อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ความสำคัญของการ "ละหมาดตรงต่อเวลา" สมัยซอฮาบะห์




ความสำคัญของการ "ละหมาดตรงต่อเวลา" สมัยซอฮาบะห์

ได้ยินเสียงอาซาน ทำให้นึกถึงเรื่องราวหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสมัยซอฮาบะห์

โดยในขณะนั้นบรรดาซอฮาบะห์กำลังทำงานก่อสร้างและเหลือการต่อเติมอิฐอีกก้อนเดียว... แต่เมื่อเสียงอาซานได้ดังขึ้น เขาก็หยุดการทำงานทันที

ซอฮาบะห์ท่านหนึ่งได้ถามซอฮาบะห์ท่านนั้นว่า

“ทำไมท่านไม่ทำก่ออิฐให้เสร็จอีกก้อนนึง หรือท่านกลัวไม่ทันละหมาด
ญามาอะห์หรือ?”

ซอฮาบะห์ท่านั้นก็ได้ยิ้มและกล่าวว่า

“ฉันเกรงว่า หากฉันก่ออิฐก้อนนั้นอีกก้อนเดียว จะเท่ากับว่าฉันให้ความสำคัญต่ออิฐก้อนนั้นมากกว่าพระเจ้าของฉัน”

......หากเราเสียสละเวลาเพื่อละหมาดให้ตรงเวลาไม่ได้
แล้วเราจะเสียสละอย่างอื่นเพื่ออิสลามได้อย่างไร......


معروف حاج قاسم

อับดุลรอมาน หะระตี โพส



ริสกีของคนจนนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ถูกหักห้ามจากฟากฟ้า



มีผู้พิพากษาท่านหนึ่ง มีชื่อว่า ฟิโอเรลโล่ ลาการ์เดีย

.

เป็นผู้พิพากษาในรัฐนิวยอร์ก ท่านเป็นคนที่มีชื่อเสียงในการตัดสินคดีที่เป็นธรรมและมีความเป็นมนุษยธรรมมากที่สุด

อยู่มาวันหนึ่ง มีคดีของคนชราได้ขโมยขนมปังที่ร้านแห่งหนึ่ง ชายชราคนนั้นก็ได้สารภาพว่าเขาได้ขโมยจริง พร้อมด้วยเหตุผลว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขโมย เพราะต้องประทังชีวิตไว้จากความหิวโหย และตัวเขาก็ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะจ่ายให้แก่เจ้าของร้านได้เลย

ผู้พิพากษาก็พูดว่า : งั้นก็แสดงว่า คุณได้ขโมยขนมปังจริง ๆ ฉันจะตัดสินคุณด้วยค่าปรับ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ

คำตัดสินดังกล่าว ได้ทำให้ผู้ฟังต้องตกใจและงวนงงในคำตัดสินนั้น และที่ต้องตกใจไปมากกว่านั้น ท่านผู้พิพากษาได้ควักเงิน 10 ดอลลาร์ในกระเป๋าตัวเอง แล้วหยอดลงในกล่องสี่เหลี่ยม

แล้วท่านก็พูดออกมาว่า : จำนวนเงิน 10 ดอลลาร์นี้ มันไม่เพียงพอสำหรับชายชราคนนี้ พวกคุณทั้งหลายต้องจ่ายคนละ 10 ดอลลาร์ ก็เพราะว่าพวกคุณเป็นคนในพื้นที่ ที่ได้ทำให้ชายชราคนนี้ต้องยากจนและขัดสน และเป็นเหตุที่เขาจำเป็นต้องขโมยขนมปังเพื่อประทังชีวิต

แล้วท่านก็ถอดหมวกของท่าน แล้วให้เจ้าหน้าที่ (ตำรวจ) ถือหมวกของท่าน แล้วเดินขอเงินคนละ 10 ดอลลาร์ และเงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นการปรับ จำนวนเงินทั้งหมดที่ได้มา ท่านผู้พิพากษายื่นให้แก่ชายชราผู้ยากจนคนนั้น พร้อมด้วยคำขอโทษ ที่ได้ปล่อยให้เกิดการขโมยขึ้นมา

