อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การถือศิลอดเป็นโล่ป้องกันให้ผู้ถือศิลอดประพฤติสิ่งที่ไม่ดี





عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ
أَنَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ
: «الصِّيَامُ جُنَّةٌ، فَلاَ يَرْفُثْ وَلاَ يَجْهَلْ، وَإِنِ امْرُؤٌ قَاتَلَهُ
أَوْ شَاتَمَهُ فَلْيَقُلْ إِنِّي صَائِمٌ ـ مَرَّتَيْنِ». (البخاري رقم1761)
จากท่าน อบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ
เล่าจากท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านได้กล่าวว่า
“การถือศีลอดนั้นเป็นโล่ป้องกัน
(คือป้องกันไม่ให้ผู้ถือศีลอดประพฤติสิ่งที่ไม่ดี
หรือป้องกันเขาจากการต้องเข้านรก)
ดังนั้น(เมื่อผู้ใดถือศีลอด)แล้ว
เขาอย่าได้พูดจาหยาบโลนและอย่าได้ประพฤติเยี่ยงผู้ที่ไร้จริยธรรม
และหากแม้นมีผู้ใดต้องการทะเลาะเบาะแว้ง
หรือกล่าวด่าว่าร้ายเขา ก็ให้เขากล่าวแก่คนผู้นั้นว่า
‘แท้จริงฉันเป็นผู้ถือศีลอด แท้จริงฉันเป็นผู้ถือศีลอด’
(คือให้กล่าวเพียงเท่านี้ โดยไม่ต้องตอบโต้ด้วยคำพูดอื่นที่อาจจะทำให้การถือศีลอดบกพร่อง)”



.............................
Ismaal Binmahmud



เมตตาต่อสิ่งมีชีวิต




อิสลามเป็นศาสนาที่ถูกส่งมาเพื่อแผ่ความเมตตาแก่มวลมนุษย์ชาติดั่งคำดำรัสของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ความว่า
“เรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่บรรดามนุษย์ชาติทั้งหลาย”(อัลอัมบิยาอ์ 107)

ตัวอย่างในประวัติศาสตร์อันหอมกรุ่น ถูกบันทึกไว้หลายแผ่นกระดาษด้วยกัน ภาพลักษณ์ซึ่งท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ ได้ฉายภาพให้พวกท่านเห็น

เสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ขณะที่ท่านรอซูลเรียกร้องสู่อิสลาม มีหญิงชราตาบอดนางหนึ่งด้วยความโกรธเกลียดท่านรอซูลถึงขนาดย้ายบ้านจากในเมืองมักกะฮฺไปพำนักอยู่ตีนภูเขานอกเมืองท่านรอซูลหาโอกาสไปเยี่ยมนางเป็นประจำโดยนำอาหารเครื่องดื่มไปให้ด้วยโดยที่นางไม่รู้ว่าเขาผู้นั้นคือใคร ?

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านไม่ได้ไปเยี่ยม นางเฝ้ารอด้วยความทุกข์ใจเพราะกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไปต่อจากนั้นท่านรอซูลสั่งท่านอบูบักร์ให้ไปเยี่ยมแทนเมื่อได้ยินเสียงเดินนางดีใจมากและรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าคนที่มาวันนี้ไม่ใช่คนที่นางรอคอย นางจึงถามว่า

หญิงตาบอด: ชายคนที่มาทุกวันทำไมวันนี้เขาไม่มาล่ะ?

อบูบักร์:
เขามีภารกิจยุ่งมากเขาจึงให้ฉันมาแทน

หญิงตาบอด: แล้วท่านเป็นใคร?
อบูบักร์:
อบูบักร์!

หญิงตาบอด: ถ้างั้น ชายคนนั้นก็คือ มูฮัมมัด

เมื่อรู้เช่นนั้นนางผู้เคยเกลียดมูฮัมมัดถึงขนาดย้ายบ้านไปอยู่เพียงลำพังกล่าวปฏิญาณตน “ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกกราบไหว้อย่างเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺและขอปฏิญาณว่ามูฮัมมัดเป็นรอซูลของอัลลอฮฺ”

แล้วท่านอบูบักร์ก็ได้พานางเข้าไปในมักกะฮฺ...

