนือจิตใจของท่านเลย ความสมบูรณ์พูนสุข หรือความยากจน ความทุกข์ยากลำบากไม่ได้มีผลกระทบต่อความรู้สึกของท่านนบีอัยยูบเลยแม้แต่น้อย

ตลอดระยะเวลา 7 ปี ที่่ท่านนบีอัยยูบป่วยหนัก ที่ท่านนบีอัยยูบป่วยหนัก ยอดภรรยาผู้ซื่อสัตย์ของท่านไม่ได้ออกห่างเลย พยายามปรนนิบัติรักษาพยาบาลด้วยจิตใจจงรักภักดี โดยมิได้รังเกียจหรือเบื่อหน่าย

นางมีจิตใจมั่นคงหนักแน่น ไม่คำนึงถึงความผันผวนของชะตาชีวิต คือไม่ยินดียินร้ายในความมั่งมีหรือความยากจน

นางตระหนักแน่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ที่ไม่มีอำนาจใดจะเปลี่ยนแปลงและขัดขืนได้

ผลแห่งความอดทน ความมีน้ำใจหนักแน่นมั่นคงอยู่ในพระมหากรุณาธิคุณเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า และผลแห่งการยอมรับความผันแปรแห่งชะตาชีวิตที่พระผู้เป็นเจ้าได้กำหนดมาด้วยความยินดี ตลอดจนคุณงามความดีที่ประกอบไว้แตหนหลัง

การป่วยไข้ของท่านนบีอัยยูบก็ได้ทุเลาเบาบางลงเป็นลำดับจนกระทั่งหายเป็นปกติ ร่างกายมีกำลังวังชาแข็งแรงขึ้น ความยากจน ความทุกข์ยากลำบาก ความอดอยากก็ค่อย ๆ จางหายไป

บรรยากาศความมืดมนเข้มข้นแห่งชีวิตกลับสดใสสว่างไสวขึ้น จนในที่สุดท่านนบีอัยยูบกับภรรยาก็กลับคืนสู่ภาวะอันมั่งคั่งสมบูรณ์พูนสุขเช่นเดิมทุกประการ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงสุดเพียงพระองค์เดียว

จากเรื่องนี้เราได้บทเรียนยอดเยี่ยม 2 ประการ คือ

ประการที่ 1 ความร่ำรวยหรือความยากจนก็ดี เป็นภาระที่ไม่คงที่ วันนี้อาจกองอยู่ที่นี่ พรุ่งนี้อาจไปกองอยู่ที่อื่นก็ได้

ดังนั้นเมื่อชะตาชีวิตของเราหมุนมาสู่จังหวะสมบูรณ์พูนสุข เราควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของผู้ประสิทธิ์ประสาทให้มาก ด้วยการใช้จ่ายทรัพย์สินไปในทางที่ดี เฉลี่ยความสุขสบายไปยังบรรดาข้าของพระองค์ อันตกอยู่ในสภาพรอคอยความช่วยเหลือตามสมควร

ตรงกันข้ามเมื่ือชะตาชีวิตหมุนมาอยู่ในจังหวะมืดมน เราก็ควรก้มหน้ารับด้วยความยินดี พยายามสำรวจตัวเองว่ามีความเสื่อเสียอะไรอยู่บ้าง ยึดความอดทนเป็นหลัก มั่นในพระมหากรุณาธิคุณของพระผู้เป็นเจ้า ตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาความโปรดปรานจากพระองค์อย่างเต็มกำลังความสามารถ ตามวิถีทางที่พระองค์โปรดปราน พยายามระมัดระวังไม่ให้ชีวิตจิตใจตกเป็นทาสอำนาจใฝ่ต่ำ ฉุดกระชากตัวเราไปสู่ทางแห่งหายนะ

ประการที่ 2 ภรรยาที่ดีตามแบบฉบับของอิสลาม คือภรรยาที่ยินดีร่วมหัวจมท้ายกับสามีในทุกจังหวะของชีวิิต ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสามี ไม่เห็นแก่ความสุขส่วนตน

