อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การขาดละหมาดวันศุกร์ 3 ครั้่งติดต่อกัน

صلاة يوم الجمعة

 หากมุสลิมชายที่บรรลุศาสนภาวะ (หมายถึง เขาเริ่มมีการฝันเปียกแล้ว) หรือไม่ใช่ผู้ป่วย หรือกรณีที่มิใช่บุคคลได้รับการยกเว้นทางศาสนาโดยไม่ต้องมาละหมาดวันศุกร์(ญุมอัต) แล้วเขาไม่มาละหมาดวันศุกร์ถึง 3 ครั้งด้วยกัน พระองค์จะประทับตราเขาให้เป็นบุคคลที่หลงลืม เป็นบุคคลที่เพิกเฉยต่อการรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮฺ นั่นหมายถึงความอัปยศที่บ่าวคนหนึ่งของอัลลอฮฺซึ่งฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์อย่างรุนแรงยิ่ง ดังนั้นวาญิบสำหรับมุสลิมชายจะต้องให้ความสนใจต่อการละหมาดวันศุกร์ด้วย

ท่านรสูลุลลอฮฺที่กล่าวไว้ว่า

  •  “ บุคคลใดที่ละทิ้งการนมาซวันศุกร์ 3 ครั้งในสภาพที่เพิกเฉย (ไม่สนใจ) พระองค์อัลลอฮฺ(จะ) ทรงประทับบนหัวใจของเขา (ให้เป็นผู้ที่หลงลืม) “ (บันทึกโดยบุคอรีย์,มุสลิม,ติรฺมิซีย์,อบูดาวูด และนะสาอีย์)


การละทิ้งการละหมาดวันศุกร์ถือเป็นบาปใหญ่ ฉะนั้นจำเป็นสำหรับเขาจะต้องเตาบะฮฺ (กลับเนื้อกลับตัว) ยังพระองค์อัลลอฮฺ

โดยมีเงื่อนไขให้กระทำ 3 ข้อต่อไปนี้
 1. ให้เสียใจในสิ่งที่ตนเองกระทำความผิดที่ผ่านมา (หากร้องไห้ด้วยถือว่าประเสริฐยิ่ง)
2. ต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่กลับไปละทิ้งการละหมาดวันศุกร์อีก
 3. ตั้งแต่นี้ต่อไปจะต้องละหมาดวันศุกร์ในครบทุกศุกร์ หากกระทำทั้งสามข้อข้างต้น อินชาอัลลอฮฺหวังในการอภัยโทษจากพระองค์อัลลอฮฺ



والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


การถือศีลอดสุนนะฮฺ



การถือศีลอดที่เป็นสุนนะฮฺมีดังนี้

การถือศีลอดสุนนะฮฺนั้นมีให้ถือศีลอดในวันต่างๆ ต่อไปนี้

1. ถือศีลอด 6 วันในเดือนเชาวาล
ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า

« مَنْ صَامَ رَمَضَانَ ثُمَّ أَتْبَعَهُ سِتًّا مِنْ شَوَّالٍ كَانَ كَصِيَامِ الدَّهْرِ »

“บุคคลใดที่ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน จากนั้นเขา (ถือศีลอดสุนนะฮฺ) ต่อเนื่องอีก 6 วันของเดือนเชาวาล เช่นนี้ประหนึ่งเขาถือศีลอดตลอดทั้งปี ” 

อิมามอะหฺมัดมีทัศนะว่า “ให้ถือศีลอดสุนนะฮฺเชาวาลติดกัน หรือไม่ติดต่อกันก็ได้ ซึ่งวิธีหนึ่งจะไม่ดีกว่าอีกวิธีหนึ่ง”
ส่วนมัซฮับชาฟิอียะฮฺมีทัศนะว่า “ที่ดีแล้วควรถือศีลอดติดต่อกันทั้ง 6 วัน ภายหลังจากวันอีดิลฟิฏริเลย”

2. ถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮฺ
ท่านอบูเกาะตาดะฮฺเล่าว่า

