อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันนี้มิใช่วันเกิดของฉัน แต่เป็นวันที่ฉันได้เกิดใหม่มายังโลกใบนี้



หลังจากเป็นระยะเวลาเจ็ดเดือนที่ได้ทุ่มเทเรียนรู้เกี่ยวกับอิสลาม ในที่สุด Felixia Yeap อดีต "นางแบบเพลย์บอย" เชื้อสายจีนชาวมาเลเซียวัย 28 ปี ก็เข้ารับอิสลามอย่างสิโรราบ เธอกล่าวว่า ...

"... วันนี้มิใช่วันเกิดของฉัน แต่เป็นวันที่ฉันได้เกิดใหม่มายังโลกใบนี้ ..."
... แม้นว่าวันนี้หลังจากที่แฟนเพจของเธอจำนวน 140,000 ราย ได้รับทราบความจริงในเรื่องนี้ของเธอและได้สลัดทิ้งเธอไปแล้วก็ตามแต่ ...
.
...............................................
CR : Ana Ghurabaa Belkarsma

ยิ่งเราใช้ "สื่อสังคมออนไลน์" (social media) มากเท่าไหร่ . .



. . .ความรู้สึกที่ได้รับคือ "โลกเรานั้น กว้างไกล" มากขึ้นทุกวันจริงๆ

แต่เท่ากับว่า . . "เรายิ่งสร้างกำแพง ขึ้นมากั้น ระหว่างคนๆหนึ่งกับคนใกล้ตัว"
มากขึ้นทุกวัน ๆ

((((( อันนนี้ฝากทีหลังนะครับ แชร์เยอะๆนะครับ พี่น้องเราจะได้ออกจากความมืดของเฟสบุค และสู่แสงสว่าง ของศาสนาของอัลลอฮฺเสียทีครับ)))))

ทำให้การสร้างความสัมพันธ์. . กับคนใกล้ตัว ลดลง
(นี่อาจเป็นแผนการหนึ่ง ของยิวที่หัวรุนแรงที่สนับสนุนให้สร้างเฟสบุคขึ้นมา)

สัมพันธไมตรีลดลง , การช่วยเหลือกันระหว่างเพื่อนบ้านน้อยลง
และที่สำคัญมากๆ ความเป็น " เรือนร่างอันเดียวกัน "ของพี่น้องมุสลิมเราลดลง(จนน่าใจหาย)

ยิวเขาทำให้เราห่างกัน . .โดยการสร้างกำแพงที่ว่าข้างต้นนั้นขึ้นมาเพื่อนทำให้เราห่างกัน ไม่สนิทกัน และสุดท้ายเขาก็จะมายึดครอง"ความอิสระ"ของเรา

. . .ทุกวันนี้ส่วนมากของคนที่ใช้สื่อสังคมประเภทนี้ จึงตกเป็นเหยือของพวกเขาโดยส่วนมากไม่รู้ตัว(ในทุกๆ ครั้งที่ออนไลน์)

ถ้าเป็นไปได้ตอนนี้ ถ้าพี่น้องเราทุกคนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้. . ไม่มีธุรกิจ(เช่น หน้าแฟนเผจเฟสบุค อะไรทั่วไป)

. . อย่าได้ ออนไลน์ เลย. . . .

• และความต้องการสูงสุดของมนุษย์เราคือ การมีคู่ครองที่ดี. .นั้นเอง

(ก็หาคู่ในเฟสบุค และคบหากันอย่างไม่อนุมัตตามหลักการศาสนาอิสลาม(อย่างที่บอกไป ศาสนาอิสลามคือ ได้ดีทั้ง2 โลกนะ อย่าลืม) เป็นระบบที่เป็น"มหันตภัยของสังคมอันดับต้นๆ หรืออันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้")

• คู่ครองน่ะ อัลลอฮฺสร้างไว้แล้ว. . .แต่หลายคนที่ว่ายังไม่เจอเท่านั้น
จะเครียดแล้วต้องรนคบหาผ่านผ่านระบบที่ต้องห้ามเพื่ออะไร

รอเจอกันตอนที่ทั้งสองคนเป็นคนดี (อีหม่านดี) ไม่ดีกว่าหรือครับ
(อย่าตามอารมณ์ใฝ่ต่ำเลย)

• วิธีที่ศาสนาอนุมัติมีอยู่ มีอะไรที่เป็น.."กิจจะลักษณะ เรื่องความรัก" ก็บอกพ่อแม่ท่าน ผู้ปกครอง สิ. . . .เดี๋ยวผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็ตรวจอีหม่าน. .ของชายหญิงคู่นั้นเอง

สร้างศาสนาในตัวเรา"รอ"ไว้ให้ดีเถิด . .เพื่อรอคนที่อัลลอฮฺสร้างมาให้คู่เราในตอนที่ทั้งสองเป็น .."บ่าวที่ดีของอัลลอฮฺ"~ (ทำด้วยความยริสุทธิ์ใจนะครับ)

(ซึ่งต้องไร้ ระบบแฟนก่อนแต่งเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างสิ้นเชิง)

นั่นคือ วิธีแก้ไข ปัญหา หรือสิ่งที่คนส่วนมากไม่รู้แล้วก็รนไปทำสิ่งที่ผิด ที่ก่อให้เกิดบาปได้นั่นเอง. . . .

. . .ขนาดคนที่ เรียกได้ว่า"ทำงานศาสนา บนแฟสบุค"~ ยังมีโอกาสโดนผลกระทบไปด้วยได้เลย

ภารกิจแห่งการดะอฺวะห์ คือ การเรียกร้องเชิญชวนสู่ศาสนาของอัลลอฮฺ บทบัญญัติของพระองค์ และห้ามปรามในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม

อัลลอฮฺ ทรงชื่นชมผู้ที่ดำเนินภารกิจแห่งการดะอฺวะห์ ว่า

“พวกเจ้านั้นเป็นประชาชาติที่ดียิ่ง ซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษยชาติ

โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮฺ”

(อาลิอิมรอน : 110)



การดะวะห์ ผ่านเฟสบุคนั้นเป็น ดะวะห์ต่อคนไกล . .ที่อาจลืมดะวะห์คนใกล้ก็ได้

ซึ่งตรงกันข้ามกับที่ ศาสดานบีมูฮัมหมัด(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ทำไว้เป็นแบบอย่าง

ท่านทำการดะวะห์ คนใกล้ตัวท่าน ไปยังคนใกล . . . . . . . .

แต่เรากลับดะวะห์คนไกลเสียเอง

พระองค์อัลลอฮฺทรงใช้ให้ท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)เริ่มเผยแพร่แก่เครือญาติที่ใกล้ชิดก่อน ความว่า :

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

“จงตักเตือนวงศาคณาญาติของเจ้าที่ใกล้ชิด”
(อัชชุอะรออฺ 26 : 214 )

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

• ไม่เป็นสิ่งต้องห้ามก็จริง แต่เมื่อโพสต์ดะวะห์ในเฟสบุคแล้ว ก็ต้องรีบออกจากเฟสบุค แล้วไปทำหน้าที่ๆ อยู่ใกล้ตัวเรา ในแต่ละวันๆ)

ฝากไว้เท่านี้ก่อนครับ วัลลอฮุอะลัม

เมื่อต้องการดะวะห์ สิ่งที่ควรมี ในเว็บด้านล่างเลยครับ

http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=62&id=3207

.............................................
Sorlah Hooddeen



ชี้แจงสถานะหะดิษดุอาอ์ละศิลอด




ดูอาอฺบทนี้มีประมาณว่า

عَنْ مُعَاذ بِنْ جَبَلٍ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : كَانَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم إِذَا أَفْطَرَ قَالَ : اللَّهُمَّ لَكَ صُمْتُ وَعَلَى رِزْقِكَ أَفْطَرْتُ

