อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

การยื่นมือสัมผัสกันหลังละหมาดไม่มีแบบอย่างจากท่านบี


การยื่นมือสัมผัสกันของผู้ที่ละหมาดกับผู้ร่วมละหมาดข้างเคียง
ภายหลังให้สลามละหมาดฟัรฎู หรือหลังเอามือลงจากขอดุอาอ์โดยทันที
ซึ่งมีให้เห็นในสังคมมุสลิมบ้านเราเกือบทุกที่นั้น
ไม่มีแบบอย่างจากที่รายงานการกระทำ คำพูด
หรือยอมรับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม
หรือการถ่ายทอดมาจากชนชาวสลัฟแต่อย่างใด

والله أعلم بالصواب

ปัญหาการยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู



สำหรับการขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎูนั้นมีรูปแบบจากท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม แต่สำหรับการยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฏูนั้นมีความขัดแย้งกันอยู่

-ฝ่ายหนึ่งมีทัศนะให้ยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดได้

-อีกฝ่ายหนึ่งมีทัศนะว่าไม่ต้องทำการยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่เศาะเฮียะฮฺเฉพาะเจาะจงว่าให้ยกมือขณะขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู

ทัศนะของฝ่ายที่ให้ยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดได้

ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานที่เฉพาะเจาะจงว่าให้ยกมือขณะขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู เพราะลักษณะเด่นชัดเจนของการขอดุอาอ์คือการยกมือขอดุอาอ์ และเป็นมารยาทชนิดหนึ่งจากบรรดามารยาทอันดีงาม และการที่ไม่ได้มีรายงานการยกมือในขณะขอดุอาอ์หลังละหมาดนั้น ไม่ทำให้เสียหายแก่การมีมารยาทนี้แต่อย่างใด

ท่านอิมามอัลกอสฏ่อลานีย์ ได้กล่าวไว้ใน “อิรฺชาดิซซารีย์ ชัรฮุซอฮีฮิ้ลบุคอรีย์” ว่า “ที่ถูกต้องนั้นคือ ชอบให้ยกมือในดุอาอ์ทั่วๆไป” (บันทึกโดยอิมามอัลบุคอรีย์ และท่านอิมามมุสลิม และท่านอื่นๆ)

ท่านมุนซิรีย์ได้เขียนตำราเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการยกมือขอดุอาอ์ และผลสรุป คือ ชอบให้ยกมือในทุกๆการขอดุอาอฺ นอกจากดุอาอ์ซึ่งในสภาพที่ถูกจำกัดไว้กับสิ่งที่จำเป็นจะต้องไม่ยกมือ เช่น ดุอาอ์ในรุกัวะอฺ และสุญูด เป็นต้น”

เชคอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับดิรเราะหฺมาน อัลญับรีน นักปราชญ์อาวุโส แห่งประเทศซาอุดิอารเบีย กล่าวว่า “แต่ทว่า การปฏิบัติเช่นนี้ (หมายถึงการยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาด) มีปรากฏในแบบฉบับของท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม โดยรายงานที่เศาะเฮียะฮฺ”

ท่านอัลอัลลามะฮฺ มุฮัมมัด ซิดดี๊ก คาน (นักปราชญ์ชาวอินเดีย มีชีวิตระหว่าง ฮ.ศ.1248-1307) กล่าวว่า
“การกล่าวของท่านอัลฮาฟิซ อิบนุ ก็อยยิม ร่อหิมาฮุลลอฮฺ ได้ปฏิเสธการยกมือทั้งสองในการขอดุอาอ์หลังละหมาดเป็นเป็นการเข้าใจผิด”

และนักวิชาการที่เห็นว่าให้ยกมือหลังละหมาดฟัรฎู ได้ยกหะดิษที่กล่าวถึงการยกมือขอดุอาอ์ ได้แก่
รายงานจากท่านมุฮัมมัด อบนุ ยะฮฺยา อัลอัสละมีย์ เล่าว่า