ผู้ประพันธ์บทกลอนอาหรับได้กล่าวว่า : ริสกีของคนจนนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ถูกหักห้ามจากฟากฟ้า หากแต่ว่าในโลกดุนยา ล้วนมาจากความอธรรมของผู้คนทั้งหลาย

และเชคอัชชะอฺรอวีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า : เมื่อคุณได้พบเห็นคนจน อยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยระบบอิสลาม พึงให้รู้ไว้เถิดว่า ที่นั่น มีคนรวยได้ขโมยทรัพย์สินของพวกเขาไป

.
.....................................................
บทความดี ๆ จากเพจ : قصص وعبر
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

กฎเกณฑ์สูตรปฏิบัติของผู้ที่นิยมกล่าวคำเหนียต



ผู้ที่นิยมกล่าวคำเหนียต หรืออุศ็อลลี ต่างได้วางระเบียบ และกฎเกณฑ์ของการกระทำ จนกระทั่งจัดทำเป็นสูตรปฏิบัติ ซึ่งได้ระบุถไว้ในหนังสือ "มัจมูอุ้ลอะอ์มาล" ว่า

"การละหมาด ถ้าละหมาดคนเดียว ใส่อ้าดาอัน หลักร่อก้าอาติน ถ้าเป็นอิมามหรือมะมูม ก็ใส่อิมามัน หรือมะมูมัน หลังร่อก้าอาติน  ถ้าเป็นละหมาด ก็ฎอ (ชดใช้) ก็ใส่ก็ฎออัน หลังร่อก้าอ้าติน"

การวางระเบียบปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นบัญญัติเสริมในการละหมาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้

และผู้นิยมกล่าวคำเหนียต ยังได้วางกฎเกณฑ์ของเหนียตไว้ว่า ต้องมี กอศ็อด, และตะอ์ยีน แล้วนำมากล่าวเป็นถ่อยคำ ซึ่งมันก็คือตะลัฟฟุซ หรือการกล่าวคำเหนียต ที่ถูกเรียก "อุศ็อลี" โดยมีองค์ประกอบดังนี้

กอศ็อด คือการมุ่งหรือตั้งเจตนา เป็นที่มาของคำกล่าวว่า "อุศ็อลลี"

ตะอ์ร๊อต หรือ ตะอัดรุ๊ด คือการระบถว่าละหมาดที่ทำเป็นฟัรฎูหรือสุนนะฮฺ

ตะอ์ยีน คือการเจาะจงว่าเป็นละหมาดอะไร เวลาไหน

กฎเกณฑ์ดังกล่าว เป็นที่มาของการเรียบเรียงถ้อยคำเหนียต

กฎเหณฑ์เหล่านี้ เป็นเงื่อนไขที่ไม่มีที่มาหรือวางไว้จากอัลกุรอาน และคำสอนของรสูล หรือบรรดาชนสลัฟ เว้นแต่หลักฐานการเหนียต ที่ว่า "ทุกการงานขึ้นอยู่กับการเหนียตหรือเจตนา"

รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮา) เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"ทำไมหรือบรรดาผู้คนถึงได้วางเงื่อนไขหลากหลาย ที่ไม่มีในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ  ผู้ใดที่วางเงื่อนไขใดๆ ทีไม่มีในคัมภีร์ของอัลลออ์ มันโมฆะ ถึงแม้ว่าจะวางไว้สักร้อยเงื่อนไขก็ตาม เงื่อนไขของอัลลอ์สมควรกว่าและมั่นคงกว่า" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 2010 เป็นหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"ทุกเงื่อนไขทีไม่มีในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติและสูงส่ง มันไม่ถุกตอบรับ ถึงแม้พวกเขาจะวางเงื่อนไขสักร้อยครั้งก็ตาม" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด เลขทีี่ 24339)


والله أعلم بالصواب



ลักษณะของชาวสวรรค์



ตามหลักฐาน ชาวสวรรค์ จะมีลักษณะรูปร่างสูง โดยจะมีรูปร่างและรูปแบบที่สมบูรณ์สวยงามอย่างนบีอาดัม คือสูง 60 ศอก หรือประมาณ  30 เมตร อายุราว 30 ปี ทุกคนจะดูเหมือนกัน จะเป็นหนุ่มสาวตลอดไป ไม่มีผม ไม่มีเครา พวกเขาจะมีแสงสว่างสดใส ไม่ต้องตอบสนองความต้องการของธรรมชาติแต่อย่างใด

