อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

ทัศนะอิมามชาฟีอีย์การอ่านอัลกุรอานอุทิศไม่ถึงผู้ตาย


ท่านอิหม่ามนะวาวีย์ (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน) ได้กล่าวถึงทัศนะของอิหม่ามชาฟิอีย์ เรื่อง การอ่านอัลกุรอ่านอุทิศผลบุญให้ผู้ตายว่า

وأما قراءة القرآن فالمشهور من مذهب الشافعي أنه لا يصل ثوابها إلى الميت........ ودليل الشافعي وموافقيه قول اللهِ تعالى : وَأَن لّيْسَ لِلإِنسَانِ إِلاّ مَا سَعَى. وقول النبي صلى الله عليه وسلم : إذا مات ابن آدم انقطع عمله إلا من ثلاث: صدقة جارية أو علم ينتفع به أو ولد صالح يدعو له

และสำหรับ การอ่านอัลกุรอ่านนั้น ที่แพร่หลายจากทัศนะของชาฟิอีนั้น ผลบุญของมันไม่ถึงผู้ตาย.... และหลักฐานของชาฟิอีและผู้ที่มีความเห็นสอดคล้องกับเขาคือ คำตรัสของอัลลอฮ ตะอาลาที่ว่า

وَأَن لّيْسَ لِلإِنسَانِ إِلاّ مَا سَعَى
.
แท้จริง มนุษย์จะไม่ได้รับ นอกจากสิ่งที่เขาขวนขวายเท่านั้น" และคำพูดของนบี   ที่ว่า

إذا مات ابن آدم انقطع عمله إلا من ثلاث: صدقة جارية أو علم ينتفع به أو ولد صالح يدعو له

เมื่อลูกหลานอาดัม(มนุษย์) ได้เสียชีวิต การงานของเขาก็ยุติ นอกจาก สามประการคือ การบริจาคทานถาวรวัตถุ (วะกัฟ) ,ความรู้(ของเขา)ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้วยมัน หรือ บุตรที่ดี ขอดุอาให้แก่เขา - ดู ชัรหุเศาเฮียะมุสลิม เล่ม 1 หน้า 90

อัลหัยษะมีย์ ได้ฟัตวาว่า

الميت لا يقرأ عليه مبني على ما أطلقه المقدمون من أن القراءة لا تصله أي الميت لأن ثوابها للقارء. والثواب المرتب على عمل لا ينقل عن عامل ذلك العمل. قال اللهِ تعالى : وَأَن لّيْسَ لِلإِنسَانِ إِلاّ مَا سَعَى

มัยยิต จะไม่มีการอ่านอัลกุรอ่านให้แก่เขา โดยมันถูกวางรากฐานอยู่บนสิ่งที่บรรดาชนยุคก่อน ได้กล่าวมันเอาไว้อย่างกว้างๆว่า การอ่าน ไม่ถึงผู้ตาย เพราะผลบุญของมัน ได้แก่ผู้อ่าน และ ผลบุญนั้น ถูกวางระเบียบเอาไว้บนการกระทำ และจะโอนจากผู้กระทำการกระทำนั้นไม่ได้ อัลลอฮ ตะอาลาตรัสว่า
" แท้จริงมนุษย์จะไม่ได้รับ นอกจากสิ่งที่เขาขนขวายเท่านั้น " - ฟะตาวาอัลกุบรอ อัลฟิกฮียะฮ ของ อัลหัยษะมีย์ เล่ม 2 หน้า 9
والله أعلم بالصواب
✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

กุโบรไม่ใช่ที่ละหมาดและอ่านอัลกุรอาน


โดยอาจารย์มะห์มูด (ปราโมทย์) ศรีอุทัย วิภาษคำบรรยายของ อาจารย์กอเซ็ม มุหัมมัดอะลีย์ เกี่ยวกับการอ่านอัลกุรอานให้ผู้ตาย
<-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·`·.¸¸.·´¯`·._.·`·.¸¸.·´¯`·._.·´¯`·.¸>
                                          

