อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวดีแก่ผู้เดินไปยังมัสยิด




มัสยิดนั้นเป็นบ้านของอัลลอฮฺ ผู้ใดมายังมัสยิด และผู้ที่รอคอยละหมาดในมัสยิด ท่านรสูล ศ็อลลัลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้บูรณะซ่อมแซมมัสยิดนั้น และให้แจ้งข่าวดีกับเขาว่า เขาจะได้รับแสงสว่างที่สมบูรณ์ในวันกิยามะฮฺ

รายงานจากท่านอบีสะอี๊ด อัลคุดรียฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า แท้จริง ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
“แท้จริงบ้านของข้าในแผ่นดินนี้นั้น คือ มัสยิดทั้งหลาย และแน่นอนบรรดาผู้ที่มาเยือนข้าในมัสยิดเหล่านั้น คือผู้ที่บูรณะมัสยิดเหล่านั้น” (บันทึกหะดิษโดยอบูนะอีม)

รายงานจากท่านบุรอยดะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
“จงบอกข่าวดีแก่บรรดาผู้ที่เดินในความมืดไปยังมัสยิด (ว่าจะได้รับ) แสงสว่างอย่างสมบูรณ์ในวันกิยามะฮฺ”
(บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวูด และอิมามติรมีซีย์)

والله أعلم بالصواب

ผู้ตั้งภาคี(มุชรีกีน)เป็นนะยิส





พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِنَّمَا الْمُشْرِكُونَ نَجَسٌ فَلَا يَقْرَبُوا الْمَسْجِدَ الْحَرَامَ ( 28 )

“โอบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงบรรดามุชริก(ผู้ตั้งภาคี)นั้นเป็น “นะยิส”(โสมม) ดังนั้น พวกเขาจงอย่าเข้าใกล้มัสยิดฮะรอม..”
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ 9 อายะฮฺที่ 28)

ความสกปรกโสมมของมุชริกีน(ผู้ตั้งภาคี) ตามอัลกุรอานอายะฮฺข้างต้น นักวิชาการศาสนามีทัศนะที่ต่างกันว่า นะยิส หรือความสกปรกในที่นี้ เป็นรูปธรรมคือความเป็นนะยิสสกปรกของร่างกายที่สามารถสัมผัสจับต้องหรือมองเห็นได้ หรือเป็นเพียงนามธรรม คือความสกปรกของจิตใจ

ทัศนะที่ว่านะยิสในที่นี้เป็นรูปธรรม

รายงานจากท่านอิบนิอับบ๊าส ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า
“ตัวของพวกเขาเป็นนะยิส เหมือนกับนะยิสของสุนัข และสุกร”

ทัศนะนี้ เป็นแนวทางของพวกซอฮีรียะฮฺบางกลุ่ม (ซอฮีรียะฮฺเป็นมัซฮับแนวทางที่ตั้งขึ้นโดยอิมามอบูดาวูด อัซซอฮิรีย์) และบางกลุ่มจากพวกซัยดฺดียะฮฺ

ทัศนะที่ว่านะยิสในที่นี้เป็นนามธรรม

ทัศนะนี้เป็นทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ จากชนรุ่นก่อนๆ และรุ่นหลังๆ รวมทั้งมัซฮับทั้งสี่ อันได้แก่ มัซอับฮะนะฟี มาลีกี ชาฟีอี และฮัมบาลี

ต่างก็ถือว่าพวกมุชริกีนนั้นตัวของพวกเขาไม่เป็นนะยิส หรือสกปรกโสมม ทั้งนี้เพราะอัลลอฮฺให้อาหารของชาวคัมภีร์ซึ่งถือว่าพวกเขาทำชิรกฺด้วย เป็นที่หะลาลตราบใดอาหารนั้นไม่มีสิ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลาม

และปรากกว่า ท่านรสูล ศ็อลลัลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้รับประทานอาหารและดื่มจากภาชนะของพวกเขา และยังเคยใช้ภาชนะของพวกเขาใส่น้ำสำหรับอาบน้ำละหมาด ตลอดจนท่านยังเคยให้พวกเขาพักที่มัสยิดของท่านอีกด้วย

รายงานจากท่านญาบิร อิบนิอับดิลลาฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า
“พวกเราเคยออกร่วมรบกับท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และได้ยึดเอาภาชนะ เหยือกของพวกมุชรีกีนมาใช้ประโยชน์ ท่านรสูล ศ็อลลัลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ก้ไม่ตำหนิอะไร” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด และอบูดาวูด)

