อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

มารยาทในการขออนุญาต






อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ لَا تَدۡخُلُواْ بُيُوتًا غَيۡرَ بُيُوتِكُمۡ حَتَّىٰ تَسۡتَأۡنِسُواْ وَتُسَلِّمُواْ عَلَىٰٓ أَهۡلِهَاۚ ﴾ [النور : ٢٧]

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าอย่าเข้าไปในบ้านใดอื่นจากบ้านของพวกเจ้า จนกว่าจะขออนุญาติและให้สลามแก่เจ้าของบ้านเสียก่อน” สูเราะฮฺอัน-นูร:27

และอัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสอีกว่า

﴿ وَإِذَا بَلَغَ ٱلۡأَطۡفَٰلُ مِنكُمُ ٱلۡحُلُمَ فَلۡيَسۡتَ‍ٔۡذِنُواْ كَمَا ٱسۡتَ‍ٔۡذَنَ ٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِهِمۡۚ ﴾ [النور : ٥٩]

“และเมื่อเด็ก ๆ ในหมู่พวกเจ้าบรรลุศาสนภาวะ ก็จงให้พวกเขาขออนุญาตเช่นเดียวกับบรรดาชนก่อนหน้าพวกเขาได้ขออนุญาต” สูเราะอฺอันนูร:59


ท่านญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า

« أَتَيْتُ النَّبِيَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فِي دَيْنٍ كَانَ عَلَى أَبِي، فَدَقَقْتُ البَابَ، فَقَالَ: «مَنْ ذَا» فَقُلْتُ: أَنَا، فَقَالَ: «أَنَا أَنَا» كَأَنَّهُ كَرِهَهَا » [متفق عليه]

“ฉันได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ในเรื่องหนี้สินที่พ่อของฉันค้างไว้ แล้วฉันก็ได้เคาะประตู ท่านก็กล่าวว่า “นี่ใครกัน?” ฉันก็กล่าวตอบว่า “ฉันเอง” แล้วท่านก็กล่าวว่า “ฉันเอง ฉันเอง” ราวกับว่าท่านรังเกียจมัน”  บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม

ท่านซะฮฺล์ บินสะอฺด์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

« إِنَّمَا جُعِلَ الِاسْتِئْذَانُ مِنْ أَجْلِ البَصَرِ » [متفق عليه]

“อันที่จริงการขออนุญาตถูกกำหนดขึ้นเพราะการมอง(เพื่อยับยั้งสายตา)”  บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม

ท่านกัลดะฮฺ บิน อัลหัมบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่าเขาได้ไปหาท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม เขาเล่าต่อไปว่า

« فَدَخَلْتُ عَلَيْهِ وَلَمْ أُسَلِّمْ وَلَمْ أَسْتَأْذِنْ، فَقَالَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: " ارْجِعْ فَقُلْ: السَّلَامُ عَلَيْكُمْ أَأَدْخُلُ » [أخرجه أبو داود والترمذي]

“แล้วฉันก็ได้เข้ามาหาท่าน และไม่ได้ให้สลาม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ก็กล่าวว่า จงกลับออกไป แล้วจงกล่าวว่า อัสสลามุ อลัยกุม ฉันเข้าได้ไหม?”  บันทึกโดยอบูดาวูดและอัตติรมิซียฺ

ท่านอบูมูซา อัลอัชอะรียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่ฉันว่า

« إِذَا اسْتَأْذَنَ أَحَدُكُمْ ثَلاَثًا فَلَمْ يُؤْذَنْ لَهُ فَلْيَرْجِعْ » [متفق عليه]

“เมื่อพวกท่านคนใดได้ขออนุญาตสามครั้ง แต่ยังไม่ได้รับอนุญาต เขาก็จงกลับไป”  บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม

คำอธิบาย
การขออนุญาตนั้นเป็นมารยาทหนึ่งที่อิสลามส่งเสริมให้กระทำ เพราะเพื่อเป็นการปกปิดป้องกันเอาเราะฮฺและเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น การขออนุญาตถูกกำหนดให้ทำสามครั้งโดยการเคาะที่ประตู หรือการขอเข้าไป หากได้รับอนุญาตก็ดี แต่หากไม่ก็จงกลับไป และไม่ให้ขอเกินสามครั้ง

ประโยชน์ที่ได้รับ
• เป็นคำสั่งใช้ให้ขออนุญาตก่อนเข้าบ้าน
• สุนนะฮฺอย่างหนึ่งเมื่อถูกกล่าวแก่ผู้ขออนุญาตว่า ท่านเป็นใคร ก็ให้เขาเอ่ยชื่อของเขา และไม่ให้พูดว่า ฉันเอง
• การขออนุญาตให้ทำสามครั้ง หากได้รับอนุญาตจึงค่อยเข้าไป หาไม่แล้ว ก็ให้ผู้ขออนุญาตกลับไปก่อน


........................................................