(1). อ.กอเซ็มกล่าวว่า ผู้ที่ไม่สนับสนุนให้อ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูร ได้อ้างหะดีษบทหนึ่งว่า .. إِقْرَؤُاالْقُرْآنَ فِىْ بُيُوْتِكُمْ وَلاَ تَجْعَلُوْهَا قُبُوْرًا  ..
ซึ่งมีความหมายว่า .. พวกท่านจงอ่าน อัล-กุรฺอ่าน ในบ้านของพวกท่าน  และจงอย่าทำให้มัน (บ้านของพวกท่าน) เป็นกุบูรฺ .. แล้ว อ.กอเซ็มก็โต้แย้งว่า หะดีษบทนี้ไม่ใช่หลักฐานห้ามอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ แต่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบว่า  อย่าทำให้บ้านเงียบเหมือนกุบูรฺ ... 
            วิภาษ   
            1.1 หะดีษสำนวนที่ว่า .. พวกท่านจงอ่าน อัล-กุรฺอ่าน ในบ้านของพวกท่าน และจงอย่าทำให้มัน(บ้าน)เป็นกุบูรฺ .. ดังการอ้างของ อ.กอเซ็ม ผมไม่เคยเจอว่ามีบันทึกอยู่ในตำราหะดีษเล่มใดทั้งสิ้น ...
            ที่เคยอ่านเจอก็คือ หะดีษด้วยสำนวนที่กล่าวถึงเรื่อง การอ่านซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์โดยเฉพาะ (ไม่ใช่อัล-กุรฺอ่านทั้งหมด) .. ดังการบันทึกของท่านมุสลิม หะดีษที่ 780/212,   ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 2877,   ท่านอะห์มัด เล่มที่ 2 หน้า 284, 337, 378, 388  ..โดยรายงานมาจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ ร.ฎ.มีข้อความว่า ...
      لاَ تَجْعَلُوْا بُيُوْتَكُمْ مَقَابِرَ،  إِنَّ الشَّيْطَانَ يَنْفِرُ مِنَ الْبَيْتِ الَّذِىْ تُقْرَأُ فِيْهِ سُوْرَةُ الْبَقَرَةِ
พวกท่านจงอย่าทำให้บ้านของพวกท่านเป็น (เสมือน) สุสาน,  แท้จริงชัยฏอนจะวิ่งหนีจากบ้านที่มีการอ่านซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ ...
และมีหะดีษที่ คล้ายๆกัน อีกบทหนึ่งซึ่ง เป็นเรื่องของการนมาซ .. ดังการบันทึกของท่านมุสลิมหะดีษที่ 209/777 ..โดยรายงานมาจากท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. มีข้อความว่า ...
                         صَلُّوْا فِىْ بُيُوْتِكُمْ ،  وَلاَ تَتَّخِذُوْهَا قُبُوْرًا
พวกท่านจงนมาซ (สุนัต) ในบ้านของพวกท่าน,  และจงอย่าทำมัน (บ้านของพวกท่าน) ให้เป็นกุบูรฺ ...
ในบันทึกของท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 432  ก็มีข้อความที่คล้ายคลึงกันนี้ โดยรายงานมาจากท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. เช่นเดียวกัน  ...
            จึงขอถาม อ.กอเซ็มว่า สำนวนหะดีษ ดังข้ออ้างของท่านข้างต้นนั้น ถูกบันทึกอยู่ในตำราหะดีษเล่มใด ? ...
ถ้าหาให้ไม่ได้ ก็ระวังจะโดนข้อหา กุหะดีษเก๊ นะครับ อาจารย์ ...
1.2  คำกล่าวของ อ.กอเซ็มที่ว่า หะดีษบทนี้เป็นการกล่าวในลักษณะเปรียบเทียบว่าอย่าทำให้บ้านเงียบเหมือนกุบูรฺ,  ไม่ใช่เป็นหะดีษห้ามอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ ...
ขอตอบว่า คำกล่าวของ อ.กอเซ็มข้างต้นเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องในแง่มุมหนึ่ง ...
แต่ อ.กอเซ็มไม่ได้เฉลียวใจบ้างหรือว่า เพราะเหตุใดท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวเปรียบเทียบบ้านที่ไม่มีการอ่านซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ว่า  เหมือนกุบูรฺ ?? ...
และ .. อ. กอเซ็ม ไม่เฉลียวใจบ้างหรือว่า ความหมายหะดีษบทแรกที่ท่านนบีย์กล่าวเปรียบเทียบว่า บ้านที่ไม่มีการอ่านซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ จะเป็นเหมือนกุบูรฺ,  กับความหมายหะดีษบทหลังที่ว่า บ้านที่ไม่มีการนมาซสุนัตในบ้าน จะเป็นเหมือนกุบูรฺ .. นั้น เป็นการกล่าวเปรียบเทียบในลักษณะเดียวกันและไม่มีข้อแตกต่างกัน ? ...
ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ได้กล่าวอธิบายหะดีษบทหลังที่ท่านนบีย์กล่าวว่า .. พวกท่านจงนมาซในบ้านของพวกท่าน  และพวกท่านจงอย่าทำมัน(บ้าน)ให้เป็นกุบูรฺ  ว่า ...
   إِسْتَنْبَطَ مِنْ قَوْلِهِ "وَلاَ تَتَّخِذُوْهَا قُبُوْرًا"  أَنَّ الْقُبُوْرَ لَيْسَتْ بِمَحَلٍّ لِلْعِبَادَةِ! فَتَكُوْنُ الصَّلاَةُ فِيْهَا مَكْرُوْهَةً
            ท่านบุคอรีย์ได้วิเคราะห์จากข้อความของหะดีษที่ว่า .. และพวกท่านจงอย่าทำมัน (บ้าน) ให้เป็นกุบูรฺ .. ว่า  แท้จริงกุบูรฺนั้น มิใช่เป็นสถานที่สำหรับทำอิบาดะฮ์!  ดังนั้น การนมาซในกุบูร จึงเป็นเรื่องน่ารังเกียจ ...
   (จากหนังสือ ฟัตหุ้ลบารีย์  เล่มที่ 1  หน้า 529) ...
คำว่า อิบาดะฮ์ ในที่นี้หมายถึง อิบาดะฮ์ บะดะนียะฮ์ หรืออิบาดะฮ์ที่ปฏิบัติด้วยร่างกายโดยเฉพาะ จึงเป็นคำที่มีความหมายกว้างๆ มิใช่จำกัดเฉพาะเรื่องนมาซเพียงอย่างเดียว  แต่ยังรวมถึง การอ่านอัล-กุรฺอ่าน ดังข้อความที่มีระบุในหะดีษบทแรกด้วย
เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถกล่าวอธิบายในลักษณะเดียวกันนี้ จากหะดีษบทแรกว่า .. แท้จริง กุบูรฺนั้นมิใช่เป็นสถานที่สำหรับทำอิบาดะฮ์ ดังนั้น การอ่านอัล-กุรฺอ่านในกุบูรฺจึงเป็นเรื่องน่ารังเกียจ .. ได้เช่นเดียวกัน ...  
และความหมายของคำว่า مَكْرُوْهَةً (น่ารังเกียจ) ตามคำกล่าวข้างต้น หมายถึง  كَرَاهَةً تَحْرِيْمِيَّةً .. คือ เป็นเรื่องต้องห้ามหรือหะรอม ..  อันเป็นสำนวนของนักวิชาการยุคแรกดังเป็นที่ทราบกันดี ...
ด้วยเหตุนี้ ความเข้าใจที่ว่า  การนมาซที่กุบูรฺและการอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ เป็นเรื่อง ต้องห้าม ตามนัยของหะดีษ 2 บทข้างต้น จึงมิใช่เป็นเพียงทัศนะของ บุคคลบางคนในปัจจุบัน ดังการกล่าวหาของ อ.กอเซ็ม ... 
แต่ถือได้ว่า เป็นทัศนะของนักวิชาการยุคแรกมาก่อนแล้ว  ซึ่งหนึ่งจากนักวิชาการยุคแรกเหล่านั้นก็คือท่านบุคอรีย์ .. ดังข้อมูลที่ได้นำเสนอไปนั้น