และจากบันทึกหะดิษของอิมามติรมีซีย์ระบุว่า มีผู้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ถึงภาชนะของพวกบูชาไฟ ท่านตอบว่า
“จงล้างให้ดีแล้วนำมาหุงต้มได้”

จากบรรดาหลักฐานเหล่านี้ นักวิชาการจึงมีทัศนะห้ามใช้ภาชนะของพวกปฏิเสธ จนกว่าจะได้นำมาล้างให้สะอาดอย่างดีเสียก่อน ส่วนชาวคัมภีร์หากพวกเขาไม่ได้ใช้ภาชนะของพวกเขาไปในสิ่งที่ต้องห้าม เช่นไม่ได้นำไปใชเป็นภาชนะใส่หมู ก็อนุญาตนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องล้าง

والله أعلم بالصواب

คนกาฟิรเข้ามัสยิดได้หรือไม่




พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِنَّمَا الْمُشْرِكُونَ نَجَسٌ فَلَا يَقْرَبُوا الْمَسْجِدَ الْحَرَامَ ( 28 )

“โอบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงบรรดามุชริก(ผู้ตั้งภาคี)นั้นเป็น “นะยิส” ดังนั้น พวกเขาจงอย่าเข้าใกล้มัสยิดฮะรอม..”
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ 9 อายะฮฺที่ 28)

พวกมุสชริกในอายะนี้ นักอธิบายอัลกุรอานเห็นว่าหมายถึงพวกที่กราบไหว้บูชารูปเคารพ แต่นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า ครอบคลุมถึงผู้ที่เคารพรูปปั้น และชาวคัมภีร์(ยิว-คริสต์)ด้วย เพราะรวมผู้ปฏิเสธศรัทธา(กาฟิร)ทั้งหมด

บรรดามุชริกีนจะเข้ามัสยิดฮะรอมไม่ได้

คำว่า “มัสยิดฮะรอม” บรรดานักวิชาการมีความเห็นแย้งกับความหมาย ว่าหมายถึงอะไร ดังนี้

ทัศนะแรก 

มัสยิฮะรอม ตามอายะฮฺนี้ หมายถึงมัสยิดฮะรอมโดยเฉพาะ ทั้งนี้เข้าได้จากถ้อยคำของอายะฮฺนี้ที่ว่า

فَلَا يَقْرَبُوا الْمَسْجِدَ

“ดังนั้น พวกเขาอย่าได้เข้ามัสยิดฮะรอม”

ดังนั้นจึงอนุญาตให้บุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมเข้ามัสยิดอื่นๆ นอกจากมัสยิดฮะรอมเท่านั้น

ผู้เห็นด้วยกับทัศนะนี้คือ ท่านอิมามชาฟิอีย์ ร่อหิมาฮุลลอฮฺ และผู้ดำเนินตามมัซฮับของท่าน

ทัศนะที่ 2

มัสยิดฮะรอม นั้น หมายถึง มักกะฮฺและตำบลใกล้เคียง โดยอาศัยหลักฐานดังนี้


هُمُ الَّذِينَ كَفَرُوا وَصَدُّوكُمْ عَنِ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ )

“และพวกเขา คือผู้ปฏิเสธศรัทธาและขัดขวางพวกเจ้าไม่ให้เข้ามัสยิดฮะรอม” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัลฟัตฮฺ 48:25)

การขัดขวางของพวกปฏิเสธศรัทธาชาวมักกะฮฺใช้แต่เฉพาะเข้ามัสยิดฮะรอมเท่านั้น หากแต่ห้ามเข้าดินแดนมักกะฮฺด้วย

ผู้เห็นด้วยกับทัศนะนี้คือ ท่านอิมามอะหฺมัด ร่อหิมาฮุลลอฮฺ และผู้ดำเนินตามมัซฮับของท่าน (ฮับบาลี)

ทัศนะที่ 3 

มัสยิดฮะรอม นั้น หมายถึงมัสยิดฮะรอมที่มักกะฮฺ และคลุ่มไปถึงมัสยิดทั่วๆไป ไม่ว่าจะอยู่ ณที่ใด เพราะสาเหตุที่ห้ามพวกมุชรีกีนเข้ามัสยิดฮะรอม นั้น เพราะพวกเขาเป็นนะยิส การห้ามดังกล่าวจึงคลุมทั่วไปๆไปทุกมัสยิด

ผู้เห็นด้วยกับทัศนะนี้คือ ท่านอิมามมาลิก ร่อหิมาฮุลลอฮฺ และผู้ดำเนินตามมัซฮับของท่าน

