อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การอบรมเลี้ยงดูบุตร




 تربية الأبناء




มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิของอัลลอฮฺ ขอการเจริญพรและความสันติมีแด่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ข้าขอปฏิญานว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมหมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์

ส่วนหนึ่งของอะมานะห์ และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่คือ การอบรมเลี้ยงดูลูกๆ  อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ قُوٓاْ أَنفُسَكُمۡ وَأَهۡلِيكُمۡ نَارٗا وَقُودُهَا ٱلنَّاسُ وَٱلۡحِجَارَةُ عَلَيۡهَا مَلَٰٓئِكَةٌ غِلَاظٞ شِدَادٞ لَّا يَعۡصُونَ ٱللَّهَ مَآ أَمَرَهُمۡ وَيَفۡعَلُونَ مَا يُؤۡمَرُونَ ٦﴾ [التحريم: ٦]

ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงคุ้มครองตัวของพวกเจ้าและครอบครัวของพวกเจ้าให้พ้นจากไฟนรก เพราะเชื้อเพลิงของมันคือมนุษย์ และก้อนหิน มีมะลาอิกะฮฺผู้แข็งกร้าวหาญคอยเฝ้ารักษามันอยู่ พวกเขาจะไม่ฝ่าฝืนอัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาแก่พวกเขา และพวกเขาจะปฏิบัติตามที่ถูกบัญชา” (อัต-ตะหฺรีม 6)

ท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวอธิบายอายะฮฺนี้ว่า จงฝึกมารยาทและสอนความรู้ให้แก่พวกเขา(ลูกๆ)

 พ่อแม่นั้นจะต้องระลึกถึงสิ่งต่อไปนี้ในการอบรมเลี้ยงดูบุตร

ประการแรก การเลือกคู่ครองที่เป็นคนดี คนศอลิหะฮฺ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการอบรมสั่งสอนลูก รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
«تُنْكَحُ الْمَرْأةُ ِلأرْبَعٍ : لِمَالِهَا، وَلِحَسَبِهَا، وَجَمَالِهَا، وَلِدِيْنِهَا، فَاظْفَرْ بِذاتِ الدِّيْنِ تَرِبَتْ يَدَاكَ» [البخاري برقم 5090، ومسلم برقم 1466]
ความว่า ““สตรีจะถูกเลือกสมรสด้วยสาเหตุ 4 ประการ คือ ด้วยทรัพย์สินของนาง ด้วยเชื้อสายวงศ์ตระกูลของนาง ด้วยความสวยงามของนาง และด้วยศาสนาของนาง ดังนั้นจงรับเอาหญิงที่มีศาสนาเถิด มือทั้งสองของท่านจะประสบแต่ความดี”  (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 3/360  หมายเลข  5090, เศาะฮีหฺ มุสลิม 2/1086  หมายเลข  1466)

และรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ
เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«الدُّنْيَا مَتَاعٌ، وَخَيْرُ مَتَاعِ الدُّنْيَا الْمَرْأَةُ الصَّالِحَةُ» [مسلم برقم 1467]

ความว่า  “โลกดุนยานี้ คือ สิ่งที่ทำให้มีความสุขสำราญ และสิ่งที่ทำให้มีความสุขสำราญที่ดียิ่งที่สุดของโลกดุนยานั้นก็คือ สตรีที่ดี” (เศาะฮีหฺ มุสลิม 2/1090  หมายเลข  1467)

ประการที่สอง ความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺในการอบรมสั่งสอนลูกๆ และหวังผลตอบแทนจากอัลลอฮฺในทุกสิ่งที่ได้ทุ่มเททั้งที่เป็นแรงกายและทรัพย์สิน ไม่ใช่ทำไปเพื่อการสรรเสริญ หรือยกย่องชี้นิ้วให้ อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿ وَمَآ أُمِرُوٓاْ إِلَّا لِيَعۡبُدُواْ ٱللَّهَ مُخۡلِصِينَ لَهُ ٱلدِّينَ﴾ [البينة: ٥]

ความว่า “และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใด นอกจากการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์” (อัล-บัยยินะฮฺ  5)

รายงานจากท่านอุมัรฺ บิน อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«إِنَّمَا الْأَعْمَالُ بِالنِّيَّاتِ» [البخاري برقم 1]

ความว่า “แท้จริงการงานต่างๆนั้นขึ้นอยู่กับเจตนา” (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 1/13  หมายเลข  1)