والله أعلم بالصواب
✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿
อาจารย์กอเซ็ม มุหัมมัดอะลีย์ (คนแรก)

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

ก็อซซาฟีย์เคยสั่งลบคำว่า“กุล”ออกจากคัมภีร์อัลกุรอาน


                    นายมุอัมมัร ก็อซซาฟีย์ หนึ่งในอดีตผู้ปกครองเผด็จการของประเทศลิเบีย ที่ล่วงลับไปแล้วนั้น เขาเคยสั่งให้ลบคำว่า قُلْ “กุล”(จงกล่าว) ซึ่งมีอยู่มากมาย ออกจากคัมภีร์อัลกุรอาน โดยถือว่ามันเป็นวาญิบ ที่ต้องตัดทอนคำดังกล่าวนี้ออกไป และก็อซซาฟีย์ยังได้ออกคำสั่งระงับการอ่านคำว่า “กุล” ในทุกมัสยิด และทุกสถานีวิทยุในลิเบีย

การกระทำของก็อซซาฟีย์ เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอัลกุรอานอย่างชัดเจน จนถึงขนาดที่ท่านชัยคฺอับดุลอะซีส บินบาซ ต้องออกมาประณามการกระทำของก็อซซาฟีย์ และเรียกร้องให้เขาแก้ไขตนเองจากการกระทำอันโง่เขลานี้เสีย (มะวากิฟมะศีอะฮฺฟีฮะยาตอัล-อิมามอับดุลอะซีสอิบนุบาซ หน้า 189)

อัลกุรอานคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ถึงแม้ใครจะทำลาย ทำการแก้ไขเปลี่ยนเปลี่ยน อย่างไรเสีย อัลกุรอานที่มุสลิมทั่วโลกใช้ ก็ยังคงยืนยงสมบูรณ์ตราบจนนิรันดร์เช่นเดิม

والله أعلم بالصواب
✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

หรือเพียงเพราะพวกเขาเป็นมุสลิมที่ถูกฆ่าในพม่า


"อินนาลิลาฮี วะอินนา อิลัยฮีร่อยีอูน”  เมื่อเราได้รับข่าวร้ายอันน่าสลด ของการถูกทำร้ายและฆ่าอย่าทารุณของพี่น้องมุสลิมในพม่า

มีการรุมทำร้ายร่างกายและเข่นฆ่าและ จุดไฟเผาพวกเขาจนศพไหม้เกรียม  และยังได้เผาทำลายทรัพย์สิน ที่พักอาศัย และมัสยิดที่ทำอิบาดะฮฺของพวกเขาจนวอดวาย