ทัศนะที่ 4

มัสยิดฮะรอม นั้น หมายถึง ห้ามพวกมุชรีกีนเข้าทำฮัจญ์และอุมเราะฮฺ ณ มัสยิดฮะรอมเท่านั้น ไม่ได้ห้ามพวกกุฟฟารเข้ามัสยิดฮะรอมหรือมัสยิดอื่นๆ ตราบใดที่ไม่ได้เข้าไปเพื่อประกอบศาสนกิจ

โดยอาศัยหลักฐานดังนี้
พระองค์อัลลอฮฺ ศุบอานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

“หลังจากปีของพวกเขานี้”

การห้ามผูกมัดเช่นนี้ เท่าที่ห้ามนั้นเฉพาะในเวลาทำฮัจญ์และอุมเราะฮฺ

ประกาศของท่านอาลี อิบนิอบีฏอลิบ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม มีคำสั่งให้ประกาศว่า
“จะไม่มีมุชริกคนใดมาทำฮัจญ์หลังจากปีนี้อีก”

เห็นด้วยกับทัศนะนี้คือ ท่านอิมามอบูฮะนาฟีฮฺ ร่อหิมาฮุลลอฮฺ และผู้ดำเนินตามมัซฮับของท่าน



เมื่อพิจารณาบรรดาทัศนะดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่า ทัศนะทัศนะที่ได้รับการสนับสนุนจากบรรดานักปราชญ์มุสลิมนับตั้งแต่อดีตกระทั้งปัจจุบัน คือทัศนะที่ 2 ตามทัศนะของท่านอิมามอะหฺมัด ร่อหิมาฮุลลอฮฺ ที่ว่ามัสยิดฮะรอม นั้น หมายถึง มักกะฮฺและตำบลใกล้เคียง และเป็นมติเอกฉันท์ว่า ห้ามบรรดาผู้ปฏิเสธเข้านครมักกะฮฺ ไม่ว่าผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นจะเป็นยะฮูดีย์(ยิว) หรือนัซรอนีย์(คริสต์)ก็ตาม

และเมื่อพิจารณาบรรดาทัศนะดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่า ทัศนะที่เหมาะสมและสะดวกในการปฏิบัติ คือ ทัศนะของท่านอิมามชาฟิอีย์ ห้ามเฉพาะมัสยิดฮะรอมเท่านั้น สำหรับมัสยิดอื่นไม่ได้ห้ามพวกมุชริก(รวมผู้ปฏิเสธศรัทธา(กาฟิร)ทั้งหมด) เข้าไปยังมัสยิดนั้นๆ แต่การที่พวกเขาจะเข้ามัสยิดได้นั้นจำเป็นที่ต้องแต่งกายเรียบร้อย สุภาพสตรีก็ต้องคลุมผม ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือมุชริกก็ตาม


والله أعلم بالصواب

หรือพวกเขาไม่เข้าใจคำว่า “ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮฺ”




لا إِلهَ إلا اللهُ(ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮฺ)

คำนี้เป็นคำสมาส ประกอบด้วย 2 ประโยครวมกัน คือ

ลาอิลาฮ่า ความหมายว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ซึ่งเป็นประโยคปฏิเสธ

และ
อิ้ลลัลลอฮฺ ความหมายว่า นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น เป็นประโยคยอมรับ

ซึงคำลาอิล่าฮ่าอิ้ลลัลลอฮฺนี้ เป็นประโยคถ้อยคำแรกในการประกาศยอมรับในการเป็นพระเจ้าของอัลลอฮฺแต่เพียงองค์เดียว เป็นการกล่าวออกมาด้วยเข้าใจ ความบริสุทธิ์จากหัวใจที่ศรัทธา ไม่ใช่เกิดจากถูกบังคับ หรือท่องจำ

การประกาศยอมรับความเป็นพระเจ้าของอัลลอฮฺที่ต้องขึ้นต้นด้วยคำปฏิเสธ ว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นๆอีกแล้ว เพื่อไม่ให้ผู้ใดเชื่อมั่นศรัทาต่ออัลลอฮฺควบคู่กับสิ่งอื่นๆอีก

ซึ่งพวกมุชริกีน(ผู้ตั้งภาคี)ในมักกะฮฺขณะที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เผยแพร่ศาสนานั้น พวกเขาก็ศรัทธาว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้า แต่พวกเขายังกราบไหว้สิ่งอื่นควบคู่ไปกับอัลลอฮฺ แต่เมื่อถูกถามทำไมพวกเขาถึงกระทำเช่นนั้น พวกเขาตอบว่า ที่เคารพกราบไหว้นั้นมิใช่ว่าในฐานะผู้สร้างโลก แต่พวกเขาเคารพเพื่อเป็นสื่อให้ใกล้ชิดกับพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น