ดังนั้น การอบรมสั่งสอนถือเป็นอิบาดะฮฺที่ใหญ่ยิ่ง เนื่องจากผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการอบรมสั่งสอนนั้นครอบคลุมทั้งประโยชน์แก่ส่วนตัวและส่วนรวมด้วย และเนื่องจากการอบรมสั่งสอนนั้นมีความยากลำบาก และเหน็ดเหนื่อยอย่างมากอีกด้วย

ประการที่สาม การสร้างความเคยชินและส่งเสริมด้วยวิธีที่ดีและอ่อนโยนในการทำอิบาดะฮฺให้กับลูกๆตั้งแต่ยังเล็กๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย รัก และชอบในการทำอิบาดะฮฺ
อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿وَأۡمُرۡ أَهۡلَكَ بِٱلصَّلَوٰةِ وَٱصۡطَبِرۡ عَلَيۡهَاۖ ﴾ [طه: ١٣٢]

ความว่า “และเจ้าจงสั่งใช้ครอบครัวของเจ้าให้ทำละหมาด และจงอดทนในการปฏิบัติละหมาด” (ฏอฮา 132)

รายงานจากท่านอัมรฺ บิน ชุอัยบ์ รายงานจากพ่อของท่าน รับจากปู่ของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ว่า ท่าน
นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«مُرُوا أَوْلَادَكُمْ بِالصَّلَاةِ وَهُمْ أَبْنَاءُ سَبْعِ سِنِينَ، وَاضْرِبُوهُمْ عَلَيْهَا وَهُمْ أَبْنَاءُ عَشْرٍ، وَفَرِّقُوا بَيْنَهُمْ فِي الْمَضَاجِعِ» [أبو داود برقم 495]

ความว่า “พวกท่านจงสั่งใช้ลูกๆ ให้ละหมาดเมื่อเขามีอายุเจ็ดขวบ และจงเฆี่ยนตีให้พวกเขาละหมาดเมื่อมีอายุครบสิบขวบ พร้อมๆ กับแยกที่นอนระหว่างพวกเขา” (สุนัน อบี ดาวูด  1/133  หมายเลข  495)
และในอีกรายงานหนึ่ง กล่าวว่า

وفي رواية : «عَلِّمُوا الصَّبِيَّ الصَّلَاةَ ابْنَ سَبْعِ سِنِينَ، وَاضْرِبُوهُ عَلَيْهَا ابْنَ عَشْرٍ»

ความว่า “พวกท่านจงสอนเด็กให้ละหมาดเมื่อเขามีอายุเจ็ดขวบ และจงเฆี่ยนตีเขาหากไม่ละหมาดเมื่อเขามีอายุครบสิบขวบ”

ท่านชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า ผู้ใดที่มีเด็กเล็ก ลูกทาส หรือลูกกำพร้าอยู่กับเขาแล้วเขาไม่สั่งใช้ให้ละหมาด เขาจะถูกลงโทษหากเขาไม่สั่งใช้เด็กๆ เหล่านั้น และเขาจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายด้วยโทษที่หนักเพราะฝ่าผืนคำสั่งของอัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์ (จากแผ่นพับเรื่องการอบรมลูก ของเชค อับดุลมะลิก อัล-กอซิม)

ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “ใครที่ละเลยในการให้ความรู้ที่มีประโยชน์กับลูกๆ ของเขา และปล่อยปละละเลยพวกเขาอย่างไร้สาระ แท้จริงเขาได้ทำร้ายพวกเขาอย่างร้ายแรง ลูกๆ ส่วนใหญ่เสียหายเพราะสาเหตุมาจากพ่อที่ละเลย ไม่สั่งสอนสิ่งที่เป็นวาญิบและสุนัตต่างๆ ในศาสนา เขาละเลยพวกเขาตั้งแต่เล็กๆ  พวกเขาจึงไม่สามารถให้ประโยชน์แก่ตัวเองและพ่อของพวกเขาได้เมื่อเขาเติบโตขึ้นมา” (ตุหฺฟะตุลเมาดูด ฟี อะห์กาม อัล-เมาลูด หน้าที่ 80)

