อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โต๊ะหมอแขก


ในบางชุมชน ที่มุสลิม อาศัยอยู่ จะมีหมอประจำอยู่ ที่เขาเรียกว่าโต๊ะหมอแขก มีทั้งโต๊ะหมอที่เป็นผู้ชาย และเป็นผู้หญิง อาจมีการแต่งกายที่ดูแล้วขลังหรือดูเป็นผู้เคร่งคลัดในศาสนา โต๊ะหมอแขกในที่นี้ หาใช่หมอที่มีการรักษาด้วยยาสมุนไพร่ หรือยาแผนปัจจุบันไม่ แต่เป็นหมอทีมีการรักษาด้วยการปัดเป่าจากดุอาอ์ หรือคาถาอาคมต่างๆ ซึ่งอาจเป็นอัลกุรอาน หรือคาถาที่เป็นภาษาบาลีสัตกฤต หรือภาษาใดๆก็ตาม ซึ่งอาจปัดเป่าไปยังที่แผล หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายผู้รับรักษา เช่น กระหม่อม หน้าผาก หรือการกล่าวแล้วเป่าลงไปในน้ำที่เตรี่ยมไว้แล้วให้ผู้ป่วยไปดื่มกิน หรือขบเคี้ยวสิ่งหนึ่ง เช่น หมากกับใบพลูและปูน พร้อมกล่าวดุอาอ์ หรือคาถาอาคม แล้วนำหมากพลูที่เคี่ยวละเอียดที่ผ่านการกล่าวดุอาอ์หรือคาถานั้นแล้ว ให้ผู้ป่วยนำไปทาที่แผล หรือบริเวณที่เกิดโรค หรือไม่โต๊ะหมอก็คายหมากที่เคี้ยวหรือเป่าไปที่บริเวณจะรักษานั้น นอกจากนี้ ยังมีการทำเครื่องรางของขลัง เช่น ตะกรุด หรืออาซีมัต หรือเส้นด้าย อาจมีสีขาวล้วนๆ หรือมีหลายสี และมีการใส่อายะฮฺอัลกุรอาน คำคาถาภาษาบาลีสันตกฤตหรือวัตถุอื่นๆ เช่น กระดูกงู กระดูกจระเข้ ในตะกรุด หรืออาซีมัตนั้น แล้วมีการเป่าดุอาอ์ หรือเสกคาถาลงไปที่ตะตะกรุด หรืออาซีมัต หรือเส้นด้ายนั้น หรือนำตะกรุด หรือเส้นด้ายจุ่มลงไปในน้ำที่เตรียมไว้ แล้วเป่าคาถาลงไป แล้วมอบไห้ผู้ทำการรักษาไปสวมไว้ที่คอ สวมไว้แขนข้อมือ รอบเอว หรือแขวนไว้ที่หน้ารถ หัวเรือ หรืออาจทำเป็นปลัดคลิกแล้วนำสวมไว้ที่รอบเอวอีกด้วย

นอกจากนี้ โต๊ะหมอแขก ยังอาจเป็นหมอดู ทำนายทายทัก ดูดวงโชคลางต่างๆ ดูวันฤกษ์ยามต่างๆ เช่น ดูวันฤกษ์ยามดีในการแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ หรือออกรถ เป็นต้น เมื่อผู้ใดมีของสูญหาย มีคนลักขโมย มีคนที่เป็นเครือญาติสูญหาย หรือเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบายใจ หรือกิจการงาน หรือทำการค้าขายไม่ได้เท่าที่ควรก็จะมาหาโต๊ะหมอแขก เพื่อจะให้ดูว่าของนั้นอยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้ขโมยไป หรือดูว่าคนที่สูญหายอยู่ที่ไหน มีชีวิตอยู่อีกหรือไม่ หรือการเจ็บป่วย หรือการดำเนินกิจการไม่ได้กำไรเท่าที่ควร มันเกิดอะไรขึ้น(ท่านอิหม่ามอะห์มัดกล่าวว่า อิรอฟะห์(การทำนายของหาย) เป็นส่วนหนึ่งของไสยศาสตร์ จากหนังสืออัลมุฆนียฺ ของอิบนุกุดามะห์ เล่ม 20 หน้า 13
)
โต๊ะหมอแขก ก็อาจมีการจุดเทียน หรือใส่น้ำในภาชนะ แล้วมีการกล่าวดุอาอ์หรือมนต์คาถาต่างๆ แล้วเมื่อตนเห็นอะไรแล้ว ก็จะบอกผู้มาหาว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น ที่เจ็บป่วยเป็นประจำ หรือค้าขายไม่ได้ มีคนมาทำของ(ถูกของ)หรือไสยศาสตร์ เป็นต้น นอกจากนี้โต๊ะหมอแขกบางคนยังเป็นผู้ทำคุณไสยฯ และแก้คุณไสยอีกด้วย เช่น ทำให้คนนั้น รัก เกลียด หลง เป็นบ้า หรือเจ็บป่วย เป็นต้น

สำหรับการรักษาต่างๆ จากโต๊ะหมอแขก ไม่ใช่ว่าจะทำการรักษากัน ฟรีๆ หรือทำการเสกเป่าตะกุด หรืออะซีมัต โดยไม่มีค่าตอบแทน แต่ต้องจ่ายค่าทำหมอ ที่เรียกว่าค่าสงคลาด หรือค่าหลาด โต๊ะหมอแขกบางคนก็เอาค่าทำหมอไม่มาก เช่น เงิน 40 บาท เกลือ 5 5 ถุง น้ำ 1 ขวด เป็นต้น แต่โต๊ะหมอแขกบางคนเรียกค่าทำหมอแพงมาก เช่น ค่าทำอะซีมัต เส้นหนึ่งต้องจ่ายค่าทำหมอ ถึงหลักพันเลยทีเดียว เป็นต้น แต่ที่สำคัญที่จะขาดไม่ได้ คือเกลือ เพราะมีความเชื่อว่าเกลือจะช่วยให้ความเข็มข่นในความเป็นโต๊ะหมอเพิ่มขึ้น

ในชุมชนมุสลิมบางพื้นที่ โต๊ะหมอแขก มีความสำคัญสำหรับพวกเขาเป็นอย่างมาก ถือเป็นบุคคลที่เขาพึ่งพา ช่วยเหลือ เคารพนับถือ บางครั้งถึงขั้นวอนขอโต๊ะหมอแขกเป็นสื่อกลางต่ออัลลอฮฺเลยที่เดียว ซึงเคยถามโต๊ะหมอแขกคนหนึ่งว่า :ท่านมีความพิเศษอย่างไรที่จะทำการรักษา หรือรู้สิ่งเร้นลับ ที่คนอื่นไม่อาจรู้ได้: โต๊ะหมอคนนั้นตอบว่า : อัลลอฮฺให้เขามีความเป็นพิเศษที่จะทำการรักษา รู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้:

โต๊ะหมอแขกจึงเป็นตัวแทนของชุมชนที่จะทำพิธีกรรม หรือกิจการบางอย่าง เช่น เป็นหมอบ่าว ทำการกล่าวดุอาอ์ หรือกล่าวศอลาวาตก่อนที่เจ้าบ่าวและญาติๆ ออกจากบ้าน หรือก่อนขึ้นรถ ไปบ้านเจ้าสาว โดยที่โต๊ะหมอแขกจะอยู่เคียงข้างเจ้าบ่าวตลอดเวลา และเมื่อจะเข้าบ้านเจ้าสาว โต๊ะหมอก็จะเดินนำหน้าเจ้าบ่าว และคนอื่นๆ เข้าบ้านเจ้าสาว และเมื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวพบกันในที่ๆจัดไว้ โต๊ะหมอที่เป็นหมอบ่าวทำการเป็นผู้นำขอดุอาอ์ให้แก่เจ้าบ่าวเจ้าสาว หรือกรณีญินเข้าสิงมุสลิมคนหนึ่ง (ที่เรียกว่าผีเข้า และเข้าใจว่าเป็นผีจากวิณญาณของผู้ที่ตาย) โต๊ะหมอแขกก็จะทำการปัดเป่าให้ญินตนนั้นออกไปจากร่างกายคนที่ถูกสิงนั้น เป็นต้น