ما رواه الطبراني عن محمد بن أبي يحيى قال : رأيت عبدالله بن الزبير ورأى رجلا رافعا يديه يدعو فبل أن يفرغ من صلاته ، فلما فرغ منها قال له : إن رسول الله لم يكن يرفع يديه حتى يفرغ من صلاته ، قال الحافظ الهيثمي : رجاله ثقات : محمع الزوائد 1/169 وعزاه الطبراني
“ฉันเห็นท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุซซุบัยรฺ พร้อมกันนั้นท่านอับดุลลอฮฺก็ได้เห็นชายคนหนึ่งยกมือทั้งสองขอดุอาอ์ก่อนที่จะละหมาดเสร็จ และเมื่อชายคนนั้นละหมาดเสร็จแล้ว ท่านอับดุลลอฮฺจึงได้กล่าวแก่ชายคนนั้นว่า แท่จริงท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ไม่เคยยกมือทั้งสองของท่าน จนกว่าท่านจะละหมาดเสร็จเสียก่อน”
(บันทึกหะดิษโดยอิมามอัฏฏ็อบรอนีย์ ในหนังสือ “อัลกะบี๊ร” สายสืบหะดิษน่าเชื่อถือ)

รายงานจากท่านซัลมาน อัลฟาริซีย์ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าวว่า ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า

“แท้จริง พระเจ้าของพวกท่านนั้นทรงเปี่ยมด้วยความละอาย ทรงเปี่ยมด้วยความใจบุญ เมื่อบ่าวของพระองค์ยกมือขึ้นขอสิ่งใดจากพระงอค์ พระองค์ทรงละอายที่จะเข้าให้เขา ลดมือลงมาเปล่าๆ โดยไม่ได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทน”

 (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด อบุดาวูด อิบนิมาญะฮฺ และอัลฮากิม)
รายงานจากท่านอบู อุมามะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า มีชายคนหนึ่งถามท่านท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่า

“ดุอาอ์ใดที่(อัลลอฮฺ)จะทรงรีบตอบรับ? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า ดุอาอ์ในยามดึก ในช่วงสุดท้ายของค่ำคืน และหลังละหมาดฟัรฎู”

 (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัตติรฺมีซีย์ หะดิษเลขที่ 3421)
ทัศนะของฝ่ายที่เห็นว่าไม่ต้องยกมือขณะขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู

เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานที่เศาะเฮียะฮฺได้เฉพาะเจาะจงให้ยกมือขณะขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู ก็ไม่จำเป็นต้องยกมือขณะขอดุอาอ์ เนื่องจากท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ร่วมละหมาดฟัรฎูกับบรรดาศอหาบะฮฺทุกวัน วันละ 5 เวลา แต่ไม่พบว่าบรรดาศอหาบะฮฺรายงานหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺว่าด้วยการยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎูเลย ทั้งที่บรรดาศอหาบะฮฺเก็บรายละเอียดและจดจำสำนวนของการขอดุอาอ์หลังละหมาดไว้อย่างมากมายหลายบท แต่กลับปรากฏการยกมือขอดุอาอ์ของท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กระทำในวาระอื่น อย่างเช่น การยกมือขอดุอาอ์ขณะขอฝน การยกมือภายหลังการขว้างเสาหินต้นแรกและต้นที่สอง การยกมือขอดุอาอ์กุนูต การยกมือมือขอดุอาอ์ขณะอยู่บนภูเขาเศาะฟาและมัรวะฮฺ เป็นต้น และในบางวาระท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ก็ไม่ได้ยกมือขณะขอดุอาอ์ เช่น ขณะขอดุอาอ์ เข้า-ออกมัสยิด ขอดุอาอ์เข้า-ออกจากห้องส้วม เป็นต้น หากการยกมือขอดุอาอฺหลังละหมาดฟัรฎูมีความสำคัญจริงๆ ทำไมท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงไม่กระทำให้เป็นแบบอย่างให้ชัดเจนและกระทำบ่อยๆ เพื่อให้บรรดาศอหาบะฮฺนำมาปฏิบัติและบันทึกเป็นหะดิษ มุสลิมรุ่นหลังจะได้ปฏิบัติต่อไป แต่ในทางกลับกันยังไม่พบหลักฐานที่เศาะเฮียะฮฺว่าท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กระทำเช่นนั้น

