อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เวลาอิดดะฮฺการรอคอยตัวของสตรีถูกหย่า



พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

وَالْمُطَلَّقَاتُ يَتَرَبَّصْنَ بِأَنفُسِهِنَّ ثَلَاثَةَ قُرُوءٍ ( 228 )

"และบรรดาหญิงที่ถูกหย่าร้าง พวกนางจะต้องรอคอยตัวของตนเองสามกุรุอ์"
(อัลกุรอาน สูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ  2:228)

คำว่า  قُرُوءٍ ในภาษาอาหรับ มีความหมาย 2 อย่าง คือ
-หัยฎฺ = เลือดประจำเดือน และ
-การสะอาดจากเลือดประจำเดือน

จากความหมายข้างต้น ทำให้ผลการหุก่มเวลาอิดดะฮฺการรอคอยตัวของสตรีถูกหย่า มีความแตกต่างกัน

ทัศนะหนึ่ง กล่าวว่า : เวลาของอิดดะฮฺ ของสตรีถูกหย่านั้น คือ "มีประจำเดือน 3 ครั้ง" เป็นทัศนะของท่านอุมัรฺ ท่านอาลี อิบนุมัสอูด และอบูมูสา อัลอัชอะรีย์

และอีกทัศนะหนึ่ง กล่าวว่า : เวลาอิดดะฮฺของสตรีถูกหย่า คือ "สะอาดจากการมีประจำเดือน 3 ครั้ง"  เป็นทัศนะของท่านหญิงอาอิชะฮฺ, อิบนุอุมัร และซัยดฺ บิน ษาบิต (ดิรอสาต ฟี อัล-อิคติลาฟาต อัล-อิลมิยยะฮฺ หน้า 24-25)


والله أعلم بالصواب


หลักประกันที่มั่นคง


ท่ามกลางข้อขัดแย้งที่ต่างก็อ้างความถูกต้องชอบธรรมนั้น หากไม่มีอะไรเป็นมาตรฐานวัดความถูกผิดละก็ คนในสังคมก็จะชี้นิ้วเข้าหากัน โดยต่างฝ่ายต่างก็ประณามซึ่งกันและกันและอ้างว่า ข้าถูกเอ็งผิด แต่ในสภาวการณ์เช่นนี้ ผู้ศรัทธาย่อมจะต้องเป็นผู้ที่รอดและปลอดภัยเสมอ เพราะมาตรฐานวัดความถูกผิดและเป็นหลักประกันที่มั่นคงนั้น ได้ถูกระบุไว้ในอัลกุรอานและฮะดีษของท่านรอซูลแล้ว

พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

يَأيُّهَا اَّلدِيْنَ آمَنُوا أَطِيْعُوا اللهَ وَأَطِيْعُوا الَّرسُوْلَ وَأُوْلِى الأَمْرِ مِنْكُمْ فَاِنْ تَنَازَعْتُمْ فِى شَئّ ٍفَرُدُّوْهُ اِلىَ اللهِ وَالَّرسُوْلِ

"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงภักดีต่ออัลลอฮ์และจงภักดีต่อรอซูล และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้า แต่หากพวกเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องใด ก็จงนำเรื่องพิพาทนั้นกลับไปหาอัลลอฮ์และรอซูล" ซูเราะห์อันนิซาอ์ อายะห์ที่ 59

บนพื้นฐานของการภักดีนั้น ผู้ศรัทธาย่อมจะต้องน้อมรับคำบัญชาของพระองค์อัลลอฮ์โดยไม่มีข้อกังขาแต่อย่างใด ไม่ว่าการกลับไปตรวจสอบข้อบัญญัติจากอัลกุรอานและจากอัลฮะดีษนั้นจะตรงใจเขาหรือไม่ก็ตาม และเขาก็จะไม่เลือกเอาเฉพาะข้อบัญญัติที่ถูกใจตัวเองเท่านั้น

ในอายะห์ข้างต้นนี้กล่าวถึงข้อบัญญัติจากสองแหล่งด้วยกัน คืออัลกุรอาน และอัลฮะดีษหรือซุนนะห์ของท่านรอซูล แม้ว่าตอนขึ้นต้นอายะห์นั้นจะได้กล่าวถึงผู้นำด้วย แต่เมื่อเกิดข้อพิพาทก็ไม่ได้สั่งให้กลับไปยึดผู้นำเป็นมาตรฐานในการชี้ถูกหรือผิด ทั้งนี้เพราะผู้นำและผู้ตามก็ต้องอยู่ภายใต้บรรทัดฐานของการภักดีต่ออัลลอฮ์และการภักดีต่อท่านรอซูลเช่นเดียวกัน