وَسُئِلَ عَنْ صَوْمِ يَوْمِ عَرَفَةَ فَقَالَ « يُكَفِّرُ السَّنَةَ الْمَاضِيَةَ وَالْبَاقِيَةَ »

“ท่านรสูลุลลอฮฺถูกถามเกี่ยวกับการถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮฺ ท่านรสูลตอบว่า (การถือศีลอดสุนนะฮฺในวันดังกล่าว) จะถูกอภัยโทษให้หนึ่งปีที่ผ่านมา และอีกหนึ่งปีในอนาคต” 
ส่วนบุคคลที่อยู่ในช่วงการประกอบพิธีหัจญ์ ซึ่งวันนั้นก็ต้องไปพำนักที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺ ไม่ส่งเสริมให้พวกเขาถือศีลอดสุนนะฮฺในวันอะเราะฟะฮฺ
นางอุมมุลฟัฎริเล่าว่า

شَكَّ النَّاسُ فِى صِيَامِ رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم يَوْمَ عَرَفَةَ ، فَأَرْسَلْتُ إِلَيْهِ بِإِنَاءٍ فِيهِ لَبَنٌ فَشَرِبَ

“ผู้คนสงสัยเกี่ยวกับการถือศีลอด (สุนนะฮฺ) ของท่านรสูลุลอฮฺในวันอะเราะฟะฮฺ, ฉันจึงส่งภาชนะที่บรรจุนมยื่นให้แก่ท่านรสูล จากนั้นท่านรสูลก็ดื่ม (นมนั้น)” 

3. ถือศีลอดในวันอาชูรออ์
มีสุนนะฮฺให้ถือศีลอดในวันอาชูรออ์ ซึ่งตรงกับวันที่ 10 มุหัรฺร็อม
ท่านอบูเกาะตาดะฮฺเล่าว่า

وَسُئِلَ عَنْ صَوْمِ يَوْمِ عَاشُورَاءَ فَقَالَ « يُكَفِّرُ السَّنَةَ الْمَاضِيَةَ »

“ท่านรสูลุลลอฮฺถูกถามเกี่ยวกับการถือศีลอดในวันอาชูรออ์ ท่านรสูลตอบว่า (การถือศีลอดในวันดังกล่าว) เขาจะถูกอภัยโทษให้หนึ่งปีที่ผ่านมา” 

อนึ่ง มีสุนนะฮฺให้ถือศีลอดในวันที่ 9 มุหัรฺร็อมอีกด้วย

« لَئِنْ بَقِيتُ إِلَى قَابِلٍ لأَصُومَنَّ التَّاسِعَ »

“หากฉันมีชีวิตอยู่ถึงปีหน้า แน่นอนฉันจะถือศีลอดในวันที่ 9 (มุหัรฺร็อม) ด้วย” 

อีกรายงานหนึ่งระบุว่า

فَلَمْ يَأْتِ الْعَامُ الْمُقْبِلُ حَتَّى تُوُفِّىَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم

“ดังนั้นยังไม่ถึงปีหน้าเลย ท่านรสูลุลลอฮฺก็สิ้นชีวิตเสียก่อน” 
แต่อย่างไรก็ตาม การถือศีลอดในวันที่ 9 มุหัรฺร็อมถือว่าเป็นสุนนะฮฺ เพราะสิ่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺพูดเอาไว้ถือว่าเป็นสุนนะฮฺเช่นกัน

4. ถือศีลอดในเดือนชะอฺบาน
ศาสนาส่งเสริมให้ถือศีลอดสุนนะฮฺมากๆ ในเดือนชะอฺบาน ซึ่งท่านนบีมุหัมมัดเองก็ถือศีลอดสุนนะฮฺในเดือนชะอฺบานมากเช่นกัน
ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า

وَمَا رَأَيْتُ رَسُولَ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم اسْتَكْمَلَ صِيَامَ شَهْرٍ قَطُّ إِلاَّ رَمَضَانَ وَمَا رَأَيْتُهُ فِى شَهْرٍ أَكْثَرَ صِيَامًا مِنْهُ فِى شَعْبَانَ