แท้ที่จริงโต๊ะหมอแขก ไม่ใช่ผู้ที่เป็นผู้รู้ โต๊ะครูบาบอ ที่แตกฉานหรือเคร่งคลัดทางศาสนาแต่อย่างใด บางคนก็ไม่ได้จบการศึกษาทางศาสนามาแม้แต่น้อยเลย ไม่ได้รู้ลึกถึงหลักปฏิบัติศาสนาและอากีดะฮฺแต่อย่างใด แต่ความรู้ที่โต๊ะหมอแขกได้รับมานั้นมีการสืบทอดต่อกันมาจากปู่ย่าตายาย ซึ่งโต๊ะหมอแขกถือเป็นผู้ที่ได้รับการไว้วางใจจากบรรพบุรุษของท่าน ที่จะได้สืบทอดวิชาอาคมเหล่านั้นต่อมา จึงเห็นอยู่ไม่น้อยที่โต๊ะหมอแขกบางคนละหมาด 5 เวลาไม่ครบ ปล่อยปละละเลยลูกหลานไม่ให้ปฏิบัติศาสนกิจ ไม่ส่งเสริมบุตรหลานให้ศึกษาเหล่าเรียนศาสนา เรื่องศาสนานั้นมองเป็นสิ่งไม่สำคัญ แต่เรื่องการปฏิบัติการใดต้องให้เป็นในวันฤกษ์ยามดี ต้องมีการทำพิธีกรรมอย่างเคร่งคลัด จึงไม่แปลกที่ชาวบ้านบางคน ไม่เคยละหมาด ถือศิลอดไม่ครบ แต่เมื่อลูกจะแต่งาน เมื่อจะสร้างบ้านพักอาศัย เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่ เมื่อจะซื้อรถ ต้องไปหาโต๊ะหมอแขก ทำการดูวันฤกษ์ยามดี มีการสะเดาะเคราะห์ การกล่าวดุอาอ์หรือคาถา และเจิมรถ หรือนำเส้นด้ายที่ผ่านการเสกเป่าแล้วมาผูกที่หัวรถ ก็เพราะการได้รับการบ่มความเชื่อและคำสอนจากโต๊ะหมอแขกและบรรพบุรุษของตนสอนสั่งกันมา

และอันแท้จริงโต๊ะหมอแขกไม่มีอำนาจใดๆ ไม่ได้เป็นผู้ที่มีความพิเศษใดๆ ไม่สามารถรู้ในสิ่งที่เป็นสิ่งเร้นลับใดๆได้ การที่โต๊ะหมอแขกกล่าวว่าตนสามารถรู้สิ่งเร้นลับที่พระองค์อัลลอฮฺทรงปกปิดไว้ นั้นเป็นความเท็จ เพราะพระองค์อัลลอฮฺทรงกล่าวไว้ชัดเจนว่าพระองค์จะไม่ให้ใครรู้ในสิ่งเร้นลับของพระองค์ ยกเว้นรสูลของพระองค์ในบางครั้งบางเวลาเท่านั้น

อัลลอฮฺทรงบัญชาให้ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ประกาศว่า
(قُلْ لاَ أَقُولُ لَكُمْ عِنْدِي خَزَائِنُ اللَّهِ وَلاَ أَعْلَمُ الْغَيْبَ)
"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า ฉันจะไม่กล่าว (อ้าง) แก่พวกท่านว่า ณ ฉันคือคลัง(สมบัติแห่งความรู้) ของอัลลอฮฺ และฉันจะไม่กล่าว (อ้าง) แก่พวกท่านว่าฉันล่วงรู้สิ่งเร้นลับ"

พระองค์อัลลอฮ ศุบอานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
عَالِمُ الْغَيْبِ فَلاَ يُظْهِرُ عَلَى غَيْبِهِ أَحَدًا (26) إِلاَّ مَنِ ارْتَضَى مِنْ رَسُولٍ ... (27)
"(อัลลอฮฺ) ทรงรู้ถึงสิ่งเร้นลับและไม่เผยให้ใครรู้ความเร้นลับของพระองค์ ยกเว้นผู้ที่พระองค์พอพระทัยจากร่อซู้ล ..." (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลญิน 72 อายะห์ที่ 26-27)

พระองค์อัลลอฮ์ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
عَالِمُ الْغَيْبِ فَلَا يُظْهِرُ عَلَىٰ غَيْبِهِ أَحَدًا ( 26 )
พระผู้ทรงรอบรู้สิ่งเร้นลับ ดังนั้นพระองค์จะไม่ทรงเปิดเผยสิ่งเร้นลับของพระองค์แก่ผู้ใด
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-ญิน 72:26)

إِنَّ اللَّهَ عِندَهُ عِلْمُ السَّاعَةِ وَيُنَزِّلُ الْغَيْثَ وَيَعْلَمُ مَا فِي الْأَرْحَامِ وَمَا تَدْرِي نَفْسٌ مَّاذَا تَكْسِبُ غَدًا وَمَا تَدْرِي نَفْسٌ بِأَيِّ أَرْضٍ تَمُوتُ إِنَّ اللَّهَ عَلِيمٌ خَبِيرٌ ( 34 )
แท้จริงอัลลอฮฺนั้น ความรู้แห่งวันอวสานมีอยู่ ณ ที่พระองค์ และพระองค์ทรงประทานฝนลงมาและพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในมดลูก และไม่มีชีวิตใดรู้ว่า ณ แผ่นดินใดมันจะตาย
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺลุกมาน 31:34)

وَاللَّهُ خَلَقَكُم مِّن تُرَابٍ ثُمَّ مِن نُّطْفَةٍ ثُمَّ جَعَلَكُمْ أَزْوَاجًا وَمَا تَحْمِلُ مِنْ أُنثَىٰ وَلَا تَضَعُ إِلَّا بِعِلْمِهِ وَمَا يُعَمَّرُ مِن مُّعَمَّرٍ وَلَا يُنقَصُ مِنْ عُمُرِهِ إِلَّا فِي كِتَابٍ إِنَّ ذَٰلِكَ عَلَى اللَّهِ يَسِيرٌ ( 11 )
และอัลลอฮฺทรงบังเกิดพวกเจ้ามาจากฝุ่นดิน แล้วก็มาจากเชื้ออสุจิ แล้วทรงทำให้พวกเจ้าเป็นคู่สามีภริยา และจะไม่มีหญิงใดตั้งครรภ์และนางจะไม่คลอด เว้นแต่ด้วยความรอบรู้ของพระองค์ และไม่มีผู้สูงอายุคนใดจะถูกยืดอายุออกไป และอายุของเขาก็จะไม่ถูกตัดทอน เว้นแต่อยู่ในบันทึก (ของพระองค์) แท้จริง นั่นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮฺ
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺฟาติฏิร 35:11)