ท่านนบีมูฮัมหมัด ศอ็ลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า
أُوْصِيْكُمْ بِتَقْوَى اللهِ وَالسَمْعِ وَالطَاعَةِ وَاِنْ عَبْدٌ حَبَشِيٌّ فَاِنَّهُ مَنْ يَعِشْ مِنْكُمْ يَرَى اِخْتِلاَفًا كَثِيْرًا وَاِيَّاكُمْ وَمُحْدَثَاتِ الأُمُوْرِ فَاِنَّهَا ضَلالَةٌ فَمَنْ أَدْرَكَ دَلِكَ مِنْكُمْ فَعَلَيْهِ بِسُنَّتِي وَسُنَّةِ الخُلَفَاءِ الرَاشِدِيْنَ المَهْدِيِيْنَ عَضُّوا عَلَيْهَا بِالنَوَاجِدِ

"ฉันขอสั่งเสียพวกท่านให้ยำเกรงต่ออัลลออ์ พร้อมทั้งเชื่อฟังและภักดี และหากผู้นำในหมู่พวกเจ้าจะเป็นบ่าวจากเอธิโอเปียก็ตาม หากผู้ใดมีชีวิตอยู่ต่อจากฉันเขาจะได้เห็นการขัดแย้งมากมาย และพวกท่านทั้งหลายพึงระวังสิ่งใหม่ในศาสนา เพราะมันคือความหลงผิด ฉะนั้นผู้ใดในหมู่พวกท่านได้ประสบเหตุการณ์นี้ ก็จงยึดซุนนะห์ของฉันและซุนนะห์ของบรรดาคอลีฟะห์ที่ปราชญเปรื่องที่ได้รับทางนำ พวกเจ้าจงยึดมันไว้ด้วยฟันกราม" สุนันอัตติรมีซีย์ ฮะดีษเลขที่ 2600

และข้างต้นนี้เป็นทางออกอีกประการหนึ่งที่ท่านรอซูลได้ชี้ให้เห็นว่า มุสลิมคนใดที่ตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และอุตริกรรมในศาสนา หน้าที่ของเขาก็คือ ยึดเอาซุนนะห์ของท่านรอซูล และซุนนะห์ของบรรดาค่อลีฟะห์ไว้อย่างมั่นคง จนกระทั่งท่านนบีเปรียบว่าให้ยึดด้วยกับฟันกราม

ก่อนหน้านี้เราได้รับทราบถึงมาตรฐานสองประการที่จะทำให้รอดปลอดภัยคือ อัลกุรอ่านและซุนนะห์ของท่านรอซูล แต่ในฮะดีษข้างต้นนี้เราได้รับข้อมูลเพิ่มเติมอีกหนึ่งประการคือ ซุนนะห์ของบรรดาค่อลีฟะห์ ซึ่งถือเป็นมาตรวัดในลำดับที่สาม โดยคำว่าซุนนะห์ของบรรดาค่อลีฟะห์ หรือแนวทางของบรรดาค่อลีฟห์ในบางเรื่องที่ได้กระทำแตกต่างไปจากซุนนะห์ของท่านรอซูลก็ถือว่าเป็นที่ปรับทางศาสนาด้วย เนื่องจากท่านรอซูลให้การรับรอง และซุนนะห์ของบรรดาค่อลีฟะห์นี้ถือเป็นบทเฉพาะกาล หากไม่มีความจำเป็นใดๆ ก็ให้กลับไปยึดเอาซุนนะห์ของท่านรอซูลก่อนเป็นประการแรก

เรายังไม่พบตัวบทหลักฐานใดๆเลย ที่บอกว่า หากเกิดการขัดแย้งให้กลับไปเอาตำราประวัติศาสตร์เป็นมาตรวัดความถูกผิด เพราะไม่มีตำราเล่มใดในโลกที่จะเทียบเท่าหรือถูกต้องกว่าอัลกุรอานและฮะดีษของท่านรอซูล

......................................
โดยอาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้

Sulaimarn Darakai โพส





ความพยายามในการอิศลาหฺ



ความพยายามในการอิศลาหฺหรือการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างมัซฮับ

การยึดติดอยู่กับมัซฮับใดมัซฮับหนึ่งนั้น ไม่ใช่การกระทำที่มาจาคคำสอนของอิสลาม
ดังนั้น บรรดาอุละมาอ์จำนวนหนึ่งจึงได้พยายามที่จะให้มีการแก้ไขปัญหานี้ขึ้น

เช่น อิมามอัน-นะวะวีย์ (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ) มีชีวิตช่วง ฮ.ศ. 631-676)

ชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ  (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ) มีชีวิตช่วง ฮ.ศ. 661-728)

อิมามอิบนุล ก็อยยิม  (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ) มีชีวิตช่วง ฮ.ศ. 691-751)

อัล-หาฟิซ อิบนุ หะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์ (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ) มีชีวิตช่วง ฮ.ศ. 773-852)

ชัยคฺ มุหมัดมัด บิน อับดุลวะฮฺฮาบ (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ) มีชีวิตช่วง ฮ.ศ. 1115-1206)

อิมามอัช-เชากานีย์(ร่อหิมะฮุลลอฮฺ) มีชีวิตช่วง ฮ.ศ. 1173-1250)