ความหมาย หะดีษจาก มุอาซ บิน ญะบัล เราะฏิยัลลอฮุ กล่าวว่า แท้จริงท่านรอซูลเมื่อละศีอดท่านจะขอดุอา “โอ้พระผู้เป็นเจ้าของฉัน ข้าถือศีลอดเพื่อพระองค์ และด้วยริซกีย์ของพระองค์ข้าละศีลอด” (บันทึกโดย อบู ดาวูด 2358 อิบนุ ซุนนีย์ 273 : หะดีษมุรซัล)

ซึ่งสำนวนดูอาอฺดังกล่าวปรากฏในอีกหลากหลายการบันทึก ซึ่งมีทัศนะบกพร่องเเตกต่างกันไปดังนี้

1 - أنّ النبيَّ صلى الله عليه وسلم كان إذا أفطر قال اللهم لك صمت وعلى رزقك أفطرت
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: أبو داود - المصدر: سنن أبي داود - الصفحة أو الرقم: 2358
خلاصة حكم المحدث: سكت عنه [وقد قال في رسالته لأهل مكة كل ما سكت عنه فهو صالح]

2 - كان إذا أفطر قال : اللهمَّ لك صمتُ وعلى رِزقِك أفطرتُ
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: أبو داود - المصدر: المراسيل - الصفحة أو الرقم: 203
خلاصة حكم المحدث: أورده في كتاب المراسيل

3 - كان النَّبيُّ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم إذا أفطَر قال بِسْمِ اللهِ اللَّهمَّ لكَ صُمْتُ وعلى رِزْقِكَ أفطَرْتُ
الراوي: أنس بن مالك المحدث: الطبراني - المصدر: المعجم الأوسط - الصفحة أو الرقم: 7/298
خلاصة حكم المحدث: لم يرو هذا الحديث عن شعبة إلا داود بن الزبرقان تفرد به إسماعيل بن عمر

4 - اللهمَّ لكَ صُمْتُ وعلى رزقِكَ أفطرتُ
الراوي: أبو هريرة المحدث: النووي - المصدر: المجموع - الصفحة أو الرقم: 6/362
خلاصة حكم المحدث: غريب، ليس معروفا، وعن النبي صلى الله عليه وسلم مرسلا، ومن رواية ابن عباس مسنداً متصلاً بإسناد ضعيف

5 - أن النبيَّ _صلى الله عليه وسلم _كان إذا أفطرَ قال : اللهمَّ لكَ صمتُ، وعلى رِزْقِكَ أفطرتُ.
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: الذهبي - المصدر: المهذب - الصفحة أو الرقم: 4/1616
خلاصة حكم المحدث: مرسل

6 - أنَّ النبيَّ صلَّى اللهُ عليهِ وسلَّمَ كان إذا أفطرَ قال اللهمَّ لك صمتُ وعلى رزقك أفطرتُ
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: ابن الملقن - المصدر: تحفة المحتاج - الصفحة أو الرقم: 2/96
خلاصة حكم المحدث: مرسل

7 - أنَّ النبيَّ صلَّى اللهُ عليهِ وسلَّمَ كان إذا أفطرَ قال : اللَّهُمَّ لكَ صُمتُ وعلى رِزقِكَ أفْطَرتُ
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: ابن الملقن - المصدر: البدر المنير - الصفحة أو الرقم: 5/710
خلاصة حكم المحدث: إسناده حسن لكنه مرسل

8 - بلغَه أنَّ رسولَ اللَّهِ صلَّى اللَّهُ عليهِ وسلَّمَ كانَ إذا أفطرَ قالَ اللَّهمَّ لَكَ صمتُ وعلى رزقِك أفطرتُ
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: ابن الملقن - المصدر: شرح البخاري لابن الملقن - الصفحة أو الرقم: 13/400
خلاصة حكم المحدث: مرسل [وروي] من حديث أنس مرفوعاً بإسناد فيه ضعف

9 - أنَّ رسولَ اللهِ صلَّى اللهُ تعالَى عليه وسلم كان إذا أفطر قال : اللهمَّ لك صمتُ وعلى رِزقكَ أفطرتُ
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: ابن الملقن - المصدر: خلاصة البدر المنير - الصفحة أو الرقم: 1/327
خلاصة حكم المحدث: إسناده حسن لكنه مرسل

10 - أنَّ النبيَّ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم كان إذا أفطَر قال اللهُم لكَ صمتُ ، وعلى رزقِكَ أفطَرتُ
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: ابن كثير - المصدر: إرشاد الفقيه - الصفحة أو الرقم: 289/1
خلاصة حكم المحدث: مرسل، ومن حديث ابن عباس ونحوه، ولا يصح سنده

11 - أن النبيَّ صلَّى اللهُ عليهِ وسلَّمَ كان إذا أفطر قال اللهمَّ لك صمتُ وعلى رزقِك أفطرتُ
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: محمد المناوي - المصدر: تخريج أحاديث المصابيح - الصفحة أو الرقم: 2/169
خلاصة حكم المحدث: مرسل

12 - كانَ رسولُ اللهِ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم إذا أفْطَرَ قال بسمِ اللهِ اللهمَّ لَكَ صمْتُ وعلَى رِزْقِكَ أفْطَرْتُ
الراوي: أنس بن مالك المحدث: الهيثمي - المصدر: مجمع الزوائد - الصفحة أو الرقم: 3/159
خلاصة حكم المحدث: فيه داود بن الزبرقان وهو ضعيف

13 - أنَّ النَّبيَّ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم كان إذا أفطر قال : اللَّهمَّ لك صُمتُ ، وعلى رزقِك أفطرتُ
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: ابن حجر العسقلاني - المصدر: التلخيص الحبير - الصفحة أو الرقم: 2/801
خلاصة حكم المحدث: مرسل

14 - أنَّ النَّبيَّ صلَّى اللهُ علَيهِ وسلَّمَ كانَ إذا أفطرَ قالَ اللَّهمَّ لَكَ صمتُ وعلى رزقِكَ أفطرتُ
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: ابن حجر العسقلاني - المصدر: الفتوحات الربانية - الصفحة أو الرقم: 4/341
خلاصة حكم المحدث: مرسل

15 - كان رسولُ اللهِ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم إذا أفطر قال : بسمِ اللهِ اللَّهمَّ لك صُمتُ، وعلى رزقِك أفطرتُ
الراوي: أنس بن مالك المحدث: ابن حجر العسقلاني - المصدر: التلخيص الحبير - الصفحة أو الرقم: 2/802
خلاصة حكم المحدث: إسناده ضعيف

16 - كانَ إذا أفطرَ قالَ : اللَّهمَّ لَك صمتُ، وعلى رزقِك أفطرتُ
الراوي: معاذ بن زهرة المحدث: السيوطي - المصدر: الجامع الصغير - الصفحة أو الرقم: 6588
خلاصة حكم المحدث: مرسل ضعيف

ดังกล่าวนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ผมไม่ไหวจะยกมาทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่า บรรดามุฮัดดิษ(นักหะดีษ) ระบุว่า เป็นหะดีษที่มีความบกพร่องทั้งสิ้น บางทัศนะอาจจะรุนเเรงไปกว่านั้น คือ เป็นหะดิษมุงกัรญิดดันด้วยซ้ำไป