มันช่างสยดสยองและสลดใจเสียจริงๆ ก็เพียงแค่ด้วยสาเหตุที่คู่รักที่นับถือพุทธศาสนาเกิดทะเลาะหมิ่นคำพูดกับเจ้าของร้านทองซึ่งเป็นชาวมุสลิม กลับลุกลามบานปลายด้วยการไล่ล่าฆ่าฟันชาวมุสลิมไปทั่วเมือง และพวกเขาไม่รู้อีนู่อีนี่ด้วยเลยกับสาเหตุของการทะเลาะวิวาทครั้งนี้ พวกเขาจึงร้องเรียกเอ่ยถามด้วยความงวยงงว่า“พวกเราผิดอันใด? หรือเพียงเพราะพวกเราเป็นมุสลิม จึงถูกไล่ล้างเช่นนี้”

หากการทะเทาะวิวาทครั้งนี้ทั้ง 2 ฝ่ายต่างเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ จะมีเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่ มันคงเป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นตามปกติกระมัง แต่ถ้าคูอริเป็นชาวมุสลิม ล่ะก็มันต้องเป็นเรื่องใหญ่ อันเพราะพวกเขามีความอคติ เกลียดชังต่อชาวมุสลิมซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติของพวกเขาอย่างเต็มอก
พวกเขาเห็นชาวมุสลิมเป็นศัตรูตัวฉกาจ เพียงแค่มุสลิมคนใดเอ่อปากขึ้นมาอันเป็นที่ระคายเคืองความรู้สึกของพวกเขา ก็จะมีการโหมโรงความรู้สึก สร้างความเกลียดชัง และไล่ล่าล้างเผาพันธุ์กัน

ชีวิตมุสลิมในพม่าขณะนี้เหมือนอยู่ในกรงเหล็ก ที่มีฝูงเสื้อสิงค์กระทิงแรดล้อมรอบพวกเขาอยู่ และเหล่าฝูงเสือสิงค์กระทิงแรดเหล่านั้นพร้อมที่ขยี้พวกเขาตลอดเวลา ไม่มีแม้แต่ผู้คอยช่วยเหลือปกป่องพวกเขา มีแต่เหล่าศตรู่ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่นับถือพุทธศาสนาและพระสงค์ , เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปกครองของรัฐ ทั้งตำรวจ ทหาร ตุลาการ แม้แต่นางอองซาน ซูจี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลแห่งวัตถุและชาตินิยม ก็ตามที่ พวกเขาไม่สามารถเรียกร้องขอความเป็นธรรมกับชีวิตของพี่น้องของพวกเขาที่ถูกเข่นฆ่าและถูกจุดไฟเผาได้ พวกเขาเพียงมอบหมายและวิงวอนขอความคุ่มครองจากพระเจ้าผู้ทรงสูงส่งของพวกเขา และพวกเขาถือเป็นบททดสอบจากพระองค์เท่านั้น

โอ้พี่น้องมุสลิมชาวพม่า พวกเขาคือพี่น้องร่วมศรัทธา พวกเราคือลมหายใจ และเส้นสายโลหิตสายเดียวกันกับพวกเขา แม้พวกเขาจะต่างเชื่อชาติเผ่าพันธุ์ ต่างพื้นที่ ต่างภาษา และไม่เคยพบเจอและรู้จักกัน แต่สิ่งหนึ่งทีพวกเราและพวกเขาเหมือนกัน คือ สายธารแห่งศรัทธาที่ว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกสักการะโดยเที่ยงแท้ นอกจากพระองค์อัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น และท่านนบีมุหัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์

ในยามที่พวกเขาเจ็บปวดและมืดมน ไฉนพวกเราจะนิ่งเฉย และเย็นชา พวกเราวิงวอนขอจากพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา โปรดทรงให้พวกเขาหลุดพ้นจากการกดขี่ ถูกเข่นฆ่าและทำลาย ให้พวกเขาพบแสงสว่างส่องนำทาง และมีชัยชนะเหนือเหล่าศัตรู อามีน...
 

2

 A resident walks past a burnt body in riot-hit Meiktila, central Myanmar on March 21, 2013. AFP PHOTO/ Soe Than WIN
Photos of killed Muslims  (9)

3

myanmar muslim killeing 32





✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

เด็กที่เกิดจากการทำซินาเธอผิดอันใด?!


                 เมื่อเด็กคนหนึ่งเกิดมา จากบิดามารดาของเขาที่ได้ร่วมหลับนอนโดยไม่ผ่านการแต่งงาน หรือการทำซีนา อันอาจจะมีการแต่งงานกันในภายหลัง หรือไม่มีการแต่งงานกัน เธอกลับถูกเหยียดหยามประนามจากเหล่าประชา ว่าเธอคือเด็กซีนา เด็กที่เกิดมาด้วยความบาป ความโสมง และไม่ยอมให้เธอได้รับสิทธิ์ต่างๆอย่างเด็กๆทั่วๆไป ความรู้สึกของเธอเหมือนมีป่มด้อยติดตามตัวเธอตลอดเวลา