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"อัลลอฮฺได้ทรงสร้างอาดัมในรูปร่าง และรูปแบบที่สมบูรณ์ สูง 60 ศอก (ประมาณ 30 เมตร) ใครก็ตามที่เข้าสวรรค์จะมีรูปร่างและรูปแบบอาดัม ต่อจากนั้นมา การสร้างลูกหลานของอาดัมจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 8.346)

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ  (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"กลุ่มแรกของมนุษย์ที่จะได้เข้าสวรรค์ จะสว่างสดใสเหมือนกับดวงจันเพ็ญ และกลุ่มที่ตามมาก็จะใสสว่างเหมือนกับดวงดาวที่ใสสว่างที่สุดในท้องฟ้า พวกเขาไม่ต้องตอบสนองความต้องการของธรรมชาติ ไม่ต้องถุยน้ำลาย หรือมีน้ำมูกไหลใดๆ ทั้งสิ้น หวีของพวกเขาจะเป็นทองคำ และเหงื่อของพวกเขาจะมีกลิ่นหอมของชะมดเชียง ไม้กฤษจะถูกในตรงกลางของพวกเขา ภรรยาของพวกเขาคือสาวสวรรค์ พวกเขาทั้งหมดจะดูเหหมือนกัน และจะสูง 60 ศอกเหมือนกับอาดัมผู้เป็นบิดาของพวกเขา" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 4.544)

รายงานจากท่านมุอาซ บินญะบัล  (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"ชาวสวรรค์จะได้เข้าสวรรค์โดยไม่มีผม ไม่มีเครา (กล่าวคือไม่มีความจำเป็นต้องโกน) ขอบตาของพวกเขาจะถุกทาด้วยสารทาตาสีดำ อายุของพวกเขาประมาณ 30 หรือ 33 ปี" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัตติรมีซีย์)

รายงานจากท่านอบูสะอีีด  (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"คนที่จะได้เข้าสวรรค์ ไม่ว่าจะเสียชีวิตในวัยหนุ่มหรือแก่ ก็จะมายังสวรรค์ในอายุราว 30 ปี และจะไม่แก่ เช่นเดียวกับผู้ที่จะเข้านรก" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัตติรมีซีย์)



والله أعلم بالصواب









มหัสจรรย์ตัวเลขในอัลกุรอาน



นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับอัลกุรอานและได้ค้นพบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์และวิทยาการต่างๆ อันน่าทึ่งและน่าอัศจรรย์ใจอย่างมากมายและจากการค้นพบอีกอย่างหนึ่งจากโองการต่างๆ

ในคัมภีร์อัล-กุรอานนั้นพบ
ว่ามีการกล่าวถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นคู่กัน หรือตรงข้ามกัน ในจำนวนที่เท่ากัน เช่น กล่าวถึงคำว่า ผู้ชาย เท่ากับการกล่าว
ถึงคำว่าผู้หญิง

จากการวิเคราะห์โองการต่างๆ ของอัล-กุรอาน
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าลักษณะเช่นนี้มีอยู่ตลอดทั้งเล่มของอัล-กุรอาน ต่อไปนี้คือจำนวนครั้งอันน่าทึ่งในการกล่าวถึงคำหนึ่งๆที่คู่หรือตรงข้ามกันในคัมภีร์อัล-กุรอาน