“และฉันไม่เคยเห็นท่านรสูลุลลอฮฺถือศีลอดเต็มเดือนนอกจากเดือนเราะมะฎอน และฉันไม่เคยเห็นท่านรสูลถือศีลอด (สุนนะฮฺ) มากมายเท่ากับในเดือนชะอฺบานเลย” 

อีกหะดีษบทหนึ่งระบุว่า

ذَلِكَ شَهْرٌ يَغْفُلُ النَّاسُ عَنْهُ بَيْنَ رَجَبٍ وَرَمَضَانَ وَهُوَ شَهْرٌ تُرْفَعُ فِيهِ الأَعْمَالُ إِلَى رَبِّ الْعَالَمِينَ فَأُحِبُّ أَنْ يُرْفَعَ عَمَلِى وَأَنَا صَائِمٌ »

“นั่นเป็นเดือนที่อยู่ระหว่างเดือนเราะญับ กับเดือนเราะมะฎอน (คือเดือนชะอฺบาน) ผู้คนมักจะเพิกเฉยจากเดือนดังกล่าว และยังเป็นเดือนที่การงานต่างๆ จะถูกยกไปเสนอยังพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ดังนั้นฉันจึงชอบให้การงานของฉันถูกยก (ในเดือนดังกล่าว) ในสภาพที่ฉันถือศีลอด” 

5. ถือศีลอดในวันจันทร์ กับวันพฤหัสบดี
ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺส่วนใหญ่จะถือศีลอดในวันจันทร์กับวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ มีผู้ถามท่านรสูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านรสูลตอบว่า

« إِنَّ الأَعْمَالَ تُعْرَضُ كُلَّ اثْنَيْنِ وَخَمِيسٍ - أَوْ كُلَّ يَوْمِ اثْنَيْنِ وَخَمِيسٍ - فَيَغْفِرُ اللَّهُ لِكُلِّ مُسْلِمٍ أَوْ لِكُلِّ مُؤْمِنٍ إِلاَّ الْمُتَهَاجِرَيْنِ فَيَقُولُ أَخِّرْهُمَا »

“แท้จริงการงานต่างๆ จะถูกเสนอ (ยังอัลลอฮฺ) ทุกวันจันทร์กับวันพฤหัสบดี ดังนั้นพระองค์อัลลอฮฺจะอภัยโทษให้แก่มุสลิมทุกคน หรือมุอฺมินทุกคน ยกเว้นบุคคลสองคนที่ทะเลาะกัน จะกล่าวขึ้นว่า ประวิงเขาทั้งสองไว้ก่อน (ยังไม่อภัย จนกว่าจะคืนดีกันก่อน) ” 

6. ถือศีลอดในวันที่ 13, 14 และ15 ของเดือนอฺรับ
มีสุนนะฮฺให้ถือศีลอดสุนนะฮฺในวันที่ 13, 14 และ15 ของเดือนอฺรับ
ท่านอบูซัรฺรินเล่าว่า

« يَا أَبَا ذَرٍّ إِذَا صُمْتَ مِنَ الشَّهْرِ ثَلاَثَةَ أَيَّامٍ فَصُمْ ثَلاَثَ عَشْرَةَ وَأَرْبَعَ عَشْرَةَ وَخَمْسَ عَشْرَةَ »

“โอ้ท่านอบูซัรฺริน เมื่อท่านถือศีลอด 3 วันในหนึ่งเดือน ท่านจงถือศีลอดในวันที่ 13, 14 และ 15 (ของทุกเดือน) เถิด” 
อนึ่ง การทำความดี 1 เท่ากับ 10 ความดี กล่าวคือ ถือศีลอด 1 วัน เท่ากับ 10 วัน ฉะนั้น 3 วัน จึงเท่ากับ 30 วัน 1 เดือนพอดี

7. การถือศีลอดวันเว้นวัน
ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า

« أَحَبُّ الصِّيَامِ إِلَى اللَّهِ صِيَامُ دَاوُدَ ، كَانَ يَصُومُ يَوْمًا وَيُفْطِرُ يَوْمًا

“การถือศีลอดซึ่งเป็นที่รักยิ่ง ณ พระองค์อัลลอฮฺ คือการถือศีลอดของนบีดาวูด คือถือศีลอดหนึ่งวัน และละทิ้งการถือศีลอดหนึ่งวัน” 

