อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

คำพูดของบุคคลใดนอกจากท่านรสูลไม่ใช่หลักฐานชี้ขาดศาสนา



ทัศนะต่างๆที่ถูกอ้างมามากมาย ไม่ใช่ "หลักฐานชี้ขาด" ของศาสนา

ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์เคยกล่าวเอาไว้ว่า

........ لا حجة فى قول أحد دون رسول الله صلى الله عليه وسلم وإن كثروا ........"

ไม่ใช่หลักฐานชี้ขาดของศาสนาหรอก คำพูดของบุคคลใดที่อื่นจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แม้พวกเขา(ที่กล่าวอย่างนั้น) จะมีมากสักเพียงใดก็ตาม" 
(จากหนังสือ มีซาน อัล-กุบรออฺ ของท่านชะอฺรอนีย์ หน้า 60) 

เมื่อมันเป็นเพียงความเห็นที่ไม่มีหลักฐานถูกต้องมายืนยัน และไม่ใช่ซุนนะฮ์ ก็จะมาบังคับให้ปฏิบัติตามทัศนะนั้นๆไม่ได้

والله أعلم بالصواب




สู่…เป้าหมาย





เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ตนเองนั้น
จะวางแผนชีวิต
หลายคนเชื่อเหอะว่ามีจุดหมาย
ในชีวิตที่แตกต่างกันไป รวมมาถึง
กับตัวฉันเอง
แต่อีกหลายคนจุดมุ่งหมายของพวก
เขาเป็นสิ่งเดียวกัน และ
ในขณะอีกหลายคนก็
อยู่อย่างไร้จุดหมาย….

@
แต่ละคนวางแผนชีวิตไว้อย่างไร ??
มีจุดมุ่งหมายอย่างไร??
ก็ทำเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายแค่
นั้นเอง ,,
หลากหลายคนวางแผนชีวิตไว้เป็นปีๆ
บ้างก็เดือน เป็นอาทิตย์ เป็นวัน
เป็นชั่วโมง หรือกระทั่งว่านาที…

—โตขึ้นฉันจะไปเป็นหมอ หรือ
วิศวกรดี

—เรียนจบแล้วจะเข้าสายอะไร
คณะอะไร

—เรียนพิเศษติววิทย์ หรือเข้าค่ายดีน่ะ
ปิดเทอมนี้

—เดือนหน้าต้องรีบติวอังกฤษแล้ว
คะแนนอ่อนยวบเลยปีนี้

—อาทิตย์หน้าซื้อเสื้อใหม่ดีกว่า

—พรุ่งนี้จะเข้าเรียนดีป่ะ ไม่
เข้าใจเลยอ่ะ เบื่อ…ไม่ชอบ

@
แต่ละคนคิดวางแผนชีวิตได้แตกต่าง
กันอย่างสิ้นเชิง ทั้งสร้างสรรค์และ
ไม่สร้างสรรค์แก่ตนเอง
หลากหลายคนที่ที่คิดจะวางแผนชีวิต
ถึงอนาคตอันยาวไกล
และเตรียมพร้อมที่จะไปให้
ถึงดั่งฝันของตนเองเสียที เช่น

คนๆหนึ่ง อยากเป็นหมอ เขาก็สนใจที่
จะเลือกเรียนสายนั้น เพื่อ
จะนำไปสู่เส้นทางที่เราได้วาดฝัน
นั้นเอาไว้

หรือบางคนเห็นว่าตัวเองอ่อนวิชานั้น
วิชานี้ ก็ตัดสินใจไปเรียนเพิ่ม
เพื่อคะแนนที่ดีกว่าเดิม,,,

บางคนเห็นว่าเสื้อตัวเก่า ก็
ต้องไปซื้อเสื้อตัวใหม่แล้ว

บางคน
ต้องหยุดเรียนเพราะไม่ชอบกับวิชานั้น
และบางวันก็ต้องทำอะไรใส่ตัวเองบ้าง
ไปเที่ยว ไปหาอะไรดีๆทำ เพื่อหา
ความสนุกใส่ตัวเอง…

…..
นี่แหล่ะเหตุผลบางอย่างของเยาวชนจำ
นวนมาก แม้กระทั่งฉันเอง ก็มี
ความคิดนี้อยู่ลึกๆๆ
แต่ก็พยายามหักห้ามมันไว้

@
แต่จะมีไหม ??? ที่จะรำลึก
ถึงพระองค์ หาวิธีใกล้ชิดพระองค์ ??

