อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

คุณค่าของสูเราะฮฺอัลอัส-สัจญดะฮฺและสูเราะฮฺอัล-มุลกฺ



ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จะอ่านสูเราะฮฺอัลอัส-สัจญดะฮฺและสูเราะฮฺอัล-มุลกฺ ก่อนนอน และท่านกล่าวว่า ใครที่อ่านสูเราะฮฺอัล-มุลกฺมันจนจบ มันจะคุ้มครองผู้นั้น จนทำเขาได้เข้าสวรรค์

รายงานจากท่านญาบิร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า
“ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จะไม่นอนจนกว่าท่านจะอ่านอลิฟลามมีม นันซีล(สูเราะฮฺอัส-สัจญฺดะฮฺ) และตะบาเราะกัลป์ละซีย์ บิยะดิฮิลมุลกฺ(สูเราะฮฺอัล-มุลกฺ)” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 1207 ชัยคฺอัลอัลบานีย์กล่าวว่า เป็นหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ)

รายงานจากท่านอะนัส บินมาลิก (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า
“มีสูเราะฮฺหนึ่งจากอัลกุรอาน มี 30 อายะฮฺ ซึ่งมันจะช่วยคุ้มครองผู้ที่อ่านมันจนกระทั่งทำให้เขาได้เข้าสวรรค์ นั้นคือสูเราะฮฺตะบาร็อก(สุเราะฮฺอัล-มุลกฺ)” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัฏ-เฏาะบะรอนี เลขที่ 3779 ชัยอัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า เป็นหะดิษที่หะซัน)

والله أعلم بالصواب


ความสุขที่แท้จริง


ความสุขที่แท้จริง และความปิติที่สมบูรณ์นั้นไม่มี เว้นแต่ ในความรักต่ออัลลอฮฺตะอาลา และการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระองค์เท่านั้น
ความรักเช่นนี้จะบรรลุผล ก็ต่อเมื่อบ่าวปฏิเสธที่จะรักสิ่งอื่นใด และนี้คือแก่นแท้ของ “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ”

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เคยสอนให้บรรดาเศาะหาบะฮฺกล่าวว่า

“เราล่วงเข้าสู่ยามเช้าโดยอยู่บนฟิฏเราะฮฺของอิสลาม บนถ่อยคำแห่งความจริงใจ บนศาสนาของท่านนบีมุหัมมัดของพวกเขา และบนแนวทางของอิบรอมฮีม บิดาของเรา ท่านเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง และไม่เคยตั้งภาคีเลย” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด เลขที่ 14939 ชัยอัลอัลบานี กล่าวว่าเศาะเฮียะฮฺ)

 والله أعلم بالصواب


มารดาที่ดีสุดในโลก



สตรีที่ดีเลิศและสมบูรณ์ที่สุดที่ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และอัลหะดิษ ได้แก่

1.ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ภรรยาของท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)

2.ท่านหญิงคอฎียะฮฺ ภรรยาของท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)

3.ท่านหญิงฟาตีมะฮ์ บุตรสาวของท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และเป็นภรรยาของท่านอาลี อิบนิ อบีฏอลิบ

4.นางอาร์ซียะฮ์ ภรรยาของฟิรอูน

5.ท่านหญิงมัรยัม มารดาของท่านนบีอีซา อะลัยฮิสลาม

และบุคคลดังกล่าวยกเว้นท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา ถือเป็นมารดาที่ดีและสมบูรณ์ที่สุดในโลก

รายงานจากท่านอิบนิอับบาสกล่าวว่า

( خَطَّ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فِي الْأَرْضِ أَرْبَعَةَ خُطُوطٍ ، قَالَ : تَدْرُونَ مَا هَذَا ؟ فَقَالُوا : اللَّهُ وَرَسُولُهُ أَعْلَمُ . فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : أَفْضَلُ نِسَاءِ أَهْلِ الْجَنَّةِ : خَدِيجَةُ بِنْتُ خُوَيْلِدٍ ، وَفَاطِمَةُ بِنْتُ مُحَمَّدٍ ، وَآسِيَةُ بِنْتُ مُزَاحِمٍ امْرَأَةُ فِرْعَوْنَ ، وَمَرْيَمُ ابْنَةُ عِمْرَانَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُنَّ أَجْمَعِينَ )

       ท่านร่อซูล ได้วาดเส้นสี่เส้น และกล่าวว่า พวกท่านรู้ใหมว่านี่มันคืออะไร?  พวกเขากล่าวกันว่า อัลลอฮ์และร่อซูลเท่านั้นที่ทรงรู้  ท่านร่อซูล  กล่าวว่า