อันแท้จริงแล้ว คือความผิดของพ่อแม่ของเธอ ที่กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติศาสนา โดยกระทำการผิดเวณี เธอไม่รู้เรื่องด้วยเลย กับการกระทำดังกล่าว เธอก็เหมือนเด็กคนอื่นๆ ที่เกิดมาด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่องขาวสะอาดเหมือนผ้าขาว พ่อแม่ของเธอต่างหากที่ต้องถูกประณาม แล้วเหตุไฉนเธอกลับต้องถูกประนามเช่นนี้

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม  กล่าวว่า เด็กทุกคนที่คลอดออกมา ไม่ว่าพ่อแม่ของเธอนับถือศาสนาใดก็ตาม เธอคือเด็กบริสุทธิ์ เธอคือมุสลิม แต่พ่อแม่ของเธอต่างหากที่ทำให้เธอกลายเป็นคนต่างศาสนิก

รายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ  ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม  กล่าวว่า

ทารกที่คลอดออกมานั้นไม่มีอื่นใดเลย นอกจากถูกคลอดออกมาด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์...”
(บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม หะดิษเลขที่ 2283)

รายงานจากท่านอบู อุรอยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม  กล่าวว่า

“ไม่มีทารกใดที่คลอดออกมา เว้นแต่จะถูกคลอดออกมาด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์ บิดามารของเธอต่างหากที่ทำให้เป็นยะฮูดี(ยิว)นัศรอนี(คริสต์) และมุชริก(ผู้กลาบไหว้เจว็ด)...”

(บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม หะดิษเลขที่ 2284)

เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ของเธอทำผิดซีนา เธอก็คือเด็กที่คลอดออกมาด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์เช่นเดียวกันเด็กๆทั่วไป
เธอสามารถอยู่ร่วมกับมุสลิมคนอื่น สิทธิที่เธอได้รับก็เหมือนกับเด็กคนอื่น เธอนั้นไม่ต้องรับผิดผลการกระทำของบิดามารดาที่กระทำผิดซีนาแม้แต่น้อย

รายงานจากท่นหญิงอะอีฉะฮ เราะฏิยัลลอฮุอันฮูว่า 

عن النبي -صلى الله عليه وسلم ليس على ولد الزنى من وزر أبويه شيء "ولا تزر وازرة وزر أخرى" [الأنعام:164

จากท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “ลูกซีนานั้น จะไม่ต้องรับภาระความผิดของบิดามารดของเขาแม้แต่น้อย (เพราะอัลลอฮตรัสว่า)  “وَلاَ تَزِرُ وَازِرَةٌ وِزْرَ أُخْرَى  และไม่มีผู้แบกภาระคนใดจะแบกภาระความผิดของผู้อื่นได้ (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮฺที่ 164)  (ดู อัลมุสตัดรอ็ก ของ อิหม่ามอัลหากิม เล่ม 4 หน้า 112)

เธอเพียงขาดสิทธิที่จะรับมรดกของบิดาผู้ทำซีนาเท่านั้น สิทธิอื่นๆเธอได้รับเหมือนเช่นเด็กอื่นๆ เช่น เธอสามารถเป็นอิมามนำละหมาดได้ , เธอสามารถถือศิลอด ประกอบพิธีฮัจญ์อย่างมุสลิมคนอื่นๆ เป็นต้น

  เช็คอิบนุอุษัยมีน (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า 

( وأما الولد الذي يحصل من الزنا ، يكون ولدا لأمه ، وليس ولدا لأبيه ؛ لعموم قول الرسول صلى الله عليه وسلم : " الولد للفراش وللعاهر الحجر " العاهر : الزاني ، يعني ليس له ولد . هذا معنى الحديث . ولو تزوجها بعد التوبة فإن الولد المخلوق من الماء الأول لا يكون ولدا له ، ولا يرث من هذا الذي حصل منه الزنا ولو ادعى أنه ابنه ، لأنه ليس ولدا شرعيا ) فتاوى إسلامية 3/370

และสำหรับ เด็กที่ได้จากการผิดประเวณีนั้น เป็นบุตร ของมารดาของเขา และไม่ใช่บุตร(ที่ถูกต้องตามหลักศาสนา)ของบิดาของเขา เพราะท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวเอาไว้ กว้างๆว่า  “ บุตรเป็นของเจ้าของที่นอน และสำหรับคนพระพฤติชั่วนั้น คือ ก้อนหิน” คำว่า “ผู้ที่ประพฤติชั่ว” หมายถึง ชายชู้ กล่าวคือ เขาไม่มีสิทธิในตัวบุตร นี้คือ ความหมายของหะดิษ และถ้าหากว่า เขาแต่งงานกับนาง หลังจากที่ได้สำนึกผิด(เตาบะฮ)แล้ว แท้จริง เด็กคนนั้นก็คือ มัคลูก ที่มาจากน้ำอสุจิครั้งแรก ไม่ได้เป็นบุตรของเขา และ ไม่มีการสืบทอดมรดก จากบุตรที่ได้จากการผิดประเวณี และแม้ว่าเขาจะอ้างว่า เด็กนั้นเป็นบุตรของเขาก็ตาม เพราะ ความจริง ไม่ใช่บุตรที่ถูกต้องตามหลักศาสนบัญญัติ (ฟะตะวาอิสลามมียะฮ เล่ม 3 หน้า 370 )