จะมีไหม? ที่
จะรู้เป้าหมายของชีวิตว่ามันคืออะไร
มีแน่นอนหลายคนที่รูว่า…..
คือ อาคีเราะห์-โลกหน้า
โลกแห่งการชำระสอบสวนทุกการงาน
ของเราบนดุนยาที่เราได้กระทำไว้ ,,,

จะมีบ้างไหม ? คนที่เฝ้าคิดถึงวิธีการที่
จะทำให้เราได้เข้าสู่เป้าหมายที่
เป็นจริงของชีวิต นั่นก็คือ (อาคีเราะห์)
ซึ่งเป็นที่พำนักอันบรมสุข มั่นคง ถาวร
จีรัง และมีความสุขไปชั่วชีวิต
เส้นทางนี้อันนำไปสู่เป้าหมาย…
ไปสู่พระเจ้าของเขา
เเละศึกษาศาสนาเหมือนดั่งที่จะ
เป็นหมอ
แล้วตั้งใจเลือกเรียนสายวิทย์เพื่อนำไป
สู่การเป็นหมอ …..

มีไหม? ที่จะตรวจสอบตัวเอง
พยายามแสวงหาความรู้เพิ่มอีหม่าน
ในหัวใจ เหมือนดั่งที่รู้ว่าคะแนนอ่อน
ยังต้องติวเพิ่ม

—แม้เสื้อเก่ายังคิดเปลี่ยนใหม่ แล้วสิ่ง
ไม่ดีคิดจะเปลี่ยนมันบ้างไหม ?

—วิชาที่ไม่ชอบยังต้องหยุดเรียนเลย
แล้วสิ่งที่ไม่ดีล่ะ จะหยุดทำรึเปล่า?

—ห่างไกลจากพระองค์เหลือเกิน
มีไหม? ที่จะรำลึกถึงพระองค์ หาวิธี
ใกล้ชิดพระองค์?

@
แต่การวางแผนชีวิตในดุนยานั้น
เป็นสิ่งที่ดี แต่ทุกสิ่งที่พระองค์กำหนด
เราผู้เป็นบ่าวมีหน้าที่เพียงปฏิบัติ
ในสิ่งที่พระองค์ทรงใช้
และขอดุอาร์ต่อพระองค์
เราอาจวางแผนชีวิตได้ บางทีอาจ
จะลงมือทำมันด้วยซ้ำ แต่สิ่งนั้นอาจ
จะไม่สำเร็จก็ได้

วัลลอฮฮุอะลัม ……….

@
–ขอให้สิ่งที่คิดไว้ เป็นสิ่งที่ดีกับตัวเรา
แต่อย่าลืมพระองค์
อย่าลืมหน้าที่ของเรา เพราะโลกนี้
เป็นเพียงแค่ทางผ่าน เรามีหน้าที่ที่
ต้องสะสมเสบียงเอาไว้มากๆ
เพื่อโลกหน้า อัน
เป็นโลกแห่งการชำระสอบสวน…โลกที่
ไม่มีวันสิ้นสุด!!!


............................
ผู้แต่ง….นิ้วนาง
Fatimah Sa'diyamu โพส


คุณโชคดีมากกว่าเขา





ณ ตอนนี้ โอกาสนี้ เวลาที่มีอยู่นี้
คุณได้พยายามมากแค่ไหน... แล้ว
คุณโชคดีมากว่าเขา
คุณมีอะไรมากกว่าเขา
(หากมองกันในแง้ของZhahir..ภายนอก)
••จงใช้สิ่งที่มีอยู่ของท่าน..ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
••อาคีรัต คุณจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับบั้นปลายดุนยา

.......................
Eyeshah Sunni



การนอบน้อมถ่อมตน



พี่น้องที่เคารพรักทุกท่าน ท่านทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์ ทรงใช้ และจงยับยั้ง ละเว้นในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติห้าม
ท่านผู้ฟังที่เคารพ เราทั้งหลายจงดำรงตนอยู่กับความภักดีต่อพระองค์ และขออภัยต่อพระองค์ การปฏิบัติอิบาดะห์และการมีความบริสุทธิ์ใจจะไม่มีความสมบูรณ์นอกจากจะต้องปฏิบัติตามบัญญัติใช้และละเว้นบัญญัติห้ามของพระองค์ จะต้องนอบน้อม ยอมรับในคำสั่งของพระองค์ไม่ตั้งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์และไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์

ผู้ใดที่ศรัทธาต่อพระองค์เชื่อฟังคำสั่งของพระองค์และปฏิบัติตามบัญญัติของพระองค์เขาคือผู้ที่นอบน้อมต่อพระองค์อัลลอฮฺ ผู้ใดที่หันหลังให้กับบัญญัติของพระองค์และขัดขวางการปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์เขาคือผู้ที่ยโสโอหัง อัลลอฮฺ ทรงตรัสไว้ใน ซูเราะห์ อันนิซาอ์ อายะห์ที่ 172 ว่า