รายงานจากท่านมัสรูก เล่าว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า
“หากมีบุคคลใดพูดกับท่านว่า : มุหัมมัดเห็นพระเจ้าของเขาแล้ว แน่นอน เขาพูดโกหก ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
“บรรดาดวงตาทั้งหลายย่อมไม่สัมผัสพระองค์ได้...” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-อาม 6:103)
และถ้ามีใครพูดกับท่านว่า : เขารู้สิ่งเร้นลับ แน่นอนเขาพูดโกหก ซึ่งอัลลอฮฺทรงตรัสว่า
“ไม่มีสิ่งเร้นหลับนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ หะดิษเลขที่ 477)

รายงานจากท่านอิบนุ อุมัร ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
“กุญแจความลับมี 5 ประการ ไม่มีใครรู้นอกจากอัลลอฮฺ กล่าวคือ ไม่รู้ว่าจะมีเพศใดในมดลูก , พรุ่งนี้ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น , ไม่รู้ว่าเมื่อไรฝนจะตก , ไม่รู้ว่าที่ใดเป็นสถานที่ตาย และไม่รู้ว่าวันกิยามะฮฺจะเกิดขึ้นเมื่อไร (ทั้งหมดนี้) นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น (ที่ทรงรู้)” (บันทึกหะดิษโดยอิมามบุคอรีย์ หะดิษที่ 476)

การที่โต๊ะหมอแขกได้ทำนายทายทัก และอาจถูกต้องถามที่ทำนาย ก็เนื่องจากญินที่โต๊ะหมอแขกเลี้ยงไว้ มากระซิบที่หูนายอันเป็นที่รักของมัน แล้วโต๊ะหมอแขกนำคำกระซิบของญินที่ตนเลี้ยงไว้มาบอกแก่ผู้ทีให้โต๊ะหมอแขกดูให้ แต่มันก็ปะปนความเป็นเท็จ

รายงานจากท่านมุอาวิยะฮฺ อิบนุ อัลหะกัม อัสสุละมี ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า
“ฉันได้ถาม(ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ว่า : โอ้ท่านรสูล มีการกระทำหลายอย่างที่พวกเราได้ทำในยุคสมัยฮิลียะฮฺ คือพวกเราเคยไปหาหมอดู(จะเป็นอย่างไร) ท่านตอบว่า : พวกท่านอย่าได้ไปหาหมอดู ฉันถามอีกว่า : พวกเราเคยถือโชคลาง ท่านตอบว่า : นั่นแหละเป็นสิ่งที่คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านพบในใจตน แล้วมันจะไม่ขัดขวางพวกท่าน” (บันทึกโดยอิมามมุสลิม หะดิษเลขที่ 2084)

รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา เล่าว่า
“ผู้คนได้ถามท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ถึงเรื่องหมอดู ท่านได้กล่าวกับพวกเขาว่า : พวกนี้ไม่มีอะไรหรอก พวกเขาถามอีกว่า : โอ้ท่านรสูล พวกหมอดูได้บอกถึงสิ่งหนึ่ง และปรากฏว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องจริง ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า : คำพูดที่เป็นความจริงนั้น ญินได้นำมากระซิบที่หูคนรักของมัน ดุจดังเสียงไก่ แล้วพวกหมอดูก็ได้นำคำพูดอันมากมายเป็นร้อยโกหกปะปนในคำพูดนั้น” (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม หะดิษเลขที่ 2086)


عَنْ عَائِشَةَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهَا زَوْجِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنَّهَا سَمِعَتْ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَقُولُ إِنَّ الْمَلاَئِكَةَ تَنْزِلُ فِي الْعَنَانِ وَهُوَ السَّحَابُ فَتَذْكُرُ اْلأَمْرَ قُضِيَ فِي السَّمَاءِ فَتَسْتَرِقُ الشَّيَاطِينُ السَّمْعَ فَتَسْمَعُهُ فَتُوحِيْهِ إِلَى الْكُهَّانِ فَيَكْذِبُوْنَ مَعَهَا مِائَةَ كَذْبَةٍ مِنْ عِنْدِ أَنْفُسِهِمْ
มีรางานจากอาอิชะห์ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮา ภรรยาทานนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าเธอได้ยินร่อซูลุ้ลลอฮฺ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “มะลาอิกะห์ลงมาสู่ “อินาน” ซึ่งก็คือเมฆแล้วกล่าวถึงเรื่องที่มีบัญชาจากฟากฟ้า บรรดาชัยฏอนก็แอบฟังแล้วนำมาเล่าอย่างๆ ลับๆ แก่บรรดาหมอดู พวกเขายังได้ปลอมปนความจริงที่ได้มาด้วยความเท็จจากพวกเขาเองอีกร้อยความเท็จ”

เมื่อหลายปีมาแล้ว ญาติคนหนึ่งซึ่งมีอายุประมาณ 10 ขวบ ได้หายสาบสูญไปจากบ้าน โดยไม่มีผู้ใดทราบว่าเขาไปอยู่ที่ไหน มีชีวิตอยู่อีกหรือไม่ ก็มีการไปหาโต๊ะหมอแขก หลายคนด้วยกัน ผลของการดูของโต๊ะหมอแขกแต่ละคนแตกต่างกัน โต๊ะหมอแขกคนหนึ่งบอกว่าไปอยู่กับผี(ญิน)ที่จอมปลวกลูกหนึ่ง โต๊ะหมอกแขกอีกคนหนึ่งบอกว่าไปอยู่กับผีที่เนินสูงแห่งหนึ่งที่มีต้นไม้ปกคลุม ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับบ้านของเขามากนัก แต่ผลปรากฏว่าอีกหนึ่งปีต่อมา ญาติคนนั้นก็กลับมา ได้ความว่าเขาได้ขึ้นรถเมย์ไปต่างจังหวัด กลับบ้านไม่ถูกตางค์ก็หมดพอดี เลยไปอาศัยอยู่กับเจ้าของร้านขายข้าวแกงคนหนึ่ง และช่วยเจ้าของร้านขายข้าวแกงเรื่อยมา หลังจากนั้นเจ้าของร้านก็ได้สืบหาญาติและบ้านเกิดของเขา แล้วได้ส่งเขากลับมาอย่างปลอดภัย มันคนละเรื่องกันเลยที่โต๊ะหมอแขกดูให้

และพิธีกรรมและการรักษาของโต๊ะหมอแขกที่เป็นมุสลิม กลับไม่ต่างอะไรมากนักกับพิธีกรรมและการรักษาของหมอที่อยู่ในชุมชนชาวพุทธศาสนา มีความแตกต่างกันเพียงการแต่งกาย แต่กลับคล้ายครึ่งกันในการทำพิธีกรรม และการรักษาต่างๆ อย่าง มีการใช้หมากพลู ข้าวเปลือก ข้าวสารเป็นตัวกลางในการรักษา มีการใช้น้ำในการทำน้ำมนต์ มีการทำการเสกเป่าตะกุด เส้นด้าย นำมาแขวน สวมตามร่างกายหรือสิ่งของต่างๆ มีการเรียกค่าทำหมอ ซึ่งเรียกว่าค่าสงคลาด หรือค่าหลาดเหมือนกัน มีการอาบน้ำเมื่อหายจากการเจ็บป่วย เพื่อไม่ให้โรคนั้นกลับมาซ้ำเติมอีก และคำกล่าวคาถาที่คล้ายครึ่งกันมาก แต่หมอแขกบางคนก็นำอายะฮฺอัลกุรอานมากล่าว