8. การถือศีลอด 9 วันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ
นางฮุนัยดะฮฺ บุตรสาวของคอลิด ฟังจากภรรยาคนหนึ่งของท่านรสูลุลลอฮฺ โดยนางเล่าว่า

كَانَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم يَصُومُ يَوْمَ تِسْعِ ذِى الْحِجَّةِ

“ปรากฏว่าท่านรสูลุลลอฮฺจะถือศีลอด 9 วัน (ช่วงต้น) ของเดือนซุลหิจญะฮฺ”



والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


เมื่อพวกเขาไม่สนใจสุนนะฮฺ




“และมันมิใช่อื่นใดนอกจากอุปมาพวกเขา...

ผู้ที่จัดงานเมาลิดฉลองวันเกิดให้ท่านนบีเสียใหญโต

 แต่ไม่ปฏิบัติตามสุนนะฮฺของท่าน...

ก็เสมือนดั่งผู้ที่ประดับประดาอัล-กุรฺอานเสียงดูสวยงาม

 แต่ไม่เคยอ่านมัน หรือเคยอ่านบ้าง แต่ก็ไม่เคยปฏิบัติตาม

 และอุปมาเหมือนดั่งผู้ที่ตกแต่งมัสยิดอย่างเลิศหรู

 แต่ไม่เคยเข้าไปละหมาดในมัสยิดนั้น

 หรือาจจะเคยเข้าไปละหมาดบ้าง ก็แค่บางครั้งเท่านั้น...”

 (ท่านเชคคุลอิสลามอิบนุตัยมียะฮฺ ท่านกล่าวไว้ในหนังสือ “อิกติฎออุศ ศิรอฏิล มุสตะกีมฯ” เล่มที่ 2 หน้าที่ 124)

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


เพียงพอแล้วสำหรับสุนนะฮฺ




ท่านอับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เคยกล่าวไว้ว่า
“พวกท่านจงปฏิบัติตาม และและพวกท่านจงอย่าได้อุตริเป็นอันขาด แน่นอนพวกท่านถูก(กำหนดสุนนะฮฺ) ให้ (เพื่อปฏิบัติ) จนเพียงพอแล้ว” (บันทึกโดยท่านวะเกี๊ยะอฺ ในหนังสืออัซ-ซุฮิดิ เล่มที่ 2 หน้า 590 หมายเลข 315 , ท่านอะหฺมัด ในหนังสือ อัซ-ซุฮิดิ หน้า 162 , ท่านอัด-ดาริมียฺ เล่มที่ 1 หน้า80 , ท่านมุหัมมัด บิน นัศรฺ ในหนังสือ “อัซะซุนนะฮฺ หน้า 23 , ท่านอัล-บัยฮะกีย์ ในหนังสื อัล-มัลค็อลฯ หมายเลข 204)

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

เธอคือภรรยาทีศอลีฮะห์



มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง

ผู้เป็นสามีสอนภรรยาอ่านและท่องอัลกุรอ่านเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง สามีกำลังหาสิ่งของอะไรบางอย่าง แล้วบังเอิญพบเห็นประกาศนียบัตรท่องจำอัลกุรอ่าน 30 ยุซ ซึ่งเป็นของภรรยา
เขาก็เลยถามตัวเองในใจว่า : เป็นไปได้ไงที่ภรรยาฉันท่องจำอัลกุรอ่านทั้งเล่ม แล้วมีประกาศนียบัตรด้วย ?