ดร.รอชิด บิน หุเสน อัล-อับดุลกะรีม
แปลโดย : สะอัด วารีย์
ตรวจทานโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี
ที่มา : หนังสือ อัด-ดุรูส อัล-เยามียะฮฺ มิน อัส-สุนัน วะ อัล-อะห์กาม อัช-ชัรอียะฮฺ, เว็บ al-islam.com






วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ชิริก(ตั้งภาคี)ตัวช่วย



เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธว่า ยังมีพี่น้องมุสลิมของเราอีกจำนวนมาก กระทำสิ่งที่หมิ่นเหม่ต่อการตกศาสนา ด้วยการบวงสรวง, กราบไหว้, หรือวิงวอนขอต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ และเหตุการณ์ที่ว่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นที่เดียวตามคนอยุธยาได้ถามมา แต่มะก่อมของบรรดาผู้ที่เขาเชื่อว่าเป็นโต๊ะวะลีกะรอมัตนั้น กระจายอยู่ทั่วเมืองไทย และต่างก็มีตำนานพิสดารอันลือลั่น จนกล่าวกันว่า บุคคลเหล่านั้นตอนที่มีชีวิตอยู่เขาเป็นคนที่มีบุญญาธิการ บางคนสามารถเดินบนน้ำ บางคนเหาะเหิรเดินอากาศได้ บางคนหายตัวได้ บางคนแบ่งร่างไปปรากฏในหลายสถานที่ และฯลฯ สถานที่เหล่านี้ที่ขึ้นชื่อก็เห็นจะมี โต๊ะตะเกี่ย อยู่ที่อยุธยา, โต๊ะเกาะไร่ อยู่ที่ ฉะเชิงเทรา, โต๊ะระยองอยู่ที่ จ.ระยอง, และโต๊ะมะขามอยู่ที่ จ.ตราด เป็นต้น

เนื่องจากความหละหลวมของบรรดาผู้นำตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ที่ไม่เอารู้เอาชี้กับเรื่องที่เป็นอันตรายต่ออะกีดะห์ของบรรดามุสลิม แต่เขาจะให้ความสำคัญกับอาหารที่จะกินลงท้อง ที่ต้องกวดขันไล่ตีตราฮาลาล แต่มุสลิมเสพอะกีดะห์ผิดๆ เช่นนี้พวกเขากลับนิ่งเฉย จนวันเวลาผ่านไปเนินนานทำให้สถานที่เหล่านี้ถูกมองว่าขลังและศักดิ์สิทธิ จนกลายเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คน และไม่เฉพาะมุสลิมเพียงอย่างเดียว บางที่ก็มีการจัดลิเก มหรสพถวาย ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับศาลเจ้าพ่อ,เจ้าแม่ที่มีอยู่ดาษดื่น แต่ที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็คือบริเวณที่ทำการนั้นคืออณาเขตของมัสยิด หรือบางที่ไม่ใช่เขตมัสยิดแต่ก็เป็นกุโบร์ของมุสลิม แต่การจะจัดการใดๆในปัจจุบันดูจะเป็นเรื่องยากเข้าไปทุกที เพราะบางสถานที่ก็ได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานไปแล้ว

ที่จริงตามข้อกำหนดของศาสนานั้น หน้าที่ของคนเป็นจะต้องขอดุอาอ์ให้กับผู้ตาย ไม่ใช่ไปขอเอาจากผู้ตาย และหากผู้ตายสามารถเนรมิตสิ่งใดให้ได้ละก็ บุคคลที่ประเสริฐที่สุดที่น่าจะวิงวอนขอมิใช่นบีมูฮัมหมัดหรอกหรือ เพราะท่านก็ตายไปแล้วเช่นกัน หรือบรรดาคลลีฟะห์ บรรดาศอฮาบะห์ผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลายจะไม่ดีกว่าหรือ แต่เราก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะเราประกาศตนอยู่ทุกวัน และวันละหลายครั้งว่า

اِيَّاكَ نَعْبُدُ وَاِيَّاكَ نَسْتَعِيْنُ
“เฉพาะพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้นที่เราจะอิบาดะห์ และเฉพาะอัลลออ์เท่านั้นที่เราจะวิงวอนขอช่วยเหลือ” ซูเราะห์อัลฟาติฮะห์ อายะห์ที่ 5

ด้วยเหตุนี้การวิงวอนขอต่อคนตายจึงเป็นชิริก (การตั้งภาคี) อย่างไม่ต้องสงสัยและไม่มีข้อขัดแย้งในหมู่ปวงปราชญ์
ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

اِذَا مَاتَ الانْسَانُ اِنْقَطَعَ عَنْهُ عَمَلُهُ

“เมื่อมนุษย์ได้ตาย งานของเขาก็จบแล้ว” รายงานโดยอบูฮุรอยเราะห์ บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ฮะดีษเลขที่ 3084