สรุปง่าย ๆ เเล้วเราสามารถที่จะนำไปใช้ได้หรือไม่ ตามความคิดเห็นของผม มีความคิดเห็นว่า เราสามารถที่จะนำดูอาบทนี้ไปใช้ได้ เเต่ไม่สามารถที่จะอ้างว่าเป็นดูอาอฺที่ท่านนบีขอ ซึ่งเรื่องราวของการดูอาอฺนั้น บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาจากท่านนบีทั้งหมด เช่นวันนี้เรามีปัญหาอะไร เราก็ดูอาอฺตามที่เราต้องการ ซึ่งก็ไม่ได้นำมาจากท่านนบี เเต่หากในเรื่อง เรื่องนั้น เป็นเรื่องที่ท่านนบีได้ขอให้เป็นเเบบอย่างเเก่เราเเล้วก็ควรที่จะนำดูอาอฺของท่านนบีมากกว่า เเละย่อมประเสริฐกว่าเเน่นอน ซึ่งดูอาอฺการละศิลอดก็เช่นกัน เรื่องเรื่องที่ท่านนบีทำเป็นเเบบอย่างเเล้ว เเละในเรื่องนี้ก็มีดูอาอฺที่ถูกต้องกว่าด้วย เราควรที่วางความไม่ชัดเจนด้านความถูกต้องของดูอาอฺนี้ เเล้วไปยึดถือเอาดูอาที่ถูกต้องกว่า ซึ่งดูอาอฺที่ถูกต้องกกว่า มีดังนี้

จากท่านอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุมา เล่าจากท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เมื่อท่านละศีลอดท่านจะกล่าวว่า

«ذَهَبَ الظَّمَأُ، وَابْتَلَّتِ الْعُرُوقُ، وَثَبَتَ الأَجْرُ، إِنْ شَاءَ اللهُ»

ซะฮะบัซ เซาะมะอุ, วับตัลละติล อุรูก, วะษะบะตัล อัจญ์รุ, อินชา อัลลอฮฺ
“ความกระหายได้ดับลงแล้ว เส้นโลหิตก็เปียกชื้น และผลบุญก็ได้มั่นคงแล้ว อินชาอัลลอฮฺ (หากอัลลอฮฺทรงประสงค์)” (รายงานโดย อบู ดาวูด หมายเลข 2010 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด หมายเลข 2066 เป็นหะดีษหะสัน)

ซึ่งมีทัศนะของนักวิชาการที่ให้การรับรองดูอาอฺบทนี้ว่า ใช้ได้ เช่น

كان إذا أفطر قال ذهب الظمأُ وابتلَّتِ العروقُ وثبَت الأجرُ إن شاء اللهُ
الراوي: عبدالله بن عمر المحدث: الألباني - المصدر: إرواء الغليل - الصفحة أو الرقم: 920
خلاصة حكم المحدث: حسن

ذهب الظَّمأُ ، وابتلَّتِ العروقُ ، وثبُت الأجرُ إن شاء اللهُ
الراوي: عبدالله بن عمر المحدث: الدارقطني - المصدر: التلخيص الحبير - الصفحة أو الرقم: 2/802
خلاصة حكم المحدث: إسناده حسن

เเต่ก็อาจจะมีบ้าง กับบางรายงานที่มีความบกพร่อง เเต่ดูอาอฺบทนี้มีความถูกต้องมากว่าดูอาอฺที่เราได้นำเสนอไป วัลลอฮุอะอฺลัม

เพิ่มเติมฟัตวานักวิชาการ
http://www.sahab.net/forums/index.php?showtopic=113193
http://www.youtube.com/watch?v=-upXa8pe4d4

...............................................
Suhairee Chemalee Al-wadeeh



สติปัญญาของผู้นำชีอะฮ์

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

บิดอะฮฺต่าง ๆ ในเดือนรอมฎอน


1. คุณทราบหรือไม่ว่า.. บิดอะฮฺในกิยามูรอมฎอนคือ การอ่านสูเราะฮฺอัล อันอามในรอกะอะฮฺเดียว โดยเจาะจง อ่านในสูเราะฮฺสุดท้ายของตะรอวิฮฺ ในคืนที่ 7 หรือก่อนหน้านั้น โดยอิหม่ามบางมัสยิดที่ไม่รู้ได้กระทำขึ้น โดยอ้างหลักฐานที่อ่อนและไม่ได้เป็นหลักฐานในเรื่องดังกล่าว สูเราะฮฺอัลอันอามถูกประทานลงมาทั้งหมด ในครั้งเดียว ซึ่งมีมลาอิกะฮฺ70,000 ท่าน เป็นผู้มาส่ง จึงทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดในเรื่องดังกล่าว

2. คุรทราบหรือไม่ว่า.. การนมาซตะรอวิฮฺหลังมัฆริบเป็นบิดอะฮฺที่พวกรอฟีเฎาะฮฺได้กระทำขึ้น เพราะพวกเขา ไม่ชอบนมาซตะรอวิฮฺ และอ้างว่าเป็นบิดอะฮฺที่ท่านอุมัรฺได้ทำขึ้น ดังนั้นเมื่อพวกเขานมาซก่อนอีชาอฺจึงไม่ถือว่า เป็นนมาซตะรอวิฮฺ

ท่ายชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ ได้ถูกถามเกี่ยวกับผู้ที่นมาซตะรอวิฮฺหลังมัฆริบว่าเป็นสุนนะฮฺหรือบิดอะฮฺ? โดยพวก เขากล่าวว่า ท่านอิหม่ามอัชชะฟิอีย์ได้ละหมาดตะรอวิฮฺหลังมัฆริบ และนมาซให้ครบสมบูรณ์หลังอิชาอฺ ? ทานได้ตอบ ว่า (สรุปจากคำตอบของท่าน) สุนนะฮฺในการนมาซตะรอวิฮฺนั้นจะนมาซหลังอิชาอฺ ดังที่ชาวสลัฟ และบรรดาอะอิมมะฮ ฺเห็นตรงกันและการที่ถูกถ่ายทอดมาจากท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์นั้นบาฏิล(ไม่ถูกต้อง) ดังนั้นผู้ใดที่นมาซตะรอวิฮฺก่อนอิชาอฺแนนอนเขาได้ดำเนินตามแนวทางของพวกบิดอะฮิ ผู้ที่ทำค้านกับสุนนะฮ ฺวัลลอฮุอะอฺลัม (มัจญมูอุลฟะตาวา)

ท่านได้ตอบว่า (สรุปจากตำตอบของท่าน) ที่ถูกต้องนั้นไม่ให้ปฏิบัติการนมาซนี้ ไม่มีอะอิมมะฮฺคนใดจากบรรดา มุสลิมส่งเสริมให้กระทำ ยิ่งไปกว่านั้น เป็นบิดอะฮิที่น่ารังเกียจซึ่งเป็นมติของอะอิมมะฮฺ ไม่ได้เป็นการกระทำของ ท่านรสูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) บรรดาเศาะฮาบะฮฺ ตาบิอีน (มัจญมูอุลฟะตาวา)

4. คุณทราบหรือไม่ว่า… บิดอะฮฺในรอมฎอนขณะที่มีการคอตมุลกุรอ่าน (อ่านกุรอ่านจบ) จะมีการรวมอายะฮฺ ที่มีการสุญูด (อายะฮฺอัสสัจญดาต) ทุกๆอายะฮฺในร็อกอะฮฺเดียว

ท่าน อบูชามะฮิได้กล่าวว่า ได้มีคนทำบิดอะฮฺขึ้นโดยการรวมอายะฮฺอัสสัจญดะฮฺ และจะอ่านอายะฮฺต่าง ๆ ในคืนที่มีการอ่านกุรอ่านจบและในนมาซตะรอวิฮฺ และบางคนได้เอามาแทนอายะฮฺอัสสัจญดะฮฺโดยการอ่าน อัตตะฮฺลีลทุก ๆ อายะฮฺที่มีการกล่าว

(لا إله إلا الله) أو ( لا إله إلا هو )