เขาก็เลยไปถามภรรยาเขากับเรื่องนี้

แล้วนางก็ตอบว่า : ก็เพราะว่าคุณไม่เคยถามฉัน ว่าฉันท่องจำอัลกุรอ่านหรือเปล่า ? และฉันก็เลือกที่ไม่อยากจะบอกคุณ ก็เพราะว่าฉันอยากที่จะเป็นเด็กเล็กเด็กน้อย ที่จะคอยอยู่ในการดูแลของคุณ ถ้าหากว่าฉันอ่านผิด ตัวคุณเป็นเหมือนกำบังที่ให้ความร่มเงาแก่ฉัน แต่ถ้าหากว่าฉันอ่านถูก คุณก็จะหาของขวัญและพร้อมมอบกำลังใจให้ฉันได้อ่านอัลกุรอ่านอย่างสม่ำเสมอ และฉันก็อยากจะให้คุณรู้สึกว่า ตัวคุณเองเป็นอาจารย์ที่ได้สอนสั่งฉัน จนกระทั่งสองเราจะได้พำนักในสวรรค์อันนิรันดร์

ผู้เป็นสามีรู้สึกถึงความซาบซึ้ง ที่ภรรยาเขาได้กระทำมา แล้วเขาก็ได้หลั่งน้ำตา เพราะรู้ว่าภรรยาของเขาได้มอบความรักที่ยิ่งใหญ่

แล้วเขาก็จูบที่หน้าผากของเธอ พร้อมกล่าวว่า : อัลฮัมดูลิลาฮฺ ที่อัลลอฮฺทรงได้โปรดปรานนิอฺมัตให้แก่ฉัน ด้วยภรรยาที่ศอลีฮะห์



✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿



บทความดีๆโดย : صفحة"حب الله" اللي بيحب ربنا يضغط لايك/ انشرها بقدر حبك لله
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ

อิสลามห้ามเรียกร้องตำแหน่ง



                   ศาสนาไม่อนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดเรียกร้อง หรือขอตำแหน่งหน้าที่ใดๆ เพื่อให้ตนได้ดำรงตำแหน่งนั้น  และไม่อนุมัติที่จะมอบตำแหน่งนั้นตามที่เขาเรียกร้อง ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดที่จะมอบตำแหน่งหน้าที่กับผู้ที่เรียกร้องอยากได้ตำแหน่ง 

ปัจจุบันมิใช่แค่เรียกร้องตำแหน่งเพียงลมปากเท่านั้น แต่ยังยัดเยียดเงินเพื่อจะได้ครอบครองตำแหน่งอีกต่างหาก แน่นอนบุคคลเหล่านี้ อิสลามปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ที่จะสนับสนุนเขาขึ้นครองตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าตำแหน่งทางศาสนา ตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งใดๆก็ตาม ที่ส่งผลให้เขาผู้เรียกร้องตำแหน่งได้รับตำแหน่งจากที่เขาเรียกร้องนั้น ผู้ใดยอมรับ หรือสนับผู้นั้น ถือว่าเขาปฏิเสธสิ่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ได้ห้ามไว้แล้ว

รายงานจากท่านอับดุรเราะหฺมาน อิบนุ สะมุเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ได้กล่าวกับฉันว่า
“อับดุลลอฮฺเอ๋ย ท่านอย่าได้ขอตำแหน่งหน้าที่ใดๆ เพราะถ้าท่านได้ท่านได้รับตำแหน่งเพราะการขอ ท่านก็จะถูกทำให้ละเลยต่อหน้าที่ตำแหน่งนั้น  แต่ถ้าท่านได้ตำแหน่งมาโดยไม่ได้ขอ ท่านก็จะได้รับการช่วยเหลือในตำแหน่งนั้นๆ” (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม หะดิษเลขที่ 1791)

รายงานจากอบู มูซา ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า
“ฉันได้เข้าไปหาท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) พร้อมกับชายอีก 2 คน ซึ่งเป็นคนในตระกูลของอาของฉัน คนหนึ่งในสองคนได้กล่าวว่า
“โอ้ ท่านรสูล(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ขอได้แต่งตั้งฉันให้ทำหน้าที่บางส่วนตามที่อัลลอฮฺ พระผู้ทรงอานุภาพและเกรียงไกรยิ่ง ได้ทรงมอบหมายท่าน"
 อีกคนหนึ่งก็กล่าว (กับท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) เช่นเดียวกัน ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) จึงกล่าวว่า
“ฉันจะไม่ให้มีใครคนใดดูแลปกครองงานนี้ ตามที่เขาขอจะเป็น และจะไม่ให้ตำแหน่งกับใครที่เขาโลภอยากได้ตำแหน่ง” (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม หะดิษเลขที่ 1792)

