อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

อุปกรณ์ดนตรีเครื่องมือของคนชั่ว




ต่อไปนี้ ขอยกคำกล่าวของอุละมาอ์มัซฮับชาฟีอีย์ ที่ได้สั่งห้ามไม่ให้ใช้อุปกรณ์ดนตรี มันเป็นเครื่องมือของคนชั่ว ถูกสร้างมาเพื่อทำการชั่ว ทั้งไม่อนุญาตให้ทำการซื้อขายมัน

“ส่วนอุปกรณ์ดนตรีที่ทำให้คนคนหนึ่งลืมการรำลึกถึงอัลลอฮฺ

หากถูกทำลายแล้ว จะไม่ถือเป็นทรัพย์สิน

 เช่น อุปกรณ์ที่ทำมาจากไม้และที่คล้ายคลึงกัน

 ดังนั้น จึงไม่อนุญาตให้ทำการซื้อขายมัน

 เพราะในหลักการอิสลามแล้ว มันไม่มีประโยชน์ใดๆ

 และไม่มีผู้ใช้มันมันนอกจากอุฮฺลุลมะอาศีย์(คนชั่ว)

 เช่น กีตาร์ , ขลุ่ย , ซอ และอื่นๆ

หากอุปกรณ์ดนตรีดังกล่าวถูกถือเป็นทรัพย์สินอีก (แม้ว่าจะถูกทำลายแล้ว)

 เช่น สิ่งที่ทำมาจากเงินและทองคำ

รวมถึงรูปภาพและการซื้อขายรูปปั้น

มัซฮับได้สั่งห้ามไว้อย่างสิ้นเชิง

และดังกล่าวนี้คือทัศนะของอุละมาอ์ส่วนใหญ่ ในมัซฮับของเรา (หมายถึงมัซฮับชาฟิอีย์)

เพราะ ไม่ว่ามันจะอยู่ในรูปใด

 มันก็ยังคงเป็นอุปกรณ์เครื่องมือของคนชั่ว

และมิได้ถูกสร้างมาเพื่อสิ่งใดนอกจากเพื่อการทำชั่ว”

 (ตะกิยยุดดีน อัล-หุสัยนีย์ อัด-ดิมัชกีย์ ท่านกล่าวไว้ ในหนังสือ “กิฟายะตุล อัคยาร ฟี หาล ฆอยะฮฺ อัล-อิคติศ็อร” หน้าที่ 242)


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

เสียงเพลงและดนตรีที่สั่งห้ามในมัซฮับชาฟิอีย์



“แท้จริงเพลงนั้น เป็นสิ่งพึงรักเกียจ-มักรูฮฺ มันเป็นเช่นเดียวกับความเท็จและสิ่งไร้สาระ-บาฏิล ใครที่ไปหมกมุ่นกับมันบ่อยๆถือเป็นคนไร้สติ การเป็นพยานของเขารับไม่ได้” (อิมามชาฟออี (ฮ.ศ.150-204) ท่านกล่าวไว้ในหนังสือ “อาดาบุลเกาะฏออ์”)

“เพลงเป็นสิ่งต้องห้าม เช่นเดียวกับซากสัตว์ที่ตายเอง(มัยตะฮฺ)” (ท่านอัลหาริษอัลมุหาสิบี(เสียชีวิต ฮ.ศ.243) ศิษย์ของท่านอิมามชาฟิอี)

อุละมาฮ์ท่านอื่นๆในสายชาฟิอีย์เห็นด้วยว่าเพลงเป็นที่ต้องห้าม เช่น

-ท่านอัรฺรอฟิอี (เสียชีวิต ฮ.ศ.623) ท่านกล่าวไว้ในหนังสือ “อัชชัรหุลกะบีร”

-ท่านอิมามนะวะวีย์ ท่านกล่าวไว้ในหนังสือ “เราเฎาะฮฺ”

والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


เสียงเพลงและดนตรีที่สั่งห้ามในมัซฮับมาลิกีย์




รายงานจากท่านอิบนุลเญาซี ว่า อิสหากฺ บินอีซา ได้ถามท่านอิมามมาลิก บิน อะนัส(ฮ.ศ.93-179) ประธานสภาอุละมาอ์แห่งมะดีนะฮฺ เกี่ยวกับทํสนะของเมืองมะดีนะฮฺในเรื่องการร้องเพลง(ฆินาอ์)ท่านตอบว่า
“ที่จริงแล้ว มันเป็นการกระทำของคนบาป”