"ผู้หญิงชาวสวรรค์ที่มีความประเสริฐทีสุด คือ คอดีญะฮ์ บุตรีของคุวัยลิด ฟาฏิมะห์บุตรีของมุฮัมมัด
และอาซิยะห์บุตรีของมุซาฮิม ภรรยาของฟิรอูน และมัรยัม บุตรีของอิมรอม ขอพระองค์อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยในนางทั้งหมด"
رواه أحمد في " المسند " (4/409) وصححه الحافظ ابن حجر في " فتح الباري " ((6/178)

ท่านอิหม่ามนะวาวีย์กล่าวว่า คำพูดของท่านนบี  ที่ว่า
"ผู้หญิงที่ดีเลิศที่สุดในมัน คือ มัรยัมบุตรีของอิมรอน และที่ดีเลิศที่สุดในมันคือ คอดียะห์บุตรีของคุวัยลิด"
          และท่านวะเกียะอ์ได้ชี้ไปยังชั้นฟ้าและแผ่นดิน ที่ท่านวะเกียะอ์ได้ชี้ไปยังชั้นฟ้าและแผ่นดินนั้น คือต้องการที่จะอธิบายสรรพนามที่กลับไปหาคำว่า “ดีเลิศที่สุดในมัน” หมายความว่า ดีที่สุดในชั้นฟ้าและแผ่นดิน

(" شرح مسلم " (15/198)

รายงานจากอนัสบุตรของมาลิก ร่อฏิยัลลอฮุอันฮู่ แท้จริงท่านนบี  กล่าวว่า

( حَسْبُكَ مِنْ نِسَاءِ الْعَالَمِينَ : مَرْيَمُ ابْنَةُ عِمْرَانَ ، وَخَدِيجَةُ بِنْتُ خُوَيْلِدٍ ، وَفَاطِمَةُ بِنْتُ مُحَمَّدٍ ، وَآسِيَةُ امْرَأَةُ فِرْعَوْنَ )

"พอแล้วจากผู้หญิงในโลกนี้ทั้งหมด คือ มัรยัม บุตรีของอิมรอม คอดีญะฮ์บุตรีของ คุวัยลิด และฟาฏิมะห์บุตรีของมุฮัมมัด และอาซิยะห์ภรรยาของฟิรอูน"
(رواه الترمذي (رقم/3878) وقال: حسن صحيح )

รายงานโดย อะบีมูซา ร่อฏิยัลลอฮุอันฮู่ กล่าวว่า ท่านนบี  กล่าวว่า

( كَمَلَ مِنْ الرِّجَالِ كَثِيرٌ ، وَلَمْ يَكْمُلْ مِنْ النِّسَاءِ إِلَّا : آسِيَةُ امْرَأَةُ فِرْعَوْنَ ، وَمَرْيَمُ بِنْتُ عِمْرَانَ ، وَإِنَّ فَضْلَ عَائِشَةَ عَلَى النِّسَاءِ كَفَضْلِ الثَّرِيدِ عَلَى سَائِرِ الطَّعَامِ )

"จากเหล่าชายที่สมบูรณ์แบบ(ด้านอีหม่าน ความยำเกรง)นั้นมีมากมาย และจากสตรีที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่มีใคร เว้นแต่ อาซียะห์ภรรยาของฟิรอูน และท่านหญิงมัรยัมบุตรีของอิมรอม และแท้จริงท่านหญิงอาอิชะห์ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮา ประเสริฐกว่าบรรดาสตรีทั้งหลาย เฉกเช่นกับ ษะรีด(อาหารที่ท่านนบีชอบ มีทั้งเนื้อ ซุปและขนมปัง)ที่ประเสริฐกว่าอาหารอื่นๆ"
رواه البخاري (3411) ومسلم (2431)


ท่านอาลี ร่อฏิยัลลอฮุอันฮู่ กล่าวว่า

( خَيْرُ نِسَائِهَا مَرْيَمُ ابْنَةُ عِمْرَانَ وَخَيْرُ نِسَائِهَا خَدِيجَةُ )

"ผู้หญิงที่ดีที่สุดในมัน คือ มัรยัม บุตรีของอิมรอม และสตรีที่ดีทีสุดในมันก็คือ คอดีญะฮ์"
رواه البخاري (3432) ومسلم (2430)



والله أعلم بالصواب



วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

อนุญาตให้รับประทานของที่ต้องห้ามเมื่อเกิดความจำเป็น




อิสลามอนุญาตให้มุสลิมที่มีความจำเป็นหรืออยู่ในภาวะคับขัน สามารถบริโภคสิ่งที่เป็นซากตาย เนื้อสุกร และสัตว์ที่ศาสนาไม่อนุญาตให้รับประทานในสภาวะปกติและอื่นๆ ที่อัลลอฮฺฺห้ามได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาชีวิต รักษาตัวเขาไม่ให้ตาย จุดมุ่งหมายที่ศาสนอนุมัติในที่นี้ ก็คือความจำเป็นต้องกิน


พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تَأْكُلُوا أَمْوَالَكُم بَيْنَكُم بِالْبَاطِلِ إِلَّا أَن تَكُونَ تِجَارَةً عَن تَرَاضٍ مِّنكُمْ وَلَا تَقْتُلُوا أَنفُسَكُمْ إِنَّ اللَّهَ كَانَ بِكُمْ رَحِيمًا ( 29 ) อัน-นิสาอ์ - Ayaa 29

"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่ากินทรัพย์ของพวกเจ้า ในระหว่างพวกเจ้าโดยมิชอบ นอกจากมันจะเป็นการค้าขายที่เกิดจากความพอใจในหมู่พวกเจ้า และจงอย่าฆ่าตัวของพวกเจ้าเอง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4;29)



กรณีที่ถือว่าจำเป็น 

การถือว่าจำเป็น นั้นคือ หิวมาก ถ้าไม่กิน ก็จะถึงขั้นเสียชีวิต หรือป่วยได้ และไม่ว่าสภาพในขณะนั้น เขาผู้นั้น จะเป็นคนดี หรือคนชั่วก็ตาม  และกรณีที่ไม่มีอาหารที่ศาสนาอนุมัติให้รับประทานหรือดื่ม และถึงแม้อาหารที่จำเป็นต้องประทังชีวิตนั้น จะเป็นของบุคคลอื่น และไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของก็ตาม และถึงแม้อาหารหรือเครื่องดื่มนั้นเป็นของกาฟิรที่อยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม และสามารถเอาอาหารเหล่านั้นเป็นเสบียงไปจนกว่าจะหาของที่หะลาลได้ หากพบเจอของที่หะลาลแล้ว ก็ให้เอาของที่ต้องห้ามกลับไปยังที่เดิม

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

إِنَّمَا حَرَّمَ عَلَيْكُمُ الْمَيْتَةَ وَالدَّمَ وَلَحْمَ الْخِنزِيرِ وَمَا أُهِلَّ بِهِ لِغَيْرِ اللَّهِ فَمَنِ اضْطُرَّ غَيْرَ بَاغٍ وَلَا عَادٍ فَلَا إِثْمَ عَلَيْهِ إِنَّ اللَّهَ غَفُورٌ رَّحِيمٌ ( 173 ) อัล-บะเกาะเราะฮ - Ayaa 173

"ที่จริงที่พระองค์ทรงห้ามพวกเจ้านั้นเพียงแต่สัตว์ที่ตายเอง และเลือด และเนื้อสุกร และสัตว์ที่ถูกเปล่งเสียงที่มันเพื่ออื่นจากอัลลอฮ์ แล้วผู้ใดได้รับความคับขัน โดยมิใช่ผู้เสาะแสวงหา และมิใช่เป็นผู้ละเมิดขอบเขตแล้วไซร้ ก็ไม่มีบาปใด ๆ แก่เขา แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษผู้ทรงเมตตาเสมอ"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-บาเกาะเราะฮฺ 2;173)

รายงานจากท่านอัลฟุญัยอฺ อัลอามีรี เล่าว่า
"เขาได้มาหาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วกล่าวว่า : ซากตายอะไรที่จะอนุญาตให้แก่พวกเราบ้าง? ท่านนบีถามว่า : อาหารของพวกเจ้าเป็นอะไร?
พวกเรากล่าวว่า : เราดื่มตอนเย็น และเราจะดื่มตอนเช้า"
ท่านนบี ได้กล่าวว่า : ขอเอาคุณพ่อเป็นประกัน นั้นแหละ คือ ความหิว แล้วซากที่ตาย(สัตว์ที่ตายเอง) จึงเป็นที่อนุญาตแก่พวกเขาในกรณีเช่นนี้" (บันทึกหะดิษหะดิษโดยอิมามอบูดาวู๊ด)


มัซฮับมาลีกี มีความเห็นว่า "เมื่อไม่มีอะไรกินเป็นเวลา 3 วัน ก็อนุญาตให้กินสิ่ที่อัลลอฮฺห้ามได้พอประทังชีวิต แม้ว่าสิ่งที่กินเข้าไปนั้นจะเป็นของคนอื่นก็ตาม"

อิบนุอัซมิน กล่าวว่า "ขอบเขตความจำเป็น คือ ใช้ชีวิตอยู่วันหนึ่งกับคืนหนึ่งโดยไม่มีอาหารและเครื่องดื่มเลย ถ้าเขากลัวว่าร่างกายจะอ่อนแอ และจะเป็นเหตุทำให้เสียชีวิต หรือไม่อาจเดินทางได้ต่อไปได้ หรือทำงานต่อไปได้ ก็อนุญาตให้กินและดื่มได้เพื่อประทังชีวิต"


ปริมาณที่บริโภค

ศาสนาอนุญาตให้ผู้ที่มีความจำเป็นจะบริโภคซากตายได้ เท่าปริมาณที่ประทั้งชีวิต และจะเพิ่มได้ตามความจำเป็นและต้องการ