รายงานจากท่านอบู ซัรฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า
“ฉันเองได้กล่าว(ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ว่า
“โอ้ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ท่านจะไม่มอบงานให้ฉันทำเลยหรือ ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ได้เอามือของท่านตบ 2 ไหล่ของฉัน ต่อจากนั้นก้กล่าวว่า
“อบู ซัรฺเอ๋ย ท่านนั้นชักอ่อนแรงแล้วนะ ในกิจการต่างๆนั้นต้องมีความไว้วางใจกัน และในกิจการต่างๆนั้น ในวันกิยามะฮฺจะมีแต่ความละอาย และความเสียใจ เว้นแต่บุคคล (ที่ได้รับการแต่งตั้งนั้น) ได้ตามสิทธิ์ (ยุติธรรม) และปฏิบัติหน้าที่ซึ่งในกิจการนั้นเป็นหน้าที่สำหรับเขา” (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม หะดิษเลขที่ 1793)


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

การซื้อหย่า (อัล-คุลอฺ์ الخلع )





การซื้อหย่า  คือ การที่สามีปลดปล่อยภรรยาของเขาให้พ้นจากพันธะกรณีของการแต่งงานโดยมีทรัพย์สินเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ฝ่ายหญิงมอบให้แก่ฝ่ายชาย

วิทยปัญญาในการบัญญัติการซื้อหย่า
เมื่อความรักระหว่างสามีภรรยาได้หายไป ความรังเกียจและเกลียดชังได้เข้ามาแทน และเมื่อมีปัญหาและอุปสรรคในการครองชีวิตคู่  และความบกพร่องของสามีภรรยาหรือคนใดคนหนึ่งได้เผยขึ้น  อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา จึงได้วางแนวทางและทางออกกับปัญหาดังกล่าว
ถ้าหากปัญหาดังกล่าวเกิดจากฝ่ายชาย อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ได้ให้สิทธิ์แก่ฝ่ายชายด้วยการประกาศหย่า แต่ถ้าหากเกิดจากฝ่ายหญิงแท้จริงอัลลอฮฺก็ได้อนุญาตให้นางไถ่ถอนหรือซื้อหย่า ด้วยการยกทรัพย์สินจำนวนหนึ่งให้กับฝ่ายชาย จะเท่ากับ หรือน้อยกว่า หรือมากกว่าที่นางได้รับจากฝ่ายชาย ( สินสมรส ) เพื่อให้สามีปลดปล่อยนางจากพันธะกรณีแห่งการแต่งงาน 

1. อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ตรัสว่า
﴿الطَّلَاقُ مَرَّتَانِ فَإِمْسَاكٌ بِمَعْرُوفٍ أَوْ تَسْرِيحٌ بِإِحْسَانٍ وَلَا يَحِلُّ لَكُمْ أَنْ تَأْخُذُوا مِمَّا آتَيْتُمُوهُنَّ شَيْئًا إِلَّا أَنْ يَخَافَا أَلَّا يُقِيمَا حُدُودَ اللهِ فَإِنْ خِفْتُمْ أَلَّا يُقِيمَا حُدُودَ اللهِ فَلَا جُنَاحَ عَلَيْهِمَا فِيمَا افْتَدَتْ بِهِ ﴾
ความว่า : การหย่านั้นมีสองครั้ง แล้วให้มีการยับยั้งไว้(ไม่หย่าขาด)โดยชอบธรรม หรือไม่ก็ให้ปล่อยไป(หย่าขาด)พร้อมด้วยการทำดี(คือไม่ทารุณและเอาเปรียบ) และไม่อนุญาตแก่พวกเจ้า ในการที่พวกเจ้า จะเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากสิ่งที่พวกเจ้าได้ให้แก่พวกนาง (มะฮัรหรือสินสมรส) นอกจากทั้งสองเกรงว่า จะไม่สามารถดำรงไว้ซึ่งขอบเขตของอัลลอฮฺได้เท่านั้น ถ้าหากพวกเจ้าเกรงว่าเขาทั้งสองจะไม่ดำรงไว้ซึ่งขอบเขตของอัลลอฮฺแล้วไซร้ ก็ไม่มีบาปใดๆ แก่เขาทั้งสองในสิ่งที่นางใช้มันไถ่ตัวนาง (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 229)