ท่านอบุฏฏีบ อัฏเฏาะบะรี กล่าวว่า
“สำหรับท่านมาลิก บินอะนัสนั้น ท่านห้ามทั้งการร้องและฟังเพลงเลยทีเดียว”

และท่าน อบุฏฏีบ อัฏเฏาะบะรีได้อ้างต่อไปว่าอิมามมาลิก กล่าวว่า
“ถ้าใครซื้อทาสหญิงมาและพบว่านางเป็นนักร้องเพลง เขาก็สามารถส่งนางคืนกลับไปยังนายคนเดิมและเรียกค่าตัวคืนได้เนื่องจากพบว่าสินค้านั้นเสียหาย”

ท่านอัลกุรฏุบีบอกว่า
“ที่ทำกันอยู่ในสมัยของเรานี้จากการอุตริบิดอะฮฺของชาวซูฟีย์ที่พวกเขาฟังเพลงประกอบเครื่องดนตรีกันจนติดนิสัยนั้น เป็นที่ต้องห้าม-หะรอม ทั้งสิ้น”


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

เสียงเพลงและดนตรีที่สั่งห้ามในมัซฮับฮัมบาลีย์



รายงานจากท่านอบุลฟะรอจญ์ อิบนุลเญาซี(เสียชีวิตฮ.ศ.597) ท่านกล่าวไว้ในหนังสือ “ตัลบีส อิบลิส(การล่อลวงของอิบลิส) ว่า”ฆินาอ์” ในสมัยของท่านอิมามอะหฺมัด อิบนิหันบัล(ฮ.ศ.164-241) นั้นการอ่านโครงกลอนกันเป็นจังหวะโดยมีจุดประสงค์เพื่อชี้ชวนผู้คนให้ประพฤติปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบของขอบเขตของศาสนา แต่เมื่อนักขับโครงกลอนเริ่มเปลี่ยนลีลาการอ่านโดยใส่ทำนองเสนาะเข้าไป มีท่วงทำนองที่ดึงดูดใจมากขึ้น รายงานต่างๆเกี่ยวกับท่าทีของอิมามอะหฺมัดก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วย

อับดุลลอฮฺ บุตรชายของท่านอิมามอะหฺมัดเล่าว่า ท่านอิมามอะหฺมัดกล่าวว่า
“การร้องเพลง(ในที่นี้ไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ) นั้นมันเร่งเร้าการนิฟากฺ(สับปลับตลบตะแลง) ในหัวใจ ฉันไม่ชอบเลย”

อิสมาอีล บินอิสหากฺ อัษษะเกาะฟี รายงานว่า ท่านอิมามอะหฺมัดถูกถามเกี่ยวกับคนที่ไปฟังโครงกลอนเหล่านี้ ท่านอิมามอะหฺมัดตอบว่า
“ฉันเกลียดมัน เพราะมันเป็นบิดอะฮฺอย่างหนึ่ง อย่าไปนั่งฟังคนที่อ่านมัน”

รายงานจากอบุลหาริษ ว่า ท่านอิมามอะหฺมัดกล่าวว่า
“อัตตัฆยีรฺ”นั้นเป็นบิดอะฮฺอย่างหนึ่ง”
ก็มีคนแย้งขึ้นมาว่า
“แต่มันน่าประทับใจและทำให้หัวใจอ่อนโยนนี่ครับ”
ท่านตอบย้ำว่า
“มันเป็นบิดอะฮฺ”

ท่านอิบนุลเญาซี กล่าวสรุปว่า
“จากเท่าที่กล่าวมาจะเห็นว่า รายงานต่างๆเกี่ยวกับการที่อิมามอะหฺมัดรังเกียจหรืออนุมัติการร้องเพลงนั้นก็ขึ้นอยู่กับประเภทของการร้องเพลงนั้นๆส่อไปทางใด ส่วนเพลงที่นิยมกันทุกวันนี้(ท่านกล่าวไว้ในช่วงฮิจเราะฮศตวรษที่ 6) ถือเป็นประเภทต้องห้ามตามทัศนะของอิมามอะหฺมัด ถ้าท่านได้มาเห็นว่าประชาชนได้เพิ่มเติมอะไรเข้าไปเป็นอุตริบ้าง”(หนังสือ”ตัลบีสอิบลิส” หน้าที่ 228-229) 



والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

เสียงเพลงและดนตรีที่สั่งห้ามในมัซฮับฮานาฟีย์



ท่านอิมาม อบูหะนิฟะฮฺ(ฮ.ศ.80-150) เป็นผู้ที่มีทัศนะที่แข็งกร้าวที่สุดในบรรดาอิมามทั้งสี่ท่าน แนวทางของท่านเป็นแนวทางที่เคร่งคลัดที่สุด
 ท่านเกลียดการร้องเพลง และถือเป็นบาป 
ส่วนบรรดาลูกศิษย์ของท่านก็ยืนยันข้อห้ามในการฟังดนตรีเพื่อความบันเทิงเริงรมย์และการห่าเวลาทุกรูปแบบ 
รวมทั้งเครื่องดนตรีประเภทเป่า(มะซามีรฺ เช่น ขลุ่ย ปี่ แตร ฯลฯ)
 เครื่องดนตรีประเภทตีทุกชนิด เช่น กลองรำมะนา กลองดุฟุฟ(กลองหน้าเดี่ยว เครื่องดนตรีประเภทนี้อนุญาตให้ใช้บางโอกาสตามที่ปรากฏในสุนนะฮฺของท่านรสุลุลลฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เท่านนั้น) 
หรือแม้กระทั้งการเคาะไม้ บรรดาอุละมาอฺเหล่านี้ระบุว่าการใช้เครื่องดนตรีดังกล่าวถือเป็นการดื้อดึงไม่เชื่อฟังอัลลอฺ และเป็นบาป 
ถึงขนาดไม่ยอมรับเป็นพยานของผู้กระทำเช่นนั้น และถือเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนจะต้องช่วยกันต่อสู้เพื่อขจัดการฟังเพลงออกไปแม้ว่าเขาจะเพียงเดินผ่านไปพบเข้าขณะนั้นก็ตาม

ท่านอบูยูสุฟซึ่งเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดท่านอิมามอบูหะนีฟะฮฺที่สุดคนหนึ่งกล่าวว่า
“ถ้าเสียงเพลงหรือเสียงสนุกสนานรื่นเริงแว่วมาจากบ้านใดแล้ว สามารถเข้าไปในบ้านนั้นได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของบ้านก่อน (เพื่อทำการยับยั้ง ห้ามปราม”



والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿








 


 

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

การกล่าวอินนาลิลลาฮิ



                       เมื่อมุสลิมผู้ใด ต้องประสบกับภัยพิบัติ ความหายนะ ความทุกข์ยากลำบาก และ การสูญเสีย
เขาจะต้อง อดทนอย่างถึงที่สุด และ ตระหนักว่า นั่น เป็นการทดสอบ จาก อัลลอฮฺ
 พร้อมกับกล่าวว่า

إنا لله وإنا إليه راجعون


"อินนา ลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิ รอญิอูน"

(แปลว่า : แท้จริง เราเป็นของอัลลอฮฺ และ ยังพระองค์ที่เราต้องคืนกลับ)

ดังนั้น การกล่าวอินนาลิลลาฮิ จึงไม่ใช่ให้กล่าวเฉพาะเมื่อได้รับข่าวการเสียชีวิตแต่เพียงอย่างเีดียว


และเมื่อมุสลิมคนใด ประสบกับความดีงาม หรือ ความสำเร็จ ที่เขาได้รับนั้น 
เป็นเพราะความโปรดปราน ของ อัลลอฮฺ ที่ทรงประทานให้แก่เขา ให้เขากล่าวว่า

الحمد لله

"อัลฮัมดุลลิลลาฮฺ" 

(แปลว่า : บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ)

เพื่อเป็นการขอบคุณพระองค์ รวมทั้งแบ่งสรรเจือจาน ความโปรดปรานที่เขาได้รับให้แก่คนอื่นบ้าง


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿



โต ผมเปลี่ยนคนที่หลงผิดด้วยการพูดแทนเสียงเพลง

เปิดใจ โต วีรชน ศรัทธายิ่ง (ชื่อเดิม ณัฐพล พุทธภาวนา) 