เชคอับดุลอะซีซ บุตรของอับดุลลอฮฺ บุตรของบาซ กล่าวว่า

“ไม่พบ(ตัวบทหลักฐาน) ที่ถูกต้องจากท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่าด้วยการยกมือในการขอดุอาอฺหลังละหมาดฟัรฎู และไม่พบ (ตัวบทหลักฐาน) ที่ถูกต้องจากจากบรรดาศอหาบะฮฺ เช่นกันในสิ่งที่รับรู้มา ส่วนกรณีที่มีผู้คนบางส่วนกระทำเช่นนั้นด้วยการยกมือขอดุอาอ์ของพวกเขาหลังละหมาดฟัรฎูถือเป็นบิดอะฮฺ ทั้งที่ไม่มีมูลฐานให้กระทำเช่นนั้น”

(หนังสืออัลบิดอุวัลมุหฺดาต หน้าที่ 499-500)

وسئلت اللجنة عن : رفع اليدين بالدعاء بعد الصلوات الخمس هل ثبت رفعها عن النبي صلى الله عليه وسلم أم لا ، وإذا لم يثبت هل يجوز رفعهما بعد الصلوات الخمس أم لا؟
فأجابت : ( لم يثبت عن النبي صلى الله عليه وسلم فيما نعلم أنه رفع يديه بعد السلام من الفريضة في الدعاء ، ورفعهما بعد السلام من صلاة الفريضة مخالف للسنة
فتاوى اللجنة 7/104

และมีผู้ถามคณะกรรมการถาวร ฯ เกี่ยวกับการยกมือขอดุอาหลังละหมาดฟัรดูห้าเวลา ว่ามีรายงานยืนยันว่าท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมยกมือหรือไม่? และเมื่อไม่มีรายงานยืนยัน จะอนุญาตให้ยกมือทั้งสองหลังละหมาดฟัรดูห้าเวลาหรือไม่ ?

คณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยวิชาการและตอบปัญหาศาสนาแห่งซะอุดีอะระเบีย ตอบว่า
ตามที่เรารู้มา ไม่มีรายงานยืนยันจากท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า ท่านยกมือทั้งสองของท่านขอดุอา หลังจากกล่าวสลาม จากละหมาดฟัรดู และการยกมือทั้งสองหลังกล่าวสล่าม จากละหมาดฟัรดูนั้น ขัดแย้งกับอัสสุนนะฮ- ฟะตะวาลุจญนะฮ เล่ม 7 หน้า 104


م ولاعن أصحابه رضي الله عنهم، أما الدعاء بدون ذلك فلا بأس به لورود بعض الأحاديث في ذلك" انتهى.
"فتاوى اللجنة الدائمة" (7/103)

ดุอาหลังจากละหมาดฟัรดูไม่มีสุนนะฮให้ยกมือ ไม่ว่าจะเป็นอิหม่ามทำคนเดียวหรือมะมูมทำคนเดียว หรือ ทำรวมกันทั้งอิหม่ามและมะอมูมก็ตาม ในทางกลับกัน การกระทำดังกล่าวนั้น เป็นบิดอะฮ เพราะ ไม่ได้มีรายงานจากท่านนบี และจากบรรดาสาวกของท่าน แต่อย่างใด สำหรับการดุอานอกเหนือจากดังกล่าวนั้น ไม่เป็นไร (หมายถึงยกมือได้) หากปรากฏบางส่วนของบรรดาหะดิษ ในเรื่องดังกล่าว - ฟะตาวาอัลลุจญนะฮอัดดาอิมะฮ( เล่ม 7 หน้า 103)

สำหรับหะดิษ รายงานจากท่านอบู อุมามะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า มีชายคนหนึ่งถามท่านท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่า

ดุอาอ์ใดที่(อัลลอฮฺ)จะทรงรีบตอบรับ? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า ดุอาอ์ในยามดึก ในช่วงสุดท้ายของค่ำคืน และหลังละหมาดฟัรฎู” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัตติรฺมีซีย์ หะดิษเลขที่ 3421)
คำว่าช่วงท้ายของละหมาดฟัรฎู นั้น นักวิชาการได้อะบายว่าเป็นการขอดุอาอ์ในช่วงท้ายละหมาดก่อนให้สลาม ซึ่งการขอดุอาอ์ขณะอยู่ในละหมาดซึ่งเป็นช่วงท้ายก่อนให้สลามเป็นดุอาอ์ที่ถูกตอบรับมากที่สุด

ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม สั่งใช้ให้กล่าวดุอาอ์ตะชะฮุด(ขระนั่งตะชะฮฺฮุดครั้งสุดท้าย) ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวเสริมว่า

“จากนั้นให้เขาเลือกวิงวอน(ดุอาอ์)ตามที่เขาประสงค์”

(ฟะตาวานนาส กิตาบุฏเฏาะหาเราะฮ กิตาบุศเศาะลาฮฺ หน้า 384)
แต่มีนักวิชาการบางท่านเห็นด้วยว่าไม่จำต้องยกมือขณะขอดุอาอ์หลังละหมาด เพราะไม่มีแบบฉบับจากท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม แต่ไม่ถือว่าผู้ที่ยกมือขอดุอาอ์กระทำบิดอะฮฺ หากเขาผู้ยกมือขอดุอาอ์ไม่สักกัดเวลาเฉพาะว่าจำเป็นต้องยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎูเป็นประจำ แต่ถือว่าการยกมือขอดุอาอ์เป็นมารยาทของการขอดุอาอ์เท่านั้น ไม่ได้ยกมือเป็นกิจวัตร

والله أعلم بالصواب

ปัญหาเกี่ยวกับการลูบหน้าหลังจากยกมือขอดุอาอ์


การลูบหน้าภายหลังผู้ขอดุอาอ์ได้ยกมือขอดุอาอ์และได้ขอดุอาอ์เสร็จแล้ว มีปัญหาว่า เป็นแบบอย่างจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม หรือไม่ นักวิชาการมีความขัดแย้งกันในเรื่องนี้

-นักวิชาการบางท่านมีทัศนะว่าให้ลูบหน้า เพราะเป็นแบบอย่างจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และหะดิษที่รายงานเกี่ยวกับการลูบหลังยกมือขอดุอาอ์เสร็จเป็นหะดิษที่ฮะซัน นำไปใช้เป็นหลักฐานได้ อย่างเช่น ท่านอัลฮาฟิซ อิบนุ ฮะญัร ในหนังสือ “บุลูฆุลมะรอม”

-นักวิชาการบางท่านมีทัศนะว่าไม่มีการลูบหน้า เพราะไม่มีรายงานไว้จากหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ยกมือขอดุอาอ์ในวาระต่างๆ เช่น ยกมือขอดุอาอ์หลังละหมาดสุนัต ยกมือขอดุอาอ์ขอฝน การยกมือขอดุอาอ์กุนูต เป็นต้น ก็ไม่ปรากฏว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ลูบหน้า หลังยกมือขอดุอาอ์เสร็จ

ต่อไปนี้เป็นเป็นทัศนะของบรรดานักวิชาการว่าไม่มีการลูบหน้าหลังยกมือขอดดุอาอ์

-ท่านมะรูซีย์กล่าวไว้ในหนังสือละหมาดวิตรฺ หน้า 236 ว่า
“อิมามมาลิก ร่อหิมะฮุลลอฮฺ เคยถูกถามเกี่ยวกับบุคคลหนึ่งลูบด้วยมือทั้งสองของเขาภายหลังการขอดุอาอ์ อิมามมาลิกปฏิเสธสิ่งดังกล่าว พลางกล่าวว่า ฉันไม่ทราบ(ถึงหลักฐาน)”

-อิมามบัยหะกีย์ ร่อหิมะฮุลลอฮฺ (สิ้นชีวิต ฮ.ศ.458) กล่าวไว้ในหนังสือ “สุนะนุลกุบรอ”เล่ม 2 หน้าที่ 212 ว่า
“การลูบหน้าด้วยมือทั้งสองภายหลังเสร็จสิ้นของการขอดุอาอ์ ฉันไม่เคยจดจำเรื่องดังกล่าวจากบุคคลหนึ่งในบรรดาชาวสลัฟ ไม่ว่าจะลูบหน้าหลังดุอาอ์กุนูต และถึงแม้ว่าจะมีรายงานปรากฏบางคนจากพวกเขา กระทำขอดุอาอ์นอกละหมาดก็ตาม แน่นอนมีรายงานหะดิษเกี่ยวสิ่งนั้นจากท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เช่นกันแต่เป็นหะดิษเฎาะอิฟ”