2. รายงานจากอิบนุอับบาส เราะฏิยัลลอฮฺอันฮุมา ว่า แท้จริงภรรยาของษาบิต อิบนุ ก็อยสฺ ได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวว่า  โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ  ฉันไม่ตำหนิอุปนิสัยเขาและเรื่องศาสนาของเขา แต่ฉันไม่ชอบการปฏิเสธในอิสลาม (หมายความว่า หากฉันยังอยู่กับเขา ความไม่เชื่อฟังของฉันต่อสามีอาจทำให้ฉันตกอยู่ในสภาพที่ทำให้ฉันปฏิเสธอิสลามได้)  ท่านรอซูลุลอฮฺ  ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้กล่าวว่า

«أَتَرُدِّينَ عَلَيْـهِ حَدِيْقَتَـهُ؟» قَالَتْ: نَعَمْ، قَالَ رَسُولُ الله صَلَّى اللهُ عَلَيهِ وَسَلَّم : «اقْبَلِ الحَدِيْقَةَ وَطَلِّقْهَا تَطْلِيقَةً».
ความว่า : "เธอจะคืนสวนให้เขาหรือไม่?" นางกล่าวว่า : ฉันยินดีคืนให้เขา ท่านรอซูลุลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัลฮิวะสัลลัม  จึงบอกแก่ษาบิตว่า  "ท่านจงรับสวนนั้นแล้วประกาศหย่านางหนึ่งครั้ง"   ( รายงานโดย อัล-บุคอรีย์  เลขที่ 5273 )

ปัจจัยต่างๆที่อนุญาตให้ทำการซื้อหย่า
1. อนุญาตให้ทำการซื้อหย่าได้เมื่อภรรยาไม่พอใจสามีของนางอันเนื่องมาจากสามีมีบุคลิกการอยู่ร่วมกันไม่ดี หรืออุปนิสัยไม่ดี หรือมีหน้าตาและรูปร่างอัปลักษณ์ หรือเพราะกลัวมีบาปเนื่องจากไม่ให้สิทธิ์ต่อสามี และสามีควรจะตอบรับข้อเรียกร้องของนางในการซื้อหย่าหากต้นเหตุนั้นเป็นที่อนุมัติ
2.  เมื่อภรรยาไม่พอใจสามีของนางอันเนื่องจากความบกพร่องของสามีในเรื่องศาสนา เช่นสามีไม่ทำการละหมาด หรือส่ำส่อน ซึ่งนางไม่สามารถที่จะตักเตือนเขาได้ นางจำเป็นต้องหาทางเพื่อปลดปล่อยตัวเองออกจากเขา  และเมื่อเขาได้กระทำสิ่งต้องห้ามบางอย่าง แต่เขามิได้บังคับให้นางกระทำสิ่งนั้น ก็ไม่จำเป็นสำหรับนางที่จะต้องทำการซื้อหย่า  หากหญิงใดได้ขอหย่าจากสามีโดยปราศจากเหตุผลที่มีน้ำหนัก กลิ่นหอมของสวนสวรรค์จะถูกห้ามสำหรับนาง