เหตุเพราะโต๊ะหมอแขกกับหมอที่เป็นชาวพุทธศาสนา มีพื้นฐานมาจากที่เดียวกัน นั้นคือความเชื่อเดิมๆก่อนศาสนาต่างๆเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย นั้นคือการกราบไหว้บรรพบุรุษ และภูตผีเจ้าป่าเจ้าเขา และหลังจากนั้นศาสนาพราหมณ์อินดูได้เขามาเผยแพร่ในพื้นที่ประเทศไทย(ประมาณพุทธศตวรรษที่ 8 เมืองปัตตานีขณะนั้นเรียกว่าเมืองลังกาสุกะ) ผู้คนก็ได้นำหลักความเชื่อ และพิธีกรรมต่างๆของศาสนาพราหมณ์มาผสมผสานกับความเชื่อเดิมๆของตน เมื่อพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่(ประมาณช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-18) ผู้คนก็ยังไม่ละทิ้งความเชื่อเดิมๆ โดยเอาพิธีพุทธ เช่น การไหว้พระสวดมนต์ มาผสมกับพิธีไสยศาสตร์ซึ่งเป็นของศาสนาพราหมณ์และความเชื่อเดิมในพื้นที่ เช่น พิธีการพรมน้ำมนต์ การเจิม การปรุกเสกวัตถุมงคล เป็นต้น ต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามเข้ามา (ประมาณ พ.ศ. 1980 หรือ ฮ.ศ.857 โดยชาวอาหรับและอินเดียได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ที่เมืองสิงคโปร์ มะละกา กลันตัน ไทรบุรี และเมืองปัตตานี) ผู้คนที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ก็ยังนำหลักความเชื่อและพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์และความเชื่อดั่งเดิมมาผสมผสานกับศาสนาอิสลาม จนมันกลมกลืนกันที่ชาวบ้านสามัญทั่วไปจะแยกแยะได้ โต๊ะหมอแขกกับหมอที่เป็นชาวพุทธศาสนาเดิมจึงมีที่มาจากที่เดียวกัน นั้นคือความเชื่อเดิมๆของบรรพบุรุษและศาสนาพราหมณ์ เดิมทีทั้งศาสนาอิสลามและพุทธศาสนาไม่มีโต๊ะหมอ และพิธีปัดเป่ารักษา การเสกเป่าด้วยคาถาอาคมเครื่องรางของขลัง การดูฤกษ์ยาม ของโต๊ะหมอเหล่านั้นก็ไม่มีในหลักความเชื่อและปฏิบัติในศาสนาอิสลาม และพุทธศาสนาแต่อย่างใด

อิสลามนั้นมีเพียงการปัดเป่ารักษาด้วยดุอาอ์ โดยปัดเป่าด้วยตนเอง หรือบุคคลอื่นปัดเป่าให้ พร้อมกับการรักษาด้วยการทานยา และสามารถเรียกค่ารักษาได้ แต่อิสลามไม่มีอาชีพหมอที่ทำการรับจ้างปัดเป่ารักษา อย่างโต๊ะหมอแขกนี้

บรรพบุรุษของผู้เขียน ก็เป็นหมอ ที่เรียกว่าโต๊ะหมอแขกนี้ คุณยายเล่าให้ฟังว่าท่านปู่ทวดเป็นโต๊ะหมอ แม้แต่เสือยังเป็นผู้รับใช้ ตอนท่านปู่ทวดเสียชีวิต เสือหลายตัวมาวนเวียนใต้ชานถุนบ้าน คุณยายและน้องชายของคุณยายได้รับการสืบทอดวิชาการรักษาด้วยคาถาอาคมจากคุณปู่ทวดสืบต่อมา แต่น้องชายของคุณยายจะเก่งกว่าได้การสืบทอดวิชามากกว่า เพราะท่านเป็นผู้ชาย จึงเป็นโต๊ะหมอที่เคารพนับถือของผู้คนในหมู่บ้าน และทุกสราทิศ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ทรัพย์สินหาย คนหาย จะแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ก็ต้องมาน้องของคุณยายโดยไม่เว้นในแต่ละวัน

สำหรับคุณยายก็มีผู้คนมาหาท่านทำการรักษาก็ไม่ใช่น้อย ท่านได้ให้ความไว้วางใจผู้เขียน และได้สอนคำคาถาอาคมให้ผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนก็ได้จดบันทึกไว้ในสมุดเต็มเล่ม ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาบาลีสันตกฤตล้วนๆ ไม่มีบทที่เป็นภาษาอาหรับ หรืออายะฮฺอัลกุรอานเลย ซึ่งจะมีคำว่า “สิบทีครูกูกูให้สะบาโหม” ลงท้ายทุกบท แต่เมื่อผู้เขียนได้ศึกษาศาสนา ก็ไม่มีในคำสอนอิสลามเลย ผู้เขียนก็ปฏิเสธที่จะรับสืบทอดเป็นโต๊ะหมอจากคุณยาย คุณยายก็โกรธมาก ผู้เขียนได้กล่าวเตือนคุณยายว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีในคำสอนอิสลาม และเมื่อคุณยายได้เสียชีวิตลง ก็ไม่มีผู้ใดสืบทอดโต๊ะหมอจากคุณยาย ผู้เขียนก็ขอดุอาอ์ ขอต่อพระองค์อัลลอฮฺทรงลบล้างความผิดและอภัยโทษต่อคุณยายอยู่เสมอมา

ต่อไปนี้ขอยกตัวอย่างคำคาถา ที่เป็นของโต๊ะหมอแขกมาพอสังเขป

คำคาถา เมตตา มหานิยม มหาเสน่ห์ (อิสลามสายกระ...)
“หยิก...เส เธมา...กา.... ยัง...ยิ
โอม...ลึก มหา...ลึก มันนึก...กู เหมือน...นึก....
พระ...พัด... โอม...ลึก มหา...ลึก”

คาถากันของ อิสลาม สายบ้าน.................
“องค์...หน้า ทา...หลัง กัน...ผาก ลาก...ฝัน
กัน.....ใน.... กำ....แก้ว กำ....เพชร...ชั้น
ป้อง...วิญ...ใน... วาอีลาฮัก”

จึงเห็นได้ว่าคาถาเหล่านี้ ไม่มีในคำสอนอิสลาม และยังเป็นที่ต้องห้ามอีกด้วย
การเป็นโต๊ะหมอ เพื่อทำการรักษาโดยใช้คาถา(ที่ไม่ใช่เป็นการรักษาตามหลักอิสลาม) หรือทำเสน่ห์ หรือทำขุนไสยฯ จึงเป็นต้องห้ามในอิสลาม

พระองค์อัลลอฮ ศุบอานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
(وَمَا كَفَرَ سُلَيْمَانُ وَلَكِنَّ الشَّيَاطِينَ كَفَرُوا يُعَلِّمُونَ النَّاسَ السِّحْرَ)
"และสุไลมาน (นบีท่านหนึ่งของอัลลอฮฺ) มิได้ปฏิเสธ (กุโฟรต่ออัลลอฮฺ) หากแต่บรรดาชัยฏอนต่างหากที่ปฏิเสธ (กุโฟรต่ออัลลอฮฺ) พวกมันสอนไสยศาสตร์แก่ผู้คน"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลบากอเราะฮฺ 2:102)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
”จงหลีกห่างจากบาปใหญ่ 7 ประการ บรรดาเศาะฮาบะฮฺกล่าวว่า โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮฺ มันคืออะไร? ท่านนะบี กล่าวว่า การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ไสยศาสตร์ การฆ่าชีวิตที่อัลลอฮ์ให้เป็นที่ต้องห้ามเว้นแต่เพื่อดำรงสัจธรรม การกินดอกเบี้ย การโกงกินทรัพย์เด็กกำพร้า การหนีทัพในวันประจัญบาน และการใส่ร้ายหญิงบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องและเป็นผู้ศรัทธา” (รายงานโดย บุคอรียฺและมุสลิม)