โดยจะอ่านไปจนจบ ดังกล่าวก็เป็นบิดอะฮฺเช่นกัน

5. คุณทราบหรือไม่ว่า…บิดอะฮิที่ถูกกระทำขึ้นในเดือนรอมฎอนอีกอย่างก็คือ การอ่านอายะฮฺที่เป็นการขอดุอาฮฺ ในอัลกุรอ่านอย่างต่อเนื่องโดยจะทำในร็อกอะฮฺสุดท้ายของนมาซตะรอวิฮฺ หลังการอ่านสูเราะฮฺอันนาสโดยที่ ร็อกอะฮฺที่สองจะอ่านยาวกว่าในร็อกอะฮฺแรก เช่นเดียวกับการอ่านสูเราะฮฺอัลอัลอาม

6. คุณทราบหรือไม่ว่า… มีบิดอะฮิ “ชิกรฺ” (การรำลึก) หลังให้สลามหมายถึง จะมีการซิกรฺทุก ๆ ครั้ง หลังการให้ สลามของการนมาซตะรอวิฮฺและบรรดาผู้นมาซจะกล่าวด้วยเสียงดัง โดยทำพร้อมๆกัน ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นบิดอะฮฺ

และเชานเดียวกันคำพูดของมุอัซซินหลังจากการซิกรฺ ก็เป็นบิดอะฮฺซึ่งเขาจะกล่าวว่า (อัศศ่อลาตู้ ยัรฺมุกุมุลลอฮา) นี่ก็เป็นอุตรกรรมอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้มีรายงายว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)ทำหรือยอมรับ และเช่น เดียวกัน จากบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ตาบีอีนชาวสลัฟ การอุตริในศาสนาเป็นสิ่งต้องห้าม แนวทางที่ดีคือแนวทางของ ท่านนบีมุฮัมหมัด(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และคูละฟาอฺหลังจากท่านและบรรดาเศาะฮะบะฮฺ พวกเขาไม่ได้ ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากสิ่งนี้เลย..(อัลมัดค้อล ลิบนิลหาจญฺ)

7. คุณทราบหรือไม่ว่า.. มีบิดอะฮิในคืนค็อตมุ้ลกุอาน (อ่านกุรอานจบ) โดยมุอัซซินจะรวมตัวในคืนดังกล่าว โดยทำการตักบีรเป็นกลุ่มขณะทีอยู่ในนมาซ ทั้งๆที่ไม่มีความต้องการ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนจากมุอัซซิน กล่าวโดยให้มะอฺมูมได้ยินแต่ตัวเองไม่ได้นมาซ

- เมื่อผู้อ่านอัลกุรอานได้ออกมาจากสถานที่เขานมาซ จะมีฬ่อหรือม้ามาให้เขาขี่ หลังจากนั้นก็จะมีการไปส่งเขา ที่บ้าน บางคนอ่านอัลกุรอานข้างหน้าเขา มุอัซซินจะนำการตักบีรข้างหน้าเขาเหมือนกับตักบีรอีด

- บรรดาคนยากจนที่ทำการซิกรฺจะเดินนำหน้าผู้ที่อ่านอัลกุรอานจนกว่าเขาจะไปถึงบ้าน บางคนก็นำเสียงเพลง มาแทนในเรื่องดังกล่าว อันนี้ยิ่งร้ายแรงกว่า ทั้งๆที่ทั้งหมดนั้นก็เป้นที่ต้องห้าม

- และยังมีการตีกลองนำหน้าผู้อ่านในขณะที่เดินทางไปยังบ้านของเขา

- มีการทำอาหารและของหวานบางอย่างในโอกาสนี้ด้วย และยังมีสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย

8. คุณทราบหรือไม่ว่า… บิดอะฮฺอีกประการหนึ่งคือ การที่ผู้คนได้เขียนในกระดาษที่เรียกว่า “หะฟาอิซ” (حفا ئظ ) โดยจะเขียนในญุมูอะฮิสุดท้ายของรอมฎอน โดยเรียกญูมุอะฮฺนี้ว่า “ญุมุอะฮฺยะตีมะฮฺ” เขียนในช่วงที่มีการคุตบะฮฺ โดยเขียนคำว่า

(لا آلاء إلا آلاؤك سميع محيط علمك كعسهلون وبالحق أنزلناه وبالحق نزل )

ซึ่งคนที่โง่เขลาที่ทำบิดอะฮฺนี้มีความเชื่อว่ามันจะช่วยปกป้องไฟไหม้จมน้ำ ขโมยและโรคร้าย

9. คุณทราบหรือไม่ว่า มีบิดอะฮิที่เกิดขึ้นคือ การจัดงานเพื่อรำลึกถึงสงครามบัดรฺ โดยจะจัดขึ้นในคืนที่สิบเจ็ด รอมฎอน โดยผู้คนจะมารวมตัวที่มัสญิด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นคนทั่วไป (เอาวาม) บางคนก็อ้างว่าเป็นผู้รู้ โดยจะเริ่มในงานของพวกเขาด้วยอายะฮิอัลกุรอาน หลังจากนั้นก็กล่าวถึงเรื่องราวในสงครามบัดรฺ และวีรกรรม ของบรรดาเศาะฮะบะฮฺ บ้างก็เกินเลยในเรื่องของความจริง และบางประเทศมุสลิมก็จัดอย่างเป็นทางการ

นี่คือบางส่วนจากบิดอะฮฺที่ถูกจัดให้มีขึ้น และเป็นสาเหตุให้บรรดาผู้คนออกห่างจากสิ่งที่อัลลอฮฺและรสูลของ พระองค์ได้กำหนดขึ้น และที่เป็นบะลาอฺที่ยิ่งใหญ่ก็คือ บรรดามุสลิมทิ้งสิ่งที่เป็นบทบัญญัติและนำสิ่งที่เป็น อุตริกรรมขึ้นมา

วัลลอฮุอะอฺลัม



..................................
โดย อ.ยูซุฟ  ศรีมาลา

วารสารใต้ร่มเงาอิสลาม ฉบับที่ 61 สิงหาคม 2552
http://www.warasatussunnah.net/








วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ว่าด้วยเรื่องผลบุญของการละหมาดตะรอวีหฺ คืนที่ 1-30



โปรดจงรู้ว่า คุณค่าของแต่ละวัน ที่ท่านได้ไปละหมาดตะรอวีห ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์เพื่ออัลเลาะห์นั้น สิ่งที่ท่านจะได้รับ นั้นมากมาย และยิ่งใหญ่แน่นอน

-อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ - azsunnah.com

الرَّحِيْم
السلام عليكم ورحمة الله وبركا ته
โอ้...ปัญญาชนแล้วทั้งหลายเอ๋ย
ใช่ว่า....การนำเสนอซึ่งข้อมูลทางศาสนาที่มันค้านกับ สิ่งที่ท่านทำ สิ่งที่ทำปฏิบัติเสมอมา หรือสิ่งที่ท่านเข้าใจมาแต่อดีตนั้นจะเป็นสิ่งที่ท่านจะปฏิเสธ จะไม่รับฟัง จะไม่อ่านและจะไม่พิจารณา และนำมาซึ่งการกล่าวถึงว่า คนนี้เป็นวะฮาบี คนนั้นเป็นคณะเก่า คนนั้นเป็นคนแปลก เราจะไม่อ่านนะ เราจะไม่รับฟังนะครับ เพราะสติปัญญาของท่าน การศึกษาของท่าน ความคิดของท่านย่อมนำมาซึ่งหลักการพิจารณา หลักการคิดไตร่ตรองว่า ...เออ ...อะไรมันใช่ อะไรมันถูก อะไรไม่ใช่อิสลาม โดยอาศัยหลักการที่มาจากอัลกุรอานและหะดิษที่ศอเหี้ยะจริงๆ หาใช่เป็นการตามกันมาหรือฟังมาโดยมิได้สืบสาวราวเรื่องนั้นๆไม่ครับ