หุกุ่มการกลั่นแกล้งภรรยา
เป็นที่ต้องห้ามแก่สามีที่จะกลั่นแกล้งและทรมานภรรยาของตนเพื่อจะบังคับให้นางขอหย่าโดยหวังที่จะให้นางคืนทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่เขาได้ให้กับนางไว้ เว้นแต่กรณีที่นางได้กระทำผิดศีลธรรมอย่างชัดเจนเท่านั้นที่สามีมีสิทธิ์เรียกร้องมะฮัรส่วนหนึ่งคืนจากเธอได้
 อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ตรัสไว้ว่า
﴿يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا يَحِلُّ لَكُمْ أَنْ تَرِثُوا النِّسَاءَ كَرْهًا وَلَا تَعْضُلُوهُنَّ لِتَذْهَبُوا بِبَعْضِ مَا آتَيْتُمُوهُنَّ إِلَّا أَنْ يَأْتِينَ بِفَاحِشَةٍ مُبَيِّنَةٍ وَعَاشِرُوهُنَّ بِالْمَعْرُوفِ فَإِنْ كَرِهْتُمُوهُنَّ فَعَسَى أَنْ تَكْرَهُوا شَيْئًا وَيَجْعَلَ اللهُ فِيهِ خَيْرًا كَثِيرًا﴾
ความว่า : ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! ไม่อนุมัติแก่พวกเจ้าการที่พวกเจ้าจะเอาบรรดาหญิงเป็นมรดกด้วยการบังคับ และไม่อนุมัติเช่นเดียวกันการที่พวกเจ้าจะขัดขวางบรรดานางเพื่อพวกเจ้าจะเอาบางส่วนของสิ่งที่พวกเจ้าได้ให้แก่พวกนาง นอกจากว่าพวกนางจะกระทำสิ่งลามกอันชัดแจ้งเท่านั้น และจงอยู่ร่วมกับพวกนางด้วยดี หากพวกเจ้าเกลียดพวกนาง ก็อาจเป็นไปได้ว่า การที่พวกเจ้าเกลียดสิ่งหนึ่งขณะเดียวกันอัลลอฮฺก็ทรงให้มีในสิ่งนั้น ซึ่งความดีอันมากมาย (  อัน-นิซาอฺ  - 19 )

หุกุ่มการซื้อหย่า
การซื้อหย่า คือการยกเลิก ถึงแม้จะเกิดขึ้นโดย กล่าวคำ (ถอดถอน  الخلع , ยกเลิก الفسخ , ไถ่ถอน الفداء )  แต่ถ้าหากเกิดขึ้นด้วยการกล่าวคำหย่า หรือด้วยคำหย่าที่เป็นนัย และมีความตั้งใจจะหย่าก็ถือเป็นการหย่า และฝ่ายชายไม่สามารถที่จะกล่าวถ้อยคำคืนดีกับนางได้ ถ้าต้องการกลับคืนดีก็ต้องแต่งงานใหม่และต้องมีสินสอดใหม่ หลังจากที่นางได้พ้นอิดดะฮฺหากการหย่านั้นไม่ใช่ครั้งที่สาม  

เวลาสำหรับการซื้อหย่า
อนุญาตให้ไถ่ถอนได้ทุกเวลา ขณะที่มีรอบเดือนหรือไม่มี  และหญิงที่ซื้อหย่าจะมีช่วงเวลาแห่งการรอคอย (อิดดะฮฺ) เพียงการมารอบเดือนครั้งเดียว และอนุญาตให้สามีแต่งงานกับภรรยาที่ได้ไถ่ถอนไปแล้วโดยต้องมีความยินยอมจากนาง ด้วยสัญญาแต่งงานและสินสอดใหม่ หลังจากพ้นช่วงเวลาแห่งการรอคอย (อิดดะฮฺ)

ทรัพย์สินที่ใช้ในการซื้อหย่า
ทรัพย์สินทุกอย่างที่สามารถนำมาเป็นสินสอดได้ก็สามารถใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนในการซื้อหย่าได้ เมื่อภรรยาได้กล่าวว่า  จงปลดปล่อยฉันด้วยเงินหนึ่งพัน(ที่นางจ่ายให้กับเขา)  แล้วสามีก็ได้ปฏิบัติ นางจะหลุดพ้นจากสามีทันที และสามีมีสิทธิ์จะได้รับเงินหนึ่งพันที่นางได้กล่าวไว้  และสามีไม่ควรเอาทรัพย์สินที่เป็นข้อแลกเปลี่ยนจากนางมากกว่าสินสมรสที่เขาได้ให้กับนางไว้


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿
มุหัมมัด อัตตุวัยญิรีย์
แปลโดย : ริซัลย์ สะอะ
ผู้ตรวจทาน : ฟัยซอล อับดุลฮาดี