-ท่านอิมามนะวะวีย์ ร่อหิมะฮุลลอฮฺ (สิ้นชีวิต ฮ.ศ.676) กล่าวว่า
“ไม่มีแบบฉบับในเรื่องการลูบภายหลังการขอดุอาอ์เมื่ออยู่นอกละหมาด”

-ท่านอัลอิซซุ บุตรของอับดุสสะลาม(สิ้นชีวิต ฮ.ศ.660 กล่าวไว้ในหนังสือ “ฟัยฎุลเกาะดีรฺ เล่ม 1 หน้าที่ 369 ว่า
“ไม่มีบุคคลใดลูบหน้า นอกจากบุคคลที่เบาความเท่านั้น”

-ชัยคุลอิสลาม อินุ ตัยมิยะฮฺ ร่อหิมะฮุลลอฮฺ (สิ้นชีวิต ฮ.ศ.727) ท่านตอบคำถามไว้ในหนังสือ “ฟะตาวา” เล่ม 22 หน้า 519 ว่า
“การยกมือทั้งสองของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ขณะขอดุอาอ์ มีปรากฏในหะดิษเศาะเฮียะฮฺเป็นจำนวนมาก ส่วนการลูบหน้าด้วยมือทั้งสองของท่าน ไม่ปรากฏหลักฐานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นอกจากจะมีเพียงหะดิษหรือสองหะดิษเท่านั้น ซึ่งทั้งสองหะดิษข้างต้นก็ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้เช่นกัน วัลลอฮุอะอฺลัม”

ต่อไปนี้ขอยกหะดิษที่กล่าวเกี่ยวกับการลูบหน้าภายหลังยกมือขอดุอาอ์ บางบท แต่ปรากฏว่าเป็นหะดิษฎออิฟ

“พวกท่านจงขอดุอาอ์ต่อพระองค์อัลลอฮฺด้วยฝ่ามือของพวกท่าน และพวกท่านอย่าขอต่อพระองค์ด้วยหลังมือ ครั้นพวกท่านเสร็จสิ้นการขอ พวกท่านจงลูบหน้าของพวกท่านด้วยฝ่ามือ”
(บันทึกโดยอบูดาวูด หะดาเลขที่ 1482)
ข้อบกพร่องของหะดิษข้างต้น

-อับดุลมะลิก บุตรของมุหัมมัด บุตรของอัยมัน นักรายงานหะดิษที่รายงานหะดิษนี้ เป็นบุคคลที่มัจญ์ฮูล ไม่ถูกรู้จักตัวตน
-อับดุลลอฮฺ บุตรของยะอิกูบ บุตรอิสหาก นักรายงานหะดิษที่รายงานหะดิษนี้ เป็นบุคคลที่ มัจญ์ลุลลหาล คือเป็นบุคคลที่นักรายงานหะดิษสองคน หรือมากกว่าสองคนรายงานหะดิษจากเขา แต่ทว่าเขาไม่ถูกทำให้เชื่อถือได้

-ท่านอบูดาวูด ผู้บันทึกหะดิษข้างต้น กล่าวว่าหะดิษดังกล่าวถือว่าฎออิฟ

แต่มีหะดิษเศาะเฮียฮฺที่รายงานจากท่านมาลิก บุตรของยะสารฺ ซึ่งบันทึกโดยอบุดาวูด เช่นกัน มีบทความเช่นเดียวกับหะดิษข้างต้น แต่ไม่มีคำว่า “พวกท่านจงลูบหน้าของพวกท่านด้วยฝ่ามือ”

والله أعلم بالصواب

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

สิ่งที่ผู้ตายจะได้รับหลังความตาย

 

-การขอดุอาอ์ของพี่น้องมุสลิมที่วิงวอนให้แก่ผู้ตาย

ท่านรสูลุลลฮฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
การที่มุสลิมคนหนึ่งขอดุอาอ์ให้แก่พี่น้องของเขาลับหลัง ถือเป็นดุอ์ที่ถูกตอบรับ (มุสตะญาบ) ณ ตรงศีรษะของเขามาลาอิกะฮฺ(ท่านหนึ่ง)ผู้ได้รับมอบหมาย ซึ่งทุกครั้งที่เขาดุอาอ์ให้แก่พี่น้องของเขา (เช่นนั้น) มลาอิกะฮฺที่ถูกมอบหมายจะกล่าวว่า อามีน (ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงตอบรับเถิด) และสำหรับท่าน(ผู้ขอ)ก็ให้ได้รับเหมือน(อย่างที่ขอให้แก่พี่น้องของเขา) เช่นกัน (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม หะดิษเลขที่ 7105 เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ)