ดังนั้น
เมื่อรอมฏอนมาถึง

    พี่น้องของเราต่างก็เตรียมตัวทำอิบาดะฮ์ต่างๆเท่าที่ตั วเองอยากทำ เท่าที่ตัวเองอยากปฏิบัติตามที่เรียนรู้มา ตามที่ศึกษามา ว่าต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ แต่แน่นอนก็คงจะขาดเสียไม่ได้ใช่ไหมครับว่า อามาลที่เราทำ อามาลที่เราปฏิบัติ ทุกคนย่อมต้อง
เรียนรู้ ย่อมต้องการรับทราบถึงผลตอบแทนใช่ไหมครับ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีการละหมาดตะรอเวียะห์ที่ใครๆก็อยากทราบ ใครๆก็อยากรู้ ว่าทำแล้วได้อย่างไร ทำแล้วเป็นอย่างไรใช่ไหมครับ

แต่ทำไมหรือ.. ทำไมครับ... หากไม่มีซึ่งผลบุญมาล่อ มานำเสนออย่างมากมายเสียก่อน เราจะไม่ทำกันใช่ไหม เราจะไม่ปฏิบัติกันใช่ไหมครับ หรือเพราะเป็นเพียงแค่สุนนะห์ หรือเป็นเพียงการสมัครใจครับถึงต้องนำเสนออย่างนี้

นี่แหละครับ ทำไมถึงต้องมีการกล่าว การนำเสนออย่างผิดๆถูกๆ เพื่อต้องการให้พี่น้องเรา เข้าหาสุนนะห์กัน ทำสุนนะห์กัน
หรือ!เพราะเราเองครับที่ไม่เข้าใจหลักการเองครับ ไม่เข้าใจศาสนาเองครับ ไม่ตระหนักเองครับถึงความสำคัญของการละหมาดดังกล่าว

จึงไม่รู้ว่า อะไรคือใช่ อะไรคือถูก อะไรที่มีหลักฐานรองรับครับ อะไรที่ต้องทำ
เค้าถึงต้องนำเสนอมาแบบนี้เพื่อให้ท่านละหมาดและปฏิบัติอามาลนั้นครับ
พี่น้องลองพิจารณาดูซิว่า ผลบุญข้างต้นเป็นอย่างไร มีหลักฐานรองรับไหม น่าเชื่อถือไหม
แล้วอย่างไรที่ควรรับทราบมากกว่ากันครับ....พี่น้อง

อ้างจากหนังสือดุรเราะตุนนาศีหีน อ้างถึงรายงานจากท่านอลีเราะฏิยัลลอฮุอันฮุ ความว่า

คืนที่1 ผู้ละหมาดจะไม่มีบาปเหมือนกับตอนที่เขาถูกคลอดจากท้องมารดาใหม่ๆ
คืนที่ 2 อัลเลาะห์อภัยโทษแก่เขาและบิดาของเขาหากเขาทั้งสองเป็นผู้ที่ศรัทธาต่ออัลเลาะห์
คืนที่ 3 มาลาอีกะจะประกาศใต้อารัชว่าเจ้าจงเริ่มทำความดีเถิดเพราะความชั่วทั้งหลายถูกลบล้างออกไปหมดแล้วเจ้าจงใช้ชีวิตให้สวยงามต่อไป
คืนที่4 เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับคนที่อ่านคัมภีร์เตารอต อินยีล ซาบูรและอัลกรุอาน
คืนที่5 ได้รับผลบุญเท่ากับผู้ที่ได้ไปละหมาดทีมัสยิดหะรอม มัสยิดนาบาวีมัสยิดอัลอักซอ
คืนที่ 6ได้รับผลบุญเท่ากับผู้ที่ไปทำเตาวาฟ ณ บัลตุลมะมุร (กิบลัตของมาลาอีกะตรงกับบัยตุลเลาะ)หินและของมีค่าทั้งหมดในโลกนี้จะขออภัยให้แก่เขา
คืนที่ 7 ได้ผลบุญเหมือนกับเขาได้เกิดในสมัยที่ท่านนาบีมูซาสงครามกับฟิรอูนและฮามาน
คืนที่ 8จะได้รับผลบุญเหมือนกับอัลเลาะห์ได้ประทานแก่นาบีอิบฮีม (อ.)
คืนที่ 9 บุญที่ได้รับจะเท่ากับบุญการอีบาดะของนาบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.)
คืนที่ 10 อัลเลาะห์จะทรงบันดาลให้พบแต่ความดีงามทั้งโลกนี้และโลกหน้า
คืนที่ 11 หากพวกเขาสิ้นชีวิตในคืนนี้ เขาก็เหมือนกับทากรที่ถูกคลอดใหม่ๆ
คืนที่ 12 เขาจะเกิดมาในวันกียามะด้วยใบหน้าที่ดุจดั่งจันทร์เพ็ญ
คืนที่ 13 เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในวันกียามะ
คืนที่ 14 ในวันกียามะมาลาอีกะจะเป็นพยานยืนเคียงข้างเขา
คืนที่ 15 มาลาอีกะตลอดจนมาลักที่แบกอารัชต่างๆจะอวยพรให้แก่เขา
คืนที่ 16 เขาจะถูกบันทึกว่าเป็นผู้ปลอดภัยจากนรก
คืนที่ 17เขาจะได้บุญเท่ากับผลบุญบรรดานาบีรวมกัน
คืนที่ 18 มาลาอีกะจะประกาศชื่อของเขาว่า แน่แท้พระองค์อัลเลาะห์ทรงอภัยในตัวเขาและบิดามารดาของเขา
คืนที่ 19 อัลเลาะห์จะยกฐานะอันสูงส่งในชั้นฟิรเดาส์
คืนที่ 20 เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับผู้ที่ตายชาฮีด
คืนที่ 21 อัลเลาะห์จะสร้างบ้านหลังหนึ่งที่เต็มไปด้วยรัศมีให้แก่เขา
คืนที่ 22 เขาจะไปปรากฏตัวในวันกียามะโดยปราศจากความทุกข์
คืนที่ 23 อัลเลาะห์ได้เตรียมเมืองไว้สำหรับให้เขาครอบครอง
คืนที่ 24 อัลเลาะห์เปิดโอกาสรับดุอายี ่สิบสี่ประการ
คืนที่ 25 อัลเลาะห์ทรงยกโทษในกุโบร์ให้แก่เขา
คืนที่ 26 อัลเลาะห์ทรงยกผลบุญเท่ากับทำอีบาดะสี่สิบปี
คืนที่ 27 เขาจะเดินผ่านสะพานซีร็อตดุจฟ้าแลบ
คืนที่ 28 อัลเลาะห์ทรงยกฐานะให้เขาหนึ่งพันชั้น
คืนที่ 29 อัลเลาะห์ทรงประทานผลบุญให้เท่ากับประกอบพิธีฮัจย์หนึ่งพั นครั้ง
คืนที่ 30 อัลเลาะห์ทรงกล่าวว่า " โอ้บ่าวของฉันจงมารับประทานผลไม้ในสวรรค์และจงอาบน้ำซัลซาบีล (ซึ่งเป็นน้ำทิพย์ในสวรรค์)จงดื่มน้ำอัลเกาซัรซึ่งเราเป็นเจ้าของ เจ้าเป็นบ่าวของเรา เจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว
-----------