บรรดาอุละมาอ์เหล่านี้ได้เรียกร้องอุมมะฮฺอิสลามให้กลับไปสู่แหล่งที่มาของคำสอนศาสนา นั้นคือ อัลกุรอาน และอัหะดิษ มิใช่เพียงแค่สิ่งที่ถูกนำ เสนอในมัสฮับขอกพวกเขาเท่านั้น

อิมามอัน-นะวะวีย์ (ร่อหิมะอุลลอฮฺ) กล่าวว่า
"หลักฐานทีมีอยู่บ่งชี้ว่า คนๆหนึ่งไม่จำเป็นต้องยึดถือมัซฮับใดมัซอับหนึ่ง แต่เขาสามารถที่จะขอคำฟัตวาจาก(อุละมาอ์) คนใดก็ได้ที่เขาต้องการ บนเงื่อนไขของการไม่แสวงหาความสะดวกสบาย" (อัล-มัดค็อล อิลา ดิรอสะติล มะซาฮิบ วัล-มะดาริสิล ฟิกฮิยยะฮฺ, ดร.อุมัร สุลัยมาน อัลอัชก็อร หน้า 217)


ท่านอิบนุล ก้อยยิม (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าวว่า
"นี้คือบิดอะฮฺที่เลวร้ายที่เกิดกับอุมมะฮฺ บรรดาอิมามไม่เคยกล่างถึงสิ่งนี้ ทั้งๆที่พวกเขามีสถานะที่สูงส่ง และรู้ดียิ่งถึงคำสอนของอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ หากจะบังคับให้มนุษย์เพื่อสิ่งนั้น (ตักลีด และ(เป็น)ความผิดพลาดอันมหันต์(สำหรับ)ผู้ที่กล่าวว่า "จำเป็น(วาญิบ) ต้องยึดถือมัซอับใดมัซอับหนึ่งของอุละมาอ์ และที่ผิดพลาดยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ คนที่กล่าวว่า : จำเป็นต้องยึดถือมัซฮับใดมัซฮับหนึ่งจากมัซอับทั้งสี่" (อิอฺลามุล มุวักกิอีน ส่วนที่ 4 หน้าที่ 333)


แม้ว่าบางคนในหมู่พวกเขาจะยึดถือตามัซฮับ เช่นอิมามอัน-นะวะวีย์ และอัล--หาฟิซ อิบนุ หะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์ ที่ยึดถือในมัซฮับชาฟิอียื แต่พวกเขาก็ยังคงอยู่ร่วมกับหลักฐานต่างๆ ที่มาจากแหล่งอ้างอิงสำคัญของศาสนา คืออัลกุรอาน และอัลหะดิษ ในการเสนอทัศนะเสมอ และบ่อยครั้งที่ทัศนะของพวกเขานั้นมีความแตกต่างไปจากทัศนะของอิมามเจ้าของมัซฮับเอง

เช่น ละหมาดเดินทาง สำหรับอิมามชาฟิอีย์ มีความเห็นว่าการละหมาดย่อเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ส่วนมากของมัซฮับชาฟิอีย์ การอิตมาม คือการละหมาดตามจำนวนร็อกเดิมโดยไม่ย่อละหมาดเป็นสิ่งดีกว่า

การแตะเนื้อต้องตัวมะหฺรอม สำหรับอิมามชาฟิอีย์ การแตะเนื้อต้องตัวมะหฺรอมไม่ทำให้เสียน้ำละหมาดแต่อย่างใด แต่อุลามาชาฟิอียะฮฺบางคน ถือว่าเสียน้ำละหมาด

จำนวนผู้ร่วมละหมาดวันศุกร์ สำหรับอิมามชาฟิอีย์แล้ว จะละหมาดวันศุกร์ได้ต้องมีผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 40 คน แตตามทัศนะของออิมามอัลมุซะนีย์เป็นอุละมาอ์ในมัซฮับชาฟิอีย์ นั้น เพียง 4 คน ก็ทำละหมาดได้

การค้างแรมที่มุซดะลิฟะฮฺ สำหรับอิมามชาฟิอีย์ ถือเป็นวาญิบของการทำฮัจญ์ แต่สำหรับอบูอับดิรเราะหฺมาน อัชชาฟิอีย์ ถือเป็นรุก่นของการทำฮัจญ์(หนังสืออัล-หาวีย์ อัล-กะบีร ของอิมามอัล-มาวัรดีย์)

พวกเขาเป็นผู้ฟื้นฟู ที่มีเป้าหมายเพื่อการนำประชาชาติอิสลามกลับไปสู่ความเข้าใจและการปฏิบัติที่ถูกต้อง สอดคล้องกับคำสอนของอัลลอฮฺ และรสูลของพระองค์

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า
"แท้จริง อัลลอฮฺจะทรงบังเกิดขึ้นมาในทุกๆหนึ่งร้อยปีบุคคลที่จะมาฟื้นฟูศาสนา" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวูด)



والله أعلم بالصواب













วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เรามาเริ่มต้นตะวักกัล และขอดุอาร์ต่ออัลลอฮ์