สัยยิดสาบิก ได้กล่าวว่า 

ابن الزنى؛ هو المولود من غير زواج شرعي. وابن الملاعنة؛ هو الذي نفى الزوج الشرعي نسبه منه.  وابن الزنى وابن الملاعنة لا توارث بينهما وبين أبويهما بإجماع المسلمين؛ لانتفاء النسب الشرعي. وإنما التوارث بينهما وبين أمَّيْهِما؛ فعن ابن عمر، أن رجلاً لاعن امرأته في زمن النبي صلى الله عليه وسلم وانتفى من ولدها، ففرق النبي بينهما وألحق الولد بالمرأة(1). رواه البخاري، وأبو داود. ولفظه: جعل رسول اللّه صلى الله عليه وسلم ميراث ابن الملاعنة لأمه ولورثتها من بعدهاا

ความว่า “ลูกซีนา คือ เด็กที่เกิดมาโดยที(พ่อแม่)ไม่ได้ทำการสมรสตามหลักศาสนบัญัติ  ลูกมุลาอะนะฮ คือ เด็กที่เกิดมาโดยฝ่ายสามีที่ถูกต้องตามหลักศาสนา ปฏิเสธ สายสกุลของลูกว่าเกิดจากเขา 
ลูกซินา และลูกที่เกิดจากลิอาน จะไม่มีการรับมรดกจากพ่อ โดยมติของนักวิชาการมุสลิม เพราะไม่ถูกต้องตามการสืบสกุล ตามหลักศาสนบัญญัติ แต่จะมีการรับมรดกจากทางแม่ เพราะมีรายงานจากอิบนุอุมัร ว่า มีชายคนหนึ่งได้ทำการลีอาน กับภรรยาของเขา ในสมัยของท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เขาได้ปฏิเสธไม่ยอมรับลูกที่เกิดจากนาง ท่านจึงแยกทั้งสอง ออกจากกัน และให้ลูกชายนั้น อยู่กับฝ่ายแม่ (บันทึกหะดิษโดยบุคอรี และอบูดาวูด และสำนวนหนึ่งของหะดิษ ระบุว่า “ท่านรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ให้ลูกที่ถูกลิอานรับมรดกจากแม่ และให้ทายาทของเขา รับมรดกจากเขาได้” – ฟิกฮอัสสุนนะฮ เล่ม 3 หน้า 455)

เมื่อเธอคือเด็กผู้บริสุทธิ์ ขออย่าได้ประณามเกลียดชังและเย็นชากับเธอเลย คอยให้กำลังใจ คบหาพูดคุยกับเธอ เพราะเธอคือผู้หนึ่งผู้ร่วมในหมู่ผู้ศรัทธาชนทั้งหลาย

والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

สิทธิแห่งการให้เกียรติต่อภรรยา


                   สิทธิอย่างหนึ่งที่ภรรยาจะพึงได้รับจากสามี คือ การให้เกียรติต่อภรรยา ด้วยการปฏิบัติที่ดีกับนาง อยู่กับนางด้วยดี เอาใจใส่ต่อนาง ทุกเรื่องเป็นอย่างดี ต้องมีจิตใจอ่อนโยนกับภรรยาและทุกคนใครอบครัว นั้นเป็นอิมานทีเพิ่มพูน

وَعَاشِرُوهُنَّ بِالْمَعْرُوفِ فَإِن كَرِهْتُمُوهُنَّ فَعَسَىٰ أَن تَكْرَهُوا شَيْئًا وَيَجْعَلَ اللَّهُ فِيهِ خَيْرًا كَثِيرًا )
"และจงอยู่ร่วมกับพวกนางด้วยดี หากพวกเจ้าเกลียดพวกนาง ก็อาจเป็นไปได้ว่า การที่พวกเจ้าเกลียดสิ่งหนึ่งขณะเดียวกันอัลลอฮฺก็ทรงให้มีในสิ่งนั้น ซึ่งความดีอันมากมาย"(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอันนิสาอฺ :19)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า

“บรรดาผู้ศรัทธาที่มีความศรัทธาสมบูรณ์ที่สุดก็คือ ผู้ที่มีอุปนิสัยดีที่สุดในหมู่พวกเขา และคนที่ดีที่สุดในหมู่พวกเจ้า ก็คือ คนที่ทำดีแก่ภรรยาของพวกเขาในหมู่พวกเจ้า”
ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
“ไม่มีใครให้เกียรติพวกนางนอกจากคนมีเกียรติ และไม่มีใครดูถูกเหยียดหยามพวกนาง นอกจากคนเลว”
ภรรยานั้นคือผู้ช่วยเหลือจึงจำเป็นต้องปฏิบัติที่ดีให้เกียรติแก่นาง

ท่านรสูลุลลอฮฺ กล่าวว่า

“จงปฏิบัติต่อภรรยาด้วยดี แท้จริงนางคือผู้ช่วยเหลือพวกท่าน”