จงรักภักดีอยู่ในโอวาทของสามี ไม่ดึงดันในสิ่งที่ผิด ไม่ก่อความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่สามี พยายามหาทางเพิ่มพูนความรื่นรมย์ ความสุขสงบในครอบครัวให้ทวียิ่ง ๆ ขึ้น ต้องเป็นภรรยาที่ดี เป็นแม่ที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดีในครอบครัว

เมื่อจะเดินทางไกลเรายังต้องตะเตรียมเครื่องใช้และเสบียงอาหารไปให้พรักพร้อมเพื่อความสะดวก ใกล้จะถึงกำหนดที่เราจะต้องเดินทางไปยังดินแดนที่เราไม่มีโอกาสที่จะไปหาอะไรจากที่นั่นได้เลยแม้แต่น้อย ท่านได้ตระเตรียมอะไรไว้บ้างหรือยัง


.......................................
(จากหนังสือ : ของขวัญจากคุณยาย)
ซัยหนับ เพชรทองคำ : เขียน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์






คน.....แบบไหน



คุณยายได้ฟังคุฏบะฮฺวันศุกร์ของมัสยิดดารุลอิหฺซาน เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องมุสลิม จึงนำมาสรุปใฟ้ฟังดังนี้

หะดีษนี้ยาวมาก คุณยายไม่ได้นำมาไว้ในเล่มนี้ เป็นหะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงส่งท่านมาเผยแผ่ทางนำแก่มนุษยชาติ

เปรียบเหมือนอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงเมตตามให้ฝนโปรยปรายลงมายังพื้นดิน ดินบางแห่งรับน้ำฝนได้ดี บางแห่งก็รับได้น้อย บางแห่งแม้ว่าฝนจะตกหนักมากก็รับน้ำไม่ได้เพราะเป็นดินที่แน่นแข็ง เปรียบได้กับมนุษย์นั้นมีหลายประเภท พระองค์โปรดปรานให้เขาเป็นมุสลิม

**ประเภทที่ 1 คือคนที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงเมตตาให้เขาได้เรียนรู้มาก เข้าใจได้ดีต่อความโปรดปรานของพระองค์ เขาก็ปฏิบัติตามทุกอย่างที่เขาได้เรียนรู้ และแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตามด้วย

คนประเภทนี้จึงได้รับผลบุญมาก เป็นที่โปรดปรานของอัลลอฮฺฺ (ซ.บ.) เหมือนฝนที่โปรยปรายลงมาบนพื้นดินที่ดี ทำความชุมชื้นให้แก่พื้นอินแล้ว พืชผักต้นไม้ใหญ่น้อยต่างก็งอกงาม เป็นประโยชน์กับคนและสัตว์ทั่วไป

**ประเภทที่ 2 คนที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงเมตตาให้ทางนำแก่เขาให้เขาได้เรียนรู้มาก เข้าใจดี สอนผู้อื่นมากแต่ว่าตัวเองไม่ปฏิบัติตามที่สอนไม่ปฏิบัติตามที่เรียนรู้

เปรียบเสมือนลาที่แบกของหนักไว้บนหลัง ไม่ได้รับประโยชนฺ์ใด ๆ นอกจากความหนัก

และเปรียบเสมือนดวงเทียนที่จุดให้แสงสว่างแก่คนทั่วไปให้ความสว่างแก่ผู้อื่น แต่ว่าตัวเองนั้นมอดไหม้จนดำอยู่ในแสงที่ให้คนอื่ืนแต่่ตัวเองไม่ทำ

**ประเภทที่ 3 คนที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงเมตตาให้ทางนำแก่เขา แต่เขาไม่ได้รับสิ่งดี เปรียบเสมือนคนเป็นใบ้ หูหนวก ตาบอด ไม่ฟังเหตุผล ไม่คิดพิจารณา ไม่เรียนรู้ ทำเป็นไม่ได้ยิน

สรุปบุคคลแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

ประเภทที่ 1 เรียนรู้แล้วนำไปปฏิบัติ แล้วสอนผู้อื่นต่อด้วย

ประเภทที่ 2 เรียนรู้แล้วนำไปสอนผู้อื่น แต่ตัวเองไม่ปฏิบัติ

ประเภทที่ 3 ไม่เรียนรู้ ไม่รับฟัง ทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่ทำประโยชน์ให้แก่ตนเองและผุ้อื่น

ขออัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงให้พวกเราตลอดจนพี่่น้องมุสลิมทั่วโลกเป็นบุคคลประเภทที่ 1 คือ เรียนรู้ นำไปปฏิบัติและสอนผุ้อื่นด้วย เพื่อสังคมจะได้รุ่้งเรืองต่อไป


...............................................
(จากหนังสือ : ของขวัญจากคุณยาย)
ซัยหนับ เพชรทองคำ : เขียน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์





ศาสนาที่ถูกนำเอามายึดถือปฏิบัติ


ศาสนาจะต้องไม่ถูกนำเอามายึดถือปฏิบัตินอกเสียจากต้องผ่านวะห์ยูจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺเท่านั้น

﴿هُوَ ٱلَّذِي بَعَثَ فِي ٱلۡأُمِّيِّ‍ۧنَ رَسُولٗا مِّنۡهُمۡ يَتۡلُواْ عَلَيۡهِمۡ ءَايَٰتِهِۦ وَيُزَكِّيهِمۡ وَيُعَلِّمُهُمُ ٱلۡكِتَٰبَ وَٱلۡحِكۡمَةَ﴾ [الجمعة: ٢]

ความว่า “พระองค์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งในหมู่ผู้ไม่รู้หนังสือซึ่งศาสนทูต(เราะสูล)ขึ้นมาคนหนึ่งจากพวกเขาเอง เพื่อให้เขาอ่านโองการต่างๆ ของพระองค์แก่พวกเขา และเพื่อให้เขาขัดเกลาจิตใจคนเหล่านั้นให้บริสุทธิ์ และให้เขาสอนคัมภีร์และให้ความรู้แก่พวกเขา” (อัล-ญุมุอะฮฺ 2)

ความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับศาสนาที่เอามาจากสิ่งอื่นนอกจากอัลกุรอานแลอ ะสุนนะฮฺถือว่าเป็นความโง่เขลา และความเข้าใจที่ถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับวะห์ยู คือความเข้าใจของบรรดาเศาะหาบะฮฺ




วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

ลายนิ้วมือ สัญญาณการสร้างหนึ่งของอัลลอฮ์


ชายคนหนึ่งมาหาท่านศาสดา(ศ.) พร้อมกับกระดูกของผู้ตาย และถามท่านว่า "โอ้มุฮัมมัด ท่านกล่าวว่า อัลลอฮ์จะทำให้ฉันกลับมามีชีวิตหลังจากที่ฉันได้กลายเป็นกระดูกแบบนี้กระนั้นหรือ?"

ดังนั้น อัลลอฮ์(ซ.บ.) จึงตอบด้วยโองการนี้

"แน่นอนทีเดียว เราสามารถที่จะทำให้ปลายนิ้วมือของเขาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์" (อัลกุรอาน 75: 4)

การกล่าวเน้นถึงลายนิ้วมือมีความหมายเป็นพิเศษอย่างยิ่ง นั่นเป็นเพราะว่าลายนิ้วมือของแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ทุกคนที่มีชีวิตหรือที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ มีลายนิ้วมือหนึ่งชุดที่พิเศษไม่เหมือนใคร จึงทำให้ลายนิ้วมือเป็นที่ยอมรับว่าเป็นเครื่องบ่งชี้อัตลักษณ์ของบุคคลที่สำคัญมาก และมันถูกใช้เพื่อจุดประสงค์นี้ทั่วโลก

ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

- ลายนิ้วมือเกิดเป็นรูปร่างขึ้นในตัวอ่อนที่มีอายุสี่เดือน และจะคงอยู่อย่างชัดเจนเช่นนั้นไปตลอดชีวิตของเขา

- ลายนิ้วมือเป็นร่องรอยโค้งที่เกิดจากการเชื่อมต่อกันระหว่างหนังกำพร้ากับหนังแท้ใต้ผิวหนัง

- ร่องรอยโค้งเหล่านี้แตกต่างไปในแต่ละคน และมันไม่เคยเหมือนหรือตรงกันเลยสักคน

- ลายนิ้วมือได้กลายมาเป็นวิธีระบุอัตลักษณ์บุคคลได้ดีที่สุด ในปี 858 นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ วิลเลียม เฮอร์เชล ระบุว่า ลายนิ้วมือแยกความแตกต่างของแต่ละบุคคลได้ ดังนั้นจึงทำให้ลายนิ้วมือเป็นหลักฐานที่แสดงความโดดเด่นของแต่ละบุคคล

"ข้าสาบานต่อวันกิยามะฮฺ และข้าขอสาบานต่อชีวิตที่ประณามตนเอง มนุษย์คิดว่า เราจะไม่รวบรวมกระดูกของเขากระนั้นหรือ แน่นอนทีเดียวเราสามารถที่จะทำให้ปลายนิ้วมือของเขาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์" (กุรอาน 75 : 1-4)

บรรดาแพทย์ที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับกายวิภาคอย่างกว้างขวางกับมนุษย์จำนวนมากแตกต่างกันหลายเชื้อชาติและต่างวัย และพวกเขาได้พบกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่พวกเขาต้องก้มหน้ายอมรับ และเป็นพยานว่าไม่มีใครที่จะสามารถทำให้ลายนิ้วมือของมนุษย์ทั่วจักรวาลนี้เหมือนกันได้แม้แต่ระหว่างคนสองคน เป็นที่สังเกตว่าโองการนี้ยังได้กล่าวถึงการสร้างปลายนิ้วมือขึ้นใหม่ทั้งหมดไม่ใช่เพียงนิ้วเดียว คำลายปลายนิ้วมือหมายถึงนิ้วมือทั้งหมด ดังนั้นการทำให้มันเป็นรูปร่างขึ้นมาใหม่อีกครั้งหลังจากถูกนำตัวมารวมกันในวันแห่งการฟื้นคืนชีพจึงเป็นสัญญาณหนึ่งของพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์(ซ.บ.) นี่เป็นเพียงความสามารถด้านหนึ่งของอัลลอฮ์ที่ทำให้มนุษย์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในวันพิพากษาพร้อมกับรูปพรรณสัณฐานในส่วนต่างๆ ของพวกเขาหลังจากที่มันถูกทำลายล้างไปหมดแล้ว

เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่า ปลายนิ้วมือจึงเป็นหนึ่งในสัญญาณต่างๆ ของอัลลอฮ์ที่เก็บความลับแห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์ไว้ และเป็นหลักฐานระบุอัตลักษณ์ของบุคคลได้โดยไม่มีความสับสน มันจึงเป็นประจักษณ์พยานที่จริงแท้ที่สุดทั้งในโลกนี้และปรโลก ลายนิ้วมือยังแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ในการกำหนดรูปร่างลายเส้นเช่นนั้นบนเนื้อที่ที่เล็กมากๆ เพียงไม่กี่ตารางเซนติเมตรเท่านั้น

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์(ซ.บ.) ผู้ทรงตรัสว่า

"เราจะให้พวกเขาได้เห็นสัญญาณทั้งหลายของเราในขอบเขตอันไกลโพ้นและในตัวของพวกเขาเอง จนกระทั่งจะเป็นประจักษ์แก่พวกเขาว่า อัลกุรอานนั้นเป็นความจริง ยังไม่พอเพียงอีกหรือที่พระเจ้าของเจ้านั้นทรงเป็นพยานต่อทุกสิ่ง" (กุรอาน 41 : 53)