-การที่มุสลิมได้ทำเศาะดะเกาะฮฺ หรือบริจาค ให้แก่ผู้ตาย

รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา เล่าว่า
แท้จริงชายผู้หนึ่งไต่ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่า ที่จริงแม่ของฉันนางเสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งฉันคิดว่า หากนางจะสั่งเสีย นางจะสั่งเสียถึงการเศาะดะเกาะฮฺ (เช่นนั้น) นางจะได้รับผลบุญไหม หากฉันจะเศาะดะเกาะแทนนาง ? ท่านนบีตอบว่า (ผลบุญ)ได้ซิ
(บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม หะดิษเลขที่ 1388 เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ)

-การชดใช้สิ่งที่ผู้ตายได้บนบานเอาไว้(นะซัรฺ)

ท่านรสูลุลลฮฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
บุคคลใดที่เสียชีวิต โดยถือศิลอดของเขา(ยังถือไม่ครบ) สำหรับเขา เช่นนี้ก้ใหญาติพี่น้องของเขาถือศิลอดแทนให้แก่เขา (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม หะดิษเลขที่ 1952 เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ)

การทำความดีของลูกๆ ที่ศอและหฺ การงานนั้นพ่อแม่ของเขาที่ตายไปแล้วก็จะได้รับผลบุญนั้นด้วย เพราะลูกศอและหฺเกิดจากการอุตสาหะของเขาทั้งสอง

พระองคือัลลฮ์ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

وَأَن لّيْسَ لِلإِنسَانِ إِلاّ مَا سَعَى.
"แท้จริง มนุษย์จะไม่ได้รับ นอกจากสิ่งที่เขาขวนขวายเท่านั้น"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอันนัจญ์มุ :39)

ท่านรสูลุลลฮฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
แท้จริงบุคคลหนึ่งที่กินจากสิ่งที่เขาขวนขวายมาได้นั้น ย่อมดีที่สุด ซึ่งลูกของเขาก็คือส่วนหนึ่งจากสิ่งที่เขาขวนขวายไว้(เหมือนกัน)
(บันทึกหะดิษโดยอบุดาวูด หะดิษเลขที่ 3530 เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ)

-สิ่งที่ผู้ตายได้กระทำไว้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในดุนยา
หากเขาบริจากทานที่ยังได้รับผลบุญอย่างต่อเนื่อง หรือเศาะดะเกาะฮฺญาริยะฮฺ แม้เขาจะเสียชีวิตไปก็ตาม เช่นผลบุญที่เขาทำไว้ยังเป็นประโยชน์แก่คนทั่วไป และยังไม่สูญสลาย

ท่านนบี   ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
إذا مات ابن آدم انقطع عمله إلا من ثلاث: صدقة جارية أو علم ينتفع به أو ولد صالح يدعو له
เมื่อลูกหลานอาดัม(มนุษย์) ได้เสียชีวิต การงานของเขาก็ยุติ นอกจาก สามประการคือ การบริจาคทานถาวรวัตถุ (วะกัฟ) ,ความรู้(ของเขา)ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้วยมัน หรือ บุตรที่ดี ขอดุอาให้แก่เขา - ดู ชัรหุเศาเฮียะมุสลิม เล่ม 1 หน้า 90