(บันทึกหะดิษโดยอิมามบุคอรีย์ และมุสลิม)
สิ่งสำคัญในการอ่อนโยนอารี คือการหยอกหล่อกันระหว่างสามีภรรยา

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า

“ทุกสิ่งที่มนุษย์เล่น ถือเป็นเรื่องไร้สาระ ยกเว้น 3 อย่าง คือ 1 การฝึกยิงธนู 2 การฝึกม้า และ 3 การหยอกล้อกับภรรยา ซึ่งทั้งสามอย่างนั้นถือเป็นเรื่องจริง”

 (บัยทึกหะดิษโดยอะหฺมัด”

والله أعلم بالصواب   

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

คำกล่าวของอิมามชาฟีอีย์เกี่ยวกับบุตรีกับพ่อที่ทำซินา


คำฟัตวาของท่านอิมามชาฟีอีย์ที่ระบุว่า บุตรสตรีซินา สามารถแต่งงานกับบิดาของตนเองได้

ท่านอิมามชาฟีอีย์ ร่อหิมาฮุลลอฮฺ กล่าวว่า
เป็นที่น่ารังเกียรติสำหรับผู้เป็นพ่อ ถ้ามองกันในด้านศิลธรรมด้านศาสนา ที่จะแต่งงานกับลูกสาวที่เกิดมาจากเขาอันเนื่องมาจากซินา” (หนังสือกิตาบอัลอุม เบรุต:ดารฺอัลมะอฺริฟะฮฺ)

จากคำฟัตวาข้างต้น ท่านอิมาชาฟีอีย์ ท่านเพียงพูดถึงในแง่หุก่ม หรือข้อตัดสินในทางฟิกฮฺเท่านั้น ว่า สตรีที่เกิดจากการซินานั้น ท่านไม่ถือว่าบุตรจากการซินาจะต้องนับเป็นบุตรของบิดาของนางที่ได้ทำซินากับมารดาของนางไว้ เป็นบทลงโทษผู้เป็นบิดา ไม่ใช่เป็นการลงโทษบุตรสตรีที่เกิดจากการทำซินา อย่างที่เข้าใจของมุสลิมบ้านเราที่ตามทัศนะของอิมามชาฟีอีย์ เมื่อท่านอิมามชาฟีอีย์ถือว่าไม่ใช่บุตรของบิดาที่ทำซินา วิชาทางฟิกฮฺ จึงเกิดขึ้นมาในอีกด้านหนึ่ง ว่าบุตรที่เกิดจากการทำวินากับบิดาของนาง ไม่มีสิทธิในการเป็นวะลีย์ และมะรอมต่อกัน เมื่อพูดในทางฟิกฮฺแล้วทั้งคู่จึงแต่งงานกันได้ แม้ว่าตามความเป็นจริงไม่อาจเป็นไปได้ และไม่มีใครชื่นชอบการแต่งงานกับบุตรของตัวเอง
เช่นเดียวกับฟัตวาของอิมามมาลิก ร่อหอมาฮุลลอฮฺ ต่อไปนี้

อิมามมาลิก ร่อหิมาฮุลลอฮฺ กล่าวว่า

“แท้จริงการซีนากับสตรีมิได้ส่งผลต่อผู้ที่ทำซินากับนางว่าเขาจะถูกห้าม แต่งงานกับบุตรี หรือมารดาของหญิงที่เขาได้ลอบทำซินาด้วย หากว่าผู้ชายทำซินากับมารดาของภรรยาของเขา ภรรยาของเขาก็ไม่ได้เป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา แต่ยิ่งไปกว่านั้นเขาควรจะถูกฆ่า!!! แท้จริงแล้วการซินาไม่ได้ทำให้บางสิ่งมีผลเป็นที่ต้องห้ามติดตามมาซึ่งการแต่งงานที่ถูกอนุญาตได้ทำให้เป็นที่ต้องห้ามไว้”
(อัลอิซติสการอัลญามิอฺลิมะสาฮิบฟุกอฮาอฺอัลอัมศ๊อรฺ” ดิมัชกฺ: เล่ม 16 หน้าที่ 197 หมายเลข 24012)
จากคำฟัตวาของอิมามมาลิกเข้าใจได้ว่า ท่านเพียงแต่กล่าวในเชิงหุก่มทางฟิกฮฺ ว่าการซินาอันเป็นความสัมพันธ์ทางเพศที่ผิดศาสนาไม่อาจนำข้อบัญญัติประการอื่นๆติดตามมาด้วย คือ การแต่งงานซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ถูกต้อง จะนำมาซึ่งข้อบัญญัติประการอื่นตามมา กล่าวคือ การแต่งงานนำพามาซึ่งการต้องห้ามที่จะแต่งงานกับญาติฝ่ายหญิง เช่นมารดา พีสาวน้องสาวของนาง หรือลูกสามีเก่าของนาง แต่ถ้าหากชายคนหนึ่งลักลอบผิดประเวณีกับหญิงหนึ่ง ความผิดทางบทบัญญัติศาสนาย่อมไม่สามารถนำมาใช้ในประการอื่นที่เป็นมิติที่ถูกต้อง มาบังคับใช้ ดังนั้นในแง่ทางฟิกฮฺ แล้วท่านอิมามมาลีกพิจารณาว่าการซินาของชายคนหนึ่งกับหญิงคนหนึ่ง ไม่อาจทำให้มีการต้องห้ามต่อมารดา พี่สาวน้องสาว หรือลูกสาวที่ติดมากับหญิงที่ตนทำซินาได้
ดังนั้นในหลักทางฟิกฮฺที่ต้องแสวงหาเอาหุกุ่มแล้ว