นั่นคือประวัติศาสตร์!! นั่นคือรอซูลุลลอฮฺของเรา ท่านได้มอบความเมตตาอาทรให้แก่คนที่เกลียดชังท่าน แล้วพวกเราอยู่ตรงจุดไหนของประวัติศาสตร์! อิสลามประณามต่อการกระทำทารุณโหดเหี้ยมเพราะอิสลามเป็นศาสนาที่นำพาความสันติสุขมามอบให้แก่พื้นโลก ในทุกสงครามท่านรอซูลุลลอฮฺจะสั่งบรรดาทหารที่ออกทำศึก ห้ามฆ่าเด็ก สตรี คนชรานักบวชนักพรตห้ามตัดทำลายต้นไม้ หรือทำร้ายต่อสัตว์

อัลฮั้มดุลิ้ลลาฮฺ



....................
แวนิต้า โรส




วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ข้อห้ามของการละหมาด






- ละหมาดลวกๆ... เหมือนอีกาจิก
- หันรีหันขวาง... เหมือนสุนัขจิ้งจอก
- หมอบราบ... เหมือนสิงโต
- แนบพิง... เหมือนสุนัข
- ติดยึดอยู่ที่เดิม... เหมือนอูฐ (คือ การยึดเอาตำแหน่งเดิมในมัสญิดทุกครั้งที่ละหมาด ไม่ยอมละหมาดบริเวณอื่น)
- ละหมาดในคอกอูฐ... เพราะมันถูกสร้างจากชัยฏอน

.............................................................................
เรียบเรียงโดย :เชคมูฮัมหมัดศอและฮฺ อัลมูนัจญิด
Ruch Muslimah โพส


ให้รอมฏอนเป็นเดือนแห่งการแบ่งปัน



ท่านรอซูล(ซ็อลฯ) ทรงกล่าวไว้ว่า

(( من تصدق بعدل تمرة من كسب طيب ولايقبل الله إلا الطيب ، وإن الله يتقبلهابيمينه ، ثم يربيها لصاحبهاكمايربي أحدكم فُلُوَّهُ – مُهره إذافُصل عن أمه – حتى تكون مثل الجبل.))

“ผู้ใดทำทานด้วยอินทผลัมหนึ่งเม็ด ที่ได้มาในทางที่ดี
และอัลลอฮฺจะไม่ทรงรับ นอกจากสิ่งที่ดีเท่านั้น
และแท้จริง อัลลอฮฺ
จะทรงรับมันด้วยพระหัตถ์ขวาของพระองค์
หลังจากนั้นพระองค์จะทรงทำให้มันมีจำนวนเพิ่มขึ้น
แก่การกระทำ เหมือนกับที่คนหนึ่งของท่านทั้งหลาย
เลี้ยงลูกม้าของเขา
ลูกม้าเมื่อถูกแยกออกจากแม่ของมัน
จนกระทั่งมีจำนวนเหมือนกับภูเขา”
(รายงานโดย บุคคอรี และมุสลิม)

ให้รอมฏอน
เป็นเดือนแห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
เป็นเดือนแห่งการแบ่งปัน
การมีน้ำใจเอื้ออาทรแก่กันและกัน
จงขจัดการบดบังของความหิวความอยาก
และจงให้เกียรติและช่วยเหลือพี่น้องของเรา
ตามความสามารถ
ด้วยสิ่งดีงามที่ท่านเราะซูล ได้ส่งเสริมให้กระทำ
จงให้การแบ่งปันเบียดล้อมความหิวความอยาก
เพราะแท้จริงการให้ผู้อื่นก็คือการเพิ่มพูนสิ่งดี ๆ ให้แก่ตนเอง
พระองค์ทรงสัญญา
เรายิ่งให้ เรายิ่งได้เพิ่มพูน
และสัญญาของพระองค์ไม่เคยเป็นหมัน
น่ะคนดี ... อินชาอัลลฮฺ


.............................
Ismaal Binmahmud


เขาเย้ยหยันแต่เธอกลับไม่รู้สึก


ในช่วงเดือนรอมาฎอน ที่มุสลิมทั่วโลกต่างพากันถือศิลอด มีสาวประเภทสองคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนต่างศาสนิก ได้ทำการแต่งกายเลียนแบบมุสลีมะฮฺ คือแต่งตัวมิดชิดคลุมผ้าคลุมผมเรียบร้อย หลังจากนั้นก็เข้าไปในร้านขายข้าวแกงของคนต่างศาสนิก แล้วได้สั่งข้าวกับกับข้าวที่เป็นเนื้อหมูกิน ซึ่งในขณะนั้นก็มีผู้คนจำนวนมากกำลังจ่องไปยังเขาด้วยความสนใจ (เขาเจตนาที่กระทำให้คนรอบข้างเห็น)

การกระทำของสาวประเภทสอง ดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นเยียดหยามอิสลาม ไม่ว่าเป็นการกระทำที่เป็นการเลียนแบบเพศตรงข้าม, การแต่งกายอย่างมุสลีมะฮ์แล้วไปทานเนื้อหมู ให้ผู้คนเห็นว่าตนเป็นมุสลีมะฮฺยังทานหมูได้ ทั้งกระทำในเดือนรอมาฎอนขณะที่มุสลิมกำลังถือศิลอด ผู้คนที่ไม่ทราบว่าเขาเป็นคนต่างศาสนิก ก็เข้าใจว่าเขาเป็นมุสลิม แต่งกายเรียบร้อย แต่กลับทานเนื้อหมู ซึ่งเป็นที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลาม มันย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่เกียรติของมุสลิมเป็นอย่างมาก

แต่เมื่อมุสลีมะฮฺ ผู้หนึ่งซึ่งรู้จักสาวประเภทสองคนนี้ เมื่อได้รับทราบว่าสาวประเภทสองได้กระทำเช่นนั้น  จากที่เขาจะป้องศาสนาของตน โดยการติเตือนมิให้สาวประเภทสองกระทำเช่นนั้นอีก กลับหัวเราะชอบใจ ไม่ว่ากล่าวติเตือนแม้แต่น้อย เมื่อเรามุสลิมเจ้าของศาสนาไม่ยอมปกป้องศาสนาที่ตนนับถือเสียแล้ว แล้วใครเล่าจะมาปกป้องศาสนาของเราแทนเราอีก???!!!