บุคคลที่นอนอยู่ในกุโบร์นั้น เมื่อตอนเขามีชีวิตอยู่เขาก็ต้องทำอะมัลเหมือนอย่างกับเราที่ละหมาด,บวช,ซะกาต,ฮัจญ์, ขอดุอาอ์, และอื่นๆ แต่เมื่อเขาจากดุนยาไป งานของเขาก็จบ ข้างต้นนี้คือคำยืนยันจากท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม แต่เราผู้อยู่เบื้องหลังยังไม่ยอมให้งานของคนตายจบด้วยการเอาเขาเป็นสื่อให้ขอดุอาอ์ให้แก่เราอีก
ส่วนคำอ้างที่ว่า “ไม่ได้ขอกับตะเกี่ย เพียงให้ท่านช่วยขอต่ออัลลอฮ์อีกทีหนึ่ง” เป็นคำที่พ้องกับคำของพวกมุชรีกีนที่ได้กล่าวอ้างไว้ ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงนำมากล่าวไว้ว่า

وَالَّذِيْنَ اتَّخَذُوا مِنْ دُوْنِهِ أوْلِيَاءَ مَا نَعْبُدُهُمْ اِلاَّ لِيُقَرَبُوْنَا الِى اللهِ زُلْفًا

“และบรรดาผู้ที่เอาสิ่งอื่นเป็นผู้คุ้มครองนอกจากอัลลอฮ์ (พวกเขากล่าวว่า) เราไม่ได้อิบาดะห์ต่อสิ่งเหล่านั้น นอกจากเพื่อทำให้เราได้ใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์” ซูเราะห์อัชซุมัร อายะห์ที่ 3

คนที่ให้คนตายขอดุอาอ์ให้เขาไม่แตกต่างจากมุชรีกีนในอายะห์ข้างต้นนี้เลย


.................................
โดย ยืนงง ในดง ต.ก.ซ




อิสลามกับความเชื่อผีแม่ซื้อ


คนบ้านเราในอดีตมักจะมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับผีสางนางไม้อยู่เสมอ เช่นเมื่อเห็นเด็กแรกเกิดที่น่ารักก็จะพูดให้ตรงกันข้ามว่า “น่าเกลียดน่าชัง” เมื่อสืบเสาะที่มาจึงได้ความว่า.....

คำว่า “น่าเกลียดน่าชัง” เป็นคำพูดที่หลอกผีแม่ซื้อ ซึ่งผีแม่ซื้อนี้ก็คือแม่ของเด็กในชาติปางก่อน ที่คอยวนเวียนมาหลอกล่อเพื่อเอาเด็กกลับคืนไปเป็นลูกของตนเอง

ขณะที่เด็กเล็กๆยิ้มที่มุมปาก ผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะพูดว่า ผีแม่ซื้อกำลังมาหยอกล้อกับเด็ก หรือบางครั้งเด็กจะร้องโดยไม่มีสาเหตุ ผู้ใหญ่ก็จะเข้าใจว่า ผีแม่ซื้อมากวนเด็ก ด้วยเหตุนี้จึงต้องหลอกล่อแม่ซื้อด้วยคำว่า “สามวันลูกผีสี่วันลูกคน” และถ้าปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยไป อีกไม่นานเด็กคนนี้ก็เสียชีวิต ฉะนั้นจึงต้องเชิญหมอพรามณ์มาทำพิธีตัดขาดระหว่างลูกผีกับลูกคน

และในช่วงท้ายของการทำพิธีก็จะมีการโอละเห่ โดยพ่อหมอจะกล่าวว่า “ลูกใครหว่า” แม่ของเด็กในชาตินี้จะต้องรีบขานรับว่า “ลูกฉันเอง” เป็นอันจบพิธี และแม่ซื้อก็จะไม่มารบกวนเด็กอีกต่อไป

ความเชื่อข้างต้นเกี่ยวข้องกับ “อะกีดะห์” ที่เป็นอันตรายต่อบรรดาผู้ศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง เพราะอัลอิสลามมิได้สอนให้เชื่อเรื่องวิญญาณเวียนว่ายตายเกิด
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

وَمِنْ وَرَائِهِمْ بَرْزَخٌ اِلَى يَوْمِ يُبْعَثُوْنَ

“และเบื้องหลังของเขามีสิ่งปิดกั้นอยู่จนกว่าจะถึงวันที่พวกเขาถูกให้ฟื้นคืนชีพ” ซูเราะห์อัลมุอ์มีนูน อายะห์ที่ 100

ฉะนั้นชีวิตของคนเราเมื่อได้ตายไปแล้วก็ไปอยู่อีกมิติหนึ่ง หรือที่เรียกว่า “โลกบัรซัค” จึงไม่ใช่เป็นวิญญาณเร่ร่อน หรือวิญญาณที่วนเวียนเพื่อรอการเกิดใหม่ และไม่ได้มีอำนาจใดๆที่จะทำให้ใครเป็นและตายได้


..............................
โดย อ.ฟารีด เฟ็นดี้
Sulaimarn Darakai โพส




ซุนนะห์ไม่ร่วมบิดอะห์



การอยู่ร่วมกับผู้ที่ทำบิดอะห์

มนุษย์ถูกสร้างมาในสภาพที่มีจิตใจอ่อนแอ และอ่อนไหวง่าย อัลลอฮ์ จึงทรงชี้นำปวงบ่าวของพระองค์ ในสิ่งที่นำไปสู่การพิทักษ์รักษาศาสนา ให้คบค้าสมาคมและอยู่ร่วมกับคนดี ดังที่อัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า