รายงานจากท่านญาบิร อิบนุ สมุเราะฮฺ เล่าว่า
"แท้จริงชายคนหนึ่งได้ลงที่อัลฮุรเราะห์ โดยที่เขามีอูฐที่ตายอยู่ตัวหนึ่ง แล้วภรรยาของเขาก็กล่าว่า : ถลกหนังอูฐเถิด เพื่อที่จะเอามันของมัน และเนื้อของมันมาใส่หม้อ ปรุงเป็นอาหารที่จะกินกัน
เขากล่าวว่ว : อย่าพึ่งจนกว่าจะถามท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)ก่อน
แล้วเขาก็ถาม และท่านนบีได้ถามว่า ;  ที่พวกท่านมีเหลือเฟือไหม?
เขาตอบว่า : ไม่หรอก
ท่านนบีได้กล่าวว่า : พวกท่านจงกินไปเถิด" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวู๊ด)


ท่านอิมามมาลิก และอิมามอะหฺมัด กล่าวว่า "อนุญาตให้กินให้อิ่มได้

บรรดาสหายของอบูหะนีฟะฮฺ กล่าวว่า : จะให้อิ่มไม่ได้

สำหรับอิมามชาฟิอีย์ มีทั้ง 2 ทัศนะข้างต้น


สำหรับกรณีเป็นอาหารของบุคคลอื่น ที่มุสลิมคนหนึ่งได้กินหรือดื่มในภาวะคับขัน จะชดใช้ค่าสิ่งอาหารเหล่านั้นหรือไม่

บรรดานักวิชาการส่วนใหญ่ มีความเห็นว่า : ถ้าเกิดความคับขัน โดยเจ้าของอาหารไม่อยู่ก็ให้อนุญาตให้เอามารับประทานได้ และชดใช้เป็นราคาไป เพราะการคับขันนั้นไม่ทำให้เสียสิทธิของผู้อื่น

อิมามชาฟิอีย์ กล่าวว่า ; ไม่ต้องชดใช้ราคา เพราะความรับผิดชอบนั้น จะหลุดไปด้วยความคับขัน เพราะศาสนาอนุญาต และการอนุญาตกับการชดใช้จะไม่อยู่ร่วมกัน"


والله أعلم بالصواب






บททดสอบของนบียูนุส


     นบียูนุส (โยนาห์) เป็นที่จักในฉายาว่า “ซุนนูน”(ราชาแห่งปลา) อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวเกี่ยวกับผู้คนของท่านว่า :

فَلَوْلَا كَانَتْ قَرْيَةٌ آمَنَتْ فَنَفَعَهَا إِيمَانُهَا إِلَّا قَوْمَ يُونُسَ لَمَّا آمَنُوا كَشَفْنَا عَنْهُمْ عَذَابَ الْخِزْيِ فِي الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَمَتَّعْنَاهُمْ إِلَىٰ حِينٍ ( 98 )

“มีตัวอย่างของเมือง (ชุมชน) ใดบ้างไหมที่เชื่อ (หลังจากได้เห็นการลงโทษ) และความศรัทธาของชุมชน (ในขณะนั้น) ได้ช่วยเหลือชุมชนนั้นไว้ (จากการลงโทษ) ? (คำตอบคือไม่มี) ยกเว้นแต่หมูชนของยูนุส เมื่อพวกเขาศรัทธา เราจึงได้ปลดเปลื้องการลงโทษอันน่าอับอายออกไปจากพวกเขาในชีวิตโลกนี้ และได้ให้พวกเขาใช้ปัจจัยทั้งหลายแห่งชีวิตชั่วเวลาหนึ่ง” (กุรอาน 10:98)

     ครั้งหนึ่ง ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนิเนเวห์เป็นผู้บูชาเทวรูปที่ใช้ชีวิตโดยไม่มีความละอาย ดังนั้น นบียูนุสจึงได้ถูกลงมาสอนผู้คนเหล่านั้นให้หันมาเคารพสักการะอัลลอฮฺ แต่ผู้คนไม่ชอบให้เขาไปก้าวก่ายการเคารพสักการะเทวรูปของตน ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงโต้แย้งว่า “เราและบรรพบุรุษเคารพกราบไห้วพระเจ้าเหล่านี้มาเป็นเวลานานแล้วและไม่เห็นมีโทษอะไรเกิดขึ้นกับเรา”