ท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าว่า
 "
แท้จริงสิ่งซึ่งจะติดตามผู้ศรัทธาจากการงาน และความดีต่างๆ ของเขา ภายหลังที่เขาเสียชีวิตไปแล้วนั้น (มีดังนี้)(1.) ความรู้ที่เขาได้ศึกษามา แล้วเขาก็เผยแพร่ความรู้นั้น(2.) ลูกสอลิห์ (ลูกที่อยู่ร่องรอยของศาสนา) ที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลัง(3.) คัมภีร์อัลกุรอานที่เขาได้บริจาคไป(ตามมัสยิด หรือสถานที่ต่างๆ) (4.) มัสยิดที่เขาเคย(บริจาค)ก่อสร้าง(5.) สร้างบ้าน(หรือทีพักอาสัย) ให้ไว้สำหรับคนเดินทาง(พักอาศัยชั่วคราว)(6.) ขุดลำธาร(หรือบ่อน้ำ)ให้ไหล (เป็นประโยชน์แก่ผู้คน)(7.)การจ่ายทาน(เศาะดะเกาะฮ์)จากทรัพย์สินของเขาเองในขณะที่เขามีสุขภาพแข็งแรง และขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ (ผลบุญของสิ่งดังกล่าว) จะติดตามเขาไปภายหลังที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว"
(หะดิษหะสัน บันทึกโดยอิบนุมาญะฮ์ หะดิษที่ 249)

والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

อิสลามไม่มีการรับจ้างทำอิบาดะฮฺ


การรับจ้างทำอิบาดะฮฺแทนกันนั้นไม่มีในคำสอนของอิสลาม

 หากมีการจ้างทำอิบาดะฮฺในศาสนาแล้ว เราก็จะไม่พบว่าคนร่ำรวยทำอิบาดะฮฺหรอก เพราะได้จ้างให้คนอื่นทำอิบาดะฮฺแทนตนเองไปแล้ว เช่น ละหมาดศุบหฺ ก็ไม่ต้องตื่นขึ้นมาละหมาด เพราะได้จ้างคนข้างบ้านละหมาดแทนให้แล้วนั่นเอง

 ฉะนั้นเรื่องการจ้างทำอิบาดะฮฺแทนกันนั้นไม่อนุญาตให้กระทำโดยเด็ดขาด อีกทั้งไม่พิจารณาว่าผู้จ้างนั้นจะมีชีวิตอยู่ หรือเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม และหากใครจ้างทำมาก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รับผลบุญอันใด แต่จะได้รับโทษอีกด้วย เพราะได้อุตริสิ่งใหม่ในศาสนา (บิดอะฮฺ)

ไม่ว่าเรื่องการรับจ้างทำฮัจญ์แทน , การจ้างอ่านยาซีน ในพิธีขึ้นบ้านใหม่ พิธียกเสาเอก หรือพิธีทำบุญบ้านคนตาย ก็ตามที ไม่พบหลักฐานใดๆในบัญญัติอิสลามเกี่ยวกับเรื่องนี้

ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ก็เนื่องด้วยได้พบเจอการกระทำเหล่านี้ในสังคมมุสลิมบ้านเรา ได้แก่ มีการหาคนมาอ่านยาซีน ด้วยการมอบเงินให้มุสลิมคนหนึ่งไปหาคนมาอ่านยาซีน 10 คน โดยให้เงินใส่ซอง 1,000บาท และมอบให้แต่ละคน คนละ 100 บาท มาอ่านยาซีนให้ในพิธี หรือกรณีมุสลิมคนหนึ่งไปยืนรอที่หน้ากุบูรฺในวันอีด ทั้งสอง แล้วจะมีคนให้ไปอ่านยาซีนที่หลุ่มฝังมัยยิตญาติของเขา อ่านเสร็จจะมอบเงินให้ (ที่เห็น 100 บาท) เป็นต้น

 แต่สำหรับการทำหัจญ์แทนกันนั้น มีตัวบทหลักฐานจากหะดีษเศาะหี้หฺของอิมามบุคอรีย์ กล่าวคือ ผู้ตายจะสั่งเสียหรือไม่สั่งเสีย ทายาท หรือญาติพี่น้องของผู้ตายสามารถไปทำหัจญ์แทนผู้ตายได้
แต่มีเงื่อนไขว่าเขาผู้นั้นจะต้องทำหัจญ์ให้ตัวเองเสียก่อนจึงจะสามารถทำหัจญ์แทนผู้อื่นได้


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

เมื่ออายุมากก็ยิ่งรีบเร่งทำความดีมากๆ

 

      ทุกๆวัย อิสลามสอนให้มุสลิมรีบเร่งทำความดีเยอะๆ เพื่อสะสมความดี ทำให้ผลบุญแห่งความดีหนักในตาชั่งในวันกิยามะฮฺ แต่ถ้ายิ่งอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องพยายามประกอบอะมัลคุณงามความดีให้มากกว่าเดิม