ดุนยา (โลกแห่งการมีชีวิตนี้) 115 ครั้ง ......... อาคีเราะฮ์ (ปรโลก) 115 ครั้ง

มะลาอิกะฮ์ (เทวทูต) 88 ครั้ง = ชัยฏอน (มารร้าย) 88 ครั้ง

ชีวิต 145 ครั้ง =
ความตาย 145 ครั้ง

ผลประโยชน์ 50 ครั้ง = ความเสียหาย 50 ครั้ง

ประชาชาติ 50 ครั้ง =ศาสนทูต 50 ครั้ง

อิบลีส (หัวหน้ามารร้าย) 11 ครั้ง = ขอความคุ้มครองให้พ้นจากอิบลีส 11 ครั้ง

มุซีบะฮ์(ภัยพิบัติ) 75 ครั้ง = ขอบคุณ 75 ครั้ง

การให้ทาน 73 ครั้ง = ความอิ่มเอิบใจ 73 ครั้ง

ผู้หลงผิด 17 ครั้ง = คนตาย 17 ครั้ง

มุสลิมีน 41 ครั้ง = การญิฮาด(ต่อสู้ในหนทางของพระเจ้า) 41 ครั้ง

ทอง 8 ครั้ง = ชีวิตที่ง่ายดาย 8 ครั้ง

ซะกาต (ภาษีที่มุสลิมจ่ายให้คนยากจน) 32 ครั้ง = บะรอกัต(สิริมงคล)32ครั้ง

จิตใจ 49 ครั้ง = รัศมี 49 ครั้ง

ลิ้น 25 ครั้ง = การเทศนาธรรม 25 ครั้ง

ความปรารถนา 8 ครั้ง = ความกลัว 8 ครั้ง

พูดต่อสาธารณะ 18 ครั้ง = การเผยแพร่ 18 ครั้ง

ความยากลำบาก 114 ครั้ง =
ความอดทน 114 ครั้ง

มุฮัมมัด 4 ครั้ง =ชะรีอะฮ์ (คำสอนของมุฮัมมัด) 4 ครั้ง

ผู้ชาย 24 ครั้ง = ผู้หญิง 24 ครั้ง

เพียงความมหัศจรรย์ทางตัวเลขด้านไวยากรณ์ก็น่าทึ่งเพียงพออยู่แล้ว ลองมาดูความมหัศจรรย์ของตัวเลขในอัลกุรอานทางด้านวิทยาศาสตร์ดูบ้าง

เดือน 12 ครั้ง, วัน 365 ครั้ง,
ซอลาต (การนมาซ) 5 ครั้ง

ทะเล 32, แผ่นดิน 13
ทะเล + แผ่นดิน = 32+13= 45
ทะเล = 32 ÷ 45x100=71.11111111% แผ่นดิน = 13 ÷ 45x100 = 28.88888889%

ทะเล + แผ่นดิน =100.00%

วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งจะค้นพบความจริงแล้วว่า พื้นผิวโลกปกคลุมด้วยน้ำ 71.111% ในขณะที่ปกคลุมด้วยแผ่นดิน 28.889%

ข้อเท็จจริงนี้เป็นเรื่องบังเอิญกระนั้นหรือ?

ใครสอนเรื่องเหล่านี้ให้แก่ศาสดามุฮัมมัด(ศ.)?

คำตอบจะเกิดขึ้นในใจทันที อัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่เท่านั้นที่สอนท่านดังที่อัลกุรอานได้บอกกับเราด้วยว่า

"...ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ท่าน มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ท่าน แท้จริงข้าพระองค์เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรมทั้งหลาย" (อัล-กุรอาน 21 : 87)

........................................................................................
credit : การศึกษาหาความรู้ เป็นฟัรฎูสำหรับมุสลิมทุกคน
แวนิต้า โรส โพส


นิกะฮ์ เป้าหมายของการแต่งงานในอิสลาม





ในอิสลาม การแต่งงานนั้นไม่ใช่เพียงเพื่อเป็นการระบายอารมณ์ใคร่และตัณหาของแต่ละคน อิสลามได้วางเป้าหมายการแต่งงานไว้อย่างชัดเจน เพื่อความผาสุกของชีวิตคู่สามีภรรยาและชีวิตครอบครัว ตลอดจนสังคมรอบข้าง ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า นั่นคือ

1. เพื่อน้อมรับคำสั่งของอัลลอฮฺที่ได้สั่งให้บ่าวของพระองค์ทำการแต่งงาน

2. เพื่อปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านรสูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิ วะสัลลัม และแบบอย่างของบรรดานบีก่อนหน้าท่าน

อัลลอฮฺ ได้ตรัสว่า

ความว่า “แท้จริง ในตัวของท่านรสูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิ วะสัลลัม นั้น มีแบบอย่างที่ดีงามสำหรับสูเจ้า” (สูเราะฮฺ อัลอะหฺซาบ 33 : 21)