"และจงอดทนต่อตัวของเจ้า ร่วมกับบรรดาผู้วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา ทั้งยามเช้าและยามเย็น โดยปารถนาความโปรดปรานของพระองค์ และอย่าให้สายตาของเจ้าหันเหออกไปจากพวกเขา ขณะที่เจ้าประสงค์ความสวยงามแห่งชีวิตของโลกนี้ และเจ้าอย่าเชื่อฟังผู้ที่เราทำให้หัวใจของเขาละเลยจากการรำลึกถึงเรา และปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของเขา และกิจการของเขาพินาศสูญหาย"

(อัลกะฮ์ฟ / 28)

อัลลอฮ์ ได้เตือนปวงบ่าวของพระองค์ ในการคบค้าสมาคมและการอยู่ร่วมกับคนเลวนอกศาสนา ดังที่อัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า

"และ เมื่อเจ้าเห็นบรรดาผู้ซึ่งกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในบรรดาโองการของ เรา แล้ว ก็จงออกห่างจากพวกเขาเสีย จนกว่าพวกเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องอื่นจากนั้น และถ้าชัยฏอนทำให้เจ้าลืมแล้ว ก็จงอย่างนั่งรวมกับพวกที่อธรรมเหล่านั้นต่อไป หลังจากที่มีการนึกขึ้นได้"

(อัลอันอาม / 68)

ท่านเราะซูล ได้เปรียบเทียบการอยู่ร่วมกับคนดีถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ เหมือนกับการอยู่ร่วมกับคนขายน้ำหอม และได้เปรียบเทียบการอยู่ร่วมกับคนชั่ว ถึงอันตรายที่จะได้รับ เหมือนกับการอยู่ร่วมกับช่างตีเหล็กว่า

"อันที่จริง อุปมาเพื่อนที่ดีและเพื่อนที่เลว อุปมัยดังเช่นคนขายน้ำหอม และช่างตีเหล็ก คนขายน้ำหอมบางทีเขาก็ให้น้ำหอมแก่ท่าน หรือบางทีท่านก็ซื้อจากเขา หรือไม่ ท่านจะได้ดมกลิ่นน้ำหอมจากเขา ส่วนช่างตีเหล็ก บางครั้งเขาจะทำให้เสื้อผ้าของท่านไหม้ หรือไม่ท่านจะได้ดมกลิ่นเหม็นไหม้ของเหล็ก" (บันทึกโดย บุคอรีย์ และมุสลิม)

อันตรายที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการคบเพื่อนเลว คือ การอยู่ร่วม และคบค้าสมาคมกับพวกทัศนะนิยม พวกที่มีความเชื่ออุตริ นั่นก็หมายความว่า การอยู่ร่วมกับบุคคลเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ต้องห้าม การแยกตัวออกจากบุคคลเหล่านี้เป็นเรื่องที่จำเป็น

เป้าหมายของอิสลามในการอพยพแยกตัวออกมา

การแยกตัวออกมาจากพวกที่ทำบิดอะฮ์ มีเป้าหมายและผลประโยชน์มากมาย ที่ส่งผลต่อผู้ที่แยกตัว และตัวของผู้ที่ถูกแยกตัว ต่อบรรดามุสลิม และเป็นการพิทักษ์รักษาศาสนาให้พ้นจากการอุตริ การอพยพหรือการแยกตัว(ฮิจเราะฮ์) ตามหลักการของศาสนามีประเภทหนึ่ง คือ การแยกตัวออกจากพวกที่ทำบิดอะฮ์ ซึ่งเป็นบทลงโทษแบบปราม โดยมีเป้าหมายมากมาย ดังนี้

1.การแยกตัวออกมา ถือว่า เป็นบทลงโทษของศาสนา ที่มีต่อพวกที่ทำบิดอะฮ์ เป็นประเภทหนึ่งของการต่อสู้ในวิถีทางของอัลลอฮ์ เป็นการปฏิบัติหน้าที่อันจำเป็น นั่นคือ การสั่งใช้กันในเรื่องความดีห้ามปรามกันในเรื่องความชั่ว และยังเป็นการทำอิบาดะฮ์ คือ จำเป็น(วาญิบ)ต้องรักกันเพื่ออัลลอฮ์ และจำเป็นต้องเกลียดชังกันเพื่ออัลลอฮ์

2.ทำให้บรรดามุสลิมตื่นตัว ระวังตัวไม่ให้ตกอยู่ในวังวน บิดอะฮ์

3.ลดการแพร่ระบาดของบิดอะฮ์

4.ปราบปรามและลงโทษพวกบิดอะฮ์

เหล่านี้คือเป้าหมาย และผลประโยชน์ที่จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อมีการอพยพ การแยก การตัดสัมพันธ์ไมตรี และการตัดท่อน้ำเลี้ยงตลอดกาลกับพวกบิดอะฮ์ จนกว่าจะมีการยุติในสิ่งผิด สำนึกผิด และแก้ไขในสิ่งผิดให้ถูกต้อง ดังนั้น การอยู่ร่วมกัน การคบค้าสมาคมกับบุคคลเหล่านี้ เท่ากับเป็นการสนับสนุน ส่งเสริม รับรอง และยืนยันในการทำบิดอะฮ์นั้นด้วย