ท่านอบู บักเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า
แท้จริงชายผู้หนึ่งกล่าวแก่ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่า โอ้ท่านรสูลของอัลลอฮฺ คนประเภทไหนที่ดีที่สุด ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ตอบว่า บุคคลที่เขามีอายุมาก และเขาก็ปฏิบัติการงานที่ดี (มากตามอายุ) แล้วคนประเภทไหนเลวที่สุด ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ตอบว่า คือบุคคลที่เขามีอายุมาก แต่เขาปฏิบัติชั่ว(มากตามอายุ) (บันทึกหะดิษโดยอัตติรฺมีซีย์ หะดิษเลขที่ 2500 เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ)

ดังนั้น ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งทำความดีมากขึ้น ให้ผูกพันกับมัสยิด ส่งเสริมการทำงานศาสนา ศึกษาอิสลามจากสื่อต่างๆ

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าว่า
บุคคล 7 ประเภทที่พระองค์อัลลอฮฺจะทำให้เขาอยู่ใต้ร่มเงาในวันกิยามะฮฺ ซึ่งไม่มีร่มเงาใด เว้นแต่ร่มเงานั้นเท่านั้น (1 ใน 7 บุคคลนั้รคือ)
และผู้ที่หัวใจของเขาผูกพันอยู่กับมัสยิด
 (บันทึกหะดิษโดยบุคอรีย์ หะดิษเลขที่ 660 เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ)


และให้หลีกห่างความชั่วต่างๆโดยเฉพาะการทำซินา

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าว่า
"บุคคล 3 ประเภทที่พระองค์อัลลอฮฺจะไม่คุยกับพวกเขา ไม่ขัดเกลาให้พวกเขาบริสุทธิ์ และสำหรับเขาจะได้รับการลงโทษอย่างแสนสาหัส 1. คนชราที่ทำซินา 2 กษัตริย์(หรือผู้นำ)ที่โกหก 3.คนที่ยิ่งยโส
(บันทึกหะดิษโดยมุสลิม หะดิษเลขที่ 309 เป้นหะดิษเศะเฮียะฮฺ)

والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

การแต่งงานถือเป็นอิบาดะฮฺ

 

การแต่งงาน(นิกะฮฺ) นั้น ถือเป็นอิบาดะฮฺ การภัคดี ต่อพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา อย่างหนึ่ง ที่จะทำให้มุสลิมผู้ศรัทธาครบสมบูรณ์อีกครึ่งหนึ่งของศาสนา โดยเขาจะไปพบพระเจ้าของเขาในสภาพที่ดีสะอาดบริสุทธิ์ หลีกห่างจากการฟิตนะฮฺ

รายงานจากท่านอนัส ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมกล่าวว่า
ผู้ใดที่อัลลอฮฺประทานหญิงที่ดีแก่เขา พระองค์ก็ได้ทรงช่วยให้เขาปฏิบัติครึ่งหนึ่งของศาสนาของเขาไปแล้ว ดังนั้นเขาจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ในส่วนที่เหลือเถิด (บันทึกหะดิษโดยอัฏฏ็อบรอนี และอัลฮากิม ท่านฮากิม กล่าวว่า สายรายงานถูกต้อง)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมกล่าวว่า
ผู้ใดต้องการพบอัลลอฮฺ ในสภาพเป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ เขาจงแต่งงานกับหญิงอิสระ(ไม่ใช่ทาส)เถิด (บันทึกหะดิษโดยอิบนุมาญะฮฺ สายรายงาน มีคนอ่อนหลักฐาน)

ท่านอิบนุมัสอู๊ด ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า
หากอายุไขของฉันจะไม่เหลืออีก นอกจากเพียง 10 วัน และฉันทราบดี ฉันจะต้องตายในที่สุด และฉันมีระยะเวลายาวที่จะแต่งงานกับพวกนางได้ ฉันก็จะแต่งงานอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เพราะกลัวฟิตนะฮฺ(ความไม่ดี)
 
ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมกล่าวว่า
พวกเจ้าจงแต่งงานกับหญิงน่ารัก และมีลูกได้ ความจริงฉันจะเอาพวกเจ้าไปประกวดกับ(ประชาชาติของ) บรรดานบีในวันกิยามะฮฺ
 
والله أعلم بالصواب    
 ✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