ในหะดีษบทหนึ่งมีว่า ความว่า “...แต่ (สุนนะฮฺหรือแนวทางของฉันคือเช่นที่) ฉันถือศีลอดและฉันละมัน ฉันลุกขึ้นละหมาด (ยามค่ำคืน) และฉันนอน ฉันกินเนื้อสัตว์และฉันแต่งงานกับสตรี

ดังนั้นผู้ใดที่ไม่ชอบหรือต่อต้านสุนนะฮฺของฉัน แสดงว่าเขาไม่ได้อยู่ในหมู่ประชาชาติของฉัน”

(มุตตะฟักอะลัยฮฺ อัลบุคอรีย์ หมายเลข 5063 มุสลิม หมายเลข 1401 )

อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

ความว่า “และแท้จริงเราได้ส่งบรรดารสูลมาก่อนหน้าเจ้า และเราได้ให้พวกเขามีภรรยาและลูกหลาน” (สูเราะฮฺ อัรฺเราะอฺดุ 13 : 38 )

3. เพื่อแสวงหาความสงบสุขและรักใคร่ซึ่งกันและกัน

อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

ความว่า “และหนึ่งในสัญญาณ (ที่แสดงถึงเดชานุภาพ และความเมตตา) ของอัลลอฮฺ คือ พระองค์ทรงสร้างคู่ครอง (ภรรยา) สำหรับพวกเจ้าจากตัวของเจ้าเอง

เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และพระองค์ทรงทำให้มีความรักใคร่และเมตตาระหว่างพวกเจ้า (สามีภรรยา)

แท้จริงในการนี้ย่อมเป็นสัญญาณต่าง ๆ (ที่ทำให้เกิดความสำนึก) แก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ” (สูเราะฮฺ อัรฺรูม 30 : 21)

4. เพื่อปกป้องตนเองจากการทำบาป

ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวไว้ว่า

ความว่า “โอ้บรรดาผู้เป็นหนุ่มทั้งหลาย ! ผู้ใดในหมู่พวกเจ้ามีความสามารถที่จะเลี้ยงดู (ภรรยา) ก็จงแต่งงานเสีย

เพราะแท้จริง (การแต่งงานนั้น) จะยิ่งทำให้สายตาของพวกเจ้าลดต่ำลง และทำให้พวกเจ้าสามารถสงวนอวัยวะเพศ

และผู้ใดที่ไม่มีความสามารถก็จงถือศีลอดเสีย เพราะแท้จริงการถือศีลอดนั้นจะทำให้ลดอารมณ์และตัณหาลงได้”

(มุตตะฟัก อลัยฮฺ อัลบุคอรีย์ หมายเลข 5065 มุสลิม หมายเลข 1400)

5. เพื่อให้กำเนิดผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล

ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

ความว่า “จงแต่งงานกับสตรีที่พึงพอใจเจ้า และสตรีที่สามารถมีบุตรมาก เพราะแท้จริงฉันจะภาคภูมิใจกับ (จำนวนอันมากมายของ) พวกเจ้าต่อหน้าประชาชาติอื่นในวันปรโลกข้างหน้า”

( สุนัน อบีดาวูด หมายเลข 3050 สุนัน อันนะสาอีย์ หมายเลข 3227 )

6. เพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหนทางของอัลลอฮฺ

อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

ความว่า “และบรรดาผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิงนั้น บางส่วนของพวกเขา ต่างเป็นผู้ช่วยเหลือแก่อีกบางส่วน” (สุเราะฮฺ อัตเตาบะฮฺ 9 : 71 )

เหล่านี้คือเป้าหมายหลักของการแต่งงานในอิสลาม


...........................................................
ขอบคุณข้อมูลจาก : islammore.com