ประการที่สี่ ให้พวกเขา(ลูกๆ)ออกห่างจากสิ่งที่ต้องห้ามและชั่วร้ายต่างๆ เตือนถึงอันตรายของมันและปลูกฝังในใจให้เกลียดชังความชั่วที่จะนำมาซึ่งความหายนะทั้งแก่ชีวิตในโลกนี้และในวันอาคีเราะฮฺ พ่อแม่บางคนอาจไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ เพราะถือว่าพวกเขายังเด็กยังไม่มีภาระเรื่องบาปบุญ ซึ่งมันขัดแย้งกับสิ่งที่ท่านศาสนทูตผู้ตักเตือน ผู้อบรมสั่งสอนได้เคยทำไว้ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านหะสัน บิน อาลี (หลานของท่านนบี) เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้หยิบผลอินทผลัมลูกหนึ่งที่มาจากการบริจาคทาน เอามาใส่ในปาก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า ‏«كِخْ، كِخْ» (กิค กิค) เพื่อให้หะสันคายออกมา แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็กล่าวว่า

«أَمَا شَعَرْتَ أَنَّا لَا نَأْكُلُ الصَّدَقَةَ» [البخاري برقم 1491]

ความว่า “เจ้าไม่รู้ดอกหรือว่าพวกเรา(นบีและวงค์วานของท่าน)นั้น ห้ามรับประทานสิ่งที่เป็นทานบริจาค”  (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 1/462  หมายเลข  1491)

ประการที่ห้า การทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการอบรมสั่งสอน เป็นที่รู้กันว่าลูกนั้นมีความประทับใจในตัวพ่อแม่และชอบที่จะทำตามพ่อแม่ จึงจำเป็นที่พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูต้องไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ขัดแย้งกับสิ่งที่พูด อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ لِمَ تَقُولُونَ مَا لَا تَفۡعَلُونَ ٢﴾ [الصف: ٢]

ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ทำไมพวกเจ้าจึงพูดในสิ่งที่พวกเจ้าไม่ปฏิบัติ” (อัศ-ศ็อฟ 2)
และพระองค์ตรัสเกี่ยวกับท่านนบีชุอัยบ์ว่า
﴿وَمَآ أُرِيدُ أَنۡ أُخَالِفَكُمۡ إِلَىٰ مَآ أَنۡهَىٰكُمۡ عَنۡهُۚ إِنۡ أُرِيدُ إِلَّا ٱلۡإِصۡلَٰحَ مَا ٱسۡتَطَعۡتُۚ﴾ [هود: ٨٨]
ความว่า “และฉันมิปรารถนาที่จะขัดแย้งกับพวกท่าน ในสิ่งที่ฉันได้ห้ามพวกท่านให้ละเว้น ฉันมิปรารถนาสิ่งใดนอกจากการปฏิรูปให้ดีขึ้นเท่าที่ฉันสามารถ” (ฮูด 88)

นักกวีได้กล่าวว่า

لَا تَنْهَ عَنْ خُلُقٍ وَتَأْتِيَ مِثْلَهُ      عَارٌ عَلَيْكَ إِذَا فَعَلْتَ عَظِيْمٌ

ความว่า  ท่านจงอย่าห้ามปรามสิ่งใดแล้วท่านกลับทำในสิ่งนั้น

ถือเป็นสิ่งที่น่าอับอายยิ่งหากท่านทำในสิ่งที่ตัวท่านได้ห้ามปรามผู้อื่นไว้

ประการที่หก  พยายามให้พวกเขาห่างไกลจากเพื่อนที่ไม่ดี และให้คำแนะนำให้พวกเขาเลือกคบกับคนที่ดีที่ศอลิหฺ รายงานจากท่าน อบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่าน
นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«الرَّجُلُ على دِينِ خَلِيْلِهِ، فَلْيَنْظُرْ أَحَدُكُم مَنْ يُخَالِلْ» [أبو داود برقم 4833]

ความว่า “บุคคลคนหนึ่งๆ นั้นจะขึ้นอยู่กับศาสนาของเพื่อนรักของเขา ดังนั้น เขาจงเลือกให้ดีว่าใครคือคนที่เขาจะเอามาเป็นเพื่อนรักด้วย” (สุนัน อบี ดาวูด 4/259 หมายเลข 4833)

พ่อแม่บางคน (ขออัลลอฮฺทรงชี้นำเราและพวกเขา) ไม่รู้ว่าลูกของเขาหายไปไหน เป็นเพื่อนกับใคร ใช้เวลาไปกับการทำอะไรบ้าง และพ่อบางคนก็มอบภาระนี้ให้กับแม่คนเดียว และเป็นที่รู้กันว่าแม่นั้นไม่สามารถติดตามลูกในทุกสถานการณ์ และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือการปล่อยให้คนขับรถหรือคนรับใช้ดูแลอบรมลูกแทน(อัลลอฮฺเท่านั้นคือผู้ที่เราร้องขอความเมตตา)