พี่น้องครับ
หะดิษข้างต้นนั้น เป็นหะดิษเมาฎัวะอฺ(หะดิษเก๊) ทำไมหรือที่เป็นเมาฎัวะอฺครับ ก็เพราะหะดิษข้างต้นไม่มีเลยซึ่งการระบุถึงสายรายงานหะดิษ นักรายงานหะดิษ และผู้รายงานหะดิษที่จะยอมรับว่าเป็นหะดิษศอเหี้ยะ เป็นหะดิษที่บรรดาอุลมาร์ของโลกจะนำมาพิจารณาและระบุถึงในตำรับตำราต่างๆแม้กระทั่งของอิหม่ามชาฟีอีเองก็ตาม และถ้อยคำดังกล่าวนั้น ได้บ่งอย่างชัดเจนถึงการกุฮะดิษขึ้นมา ซึ่งผลบุญต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอิบาดะห์นั้น ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกับการระบุถึงหลักฐานที่รองรับจากอัลกุรอานและหะดิษครับ

โกหกเพื่อให้เขามาละหมาดกันได้หรือ .ออ..อิสลามชวนกันละหมาดแบบนี้หรอ
อิสลามนั้นสมบูรณ์ สมบูรณ์ในความจริงที่ปรากฎ ไฉนเลย ต้องนำสิ่งนี้มาล่อ มาหลอกกันด้วยครับ

การปฏิบัติอามาลย่อมอยู่ในจิตสำนึกของคนมุสลิม ไม่จำเป็นใช่ไหมที่ต้องนำสิ่งนี้ มาล่อ มาหลอกกันใช่ไหมครับ
มารับรู้กัน มาตระหนักกัน ถึงหะดิษที่ไม่มีข้อขัดแย้ง ไม่มีซึ่งอุลมาร์ท่านใดของโลกหรืออิหม่ามชาฟีอีเองที่ท่านสังกัด ที่ท่านเชื่อถือที่จะกล่าว ที่จะแย้งว่า มันเป็นฏออีฟ มันเป็นเมาฏัวะอฺครับ

ความประเสริฐของการละหมาดตะรอวี๊ห์
عَنْ أَبِيْ هُرَيْرَةَ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قاَلَ : قاَلَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمِ : " مَنْ قاَمَ رَمْضاَنَ إِيْماَناً وَاحْتِساَباً غُفِرَلَهُ ماَ تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ
    ความว่า จากอบี ฮุรอยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่าท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)กล่าวว่า "ผู้ใดที่ละหมาดในเดือนรอมฎอนด้วยความศรัทธา (ต่อคำสั่งและสัญญาของอัลลอฮฺ)รวมทั้งคาดหวังผลตอบแทนจากพระองค์ แน่แท้พระองค์จะทรงอภัยโทษต่อบาปต่างๆ ที่ผ่านมา"
(มุตตะฟะกุน อะลัยห์ : บุคอรี 2/252 และมุสลิม 1/523)
คำอธิบายหะดิษ
   การงานที่ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้บรรดามุสลิมกระทำในเดือนรอมฎอน คือ การละหมาดในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นการละหมาดตะรอวี๊ห์ และผลการตอบแทนในการปฏิบัตินั้นยิ่งใหญ่ไม่น้อยไปกว่าการประกอบอิบดะฮ์ประเภทอื่นๆ ที่ใช้ให้ปฏิบัติในเดือนรอมฎอน เช่น

    การถือศีลอด เพราะต่างได้รับการสัญญาว่าจะได้รับการอภัยโทษในบาปที่กระทำมา เฉกเช่นเดียวกับการตอบแทนที่ได้สัญญาแก่คนที่ปฏิบัติอะมัลอิบาดะฮ์ในค่ำคืนอัลเกาะดัรในด้านการได้รับอภัยโทษ ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความมั่นใจของเราต่อคำสั่งของอัลลอฮ์ รวมทั้งความบริสุทธิใจในการปฏิบัติอะมัลดังกล่าวด้วย

   ส่วนหุก่มของการละหมาดตะรอวีห์นั้น บรรดาอุลามาอ์ได้ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า เป็นสุนัตสำหรับชายและหญิง และใช้ให้ปฏิบัติทั้งในรูปแบบญะมาอะห์หรือในลักษณะต่างคนต่างทำ แต่การปฏิบัติในรูปแบบญะมาอะห์จะมีความประเสริฐมากกว่า
บทเรียนจากหะดีษ

1. ความประเสริฐของเดือนรอมฎอนและอิบาดะฮฺกิยามุลลัยล์ในเดือนรอมฎอน
2. มีความมั่นใจต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ และความบริสุทธิ์ใจในการประกอบอิบาดะฮฺนั้นถือว่าเป็นเงื่อนไขหลักของการได้มาซึ่งการตอบแทนจากอัลลอฮฺ (หมายถึงอัลลอฮฺจะทรงพิจารณาถึงความบริสุทธิ์ใจในการประกอบอิบาดะฮฺของบ่าว)
3. เราะมัตของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์จะให้อภัยต่อบาปต่างๆ ที่ผ่านมาแก่ผู้ที่ดำรงละหมาดในค่ำคืนเดือนรอมฎอน


บาปที่ผ่านไปได้รับการอภัยโทษ
عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمْ قَالَ:" مَنْ صَامَ رَمَضَانَ إِيْمَاناً وَاحْتِسَاباً غُفِرَلَهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ" رواه البخارى 4/221 ومسلم 760
ความหมาย จากอบีฮุรอยเราะห์ เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ ท่านรอซูล กล่าวว่า "ผู้ใดที่ถือศีลอดเดือนรอมฏอนด้วยความศรัทธาและบริสุทธิ์ และมุ่งหวังผลบุญจากการถือศีลอดเขาจะได้รับการอภัยบาปของเขาที่ผ่านมา" (หะดีษรายงานโดยอัลบุคอรีย์ 4/221 และมุสลิม 760)
คำอธิบายหะดีษ
คำว่า "إِيْمَاناً" คือ การอี๊ติก็อดต่อหน้าที่ในการถือศีลอดอย่างเต็มเปี่ยม ส่วนคำว่า "احْتِسَاباً" คือ การวิงวอนขอผลบุญจากอัลลอฮ ซุบฮานะหุวะตะอาลา
อัลเคาะฏอบีย์ กล่าวว่า "احْتِسَاباً" หมายถึง การตั้งใจ นั่นคือ การที่เขาถือศีลอดอันเนื่องจากหวังเพื่อได้รับผลบุญที่เกิดจากจิตใจที่บริสุทธิ์และยินยอม ขณะเดียวกันเขาจะไม่มีความรู้สึกหนักใจในการถือศีลอดและไม่รู้สึกว่าเวลาในการถือศีลอดนั้นนานเกินไป [ฟัตฮุ อัล-บารีย์ 4/114]


อัส-สุยูฏีย์กล่าวว่า คำว่า "إِيْمَاناً" หมายถึง การยินยอมให้การถือศีลอดเป็นฟัรดูเหนือเขาและเป็นสิทธิที่เป็นวาญิบและเป็นหนึ่งในรุก่นอิสลาม ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระทำที่อัลลอฮให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ผลบุญและผลตอบแทน [ตุหฺฟะตุลอะห์วะซีย์ 3/361]
อิหม่ามอันนะวะวีย์กล่าวว่า อะมั้ลอิบาดะห์ทุกอย่างที่สามารถไถ่จากบาปต่างๆ เมื่อตรงกับบาปต่างๆ (ไม่ว่าจะเป็นบาปใหญ่หรือบาปเล็ก) บาปนั้นก็จะถูกลบล้างไป ซึ่งบาปเล็กก็จะถูกลบไป ส่วนบาปใหญ่ก็จะให้เบาบางลง หากอิบาดะห์ต่างๆ มิใช่เป็นสาเหตุของการยกระดับ (ดะรอญะห์) ในสวรรค์