ประเภทของการอพยพ การแยกตัว

การอพยพ แยกตัวมี 3 ประเภท คือ

ประเภทที่หนึ่ง อพยพที่เป็นศาสนา (สิทธิของอัลลอฮ์) เป็นการกระทำของบรรดาผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ด้วยการอพยออกจากความชั่ว ออกจากผู้ทำชั่ว ออกจากการทำบิดอะฮ์ และออกจากพวกบิดอะฮ์ ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดคือ

1.อพยพเพื่อละทิ้งการทำความชั่ว และละทิ้งคนชั่ว

2.อพยพเพื่ออบรมสั่งสอน เช่นคนทำบิดอะฮ์

ประเภทที่สอง การอพยพเพื่อแก้ไขเรื่องทางโลก (ความผิดของมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน) โดยต้องไม่เกินสามวัน เช่น พ่อแยกกับลูก สามีแยกที่นอนกับภรรยาดื้อ

ประเภทที่สาม การอพยพที่เป็นการพิพากษา โดยเนรเทศให้ไปอยู่แดนไกล ซึ่งเนบทลงโทษ แก่บรรดาผู้ละเมิดข้อห้ามของศาสนา

หลักฐานจากอัลกุรอาน และซุนนะฮ์ และแนวทางของสลัฟ ที่ยืนยันถึงการห้ามอยู่ร่วมกับพวกบิดอะฮ์ และวาญิบ(จำเป็น)ต้องอพยพแยกตัวออกจากพวกเขา

1.) จากอัลกุรอาน อัลลอฮ์ ได้ตรัสกับท่านนะบี ว่า

"และ เมื่อเจ้าเห็นบรรดาผู้ซึ่งกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในบรรดาโองการของ เรา แล้ว ก็จงออกห่างจากพวกเขาเสีย จนกว่าพวกเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องอื่นจากนั้น และถ้าชัยฏอนทำให้เจ้าลืมแล้ว ก็จงอย่างนั่งรวมกับพวกที่อธรรมเหล่านั้นต่อไป หลังจากที่มีการนึกขึ้นได้"

(อัล อันอาม / 68)

ท่านก้อตาดะฮ์ กล่าวว่า "อัลลอฮ์ ห้ามท่านนะบี นั่งร่วมกับพวกที่วิจารณ์บรรดาโองการณ์ของอัลลอฮ์ แบบปฏิเสธโองการเหล่านั้น เมื่อนึกขึ้นได้ก็จงอย่านั่งนั่งกับพวกอธรรมเหล่านั้น"

(บันทึกโดยอิบนุบัฏเกาะฮ์ / อัลอิบานะตลกุบรอ)

"และแน่นอน อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาแก่พวกเจ้าแล้วในคัมภีร์ นั้นว่า เมื่อพวกเจ้าได้ยินบรรดาโองการของอัลลอฮฺโองการเหล่านั้นก็ถูกปฏิเสธศรัทธา และถูกเย้ยหยัน อังนั้นพวกเจ้าจงอย่านั่งร่วมกับพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะพูดคุยกันในเรื่องอื่นจากนั้น แท้จริงพวกเจ้านั้น-ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็เหมือนพวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงรวบรวมบรรดามุนาฟิก และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาไว้ในนรกญะฮันนัมทั้งหมด "

(อันนิซาอ์ / 140)

ท่านอิบนุอับบาส กล่าวอธิบายโองการนี้ว่า "ทุกคนที่ประดิษฐ์สิ่งใหม่ในศาสนา และทุกคนที่ทำบิดอะฮ์ เข้าอยู่ในโองการนี้จนวันกิยาะฮ์"

(ตัฟซีรบัฆวีย์)

ท่านอิบนุญะรีรอัฏเฏาะบะรีย์ กล่าวว่า "ในโองการนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจน ถึงการห้ามนั่งร่วมกับคณะที่เสื่อมเสีย ทุกประเภท ที่เป็นผู้อุตริ เป็นคนเลว เมื่อพวกเขาวิจารณ์ในเรื่องที่เลื่อมเสีย"

(ตัฟซีรอัฏเฏาะบะรีย์)

2.) ซุนนะฮ์ ทียืนยันถึงบัญญัติให้ละทิ้งการอยู่ร่วมกับพวกบิดอะฮ์ และวายิบต้องแยกตัวออกมาจากพวกเขา มีหลายบทด้วยกัน