ประการที่เจ็ด ส่งลูกๆ ให้อยู่กับกลุ่มท่องจำอัลกุรอานที่มีอยู่ในมัสยิดหรือที่ต่างๆ  รายงานจากท่าน อุษมาน บิน

อัฟฟาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«خَيْرُكُمْ مَنْ تَعَلَّمَ الْقُرْآنَ وَعَلَّمَهُ» [البخاري برقم 5027]

ความว่า “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือ ผู้เรียนอัลกุรอานและสอนอัลกุรอาน” (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 3/346 หมายเลข  5027)

ประการที่แปด ปกป้องลูกๆ จากสื่อที่ไม่ดีต่างๆ เพราะหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ลูกๆ นั้นไขว้เขว ออกนอกลู่นอกทาง และปฏิบัติความชั่ว หลงไปในทางที่ชั่วช้าต่ำต่อย ก็คือสื่อที่เขาดูทางช่องต่างๆ ผ่านดาวเทียม ทั้งที่เป็นหนังที่โป๊เปลือย และชั่วช้าต่างๆ เช่นเดียวกับหนังการ์ตูนต่างๆ ที่แฝงไว้ด้วยสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนา หลักอากีดะฮฺ หลักจริยธรรมที่ดี โดยคนส่วนใหญ่มักละเลยไม่ให้ความสำคัญถึงความชั่วใหญ่หลวงที่แฝงอยู่  รายงานจากท่าน มะอฺกิล บิน ยะสารฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«مَا مِنْ عَبْدٍ يَسْتَرْعِيهِ اللَّهُ رَعِيَّةً، يَمُوتُ يَوْمَ يَمُوتُ وَهُوَ غَاشٌّ لِرَعِيَّتِهِ؛ إِلاَّ حَرَّمَ اللَّهُ عَلَيْهِ الْجَنَّةَ » [البخاري برقم 7150، ومسلم برقم 142]

ความว่า “ไม่มีบ่าวคนใดที่อัลลอฮฺได้มอบความรับผิดชอบให้ดูแลผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลใดๆ แล้วบ่าวผู้นั้นเสียชีวิตลง ในขณะที่เขาได้ฉ้อฉลต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา นอกจากอัลลอฮฺจะห้ามเขาจากการเข้าสวรรค์”  (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 4/331 หมายเลข 7150 เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/125  หมายเลข 142)
และส่วนหนึ่งของการฉ้อฉลก็คือการนำสื่อหรืออุปกรณ์ที่ทำลายศาสนาของพวกเขาเข้ามาในบ้าน

ประการที่เก้า อบรมสั่งสอนในเรื่องอิสลาม และการศรัทธา ปลูกฝังการให้ความยิ่งใหญ่แก่อัลลอฮฺ รักพระองค์ รักท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกถึงความสำคัญของท่านนบีและการปฏิบัติตามท่าน สั่งสอนจริยธรรมและมารยาทที่ดีงาม  เช่นมารยาทในการแต่งกาย มารยาทในมัสยิด มารยาทในการกินและการดื่ม บทดุอาอ์เช้าเย็น การให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่ มารยาทกับเพื่อนๆ สร้างความคุ้นเคยกับคำพูดที่ดี ห่างไกลจากคำพูดที่ไม่ดีไม่สุภาพ สอนให้รักษาความสะอาดทั้งร่างกายและเสื้อผ้า รวมถึงมารยาทที่ดีงามอื่นๆทั้งหมด

ประการที่สิบ ฝึกพวกเขาให้นอนเร็ว ไม่นอนดึก และตื่นเช้าตั้งแต่หัวรุ่ง ใช้เวลากับสิ่งที่มีประโยชน์  อนุญาตให้พวกเขาเล่นการละเล่นที่ไม่ต้องห้ามในศาสนาในบางเวลาเพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกเบื่อหน่าย

ประการที่สิบเอ็ด ให้คุณพ่อนั้นมีความอ่อนโยนในการปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา รายงานจากท่าน หญิง อาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«إِنَّ الرِّفْقَ لاَ يَكُونُ فِي شَيء إِلَّا زَانَهُ وَلاَ يُنْزَعُ مِنْ شَىْءٍ إِلَّا شَانَهُ» [مسلم برقم 2594]

ความว่า “ความอ่อนโยนนั้นจะไม่ถูกใส่ไว้ในสิ่งใดนอกจากจะทำให้สิ่งนั้นสวยงาม และจะไม่ถูกถอดถอนออกจากสิ่งใดนอกจากจะทำให้สิ่งนั้นน่ารังเกียจ” (เศาะฮีหฺ มุสลิม 4/2004 หมายเลข  2594)