พระองค์อัลลอฮ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัส เกี่ยวกับบรรดามุชรีกีน ว่า

وَلَئِن سَأَلْتَهُم مَّنْ خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ وَسَخَّرَ الشَّمْسَ وَالْقَمَرَ لَيَقُولُنَّ اللَّهُ ( 61 )

และถ้าเจ้าถามพวกเขา ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน และเป็นผู้ทำให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นประโยชน์ แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่าอัลลอฮ์ 
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลอัลกะบูต 29 อายะฮฺที่ 61)


وَلَئِن سَأَلْتَهُم مَّنْ خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ لَيَقُولُنَّ اللَّهُ قُلْ أَفَرَأَيْتُم مَّا تَدْعُونَ مِن دُونِ اللَّهِ إِنْ أَرَادَنِيَ اللَّهُ بِضُرٍّ هَلْ هُنَّ كَاشِفَاتُ ضُرِّهِ أَوْ أَرَادَنِي بِرَحْمَةٍ هَلْ هُنَّ مُمْسِكَاتُ رَحْمَتِهِ قُلْ حَسْبِيَ اللَّهُ عَلَيْهِ يَتَوَكَّلُ الْمُتَوَكِّلُونَ ( 38 )

และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่าอัลลอฮฺ จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดพวกท่านไม่เห็นดอกหรือว่า สิ่งที่พวกท่านวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺนั้น หากอัลลอฮฺทรงประสงค์จะให้มีความทุกข์ยากแก่ฉันแล้วพวกมันจะปลดเปลื้องความทุกข์ยากของพระองค์ได้ไหม? หรือหากพระองค์ประสงค์จะให้ความเมตตาแก่ฉันพวกมันจะยับยั้งความเมตตาของพระองค์ได้ไหม? จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด อัลลอฮฺทรงพอเพียงแก่ฉันแล้ว แต่พระองค์เท่านั้น บรรดาผู้มอบความไว้วางใจจะให้ความไว้วางใจ
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัซ-ซูมัร 39:38)

أَجَعَلَ الْآلِهَةَ إِلَٰهًا وَاحِدًا إِنَّ هَٰذَا لَشَيْءٌ عُجَابٌ ( 5 )
เขาได้ทำให้พระเจ้าหลายองค์เป็นพระเจ้าองค์เดียวกระนั้นหรือ ? แท้จริงนี่เป็นเรื่องประหลาดจริง ๆ “
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺศอด 38:5)

ถ้อยคำว่า ลาอิลาฮ่า นี้เป็นถ้อยคำที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่บรรดามุชริกีนเป็นอย่างมาก

อิสลามนั้นมุ่งเน้นให้ผู้ศรัทธาได้เชื่อมั่นต่อพระองค์อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียวอย่างแท้จริง โดยปฏิเสธที่จะให้มนุษย์ศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮฺและศรัทธาต่อสิ่งอื่นควบคู่ไปด้วย

>>>หากแต่ยังมีมุสลิมบางคนที่กล่าวประโยคนี้โดยไม่เข้าใจ ยังวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺและสิ่งอื่นควบคู่ไปด้วย ยังวิ่งไปหาโต๊ะหมอ ยังเชื่อคำทำนายทายทัก ยังเชื่อวันเวลา มีผลต่อการดำรงชีวิตของตน ยังเอาสิ่งที่ถูกสร้างมาขอความคุ้มครองคุ้มกันตน

นี่แหละคือผู้ที่กล่าวคำว่า ลาอิลาฮ่า แต่เพียงลมปากแต่ใจนั้นกลับหาเข้าใจ และศรัทธามั่นไม่ !!!


والله أعلم بالصواب

เจตนาเหนือกว่าการกระทำ




การทำงานเพื่ออัลลอฮฺ และพูดเพื่ออัลลอฮฺเพียงองค์เดียว ด้วยใจอิคลาศ หรือบริสุทธิ์ใจ ก็ย่อมได้การตอบแทนรางวัลอันยิ่งใหญ่จากพระองค์อัลลอฮฺ

แต่ถ้าการกระทำที่ไม่ใช่เพื่ออัลลอฮฺ ก็ย่อมเป็นโมฆะ ไร้ผลทั้งในดุนยาและอาคีเราะฮฺ เพราะการงานทั้งหลายนั้น ขึ้นอยู่กับอันนียะฮฺหรือเจตนาเท่านั้น