บ่าวคนเล็กของอัลลอฮฺ โพส

วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โต๊ะกีแซะฮฺวลีย์แห่งชัยฏอน



อัล-กะรอมะฮฺ หมายถึงสิ่งหนึ่งที่อาจมีอยู่เหนือกฏธรรมชาติ แต่มิได้มีขึ้นเพื่อการท้าทาย หรืออวดอ้างตนเป็นผู้วิเศษเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงให้มีขึ้นกับเฉพาะบ่าวของพระองค์ที่ศอและห์และเคร่งครัดในหลักการศาสนา ทั้งนี้เพื่อการให้เกียรติต่อเขา อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับบุคคลที่ดีมากมายครั้งในอดีต ดั่งที่ถูกระบุในสูเราะฮฺอัล-กะฮฺฟี หรือบุคคลในยุคเศาะหาบะฮฺ และตาบิอีน อย่างที่เกิดกับท่านอุมัร บินอัล-ค็อฏฏ็อบ(ร่อฎียัลลอฮุอันฮุมา) ซึ่งสามารถมองเห็นกองทัพศัตรูในต่างเมืองขณะที่คุฏบะฮฺอยู่บนมิมบัร, เหตุการณ์ที่บรรดามะลาอีกะฮฺนั้นมาให้สลามแก่อิบรอน อิบนุ หุศอยน์ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) ท่่านซัลมานอัลฟาริซีย์ และอะบุ๊ดดัรดาอ์ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุมา) กำลังกินอาหารในจาน จานหรืออาหารที่อยู่ในจานนั้นก็ได้ทำการตัสบี้ห์สดุดีพระองค์อัลลอฮฺตะอาลา เป็นต้น

ดังดั้น "กะรอมาต" เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงให้แก่บรรดาบ่าวที่ศอและห์ บรรดาวะลี หรือเอาลิยาอฺของอัลลอฮฺ ซึ่งยึดยึดมั่นอยู่ในอัล-กิตาบุลลอฮฺและอัส-สุนนะฮฺ


พระองคือัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

أَلَا إِنَّ أَوْلِيَاءَ اللَّهِ لَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ ( 62 )

"พึงทราบเถิด ! แท้จริง บรรดาคนที่อัลลอฮ์รักนั้น ไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ แก่พวกเขาและพวกเขาจะไม่เศร้าโศกเสียใจ"

الَّذِينَ آمَنُوا وَكَانُوا يَتَّقُونَ ( 63 )

"คือบรรดาผู้ศรัทธา และพวกเขามีความยำเกรง"

لَهُمُ الْبُشْرَىٰ فِي الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَفِي الْآخِرَةِ لَا تَبْدِيلَ لِكَلِمَاتِ اللَّهِ ذَٰلِكَ هُوَ الْفَوْزُ الْعَظِيمُ ( 64 )

"สำหรับพวกเขาจะได้รับข่าวดี ในการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และในโลกหน้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในลิขิตของอัลลอฮ์ นั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺยูนุส 10:62)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"สัญญาณแห่งการเป็นนบีไม่คงเหลืออยู่อีกแล้ว เว้นแต่การแจ้งข่าวดี เหล่าเศาะฮาบะฮฺถามว่า : การแจ้งข่าวดีหมายถึงอะไรเล่า? ท่านตอบว่า : คือความฝันที่ดี" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์


อิสลามมีหลักทางศาสนาที่ชัดเจนเกี่ยวกับเชื่อถือต่อ "กะรอมัต" อยู่ กล่าวคือ มิได้หมายความว่าสิ่งที่คิดว่ามหัศจรรย์ หรือแปลกเหนือธรรมดาทุกอย่างนั้นคือ "กะรอมาต" เสมอไป ซึ่งการเชื่อเช่นนั้นบางที่อาจเป็นการนำพาสู่การเกินเลย หรือเปิดทางให้มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในศาสนา ไม่ว่าเวทมนต์ของมารร้าย ชัย และพวกดัจญาล ปะปนจนกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้
ระหว่าง "กะรอมาต" กับเวทมนต์ นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

กะรอมาต คือสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฏออะฮิต่ออัลลอฮฺ และเป็นคุณลักษณะเฉพาะบรรดาผู้ที่เคร่งครัดอยู่ในหลักการเท่านั้น

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

 وَمَا كَانُوا أَوْلِيَاءَهُ إِنْ أَوْلِيَاؤُهُ إِلَّا الْمُتَّقُونَ( 34 )