 โต วีรชน ก็ได้ออกมาเปิดใจกับรายการ เจาะใจ เกี่ยวกับชีวิตใหม่บนเส้นทางแห่งศรัทธาของ โต ซิลลี่ฟูล จากร็อคสตาร์ยอดนิยม กลายเป็นบุคคลที่ใช้การปฏิบัติตนและศรัทธาทั้งหมดเพื่อศาสนาอิสลาม โดย โต วีรชน เริ่มย้อนเล่าให้ฟังว่า เขาเกิดมาในครอบครัวมุสลิมที่สอนให้ลูกหัดคิด หัดใช้สมองตั้งแต่เด็ก เห็นอะไรต้องวิจารณ์ ต้องใช้สมองคิด อย่าให้คนชักจูงไปได้ และการคิดของเขาก็นำไปสู่การเขียนเพลง เพื่อจะถ่ายทอดข้อความและความคิดที่มีอยู่มากมายเต็มหัวของเขาให้คนหมู่มากได้รับรู้ กระทั่ง พี่ป้อม อัสนี มาเห็นเพลงของเขาก็รู้สึกชอบ และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักร้องที่ชื่อว่า "โต ซิลลี่ฟูล"

 โต บอกว่า บทเพลงของเขาพยายามแทรกเนื้อหาสาระความเป็นจริง ทั้งเรื่องการทรยศ หักหลัง การไว้ใจ เพราะความเป็นจริงคือ คนเราใช้สมองมากกวาหัวใจ แต่หลัง ๆ จะมีแทรกเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ลงไปบ้าง เพื่อดึงคนฟัง และในที่สุด บทเพลงของเขาก็เป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่น ทำให้เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียงขึ้นมาทันที ในตอนนั้น โต รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่มีคนชอบงานเพลงของเขา แม้จะยังไม่ชินกับการที่ไปไหนมาไหนก็มีคนมอง เผลอเข้าใจไปว่า คนอื่นมองหน้าหาเรื่องซะอีก


ชีวิตร็อคสตาร์ แม้จะดูมีความสุข แต่ก็ต้องแลกกับหลาย ๆ สิ่งที่สูญเสียไป กระทั่งเริ่มดังมาก ๆ โต ซิลลี่ฟูล กลับรู้สึกว่าชีวิตของเขาเริ่มไม่มีความสุขเสียแล้ว เพราะวัน ๆ ต้องอยู่แต่ในห้องอัด หรือไม่ก็ได้แต่นั่งเฉย ๆ อยู่ในห้องนอน วันละ 8-9 ชั่วโมง เพื่อรอทีมงานโทรมาเรียกไปซาวนด์เช็ก และพอไปเล่นคอนเสิร์ต เขาก็ยังเจอคนมาตีกัน แทงกันเลือดสาดต่อหน้า ผู้หญิงผู้ชายมั่วกันตรงนั้น คนอื่นก็เมากันเละเทะ ขัดกับเจตนารมณ์ตั้งแต่แรกของเรา

          "ผมเห็นอย่างนั้นเรื่อย ๆ ก็มานั่งคิดว่า เอ๊ะ ดนตรีมันดีจริงหรือ เพราะคนเขาไม่ได้ฟังที่ผมพูด เขาฟังดนตรี ไม่ได้ฟังคำพูดผมเลย ผมพยายามแทบบ้าอยู่ในห้องอัด พอมาเล่นคอนเสิร์ตก็เจอแบบนี้เกือบ 90% บางทีเล่นเพลงเดียวก็กลับบ้าน เรื่องนี้บวกกับเรื่องอื่น ๆ ที่มันเข้ามาในตอนนั้น ทำให้ผมมาคิดว่า ที่ผมคิดนั้นถูกจริงหรือ เรารู้มากจริงหรือ หรือมีความจริงตรงอื่นที่เรายังไม่รู้ที่เป็นความจริงแท้ ๆ"

หลังจากนั้น โต ก็นั่งคิดและตั้งคำถามอยู่ในห้องเงียบ ๆ ว่า คนเราเกิดมาได้อย่างไร เพราะธรรมชาติสร้างมา แต่ธรรมชาติมันก็มีระบบ ทุกระบบต้องมีคนออกแบบ แล้วผู้ที่ออกแบบระบบก็ต้องมีเป้าหมาย จากนั้น โต ก็เริ่มค้นหาผู้ที่ออกแบบระบบ และก็มาคิดว่า ทำไมคนทั่วไป หรือแม้แต่คนมุสลิมไม่กล้าจับความหมายของคัมภีร์อัลกุรอาน คล้ายกับคนท่องบทสวดมนต์ทั้งที่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร เขาจึงตัดสินใจเปิดคัมภีร์แล้วพบคำแรกที่เขียนว่า "ฉันคือผู้สร้างโลก" คำ ๆ นี้ ได้ตอบคำถามทั้งหมดของ โต ซิลลี่ฟูล ได้อย่างชัดเจน