อิสลามห้ามในเรื่องโชคลาง ห้ามในเรื่องการทำเครื่องรางของขลัง ห้ามทำการดูฤกษ์ยามที่มีหลักความเชื่อว่าวัน เวลา สถานที่ สิ่งของ ดวงดาว หรืออื่นๆ อาจมีผลดีผลร้ายต่อบุคคลนั้นได้ซึ่งถือเป็นการทำชีริก จึงเป็นที่ต้องห้ามผู้ที่จะเป็นโต๊ะหมอที่จะกระทำสิ่งดังกล่าวด้วย

ทั้งผู้ที่ไปหาโต๊ะหมอ เพื่อให้โต๊ะหมอดูบางสิ่งบางอย่างให้ เช่น ดูลายนิ้วมือ ดูของหาย ดูว่าทำไมการค้าขายไม่ดี ดูในเรื่องอนาคต โทษของมันคือ การละหมาดของเขาอัลลอฮฺจะไม่ตอบรับ 40 วัน และถ้าหากเขาเชื่อบางสิ่งบางอย่างจากโต๊ะหมอนั้น ก็เท่ากับเขาปฏิเสธสิ่งที่ประทานมายังท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมแล้ว (คืออัลกุรอาน)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
من أتى عرافاً فسأله عن شيء فصدقه لم تقبل له صلاة أربعين يوماً
"บุคคลใดที่ไปหาหมอดูเพื่อถามบางสิ่งบางอย่างและเชื่อหมอดู การละหมาดของเขาจะไม่ถูกตอบรับเป็นเวลา 40 วัน"(บันทึกโดย มุสลิม)

من أتى كاهناً فصدقه بما يقول فقد كفر بما أنزل على محمد
"บุคคลใดที่ไปหาหมอดู และเขาเชื่อในสิ่งที่หมอดูพูด เช่นนั้นเขาได้ปฏิเสธสิ่งที่ถูกประทานให้แก่มุฮัมมัด" (บันทึกโดย อะบูดาวูด)

รายงานจากท่านอับดิ้ลลาฮฺ ร่อฎียัญลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"การถือโชคลาง เป็นการตั้งภาคี การถือโชคลางเป็นการตั้งภาคี (ได้กล่าว) 3 ครั้ง เมื่อผู้ใดคนหนึ่งจากพวกท่านเห็นสิ่งที่เขารังเกียจ ให้เขากล่าวว่า
"اللهم لا يأتي بالحسنات إلا أنت ، ولا يدفع السيئا ت إلا أنت ، ولا حول ولا قوة إلا بك
(อัลลอฮุมมา ลา ยะฮฺตีบิฮัลซานาตี อิลลาอัลตาวาลา ยัดฟาอุสสัยยีอาตี อิลลาอันตา วาลาเฮาลาวา กูวาตาอิลลาบิกา)"
"โอ้พระองค์อัลลอฮฺ จะไม่มีผู้ใดจากพวกเรา นอกจากพระองค์ และจะไม่สามารถป้องกันความชั่วต่างๆ ได้นอกจากพระองค์ และไม่มีพลังและกำลังอันใดเว้รแต่ด้วยพระองค์"(บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด และอะหฺมัด)


รายงานจาก อิบนิอับบาส ร่อฎียัญลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"จะได้เข้าสวรรค์จากประชาชาติของฉัน 7 หมื่นคน โดยไม่ต้องสอบสวน พวกเขาคือพวกที่ไม่ขอการรักษาด้วยคาถา ไม่ถือโชคลาง แต่พวกเขามอบหมายต่อผู้อภิบาลของพวกเขา" (บันทึกหะดิษโดยบุคอรีย์ มุสลิม และติรฺมีซีย์)

รายงานจากท่านอิบนุ มัสอูด เล่าว่า เขาเข้ามาหาภรรยาของเขา และคอของนางมีตะกรุดแขวนอยู่ เขาจึงกระชากมันจนมันขาด และอุทานออกมาว่า
“แท้จริงวงวานศ์ของอับดุลลอฮฺนั้น ไม่ต้องการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺกับสิ่งที่พระองค์มิได้ทรงประทานหลักฐานมา”
และเขากล่าวอีกว่า
“ฉันเคยได้ยิน ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
: อันเวทมนต์คาถา เครื่องรางของขลัง และติวะละฮฺเป็นชีริก”
พวกเขา(เหล่าสาวก) ถามว่า
“โอ้ท่านอบูอับดุลลอฮฺ (นามแฝงของอิบนุ มัสอูด) เครื่องรางและคาถานั้นพวกเรารู้แล้ว แต่ติวะละฮฺนั้นละคืออะไร?”
ท่านตอบว่า
“เสน่ห์(ยาแฝด) สิ่งที่พวกผู้หญิงทำขึ้นเพื่อให้สามีหลงรัก” (บันทึกหะดิษโดยอัลฮากิม และอิบนิฮิบบาน โดยทั้งสองว่าเป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ)

เมื่ออิสลามห้ามเป็นโต๊ะหมอเพื่อกระทำสิ่งที่ต้องห้ามเช่น คุณไสยฯ เสน่ห์ยาแฝด การทำนายทายทัก การทำเครื่องรางของขลัง ฯลฯ แล้ว จึงต้องห้ามเรียกค่าทำหมอ หรือค่าสงคราด หรือค่าหลาดนั้นด้วย(เว้นแต่การรักษาตามแบบฉบับท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)

รายงานจากอะบีมัสอู๊ด อัลอันศอรียฺว่า
"ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามราคาสุนัข ค่าตัวโสเภณี และค่าดูหมอของหมอดู" ( บันทึกโดยมุสลิม /2903 และท่านอื่นๆ)

ไสยศาสตร์เป็นงานของชัยฏอน ผู้ศรัทธาย่อมไม่เดินตามรอยเท้าของชัยฏอน หากโต๊ะหมอแขกผู้ใดเชื่อว่าไสยศาสตร์เป็นเรื่องที่ศาสนาอนุมัติ นักปราชญ์อิสลามมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า ผู้นั้นเป็นการฟิร และมีบทลงลงโทษประหารชีวิต หากเขาไม่กลับเนื้อกลับตัว

ท่านอุมัร ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ กล่าวว่า
“พวกท่านจงประหารผู้ทำไสยศาสตร์ และหมอผีทุกคน”

“ความจริง ถ้าทั้งสองขออภัยโทษกลับเนื้อกลับตัว ก็ไม่ถูกฆ่า”

ดังนั้นโต๊ะหมอแขกผู้ใด ยังกระทำการเป็นผู้วิเศษ ยังเป็นหมอทายทัก ดูสิ่งเร้นลับ ทำคุณไสยฯ ทำเสน่ห์ยาแฝด ทำเครื่องรางของขลัง ทำการรักษาด้วยคาถากับสิ่งที่ขัดกับบทบัญญัติอิสลาม ก็จงเตาบัตกลับเนื้อกลับตัวเสีย ก่อนที่มันจะสายเกินไป

والله أعلم بالصواب

มุสลิมะฮฺกับการออกกำลังกายแอโรบิคและโยคะ


อิสลามสนับสนุนให้มุสลิมชาย(มุสลิมีน) และมุสลิมหญิง(มุสลิมะฮฺ)ดูแลสุขภาพของตนเอง เพราะผู้ที่มีสุขภาพที่สมบูรณ์นั้น เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นกระบวนการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อที่จะประกอบอิบาดะฮิต่อพระองค์อัลลอฮฺอย่างสมบูรณ์แบบและครบถ้วน

การออกกำลังกายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพร่างกายที่สมบูรแข็งแรง ทำให้มีจิตใจที่สงบร่มเย็น และเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ จึงจำเป็นยิ่งที่ทั้งมุสลิมชาย และมุสลิมหญิงหาเวลาว่างในการออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าว่า
“และสำหรับร่างกายของเจ้านั้นเป็นหน้าที่ซึ่งเจ้าต้องดูแลมัน” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรี-มุสลิม)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าว่า
“ ผู้ใดตื่นเช้าขึ้นมามีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีจิตใจที่สงบร่มเย็น ไม่มีความวิตกทุกข์ร้อน มีอาหารสำหรับบริโภคในวันนั้น ก็ประหนึ่งว่าเขาผู้นั้นได้ครองโลกไว้ทั้งโลก” (บันทึกหะดิษโดยอิมามติรมีซีย์ อิบนิมายะฮ์ บุคอรี)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าว่า
“เนี๊ยะมัต (ความโปรดปราน) 2 ประการ ที่คนส่วนใหญ่มักจะหลงลืม คือ การมีสุขภาพที่ดี และการมีเวลาว่าง”(บันทึกหะดิษโดยอิมามบุคอรี)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าว่า
“และสำหรับร่างกายของเจ้านั้น เป็นหน้าที่ซึ่งเจ้าต้องดูแลมัน”(บันทึกหะดิษโดยอิมามบุคอรี และมุสลิม)

สำหรับมุสลิมะฮฺนั้น สามารถออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ลดพุงหรือความอ้วน นั้นมีหลายวิธีที่เหมาะสม อันได้แก่ การทำงานบ้าน การปลูกผักปลูกต้นไม้ประดับ การเดินไปเดินมาภายในบ้าน รวมถึงการควบคุมอาหาร รับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ เป็นต้น

สำหรับการเต้นแอโรบิค(AEROBICS) มีที่มาดังนี้

แอโรบิค เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีมานี้เอง แอโรบิคเป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่งชื่อว่า AEROBICS EXERCISE หมายถึง การออกกำลังกายที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สัมพันธ์กันระหว่างระบบไหลเวียนโลหิตกับปอดใช้ออกซิเจนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานอย่างเต็มที่ กระตุ้นให้ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันโรคต่างๆได้
กีฬาเต้นแอโรบิค ได้รับความนิยมสูงสุดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดให้มีการเต้นแอโรบิคภายในสตูดิโอหรือ โรงยิมโดยรับเอาต้นแบบการเต้นแอโรบิคประกอบ ดนตรีแบบอาหรับ จากนั้นกีฬาการเต้นแอโรบิคปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยเข้ากับจังหวะดนตรี ในปัจจุบันด้วยวิธีนับจังหวะบีทเพลง

มุสลิมะสามารถออกกำลังกายแบบแอโรบิคได้ แต่ต้องมีเงื่อนไขไม่มีสิ่งต้องห้ามดังนี้ คือ

1.ต้องไม่ใช่ที่ปะปนระหว่างชายหญิง(คือถ้าเป็นสถานที่รวมต้องมีเฉพาะสตรี) ต้องไม่เป็นที่เปิดเผย(คือต้องอยู่ในสถานที่ปกปิด) หรือที่สาธารณะมีผู้คนพลุกพล่าน สถานที่ออกกำลังกายแอโรบิคควรอยู่ในบริเวณบ้าน หรือบริเวณใกล้บ้าน มีญาติผู้หญิงร่วมออกกำลังกายอยู่ด้วย หรือมีมะฮฺร็อมคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ และปลอดภัยต่อสิ่งฟิตนะฮฺ

2.มุสลิมะฮฺ ต้องปกปิดเอาเราะฮฺอย่างมิดชิด ไม่แต่งกายรัดรูป หรือเห็นที่สงวน

3.ต้องไม่ออกกำลังกายแอโรบิค โดยเปิดเพลง หรือดนตรีประกอบ ไม่เต้นตามจังหวะเพลง (เสียงดนตรีเป็นที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลาม) แต่ ให้เน้นท่ากายบริหารเป็นหลัก

สำหรับการเล่นโยคะของมุสลิมะฮฺ ศาสนาอนุญาต แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขตาม ข้อ 1-ข้อ 3 ของการเต้นแอโรบิคข้างต้น และต้องไม่มีความเชื่อใดๆ เกี่ยวกับเล่นโยคะนี้ ซึ่งเดิมการเล่นโยคะกำเนิดมาจากประเทสอินเดีย ซึ่งมีความเชื่อบางอย่างในการเล่นโยคะอยู่ด้วย

ปัจจุบัน มีมุสลิมะฮฺหลายท่าน ในหลายพื้นที่ ออกกลังกายแอโรบิค หรือโยคะ ที่ฝ่าฝืนต่อบัญญัติอิสลาม กล่าวคือ มีการออกกำลังกายแอโรบิค หรือโยคะในที่เปิดเผย ปะปนระหว่างชายหญิง มีการแต่งกายที่รัดรูปทั้งที่มีผ้าคลุมผม ทำให้เห็นรูปร่างสัดส่วนอย่างชัดเจน มีการออกกำลังกายด้วยท่าเต้นไปตามจังหวะเสียงเพลง และดนตรีสากล ดูแล้วช่างบาดตาและหดหูอย่างมาก

แต่กระนั้นก็ตาม กลับไม่มีผู้ใด แม้กระทั้งผู้เป็นสามี พ่อแม่ ผู้นำศาสนา เช่นอิมาม โต๊ะครูบาบอ มาตักเตือน หรือสั่งห้ามการออกกำลังกายที่ปะปนกับสิ่งที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลามอย่างใดเลย ทั้งที่พวกเขามีหน้าที่ปกครองดูและต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของพวกเขาต่อผู้อยู่ใต้การปกครองนั้น

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا قُوا أَنفُسَكُمْ وَأَهْلِيكُمْ نَارًا وَقُودُهَا النَّاسُ وَالْحِجَارَةُ ( 6 )
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงคุ้มครองตัวของพวกเจ้าและครอบครัวของพวกเจ้าให้พ้นจากไฟนรก”
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัตตะห์รีม 66 อายะฮฺที่ 6)

รายงานจากท่านอิบนิอุมัร ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าว่า
“ทุกๆคนในหมู่พวกท่านเป็นผู้รับผิดชอบต่อผู้ที่อยู่ใต้ปกครอง อิมามเป็นผู้ปกครอง เป็นผู้รับผิดชอบต่อผู้อยู่ใต้การปกครองของเขา สามีเป็นผู้ปกครองภายในครอบครัว เป็นผู้รับผิดชอบต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของเขา...