 "และพวกเขาก็มิใช่บรรดาบุคคลที่รักพระองค์(วะลียุลลอฮฺ)ไม่ แท้จริงบุคคลที่รัก(วะลี)ของพระองค์มิใช่อื่นใด นอกจากบรรดาผู้ยำเกรง(มุตตากีน)เท่านั้น..." (อัลกุรอาน สุเราะฮฺอัล-อันฟาล  8: 34)


ส่วนเวทมนมนต์ คือ  สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากงานที่เป็นการปฏิเสธ และสิ่งชั่วช้าหรือการฝ่าฝืน(มุอฺศียะฮฺ)

อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ยอมรับว่ามีสิ่งที่เป็นเวทมนต์ และนักมายากลอยู่ในโลก แต่ทั้งนี้พวกเขาถือว่าสิ่งนั้นไม่อาจทำอันตรายแก่บุคคลใดได้ นอกจากด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้น

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

 وَإِنَّ الشَّيَاطِينَ لَيُوحُونَ إِلَىٰ أَوْلِيَائِهِمْ لِيُجَادِلُوكُمْ وَإِنْ أَطَعْتُمُوهُمْ إِنَّكُمْ لَمُشْرِكُونَ ( 121 )

"และแท้จริงบรรดาชัยฏอนนั้นจะกระซิบกระซาบแก่บรรดาสหาย ของมัน เพื่อพวกเขา จะได้โต้เถียงกับพวกเจ้า และถ้าหากพวกเจ้าเชื่อฟังพวกเขา แน่นอนพวกเจ้าก็เป็นผู้ให้มีภาคีขึ้น" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-อันอาม  6:121)


 وَلَٰكِنَّ الشَّيَاطِينَ كَفَرُوا يُعَلِّمُونَ النَّاسَ السِّحْرَ

 "แต่ทว่าชัยฏอนเหล่านั้นต่างหากที่ปฏิเสธการศรัทธา โดยสอนประชาชนซึ่งวิชาไสยศาสตร์"

 وَمَا هُم بِضَارِّينَ بِهِ مِنْ أَحَدٍ إِلَّا بِإِذْنِ اللَّهِ وَيَتَعَلَّمُونَ مَا يَضُرُّهُمْ وَلَا يَنفَعُهُمْ ( 102 )
 และพวกเขาไม่อาจทำให้สิ่งนั้นเป็นอันตรายแก่ผู้ใดได้ นอกจากด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้น และพวกเขาก็เรียนสิ่งที่เป็นโทษแก่พวกเขา และมิใช่เป็นคุณแก่พวกเขา  (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮ 2:102)


และแน่นอน โตีะกีแซะ ที่มุสลิมบางคน หรือบางกลุ่มนับถือกราบไหว้บูชา มันคือวลีย์(ผู้เป็นที่รัก)ของชัยฏอน  ที่ทำให้พวกเขาหลงลืมการรำลึกถึงอัลลอฮฺ ปรุ่งแต่งความชั่วให้เป็นความชอบธรรมแก่พวกเขา นำเอาสิ่งที่เป็นเท็จมาบอกพวกเขา แล้วทำให้พวกเขาหูหนวก ไม่มีโอกาสได้รับฟังความจริง ทำให้ตาของพวกเขาบอด ไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ พวกเขานัเนจึงเป็นผู้รับใช้แก่มัน เชื่อฟังคำสั่งต่างๆของมัน  และนำความชั่วช้ามาหลอกหลวงพวกเขา และชักจูงพวกเขาไปสู่ความเสื่อมเสีย จนมันได้นำความชั่วช้ามาปรุ้งแต่งให้เกิดความสวยงามแก่พวกเขา แล้วพวกเขาเห็นดีเห็นงามไปด้วย และได้นำเอาความดีมาทำให้เป็นสิ่งที่ชั่วช้าน่าเกลียด แล้วพวกเขาก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ชั่วช้าน่าเกลียดไปด้วย

 สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาที่พวกเขาได้วอนขอกับมัน หรือมันทำให้เกิดสิ่งที่มหัศจรรย์เหนือธรรมชาติใที่คนทั่วไปไม่สามารถทำได้ให้พวกเขาได้เห็น นั้นไม่ใช่ "กะรอมาต" ที่อัลลอฮฺทรงให้มีขึ้นกับเฉพาะบ่าวของพระองค์ที่ศอและห์และเคร่งครัดในหลักการศาสนาแต่อย่างใด แต่มันเป็นการหลอกหลวง เป็นเวทมนต์ หรือมายากลที่เป็นผลงานของมารร้ายชัยฏอน มันไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการปล่อยให้มีการหลงจากอัลลอฮฺแก่ผู้ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระองค์ หรือการช่วยเหลือจากชัยฏอน แก่ผู้เป็นวลีย์ของมัน

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า


 وَالَّذِينَ كَفَرُوا أَوْلِيَاؤُهُمُ الطَّاغُوتُ يُخْرِجُونَهُم مِّنَ النُّورِ إِلَى الظُّلُمَاتِ أُولَٰئِكَ أَصْحَابُ النَّارِ هُمْ فِيهَا خَالِدُونَ ( 257 )

 "และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น บรรดาผู้ช่วยเหลือของพวกเขาก็คือ อัฎ-ฎอฆูต(พวกหัวหน้ามารร้าย) โดยที่พวกมันจะนำพวกเขาออกจากแสงสว่างไปสู่ความมืด ชนเหล่านี้แหละคือชาวนรก โดยที่พวกเขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล" (อัลกุรอาน สุเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮ  2:257)


 وَإِنَّ الشَّيَاطِينَ لَيُوحُونَ إِلَىٰ أَوْلِيَائِهِمْ لِيُجَادِلُوكُمْ وَإِنْ أَطَعْتُمُوهُمْ إِنَّكُمْ لَمُشْرِكُونَ ( 121 )

"และแท้จริงบรรดาชัยฏอนนั้นจะกระซิบกระซาบแก่บรรดาสหาย ของมัน เพื่อพวกเขา จะได้โต้เถียงกับพวกเจ้า และถ้าหากพวกเจ้าเชื่อฟังพวกเขา แน่นอนพวกเจ้าก็เป็นผู้ให้มีภาคีขึ้น" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-อันอาม  6:121)

และผู้ใดวอนขอ ขอความอนุเคราะห์ บนบานจากโต๊ะกีแซะฮฺ หรือได้ผินเอาโต๊ะกีแซะฮฺที่เคารพบูชา ถือเป็นการตั้งภาคีต่อพระองค์อัลลอฮฺแล้ว ถึงแม้เขาจะอ้างว่าเป็นเพียงตะวัสสุ้ล การนำโต๊ะกีแซะเป็นสื่อกลางเพื่อเข้าใกล้ชิดกับอัลลอฮฺตะอาลาก็ตาม

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

وَلاَ تَدْعُ مِن دُونِ اللّهِ مَا لاَ يَنفَعُكَ وَلاَ يَضُرُّكَ فَإِن فَعَلْتَ فَإِنَّكَ إِذًا مِّنَ الظَّالِمِينَ

"และเจ้าอย่าวิงวอนสิ่งใดอื่นจากอัลลอฮ์ที่ไม่อำนวยประโยชน์แก่เจ้า และไม่ให้โทษแก่เจ้า หากเจ้ากระทำเช่นนั้น แท้จริงเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้อธรรม" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺยูนุส :106)


إِنَّ الْإِنسَانَ لِرَبِّهِ لَكَنُودٌ

"แท้จริงงมนุษย์เป็นผู้เนรคุณต่อพระเจ้าของเขา" (อัลกุรอาน สุเราะฮอัล-อาดิยาต : 6)

และผู้ใดยังวอนขอจากโต๊ะกีแซะ และไม่เตาบัตกลับเนื้อกลับใจยังพระองค์อัลลอฮฺ ก็จงระวังโทษอันใหญ่หลวงจากพระองค์

ท่านรสูุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"ผู้ใดตายไปในขณะที่เขาอ้อนวอนแด่อัลลอฮฺ ซึ่งเทียบเคียงคนหนึ่งคนใด เขาจะได้เข้านรก" ผบันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์)


والله أعلم بالصواب



 










พวกเขาเชื่อว่า  ใครได้ไปช่วยหามหรือได้แตะสัมผัส #ไม้โบราณหรือไม้แห่งชีริก# จะได้รับริสกีบารากัตจากโต๊ะกีแซะ