"เมื่อกระแสชีวิตถาโถมเข้าใส่เรา

กระแสน้ำทำให้เรือของเราพลิกคว่ำ

จงอย่าเสียน้ำตาให้กับสิ่งที่ผ่านมา

เอนหลังนอนลง..และลอยตามน้ำไป"

เราเคยมองย้อนกลับไปยังอดีตและอยากทำอะไรบางอย่าง

ให้ต่างไปจากเดิมใหม ฉันอยากจะเป็นลูกที่ซอและห์

ฉันอยากจะเป็นที่โปรดปรานของอัลลอฮ์ตาอาลา

มันง่ายกับสิ่งที่เราได้ทำลงไปแล้วร้องให้คร่ำครวญ

"ถ้าเพียงแต่ฉันทำแบบนี้หรืแบบนั้นฉันไม่น่าทำเลย"

เราทุกคนต่างทำผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น

นี่เป็นการหวนกลับไปมองที่ดีๆ เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอดีตได้

ประโยชน์เพียงข้อเดียวในการหวนกลับไปมองก็คือ

เป็นการเรียนรู้เพื่อทำให้อนาคตดีขึ้น

ข้อสำคัญคือ เราไม่ควรอายที่จะบอกว่า

เดี๊ยวนี้เราทำได้ดีกว่า...หรือว่าเราเคยทำ

ผิดพลาดและขณะที่ยอมรับว่าวันนี้เราเป็นคนดีแล้วเราเตาบัตตัวแล้ว!

อัลฮำดุลิลลาฮ์ และเราทำได้ดีกว่าเดิม

และจะทำให้ดียิ่งขึ้นทุกๆวัน

เรามาเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้!

ตะวักกัล และขอดุอาร์ต่ออัลลอฮ์ให้จิตใจมั่นคงต่อบททดสอบของพระองค์

อินชาอัลลอฮ์..

.......................................................
สายลม แห่งความห่วงใย รู่กอยยะห์


การอ่านอิสติ๊กฟาร คืออะไร


ตามเดิมคำว่า อิสติฆฟาร ในภาษาอาหรับหมายถึง การขอให้อัลลอฮฺปกปิดและอภัยโทษให้กับบาปและความผิดที่บ่าวได้กระทำลงไป อุละมาอ์บางท่านเช่น อิบนุ ก็อยยิม อธิบายว่า
อิสติฆฟารคือการกลับตัวหรือการเตาบะฮฺ นั่นคือการขอให้อัลลอฮฺอภัยโทษ ลบล้างบาป ขจัดพิษภัยและร่องรอยของมันให้หมด พร้อมกับขอให้พระองค์ปกปิดมันไว้

โดยหลักๆ แล้วคุณค่าและความสำคัญของอิสติฆฟารพอสรุปได้ดังนี้

(1) อิสติฆฟารเป็นเครื่องหมายของตักวา มีบางอายะฮฺในอัลกุรอานที่อัลลอฮฺได้กล่าวถึงคุณลักษณะต่างๆ ของมุตตะกีน หรือบรรดาผู้ยำเกรงต่อพระองค์ โดยระบุอิสติฆฟารเป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่ชัดเจนของพวกเขา (ดู อาล อิมรอน : 15-17, อัซ-ซาริยาต : 15-18)
(2) อิสติฆฟารเป็นเครื่องป้องกันจากการลงโทษของอัลลอฮฺ ในอัลกุรอานอัลลอฮฺได้ตรัสว่า

«وَمَا كَانَ اللّهُ لِيُعَذِّبَهُمْ وَأَنتَ فِيهِمْ وَمَا كَانَ اللّهُ مُعَذِّبَهُمْ وَهُمْ يَسْتَغْفِرُونَ» (الأنفال : 33 )

ความว่า และอัลลอฮฺจะไม่ลงโทษพวกเขาในขณะที่มีเจ้า(มุหัมมัด)อยู่ระหว่างพวกเขา และอัลลอฮฺจะไม่ลงโทษพวกเขาทั้งๆ ที่พวกเขานั้นได้อิสติฆฟาร
โองการนี้ได้พูดถึงบรรดาพวกมุชริกีนมักกะฮฺที่ปฏิเสธการเชิญชวนของท่านนบีศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเยาะเย้ยท่านด้วยการเรียกร้องให้ท่านนำการลงโทษของอัลลอฮฺมาให้พวกเขาเห็น แต่อัลลอฮฺก็มิได้ทรงลงโทษพวกเขาในทันทีทันใดทั้งนี้เพราะเหตุที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม อยู่พร้อมกับพวกเขา และตัวพวกเขาเองนั้นถึงแม้จะเหยียดหยามท่านนบีอย่างไร ก็ล้วนรู้อยู่แก่ใจว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่เลวทราม และกลัวอยู่ลึกๆ ว่าอัลลอฮฺจะลงโทษพวกเขาจริง จึงได้กล่าวอิสติฆฟารต่ออัลลอฮฺ นี่คือความหมายของประโยคที่ว่า "และอัลลอฮฺจะไม่ลงโทษพวกเขาทั้งๆ ที่พวกเขานั้นได้อิสติฆฟาร" การอิสติฆฟารของพวกเขาเป็นเหตุป้องกันไม่ให้อัลลอฮฺส่งการลงโทษของพระองค์ลงมา (ดู ตัฟซีร อัส-สะอฺดีย์ หน้า 297)
มีรายงานจากเศาะหาบะฮฺบางท่านกล่าวว่า มนุษย์ทั้งหลายมีมูลเหตุแห่งความปลอดภัยจากการลงโทษอยู่สองประการ นั่นคือ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และการอิสติฆฟาร ท่านนบีนั้นได้จากไปแล้ว ในขณะที่อิสติฆฟารจะยังคงอยู่จนถึงวันกิยามะฮฺ (ดู ตัฟซีร อัต-เฏาะบะรีย์ 2:381)
(3) อิสติฆฟารเป็นสาเหตุของการบรรเทาความลำบากและเพิ่มปัจจัยยังชีพ
อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