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ทุกๆคนในหมู่พวกท่านเป็นผู้ปกครองดูแล และเป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองดูแลของเขา” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)

والله أعلم بالصواب

การสวมหมวกขณะละหมาดเป็นการแต่งกายในสภาพที่เรียบร้อย


การสวมหมวกหรือสาระบั่นไม่ว่าขณะอยู่นอกละหมาด หรือขณะละหมาด เป็นเครื่องประดับ ในสภาพที่เครื่องแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อย และนั้นเป็นที่สมควรยิ่งหากเราไม่มีอุปสรรคใดๆ ที่จะสวมมันขณะเข้าเฝ้าพระองค์อัลลอฮฺขณะละหมาด

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบอานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
يَا بَنِي آدَمَ قَدْ أَنزَلْنَا عَلَيْكُمْ لِبَاسًا يُوَارِي سَوْآتِكُمْ وَرِيشًا وَلِبَاسُ التَّقْوَىٰ ذَٰلِكَ خَيْرٌ ذَٰلِكَ مِنْ آيَاتِ اللَّهِ لَعَلَّهُمْ يَذَّكَّرُونَ ( 26 )
“ลูกหลานอาดัมเอ๋ย! แท้จริงเราได้ให้ลงมาแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งเครื่องนุ่งห่ม ทีปกปิดสิ่งที่อันน่าละอายของพวกเจ้าและเครื่องนุ่งห่มที่ให้ความสวยงาม และเครื่องนุ่งห่มแห่งความยำเกรง นั่นคือสิ่งที่ดียิ่ง นั่นแหละคือส่วนหนึ่งจากบรรดาโองการของอัลลอฮ์ เพื่อที่ว่าเขาเหล่านั้นจะได้รำลึก”
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลอะอฺร็อฟ 7:26)


يَا بَنِي آدَمَ خُذُوا زِينَتَكُمْ عِندَ كُلِّ مَسْجِدٍَ ( 31 )
“ลูกหลานอาดัมเอ๋ย จงเอาเครื่องประดับกายของพวกเจ้า ณ ทุกมัสยิด (หมายถึงสวมเครื่องนุ่งห่มที่เรียบร้อยขณะฏอว๊าฟ และทุกครั้งที่ไปมัสยิด ให้ถือปฏิบัติเป็นเนื่องนิจ)” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลอะอฺร็อฟ 7:31)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“แท้จริง สำหรับอัลลอฮฺนั้น สมควรอย่างยิ่งที่พวกท่านจะต้องตกแต่งประดับประดาเพื่อพระองค์”

รายงานจากอิบนุอุมัร ร่อฎียัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“เมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านละหมาดก็สวมใส่ชุดที่เป็นสองชั้น เพราะสมควรอย่างยิ่งที่พวกท่านจะต้องสวมเครื่องประดับ เพื่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงเกรียงไกร หากว่าผู้ที่ละหมาดไม่มีเสื้อสองตัว ก็จงนุ่งผ้าชั้นใน และอย่าปฏิบัติเช่นพวกยิวที่ละหมาดโดยใช้ผ้าคลุ่มร่างกายมิดชิด มิให้อวัยวะใดปรากฏเห็น” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบัยฮะกีย์)

ท่านอิมามอัลมาวัรดีย์ กล่าวถึงการแต่งตัวและการประดับประดา ที่ปรากฏในอายะฮฺที่ 31 สูเราะฮฺอัลอะอฺร็อฟว่า
“หมายถึงให้ผู้ที่ละหมาดประดับประดาตัวของเขาด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม”

ท่านอบูฮัยยาน มีความเห็นว่า
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการปกปิดเอาเราะฮฺ เพราะการปกปิดเอาเราะฮฺนั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติเมื่อละหมาดอยู่แล้ว ไม่ว่าในกรณีใด”

ท่านเชคมุฮัมมัด ซาฮิด อัลเกาซารีย์ กล่าวในคำถามที่เกี่ยวกับฮุก่มการละหมาด โดยไม่สวมหมวก ทั้งที่ไม่มีอุปสรรคใดๆ ว่า
“ผู้ที่ละหมาดโดยไม่สวมหมวก ทั้งที่ไม่มีอุปสรรคใดๆนั้น การละหมาดของเขาถูกต้องครบถ้วนตามฮุก่มและเงื่อนไขต่างๆของการละหมาด แต่ทว่าการละหมาดนั้นขัดกับสุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม และยังขัดต่อประเพณีปฏิบัติของชาวมุสลิมที่ถ่ายทอดกันมาในทุกแห่งของโลกอิสลาม ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการเลียนแบบชาวอะฮฺลุ้ลกิตาย(ยิวและคริสต์) เพราะเมื่อพวกเขาละหมาด พวกเขาก็จะละหมาดโดยเปิดศีรษะ นอกจากนี้ยังเป็นการละทิ้งเครื่องประดับที่บรรดามุสลิมถูกกำชับให้นำไปปฏิบัติในทุกครั้งที่เข้ามัสยิดหรือทำละหมาดอีกด้วย”

เชคอัลอัลบานีย์ กล่าว่า
“ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า การละหมาดโดยไม่ต้องสวมหมวกหรือสาระบั่นนั้นถือเป็นการกระทำที่น่ารักเกียจ(มักรูฮฺ) เพราะศาสนาอิสลามชอบให้มุสลิมละหมาดโดยแต่งตัวเรียบร้อยสมบูรณ์”

ดังนั้น การสวมหมวกหรือสาระบั่น จึงไม่ใช่เงื่อนไขของความสมบูรณ์ของการละหมาด ไม่ใช่เกี่ยวกับการปกปิดเอาเราะฮฺที่ถือเป็นวาญิบจำเป็นต้องสวมหมวกหรือสาระบั่น มิเช่นนั้นการละหมาดไม่สมบูรณ์ และไม่ใช่เป็นสุนัตที่สวมใส่แล้วได้บุญ ถ้าไม่ใส่แล้วก็ไม่เกิดโทษและไม่ทำให้เสียละหมาด

แต่การสวมหมวก หรือสาระบั่นเป็นสุนนะฮฺ หรือแบบอย่างจากท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ทั้งนอกเวลาและในเวลาละหมาด หากเราเนียตว่าการสวมใส่หมวกหรือสาระบั่นตามแบบอย่างท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนในส่วนนี้

และการสวมหมวก หรือสาระบั่น ถือเป็นเครื่องประดับประดา เป็นการแต่งกายด้วยสภาพที่เรียบร้อย และเป็นประเพณีปฏิบัติของชาวมุสลิมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจากชาวสลัฟสู่ชาวคอลัฟนั้นเอง

والله أعلم بالصواب

หนุ่มน้อย...ยังบ้านของอัลลอฮฺ


ท่านอับดุรฺเราะหฺมาน อิบนิ มุหัมมัด ร่อฮิมาฮุลลอฮฺ ผู้เขียนหนังสือ “ศิฟาต อัลเอาลิยาอฺ” ได้กล่าวว่า ท่านมุหัมมัด อิบนิ อิบรอฮีม อัลนัยศอบูรีย์ เล่าให้ฟังว่า ท่านฟัตหฺ อัลมูสีลีย์ ร่อฮิมาฮุลลอฮฺ เล่าให้ฟังว่า
“ฉันเดินทางไปทำฮัจญ์ ในระหว่างเดินทางนั้น ฉันได้พบเด็กหนุ่มคนหนึ่งกลางทะเลทราย ซึ่งอายุของเขายังไม่ถึงเกณฑ์สาสนาบังคับ
ฉันจึงถามเขาว่า “จะไปไหนหรือเจ้าหนู”
เขาตอบว่า “ไปบ้านของพระผู้อภิบาลของฉัน”
ฉันกล่าวว่า “เจ้ายังเด็กอยู่ กฏเกณฑ์เรื่องฮัจญ์ไม่ได้กำหนดแก่เด็กๆเยี่ยงเจ้า”
เขากล่าวว่า “ฉันเคยเห็นเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าฉันเสียชีวิต”
ฉันกล่าวว่า “ย่างก้าวของเจ้าก็สั้น”
เขากล่าวว่า “สำหรับฉันคือก้าวเดิน แต่สำหรับพระองค์คือการนำพาส่งถึงที่ หากพระองค์ทรงประสงค์ ท่านเคยได้ยินคำกล่าวของพระองค์หรือไม่ที่ว่า สำหรับบรรดาผู้ที่ต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักในทางของเรา โดยแน่นอนยิ่งเราจะนำพวกเขาสู่หนทางของเรา”
ฉันจึงกล่าวว่า “แต่ฉันไม่เห็นเจ้ามีเสบียงอะไรเลย”
เขากล่าวว่า “เสบียงของแนคือยะกีน(มั่นใจอย่างแน่วแน่) ในใจของฉัน ไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ไหน ฉันมั่นใจอย่างแน่วแน่ว่าพระองค์จะประทานริซกีย์แก่ฉัน”
ฉันกล่าวว่า “ฉันหมายความว่า เจ้าน่าจะมีเสบียงพวกขนมปังกับน้ำ”
เขากล่าวว่า “ขอโทษเถอะ ท่านชื่ออะไร”
ฉันกล่าวว่า “ฟัตหฺ”
เขากล่าวว่า “โอ้ท่านฟัตหฺ ฉันขอถามท่านอย่างหนึ่ง”
ฉันกล่าวว่า “ถามมาเลย”
เขากล่าว่า “ ท่านลองคิดดูนะว่า ถ้ามีพี่น้องคนหนึ่งของท่านจากบรรดาพี่น้องมุสลิมทั้งหลาย เชิญท่านไปบ้านเขา ท่านไม่ละอายหรือที่ท่านหิ้วอาหารของท่านไปทานที่บ้านเขา”
ฉันกล่าวว่า “แนนอน ฉันไม่กล้าเอาอาหารปที่บ้านเขาแน่”
เขากล่าวว่า “แท้จริง นายของฉันเรียกฉันไปยังบ้านของพระองค์ ดังนั้นพระองค์จะจัดเตรียมอาหารการกินและเครื่องดื่มคอยต้อนรับฉัน”
...................................................
คัดลอกจาก หนังสือ”นูรุ้ลฮูดา ธรรมส่องทาง”