 จะทำได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หรือแม้ว่าตามความเป็นจริงผู้ชายไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ดั่งที่ท่านอิมามมาลิกได้เสนอว่า หากชายใดกระทำเช่นนั้น คือจะแต่งงานกับบุตรสตรีที่เกิดมาจากที่ตนได้ทำซินากับแม่ของนาง ก็ให้ประหารชีวิตชายคนนั้นเสีย ซึ่งบ่งบอกว่าการแต่งงานเช่นนี้คงไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง เพราะฝ่ายชายคงต้องถูกประหารตายไปก่อนแล้ว

ทั้งการฟัตวาของอิมามทั้งสอง (อิมามมาลิกและชาฟีอีย์) ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเหยียดหยามและดูแคลนสตรีเพศ และเป็นมติเอกฉันท์ของผู้รู้จากแม่บทศาสนา ว่าลูกที่เกิดขึ้นมาจากการผิดประเวณีนั้น ไม่มีความผิด หรือด่างพล้อยมลทินใดๆทั้งสิ้น ศาสนาไม่เคยเอาผิด และประณามเหยียดหยามต่อเด็กเหล่านั้น

รายงานจากท่นหญิงอะอีฉะฮ เราะฏิยัลลอฮุอันฮูว่า
عن النبي -صلى الله عليه وسلم ليس على ولد الزنى من وزر أبويه شيء "ولا تزر وازرة وزر أخرى" [الأنعام:164
จากท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “ลูกซีนานั้น จะไม่ต้องรับภาระความผิดของบิดามารดของเขาแม้แต่น้อย (เพราะอัลลอฮตรัสว่า)
“وَلاَ تَزِرُ وَازِرَةٌ وِزْرَ أُخْرَى
และไม่มีผู้แบกภาระคนใดจะแบกภาระความผิดของผู้อื่นได้
– อัลอันอาม/164
- ดู อัลมุสตัดรอ็ก ของ อิหม่ามอัลหากิม เล่ม 4 หน้า 112
จากหะดิษอิสลามไม่ได้พิจารณาว่าบุตรนอกสมรสนั้น คือบุตรชั่ว หรือบุตรที่มีตำหนิจนถือเป็นปมด้อยทางสังคม เขามีสิทธิทางสังคมและเกียรติทางศาสนา เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปทุกประการ
สำหรับกรณีที่ท่านอิมามชาฟีอีย์ได้วินิจฉัยไปข้างต้นที่ว่า บิดาสามารถแต่งงานกับบุตรของตนเอง(ทั้งที่ความเป็นจริงไม่อาจเป็นไปได้) ท่านคงทำการอนุมานเทียบเคียงว่า เมื่อบุตรที่เกิดจากการผิดประเวณี ข้อบัญญัติทางศาสนาได้ตัดสิทธิ์ในการรับมรดกจากบิดา เพราะไม่พิจารณาว่าเขาเป็นบุตรตามบทบัญญัติทางศาสนา ดังนั้นการเป็นมะฮฺรอม ที่บิดามีต่อบุตรก็จะถูกตัดทิ้งไปด้วยเช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ว่าทัศนะการวิเคราะห์ของอิมามชาฟิอีย์นั้น ท่านพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว ถึงความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรที่เกิดจากที่ตนได้ทำการซินา โดยในความเป็นจริงแล้วฟัตวานี้ ก็มีเป้าหมายทางจิตวิทยา ในการลงโทษบิดา มิใช่ถือโทษต่อบุตร ด้วยการตัดสิทธิ์ของความเป็นพ่อออกจากบุตรีของตนที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดมา คล้ายกับกฎหมายสมัยใหม่ที่ตัดการเลี้ยงดูของผู้ชายจากบุตร และมอบให้บุตรอยู่ในอาณัติของมารดาแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อความเป็นพ่อ ได้ถูกตัดสิทธิ์ออกไปจากบิดาที่ประพฤติผิดประเวณี ในเรื่องชายผู้เป็นบิดาสามารถแต่งงานกับเชื่อสายของตนเอง แต่ท่านอิมามชาฟีอีย์ ได้มีความเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจมากสำหรับผู้ศรัทธาที่จะกระทำเช่นนั้น สำหรับผู้ไร้สรัทธาต่อพระเจ้าอย่างใจจริงที่จะกระทำเช่นนั้น แต่มันก็ไม่ถึงกับต้องห้ามสำหรับคนชั่วหากเขาจะทำเช่นนั้น

والله أعلم بالصواب
✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