لَّن يَسْتَنكِفَ الْمَسِيحُ أَن يَكُونَ عَبْدًا لِّلَّـهِ وَلَا الْمَلَائِكَةُ الْمُقَرَّبُونَ ۚ وَمَن يَسْتَنكِفْ عَنْ عِبَادَتِهِ وَيَسْتَكْبِرْ فَسَيَحْشُرُهُمْ إِلَيْهِ جَمِيعًا ﴿١٧٢﴾

"และผู้ใดที่หยิ่งต่อการที่จะทำอิบาดะห์ต่อพระองค์และยโสและพระองค์ก็จะทรงชุมนุมพวกเขาไว้ยังพระองค์ทั้งหมด"
การนอบน้อมถ่อมตนเป็นคุณลักษณะของบรรดานบีและบรรดาร่อซู้ลและเป็นมารยาทของบรรดามุมินผู้ยำเกรงอัลลอฮ์ผู้ที่มีเกียรติก็จะมีเกียรติมากยิ่งขึ้น

ผู้ที่มีความนอบน้อมก็จะได้รับการยกย่องบุคคลที่จะมีมารยาทที่ดีงามได้ก็ด้วยความยึดมั่นในความจริงเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น มีผู้นอบน้อมถ่อมตนจำนวนมาก ที่ได้รับความรักใคร่และการให้ความสนิทสนม ไม่มีผู้ใดที่นอบน้อมถ่อมตน นอกจากอัลลอฮฺจะทรงให้เกียรติเขาท่านอบูฮูรอยเราะห์ กล่าวว่า ท่านร่อซูล ได้กล่าวว่า

وَمَازَادَالله عَبْدًابِعَفْوٍإِلاَّعِزًّاوَمَاتَوَاضَعَ أَحَدُنِاللهِ إِلاَّرَفَعَهُ الله
“และอัลลอฮฺไม่ได้เพิ่มให้แก่บ่าวด้วยการให้อภัยนอกจากเกียรติยศและไม่มีคนใดที่นอบน้อมต่ออัลลอฮฺนอกจากพระองค์จะเชิดชูเขา”

ท่านนบี คือตัวอย่างที่ดีโดยที่ท่านมีความถ่อมตนอย่างมากทั้งๆที่ท่านมีตำแหน่งอันสูงส่งท่านหญิงอาอีซะห์ กล่าวว่า

 ท่านนบี ทำงานส่วนตัวของท่านเอง เช่น การซ่อมรองเท้า ปะชุนเสื้อผ้า รีดนมแพะให้แก่ผู้ที่อยู่ในครอบครัวของท่านได้ดื่ม นำหญ้ามาให้อูฐ รับประทานอาหารร่วมกับคนใช้ ร่วมสนทนากับคนยากจน ทำธุระให้แก่หญิงหม้ายและเด็กกำพร้า
 ท่านนบี กล่าวสลาม แก่ผู้ที่ท่านพบ ตอบรับคำเชิญของผู้ที่เชิญท่านแม้ว่าจะเป็นการเลี้ยงอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ

 ท่านนบี ไม่ถือตัวมีความสุภาพอ่อนโยน มีอุปนิสัยเยือกเย็น มีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส

 ท่านนบี มีความอ่อนน้อมแต่ไม่อ่อนแอมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยไม่สุรุ่ยสุร่ายมีจิตใจโอบอ้อมอารีมีเมตตาต่อมุสลิมทุกคน แสดงความนอบน้อม แก่มุมิน ทุกคน

 ท่านนบี ไปเยี่ยมคนป่วย ไปร่วมส่ง ญะนาซะห์

 ท่านนบี ขี่ลาเป็นสัตว์พาหนะในวันที่ท่านทำสงครามกับตระกูล กุรอยเซาะห์ ซึ่งเป็น ยิว ตระกูลหนึ่ง ท่านนบี นั่งอยู่บนหลังลาตัวหนึ่ง มีชายผู้หนึ่งเข้ามาหาท่าน โดยมีท่าทางหวาดกลัวท่านนบี ได้กล่าวว่า

هَوِّنْ عَلَيْكَ فَاِنِّيْ لَسْتُ بِمَلِك
ٍ اِنَّمَااَنَاإِمْرَأَةٍكَانَتْ تَأْكُلُ اَلْقَدِيْدَبِمَكَّةَ

“ท่านจงทำตัวตามสบายฉันไม่ใช่เจ้าเมืองแท้จริงฉันเป็นลูกของหญิงที่กินเนื้อแห้ง”