     ถึงแม้นบียูนุสพยายามจะชี้ให้เห็นว่าการเคารพกราบไห้วเทวรูปต่างๆ เป็นเรื่องเขลางมงายและกฎหมายของอัลลอฮฺเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ผู้คนก็ไม่สนใจท่าน ลงโทษของอัลลอฮฺก็จะมายังพวกเขา แต่แทนที่จะกลัวอัลลอฮฺ ผู้คนได้บอกนบียูนุสว่าพวกเขาไม่กลัวคำข่มขู่ของท่าน พวกเขาบอกท่านว่า “ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะปล่อยให้พวกท่านได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนกันเอง” หลังจากนั้น ท่าก็ออกจากเมืองนิเนเวห์ไปด้วยความกลัวอัลลอฮฺจะทรงกริ้วในไม่ช้า

     “และจงนึกถึงซุนนูน เมื่อเขาหนีไปด้วยความโกรธ เพราะเขาคิดว่าเราจะไม่เอาความผิดเขา แต่หลังจากนั้น เขาก็วิงวอนต่อเราจากท่ามกลางความมืด โดยกล่าว ‘ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ แท้จริง ฉันอยู่ในหมู่ผู้ทำผิด” (กุรอาน 21:87)

     แต่ยังไม่ทันที่นบียูนุสออกไปจากเมือง ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีที่เหมือนไฟกำลังไหม้ ผู้คนต่างพากันตกใจกลัวเมื่อเห็นท้องฟ้าเปลี่ยนสีเช่นนั้นและนึกถึงการถูกทำลายของชาวอ๊าด ชาวษะมูดและผู้คนของนูฮฺ หลายคนถามตัวเองว่าจะประสบชะตากรรมเดียวกันหรือไม่ ? แต่แล้วความศรัทธาก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในใจของพวกเขาอย่างช้าๆ หลังจากนั้น ผู้คนทั้งหมดก็ไปรวมตัวกันอยู่บนภูเขาและวิงวอนขอความเมตตาและการอภัยโทษต่ออัลลอฮฺ บนภูเขาที่มีเสียงร้องไห้ของพวกเขาก้องกังวานไปทั่ว นั่นเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิดอย่างแท้จริงใจ

     ดังนั้น อัลลอฮฺจึงได้ทรงคลายความกริ้วของพระองค์และประทานความจำเริญแก่พวกเขาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพายุร้ายผ่านไป พวกเขาก็วิงวอนขอให้นบียูนุสกลับมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะได้มาชี้นำพวกเขา

     ในเวลานั้น นบียูนุสได้ขึ้นเรือเล็กๆ ลำหนึ่งไปแล้วพร้อมกับผู้โดยสารอีกจำนวนหนึ่ง เรือลำนั้นแล่นออกสู่ท้องทะเลอันสงบตลอดทั้งวัน แต่พอกลางคืน ทะเลก็เปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน พายุร้ายได้หันกระหน่ำราวกับว่ามันกำลังจะทำลายเรือให้แตกออกเป็นชิ้นๆ คลื่นทะเลที่สูงดังภูเขาและลึกเหมือนหุบเขาได้โยนเรือลำน้อยไปมาอยู่กลางทะเลที่โหดร้ายดูน่าร้าย

     ขณะเดียวกัน ด้านหลังของเรือก็มีปลาวาฬขนาดมหึมาตัวหนึ่งกำลังพ่นน้ำและอ้าปากอยู่ อัลลอฮฺได้ทรงบัญชาให้ปลาวาฬนั้นโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำและตามเรือลำนั้นไป ปลาวาฬตัวนั้นจึงโผล่มาเหนือน้ำตามบัญชาและว่ายน้ำตามเรือไปด้วยความเชื่อฟัง

     ความโกลาหลบนเรือยังคงดำเนินอยู่ต่อไปและผู้คุมเรือได้ขอให้ผู้ที่อยู่บนเรือช่วยกันทำให้เบาลง ดังนั้น พวกเขาได้โยนสิ่งของที่นำมาทั้งหมดลงทะเลไป แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่พอ พวกเขาจำเป็นต้องลดน้ำหนักของเรือลงอีกเพื่อความปลอดภัยของทุกคน ดังนั้น พวกเขาจึงได้ตัดสินใจกันเองว่าจำเป็นให้ใครคนหนึ่งออกจากเรือไปเพื่อที่เรือจะได้เบาลง

     กัปตันเรือได้ออกคำสั่งว่า : “เราจะเสี่ยงทายโดยใช้ชื่อของคนที่อยู่บนเรือ ถ้าเสี่ยงทายได้ชื่อของใคร คนนั้นจะต้องถูกโยนลงทะเลไป” นบียูนุสรู้ว่านี่เป็นประเพณีของคนเดินเรือเมื่อต้องเผชิญภาวะวิกฤตกลางท้องทะเล มันเป็นประเพณีของลัทธิบูชาเทวรูป แต่มันถูกนำมาใช้ในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้ วิกฤตของนบียูนุสจึงเริ่มขึ้น