«وَأَنِ اسْتَغْفِرُواْ رَبَّكُمْ ثُمَّ تُوبُواْ إِلَيْهِ يُمَتِّعْكُم مَّتَاعاً حَسَناً إِلَى أَجَلٍ مُّسَمًّى وَيُؤْتِ كُلَّ ذِي فَضْلٍ فَضْلَهُ» (هود : 3 )

ความว่า และจงอิสติฆฟารต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่านและจงเตาบะฮฺต่อพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงประทานความสุขสบายที่งดงามจนถึงวาระที่กำหนด และจะทรงประทานความประเสริฐให้กับผู้ที่สมควรได้รับตามนั้น
นี่เป็นคำสั่งให้อิสติฆฟารจากบาปทั้งหลายที่ผ่านมา พร้อมกลับตัวกลับตนสู่อัลลอฮฺในอนาคตและยืนหยัดเช่นนี้ตลอดไป ซึ่งผลบุญของการกระทำดังกล่าวคือการที่อัลลอฮฺจะทรงประทานการยังชีพที่ดีในโลกนี้จนสิ้นอายุขัย และจะทรงประทานความประเสริฐตามที่สมควรได้รับในโลกหน้า (ดู ตัฟซีร อิบนุ กะษีร 2:537)

คำสั่งในทำนองเดียวกันนี้ท่านนบีนูหฺ และ นบีฮูด อะลัยฮิมัสสลาม ได้เคยเชิญชวนประชาชาติของท่านมาแล้ว โดยได้บอกให้พวกเขาทราบว่าการอิสติฆฟารจะเป็นเหตุให้อัลลอฮฺประทานความกว้างขวางของริสกีและปัจจัยยังชีพจากพระองค์แก่พวกเขา อัลกุรอานกล่าวถึงการเชิญชวนของนบีสองท่านนี้ว่า

«فَقُلْتُ اسْتَغْفِرُوا رَبَّكُمْ إِنَّهُ كَانَ غَفَّاراً، يُرْسِلِ السَّمَاء عَلَيْكُم مِّدْرَاراً، وَيُمْدِدْكُمْ بِأَمْوَالٍ وَبَنِينَ وَيَجْعَل لَّكُمْ جَنَّاتٍ وَيَجْعَل لَّكُمْ أَنْهَاراً» (نوح : 10-12 )

ความว่า แล้วฉัน(นบีนูหฺ)ก็กล่าวแก่พวกเขาว่า จงอิสติฆฟารต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่านเถิด แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ที่อภัยยิ่ง แล้วพระองค์จะประทานให้มีฝนชุกมาจากฟ้า จะทรงประทานทรัพย์สมบัติและลูกหลาน จะทรงทำให้มีสวนไม้และสายน้ำมากมายแก่พวกท่าน
«وَيَا قَوْمِ اسْتَغْفِرُواْ رَبَّكُمْ ثُمَّ تُوبُواْ إِلَيْهِ يُرْسِلِ السَّمَاء عَلَيْكُم مِّدْرَاراً وَيَزِدْكُمْ قُوَّةً إِلَى قُوَّتِكُمْ وَلاَ تَتَوَلَّوْاْ مُجْرِمِينَ» (هود : 52 )
ความว่า (นบีฮูดได้กล่าวว่า) โอ้ เผ่าของฉัน จงอิสติฆฟารต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่าน แล้วจงเตาบะฮฺต่อพระองค์เถิด แล้วพระองค์จะประทานให้มีฝนชุกแก่พวกท่าน และจะทำให้ความแข็งแกร่งของพวกท่านเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก และอย่าได้เมินหลังให้พระองค์เช่นเหล่าอาชญากร
(4) อิสติฆฟารเป็นตัวกระตุ้นให้ลดและขจัดปัจจัยของการทำบาป การทำบาปอย่างเป็นประจำแม้จะเป็นบาปเล็กๆ ถือว่ามีอันตรายใหญ่หลวงยิ่ง พฤติกรรมเช่นนี้ถูกเรียกว่า "อิศรอร" ซึ่งหมายถึงการนิ่งเงียบ (ไม่ยอมละ) จากบาปและละทิ้งการอิสติฆฟาร (ดู ตัฟซีร อัต-เฏาะบะรีย์ 4:97)
การอิสติฆฟารเป็นประจำจะทำให้พฤติกรรมที่ถูกเรียกว่า อิศรอร นั้นหมดความหมาย เช่นที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้สอนว่า
"ไม่มีการ อิศรอร พร้อมๆ กับการอิสติฆฟาร แม้ว่าเขาจะทำบาปครั้งแล้วครั้งเล่าถึงวันละเจ็ดสิบครั้งก็ตาม" (บันทึกโดย อบู ดาวูด หมายเลข 1514, อิบนุ กะษีร กล่าวว่าเป็นหะดีษหะสัน ดู ตัฟซีรของท่าน 1:499)
และนี่ก็คือคุณลักษณะแห่งผู้ตักวาอีกประการหนึ่งที่อัลลอฮฺได้ตรัสในอัลกุรอานว่า