ท่านผู้ฟังที่เคารพ บรรดาซอฮาบะห์ ของท่านนบีมูฮัมมัดได้เจริญรอยตามท่านโดยที่เขาเหล่านั้นจะแสดงความอ่อนน้อมต่อบรรดามุมินผู้ที่ศรัทธาและจะองอาจกับบรรดาผู้ปฏิเสธที่เป็นศัตรูจะมีความเมตตาระหว่างเขาเหล่านั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ คอลีฟะห์อุมัรอิบนุลคอฎฏอบมีความนอบน้อมถ่อมตนเป็นอย่างมาก

ขณะที่เดินทางไปรับกุญแจเมืองที่เยรูซาเล็มจากหัวหน้าบาทหลวงภายหลังจากกองทัพมุสลิมได้พิชิตปาเลสไตน์ โดยที่ท่านผลัดเปลี่ยนกันขี่อูฐกับคนใช้ของท่าน ท่านจะขี่อูฐไปช่วงหนึ่งโดยคนใช้ของท่านจะเป็นคนจูงมัน

เมื่อจบช่วงแล้วท่านจะให้คนใช้ของท่านขี่แล้วท่านก็จูงมันเมื่อจบช่วงแล้วคนทั้งสองจะลงเดินจูงอูฐเพื่อให้มันได้พัก เมื่อจะเข้าไปยังเมืองเยรูซาเล็ม

ปรากฏว่าเป็นรอบของคนใช้ของท่านเป็นผู้ขี่อูฐ คนใช้ของท่านปฏิเสธที่จะขี่อูฐ แต่ท่านอุมัรไม่ยอมทั้งนี้เพื่อคนใช้จะได้รับ ส่วนแบ่งของเขาด้วยความเป็นธรรม คนใช้ของท่านอุมัรก็จำใจต้องขี่อูฐโดยคอลีฟะห์อุมัรเป็นผู้จูงมันเมื่อบรรดาคณะบาทหลวงเห็นเช่นนั้น

ต่างแสดงความชื่นชมและยกย่องในความยุติธรรมและความอ่อนน้อมถ่อมตนของท่านการนอบน้อมถ่อมตนเป็นมารยาทของมุสลิม

ความยโสโอหังเป็นลักษณะแห่งความชั่วร้าย ซึ่งเป็นผลทำให้ผู้เป็นเจ้าของ ต้องได้รับการลงโทษในวันกียามะฮ์ท่านอิบนิมัสอู๊ดกล่าวว่าท่านร่อซูล ได้กล่าวว่า

لاَيَدْخُلُ اْلجَّنةَمَنْ كَانَ فِيْ قَلْبِهِ مِثْقَالذَرَّةٍمِنْ كِبْرٍفَقَالَ يَارَسُوْلَ للهِ صلى الله عليه وسلم إِنَّ الرَّجُلَ يُحِبُّ أَنْ يَكُوْنَ ثَوْنُهُ حَسَنًاوَنَعْلُهُ حَسَنَهُ فَقَالَ يَارَسُوْلَ للهِ صلى الله عليه وسلم إِنَّ اللهَ جَمِيْلٌ يُحِبُّ اْلجَمَالُ اَلْكِبْرُبَطَرُاْلحَّقِ وَغَمْطُ النَّاسِ

“ผู้ใดที่หัวใจของเขามีความยโสแม้จะมีน้ำหนักเพียงอณูเดียวก็จะไม่ได้เข้าสวรรค์ชายคนหนึ่งกล่าวว่าโอ้ท่านรอซูลุลอฮฺแท้จริงบุคคลชอบที่จะให้เสื้อผ้าของเขาอยู่ในสภาพที่ดีรองเท้าของเขาอยู่ในสภาพที่ดีท่านร่อซูล กล่าวว่า แท้จริง อัลลอฮฺทรงสวยงามพระองค์ทรงรักความสวยงาม

ความยโสคือ การไม่ยอมรับความจริง และเหยียดหยามคนทั้งหลาย”

..............................................
คุตบะห์วันศุกร์ ณ มัสยิดท่าอิฐ
โดยอาจารย์ดาวุด สันติวิไลพร
แวนิต้า โรส โพส



วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ไฟนรกร้อนกว่าไฟในโลกนี้อีกหกสิบเก้าเท่า



เมื่อเราถูกความร้อน หรือแสงแดด ก็ไม่อยากที่จะสัมผัสมัน ต้องใช้เครื่องสำอางที่มีสรรพคุณป้องกันแสงแดด เมื่อเราเข้าใกล้ที่ไฟที่ลุกโชน เพียงไม่กี่เมตร ความร้อนของมันได้แพร่เข้ามายังเรา เราก็ไม่สามารถทนความร้อนมันได้เลย ความร้อนของไฟในโลกนี้อยู่ที่ประมาณ 100 องศา-3,000 องศา ก็จะทำให้สิ่งที่ถูกสร้างในโลกนี้ไหม้เกรียมเป็นเถ้าถ่าน แต่สำหรับไฟนรกนั้นร้อนกว่าไฟในโลกนี้อีก 69 เท่า มันจะขนาดไหน?