พ่อแม่ต้องมีความยุติธรรมกับลูกๆ ทุกคนในทุกๆ สิ่ง ในการพูด การให้สลาม การให้ค่าเลี้ยงดู การให้ของขวัญ และสิ่งอื่นๆ ที่พวกเขามีความต้องการ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความอิจฉาริษยาระหว่างพวกเขา  รายงานจากท่านอัน-นุมาน บิน บะชีรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวว่า

«اتَّقُوْا اللهَ وَاعْدِلُوْا بَيْنَ أَوْلَادِكُمْ» [مسلم برقم 1623]
ความว่า “พวกท่านจงยำเกรงอัลลอฮฺ และจงให้ความยุติธรรมระหว่างลูกๆ ของพวกท่าน” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษในเศาะฮีหฺ มุสลิม 3/1243 หมายเลข 1623)

ประการที่สิบสอง พ่อจะต้องรู้ว่าการให้ได้รับทางนำนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงให้แก่ผู้ที่ทรงประสงค์ด้วยความกรุณาของพระองค์ พระองค์ทรงให้หลงทางผู้ที่พระองค์ประสงค์ด้วยความยุติธรรมของพระองค์ พ่อนั้นมีหน้าที่เพียงการชี้นำแนวทางและชี้แจงเท่านั้น ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿إِنَّكَ لَا تَهۡدِي مَنۡ أَحۡبَبۡتَ وَلَٰكِنَّ ٱللَّهَ يَهۡدِي مَن يَشَآءُۚ وَهُوَ أَعۡلَمُ بِٱلۡمُهۡتَدِينَ ٥٦﴾ [القصص: ٥٦]

ความว่า “แท้จริง เจ้าไม่สามารถที่จะชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่ผู้ที่เจ้ารักได้ แต่อัลลอฮฺทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง” (อัล-เกาะศ็อศ 56)

พ่อแม่จึงต้องขอดุอาอ์ให้กับลูกๆ ให้เป็นคนดีและได้รับทางนำ ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿وَٱلَّذِينَ يَقُولُونَ رَبَّنَا هَبۡ لَنَا مِنۡ أَزۡوَٰجِنَا وَذُرِّيَّٰتِنَا قُرَّةَ أَعۡيُنٖ وَٱجۡعَلۡنَا لِلۡمُتَّقِينَ إِمَامًا ٧٤﴾ [الفرقان: ٧٣]

ความว่า “และบรรดาผู้ที่กล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์โปรดประทานแก่เรา ซึ่งคู่ครองของเราและลูกหลานของเรา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตาของเรา และทรงทำให้เราเป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้ยำเกรง” (อัล-ฟุรกอน 74)  

และจงระวังจากการขอดุอาอ์ที่ไม่ดีให้แก่พวกเขา(แม้ด้วยการพลั้งเผลอก็ตาม) รายงานจากท่านญาบิรฺ บิน

อับดิลลาฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
«لَا تَدْعُوا عَلَى أَنْفُسِكُمْ، وَلَا تَدْعُوا عَلَى أَوْلَادِكُمْ، وَلَا تَدْعُوا عَلَى أَمْوَالِكُمْ، لَا تُوَافِقُوا مِنْ اللَّهِ سَاعَةً يُسْأَلُ فِيهَا عَطَاءٌ فَيَسْتَجِيبَ لَكُمْ» [مسلم برقم 3009]

ความว่า “พวกท่านจงอย่าขอดุอาอ์ที่ไม่ดีแก่ตัวพวกท่าน แก่ลูกๆ ของพวกท่าน ทรัพย์สินของพวกท่าน อย่าให้ดุอาอ์นั้นตรงพอดีกับช่วงเวลาที่อัลลอฮฺตอบรับดุอาอ์ใดๆ ที่ถูกขอ แล้ว
อัลลอฮฺก็จะตอบรับดุอาอ์ของพวกท่าน (แล้วสิ่งไม่ดีที่ท่านขอก็จะประสพแก่พวกท่าน)” (เศาะฮีหฺ มุสลิม 4/2302  หมายเลข  3009)

والحمد لله رب العالمين
وصلّى الله وسلم على نبيّنا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين.

............................................................