     ท่านเป็นนบี แต่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎของลัทธิเชื่อถือโชคลางของผู้บูชาเทวรูปที่ว่าทะเลและลมมีเทพเจ้าที่สร้างความปั่นป่วน กัปตันเรือต้องเอาใจเทพเจ้าเหล่านี้ นบียูนุสไม่อยากที่จะเข้าไปร่วมในการเสี่ยงทายนี้ แต่ชื่อของท่านก็ได้ถูกรวมไว้กับชื่อของผู้โดยสารท่านอื่นๆ แล้ว แลเมื่อมีการเสี่ยงทายก็ได้ปรากฏว่าได้ชื่อของ “ยูนุส” ขึ้นมา

     เนื่องจากผู้โดยสารรู้ว่าท่านเป็นผู้มีเกียรติสูงสุดในหมู่พวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงไม่อยากที่จะโยนท่านลงไปในทะเลที่กำลังโกรธกริ้ว ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะทำการเสี่ยงทายอีกครั้งหนึ่ง

นบียู นุสรู้ดีว่า นี่คือพระประสงค์ของอัลลอฮฺ  เพราะท่านได้ทิ้งภารกิจของท่าน มา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบ จากอัลลอฮฺ ดังนั้น การเสี่ยงทายจึงจบลง และทุกคนเห็นว่า นบียูนุสควรจะกระโดด ลงทะเลไปเอง นบียูนุสได้ปีนขึ้นไปบนกราบเรือ และมองไปที่ทะเลในยามกลางคืน ที่มืดมิด และไม่มีดวงจันทร์ ดวงดาวก็ถูกบดบังด้วยหมอกหนา แต่ก่อนที่จะกระโดดลงไปในทะเล นบียูนุสได้กล่าวพระนามของอัลลอฮฺ หลังจากนั้น ท่านก็กระโดดลงไปในทะเล ที่กำลังบ้าคลั่ง และหายไปภายใต้คลื่นใหญ่

     ปลาวาฬเห็นนบียูนุส ลอยอยู่บนคลื่นต่อหน้ามัน ดังนั้น มันจึงได้กลืนนบียูนุสเข้าไป ในท้องของมัน และปิดปากที่มีฟัน เหมือนงาช้าง ขังท่านไว้ราวอยู่ในคุก หลังจากนั้น ปลาวาฬก็ดำสู่ก้นทะเล ที่เต็มไปด้วยความมืด

     นบียูนุสถูกความมืดครอบคลุมไว้ ถึงสามชั้น ความมืดชั้นแรก คือท้องของปลาวาฬ ความมืดชั้นที่สอง คือความมืดของท้องทะเล ความมืดชั้นที่สาม คือความมืดของกลางคืน นบียูนุสคิดว่า ตัวเองตายแล้ว แต่ความรู้สึกของท่าน ยังคงตื่นอยู่ เมื่อท่านพบว่า ท่านยังสามารถเคลื่อนไหวได้ ท่านรู้ว่าท่านยังมีชีวิต และถูกกักขังอยู่ท่ามกลางความมืด สามชั้น หัวใจของ ท่านเกิดความรู้สึก โดยการระลึกถึงอัลลอฮฺ ลิ้นของท่านเริ่มเคลื่อนไหวขึ้นมา หลังจากที่ได้กล่าวว่า : “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ แท้จริง ฉันอยู่ในหมู่ผู้ทำความผิด” (กุรอาน 21:87)

     นบียูนุสคงวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ต่อไป โดยไม่หยุด ปลาต่างๆ รวมทั้งปลาวาฬ พืชใต้ทะเล และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ในทะเล ต่างได้ยินเสียงวิงวอน และคำสรรเสริญอัลลอฮฺ ของนบียูนุส ออกมาจากท้องปลาวาฬ ดังนั้น สิ่งมีชีวิตทั้งหมด ในท้องทะเล รอบปลาวาฬ จึงรวมกันสดุดีอัลลอฮฺ เป็นการตอบรับ ในลักษณะ และภาษา ของมันเอง

     ปลาวาฬตัวนั้น ก็มีส่วนร่วมในการสดุดีอัลลอฮฺ และรู้ตัวว่า มันได้กลืนนบีคนหนึ่งเข้าไป ดังนั้น มันจึงรู้สึกกลัวขึ้นมา อย่างไรก็ตาม มันได้กล่าวกับตัวเองว่า “ทำไมเราจะต้องกลัว ? อัลลอฮฺได้สั่งฉัน ให้กลืนเขาลงไป”

     เมื่ออัลอลอฮฺได้เห็นการสำนึกผิด อย่างจริงใจของนบียูนุส และได้ยินการวิงวอนของท่าน ในท้องปลาวาฬ พระองค์ก็ได้ทรงบัญชา ให้ปลาวาฬ โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ และคายนบียูนุสออกมาไว้ บนเกาะแห่งหนึ่ง ปลาวาฬเชื่อฟังคำบัญชาของพระองค์ และว่ายไปยังด้านที่ไกลที่สุด ของเกาะ หลังจากนั้น อัลลอฮฺก็ทรงบัญชามัน ให้ขึ้นมายังแผ่นดิน ตรงที่มีแสงแดดพอ เป็นที่สดชื่น และ ดินที่ชุ่มฉ่ำ