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์) เล่าว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"ไฟในโลกนี้เป็นเพียงแค่ 1 ใน 70 ของไฟนรก สาวกของท่านจึงถามว่า : ท่านรสูลุลลอฮฺ ไฟนี้ร้อนพอแน่หรือ? ท่านยืนยันว่า : ไฟนั้นร้อนกว่านี้อีก 69 เท่า" (บันทึกหะดิษโดนอิมามมาลิก)

การที่ศาสนาให้เราปกปิดร่างกายให้มิดชิด ก็เพื่อให้เรารักษาเกียรติของตัวเอง ปกปิดสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผย  เป็นการปกป้องจากฟิตนะฮฺต่างๆ แยกแยะระหว่างมนุษย์ที่มีสติปัญญากับสัตว์เดรฉาน และที่สำคัญเป็นการปกป้องจากไฟนรก ถึงแม้มันจะรู้สึกอึดอัด หรือร้อนบ้าง มันก็เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับความร้อนของไฟนรก

والله أعلم بالصواب




วันนี้ความศรัทธาของเราต่ออัลลอฮฺดีแค่ไหน?


ซาอัด บิน มูอาซ

เริ่มต้น "รับอิสลาม" ด้วยอายุ 30 ปี.... "เสียชีวิต" ด้วยอายุ 36 ปี

ท่านใช้ชีวิตในรั้วอิสลามเพียงแค่ 6 ปีเท่านั้น
"สุดท้าย" ท่านเป็นคนหนึ่งที่ได้เข้า "สวรรค์"

อายุคนเราที่ยาวนาน ใช่ว่าจะเก็บเกี่ยวความดีงามมาอย่างล้นหลาม
เพียงแค่อายุที่สั้น ก็สามารถเก็บเกี่ยวอาม้าลที่ดีงามได้

ไม่สำคัญ..ว่า "ความศรัทธา" ของเราต่ออัลลอฮ "นานแค่ไหน"
ที่สำคัญ..วันนี้ "ความศรัทธา" ของเราต่ออัลลอฮ "ดีแค่ไหน"



..................................
อับดุลรอมาน  หะระตี




อิสรออ์และมิอฺรอจญ์



พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบอานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

سُبْحَانَ الَّذِي أَسْرَى بِعَبْدِهِ لَيْلاً مِّنَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ إِلَى الْمَسْجِدِ الأَقْصَى الَّذِي بَارَكْنَا حَوْلَهُ لِنُرِيَهُ مِنْ آيَاتِنَا إِنَّهُ هُوَ السَّمِيعُ البَصِيرُ

"พระองค์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ยิ่งนัก  พระองค์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์(มุฮัมมัด) ให้เดินทางในยามค่ำคืนจากมัสยิดอัลฮะรอมสู่มัสยิดอัลอักซอ  ซึ่งเราได้ให้ความสิริมงคลแก่รอบ ๆ ของมัน  ทั้งนี้เพื่อเราจะให้เขามองเห็นบางส่วนแห่งสัญลักษณ์ของเรา  แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ได้ยินยิ่ง  อีกทั้งทรงมองเห็นยิ่ง" (อัลกุรอาน สุเราะฮฺอัลอัสรออฺ :1)


وَمَا جَعَلْنَا الرُّؤيَا الَّتِي أَرَيْنَاكَ إِلاَّ فِتْنَةً لِّلنَّاسِ

“และเรามิได้ทำให้การมองเห็นภาพต่างๆที่เราได้แสดงแก่เจ้า (ในค่ำคืนมิอฺรอจญ์) นอกจากเพื่อเป็นการทดสอบศรัทธาอย่างหนึ่งสำหรับมวลมนุษย์” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลอิสรออฺ :60)

รายงานอิบนิอับบาส และญาบิร (รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา) กล่าวว่า

(وُلِدَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَامَ الْفِيْلِ يَوْمَ الاِثْنَيْنِ الثَّانِي عَشَرَ مِنْ رَبِيْعِ الأَوَّلِ، وَفِيْهِ بُعِثَ، وَفِيْهِ عُرِجَ بِهِ إِلَى السَّمَاءِ، وَفِيْهِ هَاجَرَ، وَفِيْهِ مَاتَ)

“รสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถูกให้กำเนิดในปีช้าง วันจันทร์ที่ 12 เดือนเราะบีอุลเอาวัล ในเดือนนี้ท่านถูกแต่งตั้งเป็นรสูล และในเดือนนี้ท่านถูกพาขึ้นสู่ฟากฟ้า (มิอฺรอจญ์) และในเดือนนี้ท่านเดินทางฮิจญ์เราะฮฺ (สู่มหานครมะดีนะฮฺ) และในเดือนนี้ (อีกเช่นกัน) ท่านได้เสียชีวิตลง” (บันทึกโดยอิบนุ อบีชัยบะฮฺ ในอัลมุศ็อนนัฟ และอัลญูซกอนีย์ ในอัลอะบาฏิล เล่ม 1 หน้า 126 ด้วยสายรายงานที่เศาะหีหฺตามเงื่อนไขของอัลบุคอรีย์ (ดูหนังสือ ตารีฆเมาลิด อันนะบี ของฏ็อรฮุนีย์))


ท่านอิมามบุคอรีย์และมุสลิมได้รายงานเรื่องราวดังกล่าวจากท่านอะนัส ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  ซึ่งมีเนื้อความว่า
 "ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ฉันได้เดินทางโดยบุร๊อก  ซึ่งบุร๊อกมีลักษณะคล้ายมากกว่าลาแต่ก็ไม่ถึงกับคล้ายล่อ  ซึ่งมันสามารถเดินเพียงก้าวเดียวก็ไปสุดลิบตา  ฉันได้ขี่มันจนไปถึงบัยตุลมักดิส คือ มัสยิดอัลอักซอ ฉันได้เข้าไปในมัสยิดและทำการละหมาดสองรอกะอัต  และฉันก็ออกมาจากมัสยิด  ดังนั้นญิบรีลได้มาหาฉันโโยนำภาชนะที่มีเหล้า และก็อีกภาชนะหนึ่งเป็นน้ำนม  และฉันก็เลือกดื่มน้ำนม  ญิบรีลกล่าวว่า "ท่านได้เลือกความบริสุทธิ์ (ซึ่งชี้ให้เห็นว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งความบริสุทธิ์นั่นเอง)

หลังจากนั้นท่านญิบรีลนำฉันขึ้นไปยังชั้นฟ้าที่ 1  ท่านญิบรีลจึงขออนุญาตเพื่อให้เปิดประตูชั้นฟ้าชั้นแรก  จึงเสียงกล่าวขึ้นว่า "ท่านเป็นใคร?" ญิบรีลตอบว่า "ฉันคือญิบรีล" และมีเสียงกล่าวขึ้นอีกว่า "ใครมาพร้อมกับท่านหรือ?" ญิบรีลตอบว่า "เขาคือมุฮัมมัด" และมีเสียงกล่าวอีกว่า "เขาถูกส่งมาที่นี้หรือ?" ญิบรีลตอบว่า "ใช่แล้ว เขาถูกส่งมาที่นี้"  ดังนั้นท้องฟ้าชั้นแรกจึงถูกเปิดให้แก่เรา  ทันใดนั้น  ฉันจึงพบกับนบีอาดำ  เขาได้ต้อนรับฉันและขอพรให้แก่ฉัน

จากนั้นญิบรีลได้นำฉันไปสู่ท้องฟ้าชั้นที่ 2 และขอเปิดชั้นฟ้าที่ 2 จึงมีเสียพูดอย่างเดิมเหมือนกับชั้นฟ้าชั้นแรก  แล้วทอ้งก็ถูกเปิดให้แก่เรา  ทันใดนั้นฉันจึงพบกับท่านนบียะห์ยาและนบีอีซา บุตร มัรยัม  ซึ่งทั้งสองได้ต้อนรับฉันและขอพรให้แก่ฉัน

หลังจากนั้นท่านญิบรีลจึงนำฉันไปสู่ท้องฟ้าชั้น 3  และขอเปิดท้องฟ้าชั้นที่  3  และมีเสียงพูดอย่างเดิมเหมือนชั้นแรก  และท้องฟ้าก็ถูกเปิดให้แก่ฉัน  และฉันได้พบกับนบียูซุฟ  เขาได้ให้การต้อนรับและขอพรให้แก่ฉัน  จากนั้นเราขึ้นไปสู่ชั้นฟ้าชั้นที่ 4 ฉันจึงได้พบกับนบีอิดรีส  ดังนั้นเขาได้ต้อนรับฉันและขอพรให้แก่ฉัน  อัลเลาะฮ์ทรงตรัสไว้ในซูเราะฮ์มัรยัมความว่า "เราได้ยกเขา(คือนบีอิดรีส)สู่ที่พำนักอันสูงส่ง"  คือชั้นฟ้าชั้นที่ 4 นั่นเอง