ส่วหนึ่งคือ ฮะดิษ ของกะอ์อิบนุมาลิก กับสหายสองท่าน เป็นฮะดิษที่ยาว ซึ่งบันทึกโดยบุครีย์ และมุสลิม กะอ์อิบนุมาลิก ไม่ออกไปสมรภูมิตะบูก ท่านเราะซูล จึงอพยพแยกตัวออกจากเขาและสหายทั้งสองของเขา โดยห้ามบรรดามุสลิมพูดคุยกับพวกเขา เป็นระยะเวลาถึงห้าสิบคืน จนกระทั่งอัลลอฮ์ได้ประทานอัลกุรอานลงมา แจ้งถึงการสำนึกผิด(เตาบะฮ์)ของพวกเขา

3.) แนวทางของสลัฟซอและฮ์ ทั้งคำพูดและการกระทำที่ยืนยันการอพยพแยกตัวออกจากพวกบิดอะฮ์ และห้ามการอยู่ร่วมกับพวกเขามีมากมาย

จากอิบนุอับบาส กล่าวว่า

"ท่านจงอย่านั่งร่วมกับพวกอารมณ์นิยม แท้จริง การนั่งร่วมกับพวกเขาทำให้หัวใจป่วย"

(บันทึกโดย อัลอาญะรีย์ อิบนุบัฎเฎาะฮ์)

เงื่อนไขและวิธีการอพยพแยกตัวจากพวกบิดอะฮ์

การอพยพแยกตัวจากคนเลว คนทำบิดอะฮ์ เพราะเป็นการทำบิดอะฮ์ต่ออัลลอฮ์ การทำบิดอะฮ์ จำเป็นต้องอยู่ในหลักเกณฑ์สองประการ คือ

1. ต้องมีความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่อยู่ภายในจิตใจของผู้กระทำ

2. ต้องตรงตามรูปแบบของศาสนา ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ของการกระทำภายนอก

พื้นฐานของการอพยพแยกตัวคือ การหันหลังหนีจากพวกบิดอะฮ์ทุกกรณี และแสดงความบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา โดยการปฏิบัติดังต่อไปนี้

1. ต้องไม่นั่งร่วมกับพวกเขา

2. ต้องไม่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเขา

3. ต้องไม่ยกย่องไม่พูดจากับเขา

4.ต้องไม่กล่าวสลามแก่เขา

5. ต้องไม่เอ่ยชื่อเขา

6. ต้องไม่ยิ้มแย้มให้แก่เขา

7. ต้องไม่ฟังคำพูดและการอ่านของเขา

8. ต้องไม่ปรึกษาหารือกับเขา

(คัดจากหนังสือ หัจรุลมุบตะเดียะอ์ ของ บักร บินอับดิลลาฮ์ อบูซัยด และหนังสือเมากิฟอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์มินอะฮ์ลิลอะฮ์วาฮ์วัลบิดะอ์ ของ ดร.อิบรอฮีม บินอามีร อัรฮัยลีย์)


.....................................
Sulaimarn Darakai โพส



สะลัฟและค่อลัฟคือใคร



คำว่า สะลัฟ และค่อลัฟ คือชื่อเรียกของคนต่างยุค โดยสะลัฟหมายถึงคนในยุค 300 ปีแรกโดยประมาณ ส่วนค่อลัฟ คือคนในยุคถัดมา
ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

“ศตวรรษที่ดีที่สุดคือศตวรรษของฉัน แล้วยุคถัดมาที่เจริญรอยตามพวกเขา แล้วก็ยุคถัดมาที่เจริญรอยตามพวกเขา” บันทึกโดยอิหม่ามบุคคอรี

คำพูดของนบีข้างต้นนี้ มิใช่เป็นการรับรองรายบุคคลว่า ทุกคนในยุค 300 ปีแรกดีที่สุด เพราะยังมีคนในยุคต้นที่ปฏิเสธและหันห่างจากการศรัทธาอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ท่านนบีได้พูดถึงภาพรวม โดยกล่าวถึงยุคที่ดีที่สุดเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ยุคต้นเป็นยุคที่เกิดเหตุการณ์ หรือยุคที่ใกล้เคียงกับการประทานอัลกุรอาน และซุนนะห์ของท่านรอซูล อีกทั้งบรรดาผู้คนในยุคต้นได้ยึดถือหลักการของศาสนากันอย่างเหนียวแน่น

และคำว่า สะลัฟ กับ ค่อลัฟ นี้มิใช่เป็นเพียงการแตกต่างในเรื่องยุคเพียงอย่างเดียว แต่คนทั้งสองยุคนี้ยังมีฐานความเชื่อที่แตกต่างต่างกัน ประเด็นหลักก็คือ การตีความอัลกุรอานในโองการที่มีหลายนัย โดยชาวสะลัฟยึดถือตามตัวบทหากในเรื่องนั้นไม่การอธิบายจากท่านนบี หรือบรรดาศอฮาบะห์

ส่วนความเชื่อของค่อลัฟ ยังอาศัยการตีความจากโองการที่มีหลายนัย ตัวอย่างเช่น ความหมายของอัลกุรอาน ซูเราะห์อัลฟัตฮ์ อายะห์ที่ 10