عَنْ أَمِيرِ الْمُؤْمِنِينَ أَبِي حَفْصٍ عُمَرَ بْنِ الْخَطَّابِ رضي الله عنه قَالَ: سَمِعْت رَسُولَ اللهِ صلى الله عليه وسلم يَقُولُ: " إنَّمَا الأَعْمَالُ بِالنِّيَّاتِ، وَإِنَّمَا لِكُلِّ امْرِئٍ مَا نَوَى، فَمَنْ كَانَتْ هِجْرَتُهُ إلَى اللهِ وَرَسُولِهِ فَهِجْرَتُهُ إلَى اللهِ وَرَسُولِهِ، وَمَنْ كَانَتْ هِجْرَتُهُ لِدُنْيَا يُصِيبُهَا أَوْ امْرَأَةٍ يَنْكِحُهَا فَهِجْرَتُهُ إلَى مَا هَاجَرَ إلَيْهِ" .
รายงานจากอะมีรุลมุอฺมินีน อบูหัฟศฺ อุมัร บิน อัลค็อตฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอะนฮุ ท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยินท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

“แท้จริงทุกๆการงานจะขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และแท้จริงทุกๆคนจะได้รับ (การตอบแทน) ตามที่เขาได้เจตนาไว้ ดังนั้นผู้ใดที่การอพยพของเขามีเจตนาเพื่อ (แสวงหาความโปรดปรานจาก) อัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ การอพยพของเขาก็จะกลับไปสู่ (ความโปรดปรานของ) อัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ และผู้ใดที่การอพยพของเขามีเจตนาเพื่อ (ผลประโยชน์) ทางโลกที่เขาจะได้รับ หรือเพื่อหญิงนางหนึ่งที่เขาหวังจะแต่งงานด้วย การอพยพของเขาก็จะกลับคืนสู่สิ่งที่เขาได้อพยพไป (จะถูกพิจารณาตามที่เขาได้ตั้งเจตนาไว้)”
[ บันทึกโดย อัลบุคอรีย์, เลขที่ 1, มุสลิม, เลขที่ 1907 ]

เจตนานั้น บรรดาอุละมาอฺ หมายถึง 2 ประการดังนี้

ประการแรก

คือ การจำแนกแยกแยะสิ่งที่เป็นการเคารพสักการะ(อิบาด๊าต) ออกจากขนบประเพณี (อาด๊าต) เสมือนการแยกแยะระหว่างการอาบน้ำญะนาบะฮฺ กับการอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดทั่วๆไป และการจำแนกแยกแยะอิบาด๊าตต่างๆ ออกจากกัน เช่น แยกระหว่างละหมาดมักริบ กับละหมาดอีชา , การจำแนกระหว่างการถือศิลอดในเดือนรอมฎอนกับการถือสิลอดอื่นๆ

ประการที่สอง

การตั้งเจตนา ก็คือ การจำแนกแยกแยะให้เห็นชัดว่าจุดมุ่งหมายของการกระทำนั้น ทำเพื่ออัลลอฮฺองค์เดียว หรือทำเพื่ออัลลอฮฺและเพื่อผู้อื่นด้วย และนี้คือ สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ เพราะจะมีผลต่อความสุข ความทุกข์ และรางวัล หรือการลงโทษต่อตัวเราเอง

คนสองคนทำงานชนิดเดียวกัน ในรูปแบบเดียวกัน และก็เหนื่อยเท่าๆกัน แต่คนหนึ่งได้รับผลการตอบแทน แต่อีกคนหนึ่งกลับไม่ได้รับ แถมยังถูกลงโทษอีกด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเจตนามุ่งหวังในการทำงานในแต่ละคนนั้นต่างกัน คนหนึ่งกระทำด้วยใจบริสุทธิ์เพื่ออัลลอฮฺ ศุบอานะฮูวะตะอาลา เพียงองค์เดียว แต่อีกคนหนึ่ง กระทำไปเพื่ออื่นจากอัลลอฮฺ เพื่อโลกดุนยา เพื่อความโอ้อวด ให้ได้รับการยกย่องเยินย่อ เป็นต้น

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

مَن كَانَ يُرِيدُ الْحَيَاةَ الدُّنْيَا وَزِينَتَهَا نُوَفِّ إِلَيْهِمْ أَعْمَالَهُمْ فِيهَا وَهُمْ فِيهَا لَا يُبْخَسُونَ ( 15 )

ผู้ใดปรารถนาการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และความเพริศแพร้วของมัน เราก็จะตอบแทนให้พวกเขาอย่างครบถ้วน ซึ่งการงานของพวกเขาในโลกนี้เท่านั้น และพวกเขาจะไม่ถูกริดรอนในการงานนั้นแต่อย่างใด