หลังจากนั้นเราได้ขึ้นสู่ชั้นฟ้าชั้นที่ 5 ซึ่งเราได้พบกับนบีฮารูณ  เขาได้กล่าวต้อนรับฉันและขอพรให้แก่ฉัน  จากนั้นเราขึ้นไปสู่ชั้นฟ้าที่ 6 ซึ่งฉันได้เจอกับนบีมูซา  เขาได้ทำการต้อนรับฉันและขอพรให้แก่ฉัน  จากนั้นเราได้ขึ้นไปสู่ฟากฟ้าชั้นที่ 7 และได้พบกับนบีอิบรอฮีม นั่งพิงอยู่  ณ  ที่บัยตุลมะอฺมูร  ซึ่งจะมีมะลาอิกะฮ์เข้าไปทุกวันถึง 70000 (เจ็ดหมื่น) ท่าน

หลังจากนั้น  ญิบรีล นำฉันไปสู่ต้นพุทรา(ซิดร่อตุลมุนตะฮา) ซึ่งเป็นต้นไม้ในสรวงสวรรค์  ซึ่งใบของมันเหมือนใบหูของช้าง  ผลขอมันเหมือนโอ่งดินเผา  ซึ่งบางครั้งต้นซิดร่อตุลมุนตะฮา ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงบ้าง  สีเหลืองบ้าง  เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินบ้าง  สีเงินบ้าง  ซึ่งไม่มีผู้ใดที่จะสามารถพรรณาถึงความงดงามของมันได้

จากนั้นอัลเลาะฮ์ทรงวาฮีให้แก่ฉันกับการรับบทบัญญัติละหมาด 50 เวลาในหนึ่งวันกับหนึ่งคืน  ฉันจึงลงไปหาท่านนบีมูซา  เขากล่าวว่า "อะไรหรือที่พระผู้อภิบาลของท่านได้ฟัรดูเหนือประชาชาติของท่าน"  ฉันตอบว่า "ละหมาด 50 เวลา" นบีมูซากล่าวว่า "ท่านจงกลับไปขอผ่อนปรน (ไม่ใช่ต่อรอง) ต่อพระผู้อภิบาลของท่าน  เพราะอุมมะฮ์ของท่านไม่มีความสามารถในการปฏิบัติดังกล่าวเพราะฉันได้เคยทดสอบกับชาวนบีอิสรออีลมาแล้ว ท่านนบีมุฮัมมัดจึงกล่าวว่า "ฉันได้กลับไปยังพระผู้อภิบาลของฉันและกล่าวขอต่อพระองค์ว่า "โอ้พระเจ้าของฉัน  โปรดทรงผ่อนปรนให้อุมมะฮ์ของฉันด้วยเถิด  ดังนั้น พระองค์ทรงลดให้ฉันจนกระทั่งหลือ 5 เวลา"  จนกระทั่งอัลเลาะฮ์ตาอาลา ทรงตรัสกับนบีมุฮัมมัดว่า "โอ้มุฮัมมัดเอ๋ย ละหมาดนั้นมี 5 เวลา ในทุกหนึ่งวันและหนึ่งคืน  และทุกหนึ่งเวลาเท่ากับ 10 เวลาละหมาด  ดังกล่าวนั้นจึงเท่ากับ 50 เวลา  และผู้ใดที่ตั้งใจกระทำ 1 ความดี  แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติมัน  ก็ย่อมถูกบันทึกให้แก่เขาหนึ่งความดี  และผู้ใดตั้งใจกระทำ 1 ความชั่ว แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติมัน  ก็ไม่ถูกบันทึกบาปใด ๆ แก่เขา  และผู้ใดตั้งใจกระทำ 1 ความชั่ว  และได้กระทำมันลงไป  ก็จะถูกบันทึกให้แก่เขา 1 ความชั่วเท่านั้น

 ดังนั้นฉันจึงลงจากฟากฟ้าและได้พบกับนบีมูซาและทำการเล่าให้นบีมูซาฟัง  ท่านนบีมูซากล่าวว่า "ท่านจงกลับไปขอผ่อนปรนต่ออัลเลาะฮ์อีกเถิด"  ท่านนบีมุฮัมมัดกล่าวว่า "ฉันได้กลับไปยังพระผู้อภิบาลของฉันจนกระทั่งละอายต่อพระองค์เสียแล้ว"