จากเดิมที่เป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่คัมภีร์อัลกุรอานเป็นเล่มเดียวที่เขาอ่านจบเป็นร้อย ๆ รอบแล้ว กระทั่งไปฝึกอ่านภาษาอาหรับ เพื่ออ่านต้นฉบับ การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ โต ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นมากมายเกี่ยวกับความจริงของชีวิต พร้อมกับตอบคำถามได้แล้วว่า ใครคือผู้ที่ออกแบบระบบ และยังมีเรื่องชีวิตหลังความตายที่เขาเพิ่งได้รู้ ว่า ชีวิตคนเราก็เหมือนกับการทำข้อสอบ ยังมีชีวิตหลังความตายอีก ดังนั้น ใครที่อยากสอบผ่าน ก็ต้องรีบทำข้อสอบให้เสร็จ ก่อนหมดเวลา

          "ทุกวันนี้ ถ้าเรารู้ว่า มีอีกห้องหนึ่งที่รอเราอยู่ เราจะไม่กล้าทำตัวเลวร้าย เพราะถ้าคุณทำตัวเลวร้าย เราจะไม่ได้ไปห้องนั้น แต่ทุกวันนี้ เราคิดว่ามันมีอยู่แค่ห้องเดียว ก็เลยเอาเปรียบกันเต็มที่เลย"

          เมื่อ โต วีรชน รับรู้ว่า การเล่นดนตรีไม่ได้ช่วยทำให้สังคมดีขึ้น เพราะวัยรุ่นก็ยังฆ่ากัน ท้องก่อนแต่ง เล่นยาเสพติด เมาเละเทะ นี่ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้เขาได้รับชัยชนะในการเปลี่ยนคน เขาจึงเริ่มค้นหาวิธีใหม่ที่ไม่ใช่การเล่นดนตรี ซึ่งไม่ตรงตามหลักศาสนา ในที่สุด โต ก็เปลี่ยนวิธี จากการเขียนเพลงมาเป็น "การพูด" เพื่อหวังจะเปลี่ยนคนตามเจตนารมณ์ที่ตั้งใจไว้

          เยาวชน คือ กลุ่มเป้าหมายหลักที่ โต อยากจะสื่อข้อความไปถึง เพื่อให้สังคมดีขึ้น เมื่อเห็นเช่นนั้น โต จึงเดินทางตระเวนไปบรรยายเรื่องปัญหายาเสพติดให้เยาวชนในพื้นที่สีแดง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับฟัง โดยที่เขาไปด้วยใจ ไม่มีค่าตัวใด ๆ และก็ทำให้เด็ก ๆ ที่ติดยาเสพติดหลายคนสามารถเลิกยา พร้อมกับเปลี่ยนความคิดได้ นี่จึงทำให้ โต รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากกว่าตอนมีชื่อเสียงเสียอีก
         
          โต วีรชน บอกว่า เขาไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มาก่อน ความผิดหวังในตัวมนุษย์ก็ไม่มีอีกต่อไป เพราะสำหรับคนที่มีความเกรงกลัวพระเจ้า จะไม่มีการโกหกกันแม้แต่นิดเดียว แม้จะเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นก็ตาม ไม่มีความแก่งแย่ง ไม่มีการใส่หน้ากากหลอกลวง เพราะทุกคนมีเป้าหมายคืออยากสอบผ่านเพียงอย่างเดียว การที่เขาได้เข้าไปในสังคมเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกดีมาก ต่อให้เงิน 10 ล้านก็ไม่สามารถแลกกับสิ่งนี้ได้

           และนี่ก็คือคำตอบของชีวิตที่อดีตร็อคสตาร์ชื่อดัง "โต ซิลลี่ฟูล" ตามหามานานจนได้ค้นพบ แล้วคุณล่ะ? ได้เริ่มออกเดินทางค้นหาเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตแล้วหรือยัง...



✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

                         ข้อมูลจากกระปุกดอทคอม