أُولَٰئِكَ الَّذِينَ لَيْسَ لَهُمْ فِي الْآخِرَةِ إِلَّا النَّارُ وَحَبِطَ مَا صَنَعُوا فِيهَا وَبَاطِلٌ مَّا كَانُوا يَعْمَلُونَ ( 16 )

ชนเหล่านั้น พวกเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนอันใดในโลกอาคิเราะฮ์ นอกจากไฟนรกและสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ในโลกดุนยาก็จะไร้ผลและสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ก็จะสูญเสียไป
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺฮู๊ด 11 อายะฮฺที่ 15-16)

บรรดาอุละมาอฺกล่าวว่า เจตนานั้นเหนือกว่าการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการละหมาด การถือศิลอด การบริจาค การญิฮาด หรือการอพยพจากประเทศกุฟรฺไปสู่ประเทศอิสลาม ซึงถือเป็นการงานที่ประเสริฐที่สุด ก็ยังสู้การมีเจตนาที่ดี หรือบริสุทธิ์ไม่ได้ หากการการอพยพนั้นเป็นไปเพื่อผลประโยชน์แห่งดุนยา

รายงานจากอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า

“แท้จริง มนุษย์คนแรกที่จะถูกตัดสินในวันกิยามะฮฺ คือผู้ที่ตายชะฮีด เขาจะถูกนำตัวมา และแจ้งให้รู้ถึงเนี๊ยะอฺมะฮฺที่เขาได้รับ แล้วเขาก็รับรู้ และกล่าวว่า : ข้าพระองค์สู้รบเพื่อพระองค์ จนกระทั้งได้ตายชะฮีด อัลลอฮฺตรัสว่า : เจ้าโกหก ที่เจ้าสู้รบก็เพียงเพื่อให้ผู้คนกล่าวขวัญถึงเท่านั้น แล้วเขาก็ถูกกระชากใบหน้า โยนเข้าสู่ไฟนรก

ชายอีกคนหนึ่งที่ศึกษาวิชาความรู้ และสอน และก็อ่านอัลกุรอาน ถูกนำตัวมา และแจ้งให้รู้ถึงเนี๊ยมะฮฺที่เขาได้รับ แล้วเขาก็รับรู้ และกล่าวว่า : ข้าพระองค์ศึกษาหาวิชาความรู้ และอ่านอัลกุรอานเพื่อพระองค์ อัลลอฮฺตรัสว่า : เจ้าโกหก ที่เจ้าศึกษาหาวิชาความรู้ก้เพียงให้ผู้คนพูดถึงเจ้าว่า เจ้าเป็นผู้รู้ (อาลิม) และเจ้าอ่านอัลกุรอานก็เพื่อให้คนพูดว่า เป็นนักอ่าน(กอรีย์) ดังนั้น จึงมีบัญชาให้กระชากลากใบหน้าเขาโยนเข้าไปในไฟนรก

ชายอีกคนหนึ่ง อัลลอฮฺประทานความกว้างขวางให้เขาได้มีทรัพย์สินมากมาย เขาถูกนำตัวมา และถูกถามถึงเนี๊ยะอฺมะฮฺที่เขาได้รับ แล้วเขาก็รับนิเนี๊ยะอฺมะฮฺดังกล่าว อัลลอฮฺตรัสว่าถามว่า ; เจ้าทำอะไรกับเนี๊ยะอฺมะฮฺดังกล่าว เขาตอบว่า : ข้าพระองค์มิได้ละทิ้งสิ่งใดในหนทางที่พระองค์ทรงชอบเลย นั่นคือ การบริจาคเพื่อพระองค์ อัลลอฮฺตรัสว่า : เจ้าโกหก ที่เจ้าทำไปก็เพื่อให้ผู้คนพูดว่า เขาเป็นคนใจบุญ ว่าแล้วจึงมีบัญชาให้กระชากลากใบหน้าของเขา แล้วโยนลงสู่ไฟนรก” 
(บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม)

ดังนั้น ให้เราเกรงกลัวอัลลอฮฺ จงทำงานของเราด้วยใจบริสุทธิ์ เพื่ออัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา เพียงองค์เดียว ห่างไกลการโอ้อวด มีเป้าหมาย และเจตนาที่ดี ที่ทำให้ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของอัลลอฮฺ ในวันกิยามะฮฺ ซึ่งไม่มีร่มเงาใดๆ นอกจากร่มเงาของพระองค์เท่านั้น