หลังจากนั้นท่านนบีจึงกลับไปยังนครมักกะฮ์ในตอนกลางคืน  เมื่อถึงตอนเช้าท่านจึงออกไปยังที่ชุมนุมชาวกุเรช  อบูญะฮัลจึงไปหาท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  และท่านนบีก็พูดกับอบูญะฮัลในเรื่องที่เกิดขึ้นกับท่านเกี่ยวกับการเดนิทางไปยังบัยตุลมักดิส  อบูญะฮัลจึงกล่าวกับชาวมักกะฮ์ว่า "โอ้ นบีกะอับ บิน ลุอัยย์  พวกท่านทั้งหลายจงมาที่นี่ซิ"  พวกกุฟฟารจึงหันไปทางอบูญะฮัล  ดังนั้นท่านนบีจึงทำการบอกสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านในเมื่อคืนที่ผ่านมา (คือเรื่องอิสรออฺเมี๊ยะอฺร๊อจญ์) เมื่อพวกกุฟฟารได้ยินเรื่องดังกล่าว  พวกเขาต่างพากันปรบมือ หัวเราะ (เย้ยหยัน) และเอามือวางบนศีรษะเพื่อแสดงความแปลกใจและปฏิเสธ  ดังกล่าวจึงทำให้ผู้มีอีหม่านอ่อนแอตกศาสนา  เพราะเวลาเดินทางจากมักกะฮ์สู่บัยตุลมักดิสต้องใช้เวลาเดินทาง 2 เดือน แต่ท่านนบีไปกลับแค่คืนเดียว พวกเขาเชื่อว่าท่านนบีโกหก  จากนั้นพวกกุฟฟารกุร๊อชก็ไปหาท่านอบูบักรและเล่าเรื่องอิสรออ์ให้ฟัง  แต่ท่านอบูบักรกล่าวว่า "ถ้าหากมุฮัมมัดกล่าวเช่นนั้นแล้ว เขาย่อมพูดจริง" พวกกุฟฟารกล่าวกับอบูบักรว่า "ท่านเชื่อว่าสิ่งดังกล่าวนั้นเขาพูดจริงกระนั้นหรือ?" อบูบักรกล่าวตอบว่า "แท้จริงฉันจะเชื่อเขาในเรื่องที่เหลือเชื่อกว่านี้เสียอีก" และในวันนั้นอบูบักรจึงได้รับสมญานามว่า "อัศศิดดีก" (ผู้เชื่อในสัจธรรม)

ต่อมาพวกกุฟฟารกุร๊อชฺทำการทดสอบท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ซึ่งพวกเขาถามท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถึงคุณลักษณะของบัยตุลมักดิส  แต่ท่านนบีไม่เคยเห็นและไม่ได้สังเกตุลักษณะของมันมาก่อนเลย  ดังนั้นอัลเลาะฮ์ตาอาลา ทรงทำให้มันปรากฏต่อสองตาของท่านนบีและท่านก็ทำการบอกพรรณาทีละประตู  ทีละสถานที่  พวกเขาจึงกล่าวว่า "สำหรับการบอกถึงลักษณะบัยตุลมักดิสนั้น  ท่านบอกได้อย่างถูกต้อง  ดังนั้นท่านจงบอกเกี่ยวกับกองคาราวานของเราซิ  ซึ่งเวลานี้พวกเขายังมาไม่ถึง  ดังนั้นท่านนบีจึงบอกพวกเขาถึงจำนวนอูฐ  และลักษณะของมัน  และท่านนบียังกล่าวอีกว่า "กองคาราวานจะเดินทางมาถึงในวันนั้น  วันนั้น  ตอนดวงอาทิตย์ขึ้น  นำขบวนโดยอูฐสีเทา" เมื่อถึงวันนั้นพวกเขาจึงออกไปรอดูที่ อัษษะนียะฮ์ (ชื่อสถานที่) คนหนึ่งจากพวกเขากล่าว "ขอสาบาน นี้ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว"  แล้วอีกคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า "ขอสาบาน  กองคาราวานได้มุ่งหน้ามาแล้วโดยมีอูฐสีเทานำขบวน  ตามที่มุฮัมมัดเคยกล่าวเอาไว้"  แต่กระนั้นพวกเขากลับโอหังและดันทุรัง จนกระทั่งพวกเขากล่าวว่า "สิ่งนี้ย่อมเป็นมายากลอย่างชัดเจน"  

ก่อนซุบฮ์เล็กน้อยของคืนอิสรออฺ  ท่านญิบรีลได้มาหาท่านร่อซูลุลลอฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เพื่อทำการสอนท่านเกี่ยวกับวิธีละหมาด  และเวลาละหมาดคือ มี 2 ร่อกะอัตเมื่อแสงอรุณขึ้น  มี 4 ร่อกะอัตเมื่อดวงอาทิตย์คล้อย  4 ร่อกะอัตเมื่อเงาของสิ่งหนึ่งเท่าตัวมันเอง  3 ร่อกะอัตเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า  4 ร่อกะอัตเมื่อแสงแดงลับขอบฟ้า  ก่อนที่ละหมาด 5 เวลา จะถูกบัญญัติขึ้นนั้น  ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เคยละหมาด 2 เวลา คือตอนเช้าและตอนเย็นเหมือนกับที่ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม เคยปฏิบัติมาก่อนหน้านี้