     ปลาวาฬได้คายนบียูนุสออกมาไว้ บนเกาะที่อยู่ห่างไกล ร่างกายของท่านร้อนผ่าว ไปทั่ว เพราะกรดในกระเพาะปลาวาฬ และเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น แสงแดดก็แผดเผาร่าง ที่ร้อนผ่าวของท่าน จนท่านแทบจะหวีดร้องออกมา ด้วยความเจ็บปวด อย่างไรก็ตาม ท่านก็อดทนต่อความเจ็บปวด และยังคงวิงวอนอัลลอฮฺต่อไป

     หลังจากนั้น อัลลอฮฺได้ทรงทำให้ไม้เลื้อย เจริญเติบโต ขึ้นมาปกคลุมร่างของท่าน อย่างรวดเร็ว และทำให้นบียูนุส มีสุขภาพดีขึ้น นอกจากนี้แล้ว พระองค์ยังได้ทรงให้อภัยท่านด้วย อัลลอฮฺได้บอกนบียูนุสว่า ถ้าหากท่านไม่วิงวอน ต่อพระองค์แล้ว ท่านจะอยู่ในท้องปลาวาฬ ตลอดไป จนกระทั่งวันแห่งการตัดสิน

อัลลอฮฺได้ทรงกล่าว ถึงเรื่องนี้ว่า:

وَإِنَّ يُونُسَ لَمِنَ الْمُرْسَلِينَ ( 139 ) อัศ-ศอฟฟาต - Ayaa 139

และแท้จริง ยูนุสนั้นอยู่ในหมู่ผู้ที่ถูกส่งมาเป็นร่อซูล

إِذْ أَبَقَ إِلَى الْفُلْكِ الْمَشْحُونِ ( 140 ) อัศ-ศอฟฟาต - Ayaa 140

จงรำลึก ขณะที่เขาได้หนีไปยังเรือที่บรรทุกผู้คนเต็มเพียบ

فَسَاهَمَ فَكَانَ مِنَ الْمُدْحَضِينَ ( 141 ) อัศ-ศอฟฟาต - Ayaa 141

ดังนั้น ยูนุสได้เข้าร่วมจับฉลาก แล้วเขาจึงอยู่ในหมู่ผู้ถูกพิชิต (แพ้ในการจับฉลาก)

فَالْتَقَمَهُ الْحُوتُ وَهُوَ مُلِيمٌ ( 142 ) อัศ-ศอฟฟาต - Ayaa 142

แล้วปลาตัวใหญ่ได้กลืนเขา และเขาสมควรที่จะถูกตำหนิ

فَلَوْلَا أَنَّهُ كَانَ مِنَ الْمُسَبِّحِينَ ( 143 ) อัศ-ศอฟฟาต - Ayaa 143

หากว่าเขามิได้เป็นคนหนึ่งในหมู่ผู้แซ่ซ้องสดุดีแล้ว

لَلَبِثَ فِي بَطْنِهِ إِلَىٰ يَوْمِ يُبْعَثُونَ ( 144 ) อัศ-ศอฟฟาต - Ayaa 144

แน่นอน เขาจะอยู่ในท้องปลาจวบจนกระทั่งวันฟื้นคืนชีพ

يمٌفَنَبَذْنَاهُ بِالْعَرَاءِ وَهُوَ سَقِ ( 145 ) อัศ-ศอฟฟาต - Ayaa 145

แล้วเราได้เหวี่ยงเขาขึ้นบนที่โล่งริมฝั่ง ในสภาพที่ป่วย

وَأَنبَتْنَا عَلَيْهِ شَجَرَةً مِّن يَقْطِينٍ ( 146 ) อัศ-ศอฟฟาต - Ayaa 146

และเราได้ให้มีต้นไม้ (พันธ์ไม้เลื้อย) น้ำเต้างอกเงยขึ้น ปกคลุมตัวเขา

وَأَرْسَلْنَاهُ إِلَىٰ مِائَةِ أَلْفٍ أَوْ يَزِيدُونَ ( 147 ) อัศ-ศอฟฟาต - Ayaa 147

และเราได้ส่งเขาไปยัง (หมู่บ้านของเขา) มีจำนวนหนึ่งแสนคนหรือเกินกว่านั้น

فَآمَنُوا فَمَتَّعْنَاهُمْ إِلَىٰ حِينٍ ( 148 ) อัศ-ศอฟฟาต - Ayaa 148

แล้วพวกเขาก็ศรัทธา ดังนั้น เราจึงปล่อยให้พวกเขามีความสุขสำราญชั่วระยะเวลาหนึ่ง
   (กรุอาน 37:139-148)