يد الله فوق أيديهم

ชาวสะลัฟ ให้ความหายว่า “มือของอัลลอฮ์อยู่เหนือมือพวกเขาเหล่านั้น”
ในขณะที่ชาวค่อลัฟตีความไปว่า “อำนาจของอัลลอฮ์อยู่เหนือมือพวกเขาเหล่านั้น”

จุดยืนของชาวสะลัฟ ในเรื่องนี้เช่นกรณีตัวอย่างที่ท่านอิหม่ามมาลิกีถูกถาม เกี่ยวกับความหมายของอายะห์ที่ว่า

الرحمان على العرش الاستوى

“ผู้ทรงเมตตาประทับอยู่บนบัลลังค์” ซูเราะห์ตอฮา อายะห์ที่ 5

ท่านอิหม่ามมาลิกีตอบว่า คำว่า ประทับ เป็นคำพูดที่รู้กันดีอยู่ ส่วนวิธีการว่าจะประทับอย่างไรนั้นไม่มีผู้ใดรู้ได้ และคำถามเช่นนี้เป็นคำถามที่อุตริ (บิดอะห์)

ปัจจุบันไม่มีชาวสะลัฟ หลงเหลืออยู่ เพราะไม่มีคนใน 300 ปีแรกมีชีวิตอยู่จนถึงขณะนี้ แต่ยังมีผู้ที่เจริญรอยตามแนวทางของพวกเขา
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

السابقون الأولون من المهاجرين والأنصار والدين اتبعوهم باحسان

رضى الله عنهم ورضواعنه

“บรรดาผู้รับอิสลามในช่วงต้นทั้งจากชาวมุฮาญีรีน และชาวอันศอร อีกทั้งบรรดาผู้ที่เจริญรอยตามพวกเขาด้วยดี พระองค์อัลลอฮ์พอพระทัยพวกเขา และพวกเขาก็พอใจต่อพระองค์เช่นกัน” ซูเราะห์อัตเตาบะห์ อายะห์ที่ 100

พวกเรานั้นแม้จะเป็นคนต่างยุค แต่เราก็สามารถที่จะเจริญรอยตามคนในยุคแรกได้ มิใช่ด้วยการเอาชื่อของพวกเขามาเรียกขานกันเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยการนำเอาความเชื่อและแนวทางการปฏิบัติของพวกเขามายึดถือด้วย

ส่วนคำถามที่ว่าเดี๋ยวนี้เราไม่ต้องตาม ซุนนะห์ แล้วหรือ ?

ขอตอบว่า ผู้ที่ต้องการทางรอดยังคงต้องยึดซุนนะห์ของท่านนบีตราบจนกิยามะห์ เพียงแต่วันนี้มีการชูคำว่า สะลัฟ กันมาก จึงคำให้ผู้คนสงสัยว่า อาจจะเป็นคนละแนวทางกัน แต่ที่จริงแล้วคนสะลัฟ หรือคนในยุคแรกนั้น ก็คือคนที่ดำเนินตามแนวทางซุนนะห์นั่นแหละครับ


...................................................
คำตอบโดย อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้



ทำจริงทำจัง ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐาน


พิธีกรรมดั่งต่อไปนี้ อาทิเช่น 1. การอ่านยาสีนให้กับคนตาย 2. ทำบุญ 7,40 หรือ 100 วัน, 3. ทำอีซีกุโบร์ 4. ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ 5. เยี่ยมกุบูรฺในวันอีดทั้ง 2 6. การจัดงานเมาลิดนบี 7. การเฝ้ากุบูรฺ 7 วันหรือ 40 วันให้กับคนตาย 8. การซิกรุลลอฮฺหลังนมาซญะนาซะฮฺ ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นพิธีกรรมที่เป็นบิดอะฮฺทั้งสิ้น