والله أعلم بالصواب

ศรัทธาด้วยคำพูดการปฏิบัติและจิตใจ






ความสำคัญในการเรียนรู้หลักการศาสนบัญญัติของศาสนาอิสลาม เป็นพื้นฐานการปฏิบัติศาสนกิจของมุสลิมทุกคน

และการศรัทธาของมุสลิมนั้น จะไม่สมบูรณ์ ตราบใดที่ไม่มีการปฏิบัติออกมา ซึ่งการศรัทธา ต้องประกอบไปด้วยความเชื่อบริสุทธิ์ออกมาจากใจจริง , คำพูด และการปฏิบัติท่าทางด้วยส่วนของร่างกาย

ท่านอิมามบุคอรีย์ ร่อหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า

“การศรัทธานั้น คือการแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำ หมายถึง คำว่าศรัทธาในอิสลามต้องประกอบด้วย 3 ประการ คือ

1) เชื่อด้วยใจ
2) พูดด้วยปาก และ
3) ปฏิบัติด้วยกาย

ดังกล่าวเป็นหลักยึดมั่นของอะฮฺลุสสุนนะฮฺ

ซึ่งต่างกับพวกมุนาฟิก พวกผู้ไหว้หลังหลอก ที่ขาดข้อแรก ซึ่งมีแต่คำพูดและการปฏิบัติแต่ใจหาศรัทธามั่นไม่

และต่างกับกลุ่มมุรญิอะฮฺ ที่ไม่นับข้อสาม มีความเชื่อ พูดด้วยปาก แต่ไม่มีการปฏิบัติ

และกลุ่มอัลกัรรอมียะฮฺที่นับแต่ข้อสอง นั้นคือ ไม่เชื่อ ไม่ปฏิบัติ มีแต่คำพูด

ส่วนอัลมัวะอฺตะซิละฮฺ ก็ยึดทั้ง 3 ประการเช่นเดียวกับอะฮฺลุสสุนนะฮฺ แต่ต่างกันที่มุมมองปฏิบัติทางกาย พวกเขามองว่าการปฏิบัติเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้ให้อิมาน “ถูกต้องใช้ได้”

ขณะที่อะฮิลุสสุนนะฮฺถือว่าเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้อีมาน “สมบูรณ์”


ท่านอัลฮาฟิซ อิบนุ ฮะญัร ระบุไว้ว่า
“อีมานที่ต้องมี 3 สิ่งนี้ เป็นประเด็นระหว่างบ่าวกับอัลลอฮฺ

แต่หากเป็นประเด็นระหว่างมนุษย์ด้วยกันให้ถือเอาตามคุณลักษณะที่ปรากฏภายนอก หมายถึงหากมีผู้กล่าวปฏิญาณตนอย่างถูกต้องแล้วก็ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นมุสลิม มีสิทธิและหน้าที่เหมือนกับมุสลิมทุกประการ

ส่วนในทางลับจะเป็นเช่นไรให้อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา เป็นผู้ตัดสินเท่านั้น

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เคยคัดค้านการกระทำของท่านอุซามะฮฺ อิบนุ ซัยดฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ ที่สังหารผู้ที่กล่าวปฏิญาณระหว่างสงคราม โดยอ้างปัจจัยแวดล้อมว่าการปฏิญาณที่เกิดขึ้นนั้นเพื่อรักษาชีวิตตนเอง ท่านนบี ศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมอแย้งว่า

“ท่านแหวกใจเขาดูหรือ?” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ก็ปฏิบัติกับมุนาฟิกในเมืองมาดีนะฮฺเฉกเช่นที่ปฏิบัติต่อมุสลิมอื่นๆ แม้มีศอหาบะฮฺขออนุญาตสังหารพวกเขา แต่ท่านกล่าวว่า

“บุคคลพวกนี้ คือพวกที่อัลลอฮฺห้ามทำอะไรพวกเขา” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด)

والله أعلم بالصواب

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ขอดื่มนมสักแก้ว


มีเด็กผู้ชายคนยากจนคนหนึ่ง กำลังเดินเร่ร่อนขายของตามบ้านของผู้คน เพื่อให้ได้ใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียน

ในขณะนั้น เขาไม่มีสตางค์อยู่กับตัวเลย นอกจากแค่สิบเซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเป็นที่ไม่เพียงพอ กับการที่ต้องหาซื้ออาหารมาประทังชีวิต เขาจึงคิดว่า เขาจะขออาหารจากผู้คน ที่เขาจะเดินเคาะประตูบ้าน
เขาจึงเดินไปเคาะประตูบ้านหลังหนึ่ง ปรากฏว่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้เปิดประตู ในใจของเขาอยากที่จะขออาหารเพื่อประทังชีวิต แต่ในตอนนั้น มันทำให้เขาไม่กล้าที่จะขออาหาร เขาจึงขอดื่มน้ำ แทนการขออาหาร