«وَالَّذِينَ إِذَا فَعَلُواْ فَاحِشَةً أَوْ ظَلَمُواْ أَنْفُسَهُمْ ذَكَرُواْ اللّهَ فَاسْتَغْفَرُواْ لِذُنُوبِهِمْ وَمَن يَغْفِرُ الذُّنُوبَ إِلاَّ اللّهُ وَلَمْ يُصِرُّواْ عَلَى مَا فَعَلُواْ وَهُمْ يَعْلَمُونَ» (آل عمران : 135 )

ความว่า และบรรดาผู้คนที่เมื่อกระทำสิ่งเลวทรามหรือก่อความอธรรมแก่ตัวพวกเขาเองแล้ว พวกเขาจะรำลึกถึงอัลลอฮฺและอิสติฆฟารต่อบาปต่างๆ ของพวกเขา และมีผู้ใดอีกเล่าที่จะอภัยโทษนอกเหนือไปจากอัลลอฮฺ พวกเขาจะไม่ดำเนินอยู่บนบาปที่พวกเขากระทำทั้งๆ ที่พวกเขารู้
ความหมายของโองการนี้คือ พวกเขาจะขออภัยโทษจากบาปและกลับตัวสู่อัลลอฮฺทันที และจะไม่ดำเนินอยู่บนบาปนั้นหรือนิ่งเงียบไม่ยอมปลดตัวเองออกจากมัน และหากความผิดบาปได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกพวกเขาก็จะขออภัยโทษอีก (ดู ตัฟซีร อิบนุ กะษีร เล่มเดิม)

(5) อิสติฆฟารเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่อัลลอฮฺจะประทานอภัย ในหะดีษกุดสีย์บทหนึ่งอัลลอฮฺได้ตรัสว่า
"โอ้ มนุษย์ผู้เป็นลูกแห่งอาดัม แท้จริงเจ้าจะไม่วอนขอและไม่หวังต่อข้า เว้นแต่ข้าจะอภัยโทษให้เจ้าต่อบาปที่อยู่กับตัวเจ้าโดยข้าจะไม่สนใจเลย(ว่ามันจะมากมายแค่ไหนก็ตาม) โอ้ มนุษย์ผู้เป็นลูกแห่งอาดัม หากบาปของเจ้ามากมายก่ายกองจนเกือบล้นฟ้า แล้วเจ้าก็วอนขออภัยต่อข้า ข้าก็จะอภัยให้โดยไม่สนใจเลย(ว่ามันจะมากมายแค่ไหน) โอ้ มนุษย์ผู้เป็นลูกแห่งอาดัม หากเจ้ามาหาข้าด้วยบาปที่เต็มเกือบเท่าพื้นปฐพี แล้วเจ้าเข้าพบข้าโดยที่ไม่มีการตั้งภาคีใดๆ กับข้า ข้าก็จะเข้าหาเจ้าด้วยการอภัยโทษที่เต็มเท่าพื้นแผ่นดินนี้เช่นเดียวกัน"
(อัต-ติรมิซีย์ : 3540, อิบนุ เราะญับกล่าวว่า หะดีษนี้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสายรายงาน กล่าวคือเป็นหะดีษที่ใช้ได้ ดู ญามิอฺ อัล-อุลูม วัล-หิกัม 2:400)

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า "ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺผู้ซึ่งชีวิตข้าอยู่ในพระหัตถ์แห่งพระองค์ หากพวกเจ้าไม่มีการพลาดพลั้งทำบาปเลย แน่แท้อัลลอฮฺจะทรงให้พวกเจ้าสูญสิ้นไป และพระองค์ก็จะทรงนำชนกลุ่มอื่นที่ทำบาปให้มาสืบทอดแทนพวกเจ้า พวกเขาจะกล่าวอภัยโทษต่ออัลลอฮฺและพระองค์ก็จะทรงอภัยให้เขา" (มุสลิม : 2749)