والله أعلم بالصواب



อยากเป็นคนที่ดีที่สุดในสายตาอัลลอฮฺ






ถ้าอยากเป็นคนที่เกร่งที่สุด ก็จง ตะวักกัลต่ออัลลอฮฺ

ถ้าอยากเป็นคนที่เที่ยงธรรมที่สุด ก็จง ยำเกรงต่อพระองค์

และถ้าอยากเป็นที่มากมีด้วยศักดิ์ศรี ก็จงนอบน้อมต่อพระองค์

.....................
อุลุล อัลบ๊าบ



การถือศิลอดคือการทดสอบจากพระองค์อัลลอฮ์


อ่านอัลกุรอ่านที่เกี่ยวกับท่านนบีซะกะริยา อะลัยฮิสสะลามทีไร น้ำตาไหลทุกที

เป็นเพราะว่า ภรรยาผมเคยท้อง แล้วก็แท้งไปในที่สุด เรื่องราวของท่านนั้น ท่านวิงวอนขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ เพื่อให้พระองค์ทรงประทานลูกหลานให้แก่ท่าน เพราะว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่มีอายุมากแล้ว หรือแก่ชราแล้ว ท่านคงไม่มีพละกำลังใด ๆ อีกแล้วในการผลิตลูก และคงไม่มีทางใดอีกแล้ว ที่ท่านจะได้มีลูกหลาน เพราะภรรยาของท่านเป็นหมัน

ชายชราคนหนึ่ง กับภรรยาของท่านที่เป็นหมัน ใฝ่ฝันอยากมีลูกหลาน ความใฝ่ฝันของพวกเขาต้องจบสิ้นลง เพราะไม่มีหมอคนใดสามารถรักษาและเยียวยาพวกเขาทั้งสองได้ แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ ท่านวิงวอนขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺอย่างสม่ำเสมอ จนในที่สุด พระองค์ทรงตอบรับบทดุอาอฺของท่าน แล้วทรงโปรดปรานลูกหลานให้แก่ท่าน

แต่...ต้องมีเงื่อนไข นั่นก็คือ ต้องถือศีลอด ด้วยการห้ามพูดกับใครหน้าไหนก็แล้วแต่ เว้นแต่ภาษาใบ้ (สื่อสารกับผู้คนด้วยภาษามือ) เป็นเวลาสามวันสามคืน ท่านจึงปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงได้สั่งไว้ ด้วยความศรัทธาในพระองค์ที่สูงส่ง และมีความหวังอย่างยิ่งว่า หลังจากที่ท่านต้องใบ้กับผู้คนเป็นเวลาสามวันสามคืนแล้ว ภรรยาของท่านต้องตั้งท้องอย่างแน่นอน และแล้ว ทุกอย่างก็ได้เกิดขึ้นจริง ภรรยาของท่านที่เป็นหมันตั้งท้อง แล้วก็คลอดลูกออกมาในที่สุด ท่านจึงชุโกรฺต่อพระองค์ แล้วท่านก็ตั้งชื่อแก่ลูกของท่านว่ายะหฺยา (ท่านนบียะหฺยา อะลัยฮิสสะลาม)

อัลลอฮฺทรงให้เราถือศีลอด ด้วยการห้ามกิน ห้ามดื่ม และห้ามมีเพศสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาในเวลากลางวัน เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม นั่นคือเดือนเราะมะฎอน เพราะอะไรที่พระองค์ทรงให้เราถือศีลอด ? เพราะพระองค์ทรงทดสอบเราอยู่ ว่าเราจะมีความอดทนมากน้อยแค่ไหน เราปฏิบัติด้วยความศรัทธาต่อพระองค์มากน้อยเพียงใด อยู่ที่ระดับความศรัทธาของเรา ถ้าหากว่าความศรัทธาของเรานั้นสูงส่ง พระองค์จะทรงตอบแทนให้แก่เราด้วยสิ่งตอบแทนที่มีค่าเสมอ หากแต่ว่าใครที่ไม่มีความศรัทธาในพระองค์เลย เขาก็จะไม่ได้รับสิ่งตอบแทนที่มีค่าจากพระองค์เลย


......................
อูลุล อัลบ๊าบ