เด็กผู้หญิงคนนั้นก็รู้สีกว่า เด็กผู้ชายคนนี้ ดูเป็นคนที่หิวโหยมาก เธอจึงเดินเข้าไปในบ้าน แล้วเดินออกมาด้วยนมหนึ่งแก้ว เขาก็เลยดื่มจนหมด แล้วก็ถามว่า : จะให้ฉันจ่ายค่านมนี้เท่าไหร่ ? ฉันจะมาจ่ายให้ทีหลังนะ

เด็กผู้หญิงก็ตอบว่า : ไม่ต้องจ่ายหรอก เพราะแม่ฉันสอนว่า อย่าขอสิ่งใดที่มีค่า เมื่อเราได้ทำดีไว้กับผู้คน
เด็กผู้ชายก็พูดว่า : ฉันต้องขอบคุณเธอจากใจฉันจริงๆนะ
แล้วเขาก็เดินออกไป

ชีวิตของเด็กคนนี้ มีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรง แต่ว่าเขามีความศรัทธาต่อพระเจ้านั้นสูง และมีความมนุษยธรรมดี ถึงแม้ว่าเขาต้องใช้ชีวิตที่ยากลำบากก็ตาม

เมื่อวันเวลาได้ผ่านพ้นไป มีหญิงสาวคนหนึ่ง เธอเป็นโรคชนิดหนึ่งที่ร้ายแรงมาก ซึ่งโรคของเธอ ไม่สามารถที่จะรักษากับหมอในชนบทได้ จึงทำการส่งตัวเธอไปยังโรงพยาบาลในตัวเมือง ที่นั่น มีหมอผู้เชี่ยวชาญในด้านโรคที่เธอเป็นอยู่ ทางโรงพยาบาลก็เลยเรียกหมอผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อว่า โฮเวิร์ด แอธวู๊ด เคลลี่ ให้มารักษาตัวของเธอ

เมื่อหมออ่านประวัติของผู้ป่วยรายนี้ ดูที่มาของเธอ บ้านที่อยู่อาศัยของเธอ จู่ๆน้ำตาหมอจะไหลออกมา แล้วรีบเดินไปหาผู้ป่วย แล้วมองใบหน้าของผู้ป่วย เขารู้สึกว่า ใบหน้าของผู้ป่วยรายนี้ เป็นใบหน้าที่เขาคุ้นหน้ามาก เขาเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน เพื่อคิดที่จะช่วยชีวิตของเธอ แล้วเขาก็มุ่งมั่นรักษาและดูแลตัวเธอเป็นอย่างดี

การเยียวยารักษาตัวเธอ ที่ต้องใช้เวลานาน ในที่สุด ตัวของเธอก็ถูกรักษาเยียวยาได้เป็นอย่างดี ทางโรงพยาบาลก็เลยจัดยาพร้อมใบเสร็จค่ายา หมอเคลลี่จึงขอใบเสร็จจากโรงพยาบาล แล้วเขียนอะไรบางอย่าง แล้วส่งไปยังห้องผู้ป่วย

เมื่อเธอได้รับใบเสร็จค่ารักษาและยา เธอกลัวที่จะเปิดมัน เพราะว่าเธอไม่มีเงินพอที่จะจ่ายให้ทางโรงพยาบาล แต่เธอก็ต้องเปิดดู กลับทำให้เธอต้องตกใจ ก็เพราะว่าในใบเสร็จนั้น เขียนว่า :
ค่าเยียวยารักษา ถูกจ่ายด้วยนมหนึ่งแก้ว เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ลงชื่อ ดร. โฮเวิร์ด แอธวูด เคลลี่

เมื่อเธอได้อ่านใบเสร็จดังกล่าว ทำให้น้ำตาของเธอได้พรากไหลด้วยความตื้นตันใจ แล้วกล่าวในใจว่า : ขอบคุณพระเจ้า ที่ทรงมอบความรักของพระองค์ และความอ่อนโยนของพระองค์ ที่เติมเต็มให้แก่ดวงหัวใจและน้ำมือของมนุษย์

การที่เราได้ช่วยเหลือใครสักคน ในยามที่เขาลำบาก เขาคนนั้น จะกลับมาช่วยเรา เมื่อยามที่เราต้องทุกข์ยาก

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

บทความดีๆโดย : قصة وعبرة
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