     ไม่นานนัก นบียูนุสก็เริ่มแข็งแรง และพบทางกลับนิเนเวห์ อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ของท่าน เมื่อไปถึง นบียูนุสดีใจ ที่เห็นการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นที่นั้น ผู้คนทั่งหมดได้มาต้อนรับท่าน และได้บอกให้ท่านได้ทราบว่า พวกเขาได้หันกลับมา ศรัทธาในอัลลอฮฺกันหมดแล้ว หลังจากนั้น พวกเขาก็นมาซร่วมกัน เพื่อขอบคุณในความเมตตาของพระเจ้า

     อิบนุอับบาสเล่าว่า : ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า “เราไม่ควรกล่าวว่า ฉันดีกว่ายูนุส อิบนุมัตตา” (บึนทึกโดยบุคอรี)



.........................................
http://www.thaimuslim.com/

เมืองโมซุล(Mosul)(หรือ เมืองนีนะเวห์สมัยนบียูนุส )ในอิรัคสมัยก่อนเกิดสงครามการยึดครองของอเมริกา





บทดุอาอฺ ยามเย็น



<บทดุอาอฺ ยามเย็น> 2บท พร้อม"คุณค่า"


บทที่1>

الَّلهُمَّ بِكَ أَمْسَيْنَا وَبِكَ أَصْبَحْنَا وَبِكَ نَحْيَا وَبِكَ نَمُوْتُ وَإِلَيْكَ الْمَصِير

[ อัลลอฮุมมะบิกะ อัมซัยนา วะบิกะอัศบะหฺนา วะบิกะนะหฺยา วะบิกะนะมูตุ วะอะลัยกัลมะศีร ]

"โอ้อัลลอฮฺ ด้วยพระองค์ท่านเราได้เข้าสู่เวลาเย็น
และด้วยพระองค์ท่านเราขอเริ่มวันใหม่
และด้วยพระองค์ท่านเราจึงมีชีวิตอยู่
และด้วยพระองค์ท่านเราจะตาย
และเราจะฟื้นคืนชีพไปสู่พระองค์ท่าน"
บันทึก:อัล-บุคอรีย์

<คุณค่าดุอาอฺ>
ผู้ใดกล่าวดุอาอฺบทนี้ ด้วยความมั่นใจ
ในช่วงเช้าแล้ว เสียชีวิตในช่วงกลางวัน
ของวันนั้น ถือว่าเป็นชาวสวรรค์
และหากใครกล่าวดุอาอฺบทนี้
ในยามเย็นแล้วเสียชีวิตในช่วงกลางคืน
ถือเป็นชาวสวรรค์เช่นกัน
บันทึก:อัล-บุคอรียฺ

>>>>>>>>>>>>>>>><<<<<<<<<<<<<
บทที่2>

بِسْمِ اللهِ الَّذِيْ لا يَضُرُّ مَعَ اسْمِهِ شَيْءٌ في الأَرْضِ وَلا في السَّمَاءِ وَهُوَ السَّمِيْعُ العَلِيْم

[ บิสมิลลาฮิลละซียฺ ลายะฎุรรุ มะอัสมิฮี ชัยอุน ฟิลอัรฎิ วะลาฟิสสะมาอฺ วะฮุวัสสะมีอุลอาลีม]

“ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ
ผู้ซึ่งไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดในชั้นฟ้าและแผ่นดิน
จะทำอันตรายใดๆ
ในขณะที่มีการกล่าวพระนามของพระองค์อยู่
และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ทรงรอบรู้”
บันทึก:อัต-ติรมิซียฺ

<คุณค่าดุอาอฺ>
บุคคลใดกล่าวดุอาอฺบทนี้
ในยามเช้าและยามเย็น 3 ครั้ง
เขาจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ
บันทึก:อัต-ติรมิซียฺ

.........................
Kidir Binmuslim

ดุนยาเป็นเพียงหญิงชราที่ใกล้จะสิ้นลม



ท่านอะหมัด บิน ฮัรฺบกล่าวว่า “ฉันทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺเป็นระยะเวลา 50 ปี หากแต่ฉันไม่สามารถที่จะพบกับความหอมหวานแห่งการอิบาดะฮฺได้เลย จนกระทั่งฉันละทิ้ง 3 สิ่งนี้

1. ฉันละทิ้งการแสวงหา “การยอมรับจากผู้คน” ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงสามารถกล่าว “สัจธรรม” (ความจริง) ได้

2. ฉันละทิ้ง “ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับคนชั่ว ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงสามารถคบหากับบรรดาคนดีมีคุณธรรมได้

3. ฉันละทิ้ง “ความหอมหวานแห่งชีวิตบนโลกดุนยานี้”

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงได้พบความหอมหวานแห่งอาคิเราะฮฺ”


............................
Dariyah Muslimah