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์
แปลโดย :อิสมาน จารง
ตรวจทานโดย : ซุฟอัม อุษมาน

หน้าที่ของผู้เป็นพ่อ



มีชายผู้หนึ่งได้มาหาท่านอุมัรฺ อิบนุ อัลคอฏฏ็อบ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุมา เพื่อร้องเรียนถึงความดืิอดึงและการไม่เชื่อฟังของลูกชาย

ท่านอุมัร จึงได้มีคำสั่งให้ไปนำตัวเด็กคนนั้นมา และติเตือนว่ากล่าวเด็กผู้นั้นที่ดื้อดึง และไม่คำนึงถึงสิทธฺของผู้เป็นพ่อ

เด็กน้อยจึงได้กล่าวขึ้นว่า : โอ้ท่านประมุขแห่งมวลผู้ศรัทธา แล้วผู้เป็นพ่อไม่มีหน้าที่ตัองปฏิบัติกับผู้เป็นลูกกระนั้นหรือ?

ท่านอุมัร ตอบว่า : หามิได้ ผู้เป็นพ่อย่อมมีหน้าที่ต้อลูกของเขาอย่างแน่นอน !

เด็กน้อยจึงถามว่า : อะไรคือหน้าที่เหล่านั้นเล่า โอ้ท่านประมุขแห่งมวลชนผู้ศรัทธา?

ท่านอุมัร ตอบว่า : หน้าที่นั้นก็คือ การที่ผู้เป็นพ่อจักต้องเลือกเฟ้นแม้ของลูก ตั้งชื่อที่ดีๆให้  และสอนอัลกุรอานให้แก่ลูก

เด็กน้อยจึงกล่าวขึ้นว่า : โอ้ท่านประมุขแห่งมวลชนผู้ศรัทธา แท้จริงพ่อของฉันนั้นมิได้เคยกระทำสิ่งใดเลายจากหน้าดังกล่าว แม่ของฉันนั้นนางเป็นหญิงผิวดำ (นิโกร) เคยเป็นภรรยาของคนมะญูซีย์มาก่อน

และพ่อของฉันก็ตั้งชื่อฉันว่า "เจ้าด้วง"

ซ้ำร้ายพ่อของฉันก็มิเคยสอนสิ่งใดเลยจากอัลกุรอานแก่ฉันแม้เพียงอักษรเดียว

เมื่อเด็กน้อยพูดจบ ท่านอุมัร จึงหันไปยังชายผู้เป็นพ่อที่มาร้องเรียน และกล่าวกับเขาว่า : ท่านมาหาฉันเพื่อร้องเรียนการดื้อดึงและการไม่เชื้อฟังของลูกชายท่าน ทั้งๆที่ท่านนั้นฝ่าฝืนต่อเขาก่อนที่เขาจะฝ่าฝื่นต่อท่าน และท่านก้กระทำไม่ดีกับเขาก่อนที่เขาจะกระทำไม่ดีต่อท่านเสียอีก

เช่นนั้นแหละ ท่านอุมัร ได้ตำหนิและสั่งสอนชายผู้นั้นขณะที่เขาบกพร่องและไม่ใส่ใจในการอบรมสั่งสอนลูกของตน และยังถือว่า ความรับผิดชอบต่อกรณีการดื้อดึงของลูกชายผู้นั้นเป็นความรับผิดชอบจากผู้เป็นพ่อเอง หาใช่เด็กน้อยหรือใครอื่นไม่

(จาก ตัรฺยะตุ้ลเอาลาด ฟิลอิสลาม 1/137)

ระหว่าง "เพื่อน" ทั่วไป กับ "พี่น้อง" ในอิสลาม





เพื่อน...คือคนที่พร้อมจะมองข้ามความผิดพลาดของเรา
พีน้อง...คือคนที่พร้อมจะชี้ข้อผิดพลาดให้เราเห็ฯด้วยการตักเตือนที่อ่อนโยน


เพื่อน...คือคนที่เป็นกังวลต่อสถานะของเเขาในสายตาของเรา
พี่น้อง...คือคนที่เป็นกังวลต่อสถานะของเราในสายตาของอัลลอฮฺ

เพื่อน...คือคนที่เป็นทุกข์ร้อนเมื่อเราไม่พอใจเรา
พี่น้อง...คือคนที่เป็นทุกข์ร้อนเมื่ออัลลอฮฺไม่พอใจเรา

เพื่อน...คือคนที่อยู่้ด้วยแล้วทำให้เรารู้สึกใกล้ชิืดกับเขา
พี่น้อง...คือคนที่อยู่ด้วยแล้วทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ

เพื่อน...คือคนที่มีเราอยู่ในสายตาเสมอ
พี่น้อง...คือคนที่มีเราอยู่ในดุอาอฺเสมอ

เพื่อน...คือคนที่หวังจะเห็นเราประสบความสำเร็จในโลกนี้
พี่น้อง...คนที่หวังจะเห็นเราประสบสำเร็จในโลกหน้า

"(หนึ่งใน) บุคคลที่อัลลอฮฺจะให้เขาได้อยู่ใต้ร่มเงาของพระองค์
ในวันที่ไม่มีร่มเงาอื่นใดนอกจากร่มเงาของพระองค์
คือคนสองคนที่รักกันเพื่ออัลลอฮฺ พวกเขาจะพบกัน
และจะจากกันในหนทางของอัลลอฮฺ"
(หะดีษ รายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮิ บันทึกโดยบุคอรี)..

..............................
(จากหนังสือ : ปลุก)
อดทน เพื่อชัยชนะ


เพราะยาชา



"มุสลิมทุกคนเป็นพี่น้องกัน เปรียบประดุจเรือนร่างเดียวกัน
ส่วนหนี่งส่วนใดเจ็บปวด ส่วนอื่นก็เจ็บปวดด้วย"
ประโยคที่ทุกคนคุ้นเคย แต่...

ขณะที่แขนขวาของเราถูกติดอยู่ที่ปาเลสไตน์
เรายังสามารถนั่งตาเยิ้มอยู่หน้าจอโทรทัศน์ได้...
เพระายาชาชื่อ "ละครน้ำเน่า" ทำให้เราไม่รู้สึกตัว

ขณะที่แขนซ้ายของเราถูกเฉือนผู้ที่อิรัก
เรายังสามารถนั่นตาแฉะอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ได้...
เพราะยาชาชื่อ "เอ็มเอสเอ็ม" ทำให้เราไม่รู้สึกตัว

ขณะที่ขาขวาของเราถูกเลื่อยอยู่ที่อัฟกานิสถาน
เรายังสามารถนอนเอกเขนกชมภาพยนต์ได้...
เพราะยาชาชื่อ "ฮอลลีวูด" ทำให้เราไม่รู้่สึกตัว

ขณะที่่ขาซ้ายของเราถูกกลับอยู่ที่เชซเนีย
เรายังสามารถนอกเคลิ้มอยู่กับเสียงดนตรีได้...
เพราะยาชาชื่อ "แกรมมี่" ทำให้เราไม่รู้สึกตัว

ขณะที่อวัยวะส่วนต่าง ๆ ถูกทำร้ายบาดเจ็บอยู่ในทุกดินแดน
เรายังสามารถดำรงชีวิตอย่างสนุกสนานรื่นเริงได้...
เพราะยาชาหลากหลายชื่อถูกฉีดผ่านเข็มแห่งกระแสสังคม
ทำให้เราไม่รู้สึกตัว

โอ้เรือนร่างอันพิกลพิการแห่งอุมมะฮฺอิสลามียะฮฺ
โปรดรู้สึกตัวสักทีเถิด โปรดรู้เท่าทันยาชาทั้งหลายเสียที
เพราะยาชาทั้งหลายที่เราถูกฉัดอยู่นั้นจะไม่มีวันหมดฤทธิ์

....แม้แต่หัวใจ !
..........................

(จากหนังสือ : ปลุก)

อดทน เพื่อชัยชนะ

ประโยชย์อะไรเล่าที่เธอจะลงโทษตนเอง



ประโยชย์อะไรเล่าที่เธอจะลงโทษตนเองหรือทำลายข้าวของด้วยความเศร้าโศกต่อหายนะและความสูญเสีย?
เธอจะทำให้ตนเองยิ่งเจ็บปวดท้อแท้ด้วยการคิดถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วเพื่ออะไร?

หากการคิดถึงอดีตสามารถให้คนเราย้อนกลับไปแก้ไขเรื่องต่างๆได้ตามชอบใจแล้วก็คงน่าคิดเราคงกลับไปเปลี่ยนแปลงความผิดพลาดที่ทำให้เราต้องเสียใจภายหลังและเลือกทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง แต่เพราะเป็นไปไม่ได้เราจึงควรใส่ใจกับปัจจุบันที่จะช่วยให้ชีวิตเราก้าวไปข้างหน้าเพราะปัจจุบันคือหนทางเดียวที่เราจะชดเชยความผิดในอดีตได้

อัลกุรอานได้บอกเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่ออัลลอฮทรงกล่าวกับบรรดามุสลิมที่คร่ำครวญถึงผู้ที่ถูกฆ่าตายในสงครามอุฮุดและผู้ที่ได้เสียใจที่ได้ออกไปสู้รบ