เพราะอิสติฆฟารมีความสำคัญเยี่ยงนี้ อัลลอฮฺจึงสอนให้บรรดานบีรู้จักการอิสติฆฟาร นับตั้งแต่นบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม จนถึงท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทั้งหมดล้วนได้ทำแบบอย่างที่ดียิ่งในการอิสติฆฟารขออภัยโทษจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา


.....................................
อดทด เพื่อชัยชนะ โพส


ครูของผมร้องไห้


ผมอยู่สตูล สอนอยู่ที่โรงเรียนดารุลมาอาเรฟมูลนิธิ มีชัยคฺจากอียิปต์คนหนึ่งมาสอนที่นี่ด้วย ท่านชื่อว่า ชัยคฺ มุหัมมัด ชาฮีน หะฟิเซาะฮุลลอฮ มาจากเมืองอเล็กซานเดรีย(อิสกันดารียะฮฺ)
ผมรู้ดีว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ เพราะท่านเป็นสมาชิกดาอีย์ของมัรกัซ ดะอฺวะฮฺ สะละฟียะฮฺ ของเมืองอเล็กซานเดรีย ผมจึงพยายามเข้าหาท่านให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถเข้าหาได้ และอัลหัมดุลิลลาฮ ผมได้ขอให้ท่านเป็นครูดูแลการท่องจำหะดีษ อัรบะอีน อันนะวะวีย์ และท่านก็ตอบตกลง
ผมท่องจำกับท่านมา 4 วันแล้ว โดยท่องทบทวนวันละ 5 หะดีษ จากความจำเดิม พลางๆท่องแต่ละหะดีษนั้นท่านก็จะสอดแทรกความรู้ต่างๆให้ซึ่งมีคุณค่าและทำ ให้ผมมีความสุขมาก
วันนี้(13 มกราคม 2557)เป็นวันที่ 5 ของการท่องจำ ผมท่องหะดีษบทที่ 21 ไป ต่อด้วยหะดีษที่ 22และตามด้วยหะดีษที่ 23 เหตุการณ์ปกติดี ท่านชื่นชมผมว่าความจำและสำเนียงภาษาอาหรับดี แต่เมื่อผมเริ่มท่องจำหะดีษที่ 24 ซึ่งเป็นหะดีษกุดสีย์ รายงานจากท่านอบูซัรรฺอัลฆิฟารีย์ จากท่านนบี ศ็อลฯ (บันทึกโดยมุสลิม) เป็นหะดีษที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำเรียกร้องและบอกกล่าวเรื่องราวต่างๆของอัล ลอฮที่มีต่อปวงบ่าวทั้งหลาย