ผู้อบรมต้องเป็นตัวอย่างที่ที่ดีแก่ผู้ถูกอบรม


จุดเริ่มต้นของการปรับปรุงลูกๆของเขา หรือผู้เป็นลูกศิษย์ นั้นคือ การที่ผู้เป็นพ่อแม่ หรือคุณครูผู้อบรมต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกๆ หรือลูกศิษย์ของเขา เพราะการเป็นตัวอย่างที่ดี หรือไม่ดีนั้น นำไปสู้ความจำของเด็กๆ มีการเรียนแบบผู้อบรม และถือทัศนะของผู้อบรมว่าเป็นที่ถูกต้องดีงาม

ท่านอัมรฺ อิบนิ อุตบะฮฺ แนะนำผู้อบรมลูกๆของเขา ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกๆของเขา โดยท่านกล่าวว่า

“ขั้นตอนแรกจงให้การปรับปรุงตัวของลูกๆของฉัน เป็นการปรับปรุงตัวของท่าน (คือการปรับปรุงตัวของท่านก่อน ที่จะปรับปรุงลูกๆของฉัน) เพราะสายตาของเด็กๆจรดจ่ออยู่กับท่าน สิ่งที่ดีสวยงามในทัศนะของพวกเขา ก็คือสิ่งที่ท่านกระทำ และสิ่งที่เลวในทัศนะของพวกเขา ก็คือสิ่งที่ท่านละทิ้ง(ไม่ทำมัน)”

والله أعلم بالصواب

เริ่มต้นที่จิตใจก่อนปลายลิ้น


ท่านอิมามอิบนิ หิบบาน ร่อฮิมาฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “เราฎ้อตุ้ล อุก้อลาอฺ วะ นุซฮะตุ้ล ฟุฎ้อลาอฺ” ว่า

“เมื่อถ้อยคำหนึ่งถูกกล่าว มันจะควบคุมผู้กล่าวนั้น แต่ถ้ามันไม่ถูกพูด เขาได้ควบคุมมัน”

“ลิ้นของคนฉลาดจะอยู่ด้านหลังจิตใจของเขา เมื่อเขาต้องการจะพูด เขาจะเริ่มต้นที่จิตใจก่อน ถ้ามันเหมาะสมที่จะพูด เขาก็พูดออกมา หากมันไม่เหมาะที่จะพูด เขาก็นิ่งเงียบเสีย
ส่วนจิตใจของคนเขลาจะวางอยู่บนปลายลิ้นของเขา อะไรที่มาถึงมันเขาก็พูด ผู้ใดที่ไม่ดูแลคุ้มครองลิ้นของเขา คนผู้นั้นไม่เข้าใจศาสนาของเขา”

والله أعلم بالصواب

เมื่อวิญญาณออกจากร่างกายผู้ตาย


ภายหลังที่วิญญาณของมัยยิต(ผู้ตาย) ออกจากร่างกายแล้ว ก่อนที่มัยญิตจะถูกสอบสวน มะลาอีกะฮฺจะนำวิญาณของเขาขึ้นไปยังฟากฟ้า หากวิญญาณของผู้อีหม่านศรัทธา บรรดามะลาอิกะฮิจะต้อนรับเขา แต่ถ้าวิญญาณมัยยิตเป็นผู้ปฏิเสธ หรือฝ่าฝืน วิญญาณนั้นก็จะถูกรังเกียจเดียดฉาน จากนั้นวิญญาณนั้นก็จะถุกนำกลับลงสู่พื้นดิน เพื่อรับการสอบสวนในกุบูรฺ

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
“จากนั้น(หลังจากวิญญาณออกจากร่างกาย) พวกเขา(คือมะลาอิกะฮฺ)ก็พาวิญญาณของผู้ตาย(ขึ้นยังฟากฟ้า) เมื่อพวกเขาพาวิญญาณนั้นผ่านมะลาอิกะฮฺท่านหนึ่งจากปวงบ่าวมะลาอิกะฮฺ พวกเขาจะกล่าวขึ้นว่า : นี้คือวิญญาณที่ดีงามไหม? มะลาอิกะฮฺที่พาจะตอบว่า : เขาชื่อนี้ ลูกของคนนั้น เป็นชื่อที่สวยงามที่สุด ซึ่งเขาเคยถุกเรียกชื่อดังกล่าวในโลกดุนยา”

“เมื่อวิญญาณออกจากร่างกายผุ้ตาย มะลาอีกะฮฺที่อยู่ระหว่างชั้นฟ้ากับแผ่นดิน และมะลาอิกะฮฺที่อยู่ในชั้นฟ้าต่างขอพรให้แก่วิญญาณนั้น ซึ่งบรรดาประตูชั้นฟ้าจะถูกเปิดให้แก่วิญญาณนั้น” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 19121 เป็นหะดาที่เศาะเฮียะฮฺ)

“ดังนั้นพวกเขา(มะลาอิกะฮฺที่พาวิญญาณมา) ขอให้เปิดประตู(สวรรค์) สำหรับวิญญาณนั้น แล้วประตู(สวรรค์)ก็ถูกเปิดสำหรับพวกเขา, วิญญาณถูกนำเข้าไปทุกๆชั้นฟ้า ซึ่งเข้าไปยังชั้นฟ้าถัดไป ถัดไป จนกระทั้งไปถึงชั้นฟ้าที่เจ็ด , พระองค์อัลลอฮฺ ทรงตรัสว่า พวกเจ้า(มะลาอิกะฮฺ) จงบันทึกบัญชีบ่าวของฉันในอิลลียีน(บัญชีที่สูงสุด)เถิด และพวกเจ้าจงนำวิญญาณนั้นกลับไปยังพื้นดิน ซึ่งจากพื้นดินนั้น ฉันได้สร้างพวกเขามา และจากพื้นดินนั้นฉันจะนำพวกเขากลับมา และจากพ้านดินนั้นฉันจะนำพวกเขาออกมาอีกครั้งหนึ่ง” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 19038 เป็นหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ)

والله أعلم بالصواب