อิบนุ มุนซิรกล่าวว่า การให้อภัยนั้นจะคลอบคลุมถึงบาปทุกอย่าง ทั้งที่เป็นบาปใหญ่และบาปเล็ก
บทเรียนจากหะดีษ
1. กล่าวถึงความประเสริฐของการประกอบอิบาดะห์คือ การถือศีลอด
2. ผู้ที่ถือศีลอดอย่างแท้จริงนั้นจะได้รับการอภัยโทษจากบาปต่างๆ ที่ผ่านไป
3. การถือศีลอดที่แท้จริงเกิดจากความศรัทธาต่อคำสั่งของอัลลอฮ และหน้าที่ในการถือศีลอด พร้อมทั้งหวังในผลบุญจากพระองค์
4. ในภาพรวมแล้ว หะดีษนี้จะกล่าวถึงบาปทั้งที่เป็นบาปใหญ่และบาปเล็กจะได้รับการอภัยจากอัลลอฮ แต่ทัศนะของนักวิชาการเห็นว่าการอภัยโทษนั้นเจาะจงเฉพาะที่เป็นบาปเล็กเท่านั้น ส่วนบาปใหญ่จะเบาบางลงเท่านั้น
5. การอภัยโทษจากอัลลอฮนับเป็นความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ที่สุ ดแด่บ่าวของพระองค์
-----------------
หวังเพียงอย่างยิ่งว่า พี่น้องทั้งหลายจะตระหนัก จะพิจารณาและทบทวนตัวเองอยู่เสมอว่า เราละหมาดตามใคร เราละหมาดอย่างไร เราละหมาดถูกต้องไหม อิริยาบทเป็นอย่างไร สอดคล้องไหมกับสิ่งที่อัลลอฮว่า รอซูลว่าครับ
หรือเราเพียงก้มๆเงยๆ เพื่อให้ผ่านพ้น เพื่อให้เสร็จสิ้น เพื่อให้รับรู้กับตัวเอง กับเพื่อนๆว่า เราละหมาดแล้ว เราเสร็จแล้วครับ

ที่สำคัญ ตะรอเวียะห์ หาใช่เป็นอิบาดะห์ที่เราจะละหมาดที่ไหนก็ได้ จะละหมาดอย่างไรก็ได้ไม่ แต่เป็นอิบาดะห์ที่ต้องการความสมบูรณ์ ความคุชัวะ ความถูกต้อง ที่ไม่ใช่แบบก้มๆ เงยๆอย่างรวดเร็ว อย่างรีบด่วน เหมือนบางมัสยิดที่เป็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน
ดังนั้น

น่าเสียดายนะ หากคืนนี้ ท่านเลือกมัสยิดที่ละหมาดอย่าง ก้มๆ เงยๆ อย่างรวดเร็ว อย่างรีบด่วนครับ
เพราะท่านมิใช่ต้องการให้ผ่านพ้นใช่ไหม ต้องการให้เสร็จเร็วๆใช่ไหม แต่ท่านต้องการผลบุญที่เกิดจากการนอบน้อมอย่างมีคูชัวะ อย่างตั้งใจที่จะขอขอดุอาร์ต่างๆ จริงไหมครับ...พี่น้อง
พี่น้องครับ
อดทนนะ อดทน อย่าเบื่อกับอิบาดะที่ท่านทำเลยครับ...เพราะฟิรดาวส์ของท่านอยู่แค่เอื้อม...
อินชาอัลลอฮ

والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته

"""""""""""""""""""""""""""""""""'
แหล่งข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
- sunnahstudent.com
- mureed.com


พฤติกรรมของการอ่านอัลกุรอานอย่างรวดเร็วในละหมาดตะรอเวียะฮ์


ยังมีให้พบเห็น ของผู้เป็นอิมามนำละหมาดตะรอเวียะฮ์ ที่เร่งรีบอ่านอัลกุรอานอย่างรวดเร็ว  ไม่มีการเว้นวรรคตอน เหมือนกับเร่งรีบให้จบๆหรือครบ 20 ร็อกอะฮฺโดยเร็ว รวมถึงกริยาบทอื่นๆ ที่ไม่มีความคุชัวอ์ ไม่มีการพักนิ่ง เหมือนกับละหมาดฟัรฎูในเวลาปกติ การปฏิบัติที่เร่งรีบเช่นนี้ มุสลิมบางคนเข้าใจว่าเป็นไปตามแบบฉบับของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เพราะตั้งแต่เกิดมาเขาก็มีการปฏิบัติเช่นนนี้ตลอดมา แต่ความจริงการปฏิบัติเช่นมันสวนทางกับแบบฉบับของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยสิ้นเชิง เพราะการอ่านอัลกุรอานไม่ว่าขณะละหมาดท่านนบีได้สั่งใช้ให้อ่านตามปกติ เป็นจังหวะเว้นวรรคตอน และอย่างไพเราะ รวมถึงการปฏิบัติการละหมาดของท่านด้วย

"ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เหมือนกับที่พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานาฮูวาตะอาลา ได้ทรงใช้ท่าน ค่อยๆอ่านอัลกุรอาน ไม่ช้า และไม่เร็ว แต่เป็นการอ่าน ที่มีการขยายความ ที่ละอักษร อักษร"(บันทึกโดยอิบุน อัลมุบาร็อก อบูดาวู้ด...)

จนกระทั้ง "ท่านค่อยๆอ่านซูเราะฮฺเพื่อมันจะได้เป็นซูเราะฮฺที่ยาวกว่ามัน" (บันทึกโดยมุสลิม และมาลิก)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า
"มีผู้กล่าวแก่ผู้อ่านอัลกุรอานว่า ท่านจงอ่าน และจงลุกขึ้น และค่อยๆอ่าน เหมือนกับที่ท่านได้ค่อยๆอ่านในโลกดุนยา เพราะว่าแท้จริง  บ้านของท่านนั้นอยู่ตรงท้ายของอายะฮฺที่ท่านได้อ่านไป" (บันทึกโดยอบูดาวู้ด และติรฺมีซีย์) 

ท่านรสูลุลลอฮิ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"แท้จริง ในบรรดาผู้อ่านอัลกุรอานได้ไพเราะที่สุดนั้น คือ ผู้ที่เมื่อท่านทั้งหลายได้ยินเขาอ่าน ท่านทั้งหลายก็คิดว่าเขาเกรงกลัวอัลลอฮฺ" (บันทึกหะดิษโดย อิบนุ อัลมุบาร็อก อิบนุ นัศรฺ...)

ท่านรสูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ไม่ใช่พวกของเรา ผู้ที่มิได้ขับร้องด้วยอัลกุรอาน" (บันทึกโดยอบูดาวู้ด ฮากิม...) 

แต่การที่ได้เห็นการอ่านอัลกุรอานไม่ว่าในพิธีใด เช่นกรณีที่อ่านในละหมาดตะรอเวียะฮฺ หรืออ่านสูเราะฮฺยาซีน ในพิธีกรรมบางอย่าง ที่อ่านอย่างรวดเร็ว เหมือนกับว่า เป็นเพียงการอ่านให้ครบพิธี หรือให้ครบสูตรเท่านั้นเอง การปฏิบัติเช่นเป็นเพียงประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาจากปู่ย่าตายายแล้วค่อยซึมซํบสู่ลูกหลาน จนมองว่ามันเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามแบบฉบับท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ทั้งการอ่านอัลกุรอานเช่นนี้เป็นการอ่านอัลกุรอานที่ไม่พ้นลำคอของเขานั้นเอง (การงานไม่ถูกตอบรับ)