ท่านอิมามชาฟิอีย์ เป็นสะลัฟุศศอลิหฺ เป็นคนที่ยึดมั่นในกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺอย่างเหนียวแน่นคนหนึ่ง ท่านอิมามชาฟิอีย์ไม่เคยทำหรือฟัตวาในหนังสือเล่มใดของท่านนะครับ ผมมีหนังสือฟิกฮฺของท่านอิมามชาฟิอีย์ซึ่งเป็นหนังสือฟิกฮฺที่เป็นที่รู้จักในโลกมุสลิมคือ หนังสือที่ชื่อ "อัลอุม" ( ???? ) เมื่อเปิดอ่านดูแล้วก็ไม่มีสิ่งที่มุสลิมในเมืองไทยที่อ้างอย่างเต็มปากเต็มคำว่า ปฏิบัติศาสนาตามแนวมัซฮับอิมามชาฟิอีย์ แม้แต่ข้อเดียว ย้ำว่าแม้แต่ข้อเดียวนะครับ ตัวอย่างเช่นการกินบุญบ้านคนตายอิมามชาฟิอีย์เขียนไว้ในหนังสือ "อัลอุม" เล่ม 1 หน้า 317 ว่า " ???? ?????? ????? ? ? ?? ?????? ?? ?????? ???? ????? ?? ??? ???? ? ????? ????? ?????? ??? ??? ??? " ความว่า "ฉันชอบที่จะให้เพื่อนบ้านของผู้ตาย หรือญาติใกล้ชิดของผู้ตายทำอาหารให้แก่ครอบครัวของผู้ตายอิ่มวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง เช่นนั้นเป็นการกระทำตรงกับสุนนะฮฺ (ของท่านนบีมุหัมมัด)" อิมามชาฟิอีย์ตัวจริงนะครับที่บอกว่า เมื่อบ้านใดมีคนตายให้เพื่อนบ้านหรือญาติของผู้ตายทำอาหารให้สมาชิกของผู้ตาย ซึ่งเป็นสุนนะฮฺของท่านนบี, อิมามชาฟิอีย์ไม่บอกว่าให้ไปกินอาหารบ้านคนตายนะครับ ส่วนใครที่อ้างว่าตามมัซฮับชาฟิอีย์แล้วไปกินบุญบ้านคนตายไม่ว่าวันไหนก็ตามเถอะ ถือว่าเขาเป็นผู้โกหกอย่างชัดเจน, โกหกที่อ้างว่าจะตามอิมามชาฟิอีย์ แต่สิ่งที่อิมามชาฟิอีย์ไม่ได้สอนเขากลับกระทำอย่างหน้าตาเฉยเลยครับ, อนึ่งขอให้ตามอิมามชาฟิอีย์จริงๆ เถอะครับ เพราะอิมามชาฟิอีย์ตามสุนนะฮฺนบีนั่นเอง ส่วนเรื่องเมาลิดนบีก็เช่นกันอิมามชาฟิอีย์ตายในปี ฮ.ศ. ที่ 204 ส่วนงานเมาลิดนบีถูกจัดขึ้นครั้งแรกในปี ฮ.ศ.ที่ 362 แล้วจะอ้างว่าอิมามชาฟิอีย์เห็นด้วยกับงานเมาลิดนบีได้อย่างไร เพราะอิมามชาฟิอีย์ตายไปแล้วก่อนงานเมาลิดนบีจะอุบัติขึ้นเป็นร้อยๆปีนะครับ

มุสลิมในเมืองไทยหรือกลุ่มบิดอะห์มักอ้างเสมอว่า พวกเขาปฏิบัติตามมัซฮับอิมามชาฟิอีย์แต่อิมามชาฟิอีย์ไม่จัดงานเมาลิดนบี ไม่เคยเขียนในตำราเล่มใดให้จัดงาน หรือไปเที่ยวงานเมาลิดนบี แล้วกลุ่มที่อ้างว่าตามอิมามชาฟิอีย์กลุ่มนี้จะหุกุมว่าอย่างไรครับ ?

และที่แปลกสุดๆ กล่าวคือพิธีกรรมทั้ง 8 ข้อข้างต้นเป็นพิธีกรรมที่นิยมกระทำเฉพาะในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (เช่นไทย,มาเลเซีย ฯลฯ) เท่านั้นนะครับ

ส่วนโลกอฺรับพวกเขาไม่กระทำกันหรอกครับเพราะพวกเขาถือว่าเป็นพิธีกรรมซึ่งถูกอุตริกรรมขึ้นใหม่ในศาสนา (???? ) นั่นเอง ????? ???? ??????? ???????


...................................
Sulaimarn Darakai โพส










จงเรียกร้องสู่การให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ



จงเรียกร้องผู้คนไปสู่การให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ เพราะการให้เอกภาพของอัลลอฮฺ มันคือ หลักของศาสนาอิสลาม มันเป็นฐานของสิ่งเชื่อถือ มันเป็นยอดกิจการ มันเป็นข้อบังคับที่สำคัญที่สุด

รายงานจากท่านอิบนฺ อับบ้าส (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุมา) เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  เมื่อได้ส่งมุอ้าซไปยังประเทศยะมัน ท่านกล่าวแก่เขาว่า
"แท้จริง ท่านนั้นจะเดินทางไปยังหมู่คณะหนึ่ง พวกเขาเป็นพวกผู้ได้รัมคัมภีร์เหมือนกัน ก็ขอให้เป็นสิ่งแรกที่ท่านจะเรียกร้องไปสู่การปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น และว่าฉันนี้เป็นทูตของอัลลอฮฺ" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)

และอีกคำพูดหนึ่ง ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า"ดังนั้น ท่านจงเรียกร้องพวกเขาไปสู่การปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺองค์เดียว และว่า ฉันเป็นทูตของอัลลอฮฺ" 

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"ดังนั้น ท่านจงเรียกร้องพวกเขาไปสู่การให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์)

รายงานจากท่านฏอริก อิบนฺ อัชยัม อัลอัชญะอียฺ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าว่า
"ผู้ใดได้ให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ และปฏิเสธต่อสิ่งที่ถูกเคารพภักดีนอกเหนือจากอัลลอฮฺ ทรัพย์สิินขิงเขาและเลือดของเขา ก็เป็นที่ต้อมห้าม และการตัดสินของเขาขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺอัซซะวะญัลลฺ" (บันทึกหะดิษโดยอมามมุสลิม)



والله أعلم بالصواب