ผมท่องประโยคแรกผ่านไป ต่อด้วยประโยคที่สอง และประโยคที่สาม และเมื่อผมเริ่มอ่านประโยคที่สี่ ตัวชัยคฺเริ่มสั่นๆ ผมจึงหันสายตาไปมองท่าน ดวงตาของท่านกระพริบขึ้นลงและเริ่มมีเสียงสะอื้นเล็กน้อย ยิ่งผมอ่านประโยคต่อไป ท่านก็ยิ่งตัวสั่นมากขึ้น และดวงตาของท่านก็ไม่อาจยับยั้งน้ำตามิให้ไหลออกมาได้อีกต่อไปชัยคฺร้องไห้ แล้วพูดกับผมว่า “หยุด หยุด ผมไม่สามารถฟังต่อไปได้แล้ว”แล้วท่านก็ลุกขึ้นจากผมไป พร้อมน้ำตาที่ยังไหลออกมา
ตัวผมในขณะนั้นฉงนตกใจ และไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ผมได้แต่นั่งนิ่งอยู่ที่เดิม คิดใคร่ครวญความหมายของหะดีษและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วหัวใจก็เริ่มเต้นแรง ร่างกายก็สั่นรัว แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา
เหตุการณ์ครั้งนี้กำลังสอนอะไรผม? เหตุการณ์นี้กำลังจะให้บทเรียนอะไรแก่ผม? โอ้อัลลอฮ….ผมรู้แล้ว และผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณอัลลอฮที่ทรงสอนบทเรียนอันล้ำค่าด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้มวลการสรรเสริญ ทั้งหลายเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ
บันทึกผู้แสวงหาความรู้
Zunnur
13 มกราคม 2557
(ที่มา : https://bushrohouse.wordpress.com/ )
......................
หะดีษกุรซี ที่ควรจดจำอย่างยิ่ง
' ' หะดีษ ที่24 ' '
จากอบู ซัรรฺ อัล ฆิฟารี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตามที่ท่านได้รายงานมา จากพระผู้อภิบาล ผู้ทรงเกียรติยิ่งได้ตรัสว่า
' โอ้บ่าวของฉัน ฉันห้ามการอยุติธรรมต่อตัวฉัน และฉันทำให้มันเป็นที่ต้องห้าม
ในระหว่างสูเจ้า ดังนั้นสูเจ้าอย่าได้กระทำอยุติธรรมกัน
' โอ้บ่าวของฉัน สูเจ้าทั้งหลายหลงผิด เว้นแต่ผู้ที่ฉันได้ให้ทางนำแก่เขา
ดังนั้นสูเจ้าจงขอทางนำแก่ฉัน ฉันย่อมนำทางแก่สูเจ้า
' โอ้บ่าวของฉัน สูเจ้าทุกคนเป็นผู้หิว เว้นแต่ผู้ที่ฉันได้ให้อาหารแก่เขา
ดังนั้นสูเจ้าจงขออาหารจากฉัน ฉันย่อมให้อาหารแก่สูเจ้า
' โอ้บ่าวของฉัน สูเจ้าเปลือย เว้นแต่ผู้ที่ฉันได้ให้เครื่องแต่งกายแก่เขา
ดังนั้นสูเจ้าจงขอเครื่องแต่งกายจากฉัน ฉันย่อมให้เครื่องแต่งกายแก่สูเจ้า
' โอ้บ่าวของฉัน แท้จริงสูเจ้ากระทำผิด ทั้งกลางวันและกล่างคืน
และฉันให้อภัยแก่บาปเหล่านั้นทั้งหมด ดังนั้นจงขออภัยจากฉัน ฉันย่อมให้อภัยแก่สูเจ้า
' โอ้บ่าวของฉัน สูเจ้าไม่สามารถให้ความเสียหายถึงฉัน แล้วสูเจ้าจะทำให้เกิด
ความเสียหายแก่ฉัน(ได้อย่างไร) สูเจ้าไม่สามารถให้คุณถึงฉัน แล้วสูเจ้าจะให้
คุณนั้นเกิดแก่ฉัน(อย่างไร)
' โอ้บ่าวของฉัน ถ้า(ตั้งแต่มนุษย์)คนแรกของสูเจ้า และ(มนุษย์)คนสุดท้าย
ของสูเจ้า ทั้งมนุษย์และญิน ทั้งหมดต่างก็สำรวมตนจากความชั่ว เหมือนกับ
คนที่สำรวมตนมากที่สุดจากพวกสูเจ้า ก็ไม่เพิ่มแก่กิจการของฉันแม้แต่น้อย
' โอ้บ่าวของฉัน ถ้า(ตั้งแต่มนุษย์)คนแรกของสูเจ้า และ(จนถึงมนุษย์)คนสุดท้าย
ของสูเจ้าทั้งมนุษย์และญินทั้งหมดต่างก็ใจชั่ว เหมือนกับคนที่ใจชั่วที่สุดจากพวก
สูเจ้า ก็จะไม่ทำให้ขาดตกบกพร่องแก่กิจการของฉันแม้แต่น้อย
' โอ้บ่าวของฉัน ถ้า(ตั้งแต่มนุษย์)คนแรกของสูเจ้า และ(จนถึงมนุษย์)คนสุดท้าย
ของสูเจ้าทั้งมนุษย์และญินทั้งหมดต่างก็ยืนบนที่ดินเดียวกัน แล้วต่างก็ขอจากฉัน
แล้วฉันให้แก่ทุกคนตามที่เขาขอ ก็ไม่ทำให้ขากตกบกพร่องแก่สิ่งที่มีอยู่ที่ฉันแม้
แต่น้อย เว้นแต่ เหมือนเข็มเล่มหนึ่งที่ใส่เข้าไปในทะเล
' โอ้บ่าวชองฉัน แท้จริง ทั้งหมดนั้นคือ กิจการงานของสูเจ้า ฉันบันทึกมันทั้งหมดเพื่อสูเจ้าทั้งหลาย แล้วฉันตอบแทนมัน ดังนั้นผู้ใดได้รับความดี ก็จงสรรเสริญอัลลอฮฺ ผู้ใดรับอื่นจากนั้น ดังนั้นเขาอย่า ได้โยนความผิด นอกจากตัวเขาเอง
หะดีษนี้(เป็นหะดีษกุดซี) บันทึกโดย มุสลิม
' ' หะดีษที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รายงานตามที่ท่านได้รับ วะหฺยู
จากอัลลอฮฺ' '
.................
(ที่มา : http://islamiceducation.myreadyweb.com/)
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส


รักกันจงเตือนกัน

"รักกัน.... จงตักเตือนกัน
"รักกัน.... จงดูอาร์ให้แก่กัน
"รักกัน.... จงเมตตาให้แก่กัน
"รักกัน.... จงให้เกียจกันและกัน

ถ้ารักกันจริง จงอยู่ในขอบเขต"อิสลาม"
เพราะแน่นอนว่า เราคงไม่อยากอยู่กับใครในสวนสวรรค์นอกจากกับคนที่เรารัก.

...........................
alam Arlamduniya