ท่านรสูลุลลฮฺ ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ผู้ที่จะอ่านอัลกุรอานนั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือ คนที่อ่านโดยมุ่งหวังในความพอพระทัยและรางวัลแห่งอัลลอฮฺ บุคคลผุ้นั้นอัลลอฮฺจะทรงตอบแทนเขา อีกคนหนึ่งอ่านอัลกุรอานเพื่อให้ผู้อื่นเห็นและชื่นชม สามารถนำไปหาประโยชน์ทางโลกนี้ได้ บุคคลประเภทนี้มีแต่เสียไม่มีได้ และอีกประเภทหนึ่งอ่านอัลกุรอานไม่พ้นลำคอของเขา" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอับดุรรอซาก)

และถึงแม้ว่าเขาจะละหมาดตะรอเวียะฮ์หลายร็อกอะฮฺ แต่ถ้าหากเขาไม่มีความคุชัวอ์ สงบนิ่งในการละหมาดในแต่กิริยาบท กระทำอย่างบริสุทธิ์ใจแล้วการละหมาดของเขาก็ถือว่าไม่สมบูรณ์


พระองค์อัลลอฮฺตรัสว่า

قَدْ أَفْلَحَ الْمُؤْمِنُونَ ﴿١﴾ الَّذِينَ هُمْ فِي صَلَاتِهِمْ خَاشِعُونَ ﴿٢﴾

“แน่นอนบรรดาผู้ศรัทธาได้ประสบความสำเร็จแล้ว บรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้นอบน้อมถ่อมตน(คุชัวอ์)ในเวลาละหมาดของพวกเขา” [อัลมุอฺมินูน 23:1-2]  

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

كِتَابٌ أَنزَلْنَاهُ إِلَيْكَ مُبَارَكٌ لِّيَدَّبَّرُوا آيَاتِهِ وَلِيَتَذَكَّرَ أُولُو الْأَلْبَابِ

[ซูเราะฮฺศอด 38:29] “คัมภีร์ (อัลกุรอาน) เราได้ประทานลงมาให้แก่เจ้าซึ่งมีความจำเริญ เพื่อพวกเขาจะได้พินิจพิจารณาอายาตต่าง ๆ ของอัลกุรอาน และเพื่อปวงผู้มีสติปัญญาจะได้ใคร่ครวญ”

รายงานโดยอบีมัสอูด ว่า ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

)) لَا تُجْزِئُ صَلَاةٌ لِأَحَدٍ لَا يُقِيمُ فِيهَا ظَهْرَهُ فِي الرُّكُوعِ وَالسُّجُودِ ((

ความว่า “การละหมาดของผู้หนึ่งผู้ใดที่หลังของเขาไม่ตรงในเวลารุกัวอฺและสุญูด จะใช้ไม่ได้” (เล่ม 4 / หน้า 122)

รายงานจากอบีเกาะตาดะห์ เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

 )) أَسْوَأُ النَّاسِ سَرِقَةً الَّذِي يَسْرِقُ مِنْ صَلَاتِهِ ((قَالُوا: يَا رَسُولَ اللَّهِ ، وَكَيْفَ يَسْرِقُ مِنْ صَلَاتِهِ ؟ قَالَ:  ))لَا يُتِمُّ رُكُوعَهَا وَلَا سُجُودَهَا (( أَوْ قَالَ: )) لَا يُقِيمُ صُلْبَهُ فِي الرُّكُوعِ وَالسُّجُود ((

ความว่า “ผู้ขโมยที่ชั่วช้าที่สุด คือผู้ที่ขโมยละหมาดของเขาเอง” บรรดาเศาะหาบะฮฺกล่าวว่า “โอ้เราะสูลของอัลลอฮฺ เขาจะขโมยละหมาดของเขาอย่างไรกันเล่า” ท่านเราะสูลตอบว่า “เขาไม่ได้ทำการรุกัวอฺและสุญูดในละหมาดอย่างสมบูรณ์” หรือได้กล่าวว่า “กระดูกสันหลังของเขาไม่ยืดตรงขณะรุกัวอฺและสุญูด” (เล่ม 5 / หน้า 310)

รายงานโดยอบีฮุรอยเราะฮฺ ว่า

 ))أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ دَخَلَ المَسْجِدَ فَدَخَلَ رَجُلٌ ، فَصَلَّى ، فَسَلَّمَ عَلَى النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ، فَرَدَّ وَقَال " ارْجِعْ فَصَلِّ ، فَإِنَّكَ لَمْ تُصَلِّ " ، فَرَجَعَ يُصَلِّي كَمَا صَلَّى ، ثُمَّ جَاءَ ، فَسَلَّمَ عَلَى النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ، فَقَالَ " ارْجِعْ فَصَلِّ ، فَإِنَّكَ لَمْ تُصَلِّ " ثَلاَثًا ، فَقَالَ : وَالَّذِي بَعَثَكَ بِالحَقِّ مَا أُحْسِنُ غَيْرَهُ ، فَعَلِّمْنِي ، فَقَالَ " إِذَا قُمْتَ إِلَى الصَّلاَةِ فَكَبِّرْ ، ثُمَّ اقْرَأْ مَا تَيَسَّرَ مَعَكَ مِنَ القُرْآنِ ، ثُمَّ ارْكَعْ حَتَّى تَطْمَئِنَّ رَاكِعًا ، ثُمَّ ارْفَعْ حَتَّى تَعْدِلَ قَائِمًا ، ثُمَّ اسْجُدْ حَتَّى تَطْمَئِنَّ سَاجِدًا ، ثُمَّ ارْفَعْ حَتَّى تَطْمَئِنَّ جَالِسًا ، وَافْعَلْ ذَلِكَ فِي صَلاَتِكَ كُلِّهَا((

ความว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เข้ามัสญิด ต่อมามีชายผู้หนึ่งได้เข้ามัสญิดมาด้วย แล้วชายผู้นั้นก็ได้ทำละหมาด เมื่อเสร็จแล้ว เขาก็ให้สลามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านนบีจึงตอบรับสลาม แล้วก็ได้กล่าวแก่เขาว่า “จงกลับไปทำละหมาด แท้จริงท่านยังไม่ได้ละหมาด” ชายผู้นั้นก็กลับไปละหมาดอีกครั้ง อย่างเช่นที่เขาละหมาดครั้งแรก หลังจากนั้นเขาก็มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้สลามท่าน ท่านก็กล่าวอีกว่า “จงกลับไปละหมาด แท้จริงท่านยังไม่ได้ละหมาด” เป็นเช่นนี้อยู่ 3 ครั้ง ชายผู้นั้นจึงกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยผู้ที่ส่งท่านมาด้วยกับความจริง ฉันไม่สามารถทำได้ดีกว่านี้อีกแล้ว ขอท่านจงสอนฉันเถิด” ท่านนบีกล่าวตอบว่า “เมื่อท่านยืนขึ้นเพื่อทำละหมาดแล้ว ก็จงกล่าวตักบีร (อัลลอฮุอักบัร) หลังจากนั้นก็จงอ่านสิ่งที่ท่านสามารถอ่านได้จากอัลกุรอาน หลังจากนั้นก็รุกัวอฺ จนกว่าจะสงบนิ่งในท่ารุกัวอฺ และหลังจากนั้นก็จงยืนขึ้น จนกว่าจะยืนนิ่งตรง หลังจากนั้นก็สุญูด จนกว่าจะสงบนิ่งในท่าสุญูด หลังจากนั้นก็ขึ้นมานั่ง จนกว่าจะสงบนิ่งในท่านั่ง และก็จงทำเช่นนี้ในละหมาดของท่านทุกอิริยาบถ” (อัล-บุคอรียฺ หน้า 157 / หะดีษหมายเลข 757 , มุสลิม หน้า 170-171 / หะดีษหมายเลข 397 )


والله أعلم بالصواب


ดูคลิปประกอบ https://www.facebook.com/photo.php?v=725928894115701&set=vb.100000957928710&type=2&theater


อีกคลิป https://www.facebook.com/photo.php?v=515259928607351&set=vb.100003700466053&type=2&theater