"จงกล่าวเถิด(มูฮัมมัด) แม้ปรากฏว่าพวกท่านอยู่ในบ้านของพวกท่านก็ตามแน่นอนบรรดาผู้ที่การฆ่าได้ถูกกำหนดแก่พวกเขาก็จะออกไปสู่ที่นอนตายของพวกเขา" (กุรอาน 3:154)

...................
แวนิต้า โรส

การญิฮาดจะไม่ถูกละทิ้งจนกว่าอัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ถูกเคารพสักการะ




"ฉันจะไม่ออกจากสมรภูมิญิฮาด นอกจากว่าจะมี 3 สิ่งดังต่อไปนี้
ประการแรก ฉันจะถูกฆ่าตายในอัฟกานิสถาน
ประการถัดไป ฉันจะต้องถูกฆ่าตายที่เปชวาร์
ประการสุดท้าย ฉันจะต้องถูกจับกุม และถูกขับไล่ออกจากปากีสถาน"

"ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเพิ่งมีอายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น 7 ปีครึ่ง ฉันใช้มันไปในญิฮาดที่อัฟกานิสถาน อีกปีครึ่ง ฉันใช้มันไปในญิฮาดที่ปาเลสไตน์ นอกจากนั้นแล้ว...ไม่มีค่าอะไรเลย !"

"การญิฮาดจะไม่ถูกละทิ้งจนกว่าอัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ถูกเคารพสักการะ ญิฮาดจะยังคงดำรงต่อไป จนกว่าพระดำรัสของอัลลอฮฺสูงส่ง จงญิฮาดต่อไปจนกว่าผู้อธรรมทั้งหลายจะเตลิดหนี จงญิฮาดเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของพวกเรา และจงญิอาดให้กลับคืนมาซึ่งดินแดนของพวกเราที่ถูกรุกราน ญิฮาดแนวทางแห่งความรุ่งโรจน์ตลอดกาล"

"มุสลิมจะไม่มีวันปราชัยต่อใครอื่น พวกเราชาวมุสลิมไม่มีวันพ่ายแพ้ศัตรู ทว่าเรากลับพ่ายแพ้ต่อตัวของพวกเราเอง"

"ณ อัฟกานิสถาน ตำนานของมหาอำนาจผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้อันตรธานหายไปด้วยกับเสียงตักบีร "อัลลอฮุอักบัร" ของมุญาฮิดีน"

"แท้จริงแล้ว ประวัติศาสตร์อิสลามไม่ได้ถูกจารึกด้วยกับสิ่งใด เว้นแต่ด้วยเลือดของชะฮะดาอฺ เรื่องราวของชะฮะดาอฺ และแบบอย่างของชุฮะดาอฺ!!"

(ชัยคุลมุญาฮิดีน อัชชะฮีด อับดุลลอฮฺ อัซซาม)

ชัยคุลมุญาฮิดีน อัชชะฮีด อับดุลลอฮฺ อัซซาม






วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ฉันทำงานสายตรงกับพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก





"ฉันกำลังเดินทางไปทำงานกับบริษัทของพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลกโดยตรงนี้!

ผู้คนมากมายทำงานภายใต้บริษัทนักธุรกิจ ผู้คนมากมายมายทำให้กับรัฐบาล แต่ฉันทำงานสายตรงกับพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก มีใครจะดีกว่าฉันอีกไหม? มีใครที่จะสูงส่งกว่าฉันอีก !? ชีวิตแบบไหน อีกล่ะจะมาประเสริฐกว่าชีวิตแบบนี้!?" (คำพูดของชัยคฺญาลาล อิบดิล อัลฮักกานีย์)


ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"การใช้ชีวิตของบุคคลที่ประเสริฐที่สุด คือ บุรุษผู้ที่ดึงบังเหียนบนหลังม้าในหนทางของอัลลอฮฺ โบยบินอยู่บนหลังของมัน กล่าวคือ เมื่อใดก็ตามที่เขาได้ยินเสียงเพรียกแห่งสมรภูมิ เมื่อใดก็ตามที่เขาได้ยินการคืบคลานของศัตรู เขาจะโบยบินไปหามัน แสวงหาความตาย และถุกฆ่าด้วยผู้อธรรม..." (เศาะเฮียะฮฺมุสลิม เลขที่ 1889)
ชัยคฺุญาลาล อับดิล อัลฮักกานีย์